เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 20 : เข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 19

 

 

“เหมือนเช่นตอนนี้ ที่คุณกำลังปล่อยให้ใครคนหนึ่ง กำหนดชีวิตของคุณอยู่ คนร้ายที่อยู่ในเงามืดไง”

“ฉันไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นยัยเอมี่ของคุณ”

“ถ้าคุณแน่ใจว่าเป็นเอมี่จริง ทำไมคุณยังเป็นฝ่ายถูกล่าอยู่ล่ะ”

ชายหนุ่มเอียงหน้ามองเธอ ด้วยสายตาขบขัน เธอขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

“ถ้าให้ตอบสวยๆก็คงเป็นเพราะฉันเป็นคนดีเกินไปน่ะสิ”

“ตัวคุณเองต่างหากที่อ่อนต่อโลก เมริสา! คุณเลยเป็นฝ่ายถูกล่าอยู่เสมอ ทำไมคุณไม่คิดจะเป็นผู้ล่ากับเขาบ้างล่ะ”

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกสำบัดสำนวนสักที คุณกำลังบอกให้ฉันทำอะไรเหรอ พูดมาตรงๆ”

เขาทำหน้าเซ็ง “ทำอย่างที่เพื่อนคุณทำไง” เขาพลิกสายตาไปทางห้องของไอริส “ผู้ชายมีเงินหมายถึงอำนาจ แต่ผู้หญิงมีความงามมีอำนาจเหนือกว่า ใช้อำนาจที่มีอันน้อยนิดของคุณซะ ถ้ามีโอกาส”

“ฉันเข้าใจแล้ว” เธอยิ้มหัว ก่อนจะพนักหน้าบอกเขาว่าเธอเข้าใจความหมายของเขาแล้ว “ถ้าฉันอยากมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ ฉันแค่ไปยืมอำนาจของผู้ชายรวยๆมาปกป้องดูแลฉัน โอ้...คุยกับคุณแล้วได้ความรู้ในการใช้ชีวิตอีกเยอะเลย ฉันจะหาผู้ชายรวยๆที่ไหนดีนะ สวยน้อยอย่างฉัน คงหาได้แค่ แก่กับโง่”

ไคล์ยกไหล่ ซึ่งนั่นไม่ใช่เขา “ผมรับรองเลยว่ามันได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์”

เมริสาพยักหน้าแบบประชด

“อย่างเช่นที่ร้านอาหารไทย ก็ควรจะร้องขอให้มาเฟียเข้ามาคุ้มครอง ถึงจะรอดปลอดภัย”

“คุณเริ่มจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นแล้ว”

“ลูกน้องของคุณใช่ไหม ที่เดินเพ่นพ่านอยู่หน้าร้านฉัน”

เขาดีดนิ้วเปาะ “คุณจับได้แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น คนร้ายในเงามืดที่ก่อกวนร้านฉันอยู่ เป็นพวกเดียวกับคุณด้วยรึเปล่า”

“ผมคิดแผนสกปรกได้เยอะเลย เวลาที่ต้องจัดการกับสิ่งที่มันรกหูรกตา แต่คิดแล้วมันต้องคุ้มด้วยนะ คุณจะเชื่อผมรึเปล่า ก็เรื่องของคุณ ปัญหาที่ร้านของคุณเจออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ฝีมือของผมแน่นอน”

“ฉันเชื่อคุณ” เธอตอบเขาได้ทันที นั่นเพราะส่วนลึกในใจมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งเป็นชื่อที่เธอไม่กล้าพูด “บางที ฉันต้องยอมรับความจริงว่าโลกใบนี้มันสกปรกกว่าที่คิด คุณต้องไปเจรจากับเจ้าของร้านเรื่องเรียกค่าคุ้มครอง”

“ผมไม่ได้ต้องการเงิน ผมจึงไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของร้าน”

“แล้วคุณต้องการอะไรมิราบ”

“สิ่งนั้นเป็นความรับผิดชอบของคุณ” หญิงสาวใจหายวาบ ตระหนักชัดแล้วว่า เธอติดกับเขาเข้าเสียแล้ว “คุณคนเดียวเท่านั้น”

เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเธอเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถควบคุมร็อกกี้ มิลเลอร์ได้ แม้เธอยังไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้น เขาจะไม่ปล่อยให้เธออยู่อย่างไร้ประโยชน์อีกต่อไป มันต้องใช้งานเสียให้คุ้ม!

 

“เหลือเวลาอีกสิบนาที”

เขายืนสูบบุหรี่อยู่นอกระเบียง เมริสายังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม โดยอาหารยังอยู่เกือบครบ เธอกินอะไรไม่ลง และคงกินอะไรไม่ลงไปอีกนาน หากเธอยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้...เพื่อให้ร้านรอดพ้นจากวิกฤติ...ฉันต้องยืมมือคุณมาช่วยอย่างนั้นหรือ...แลกกับความรับผิดชอบของฉัน

“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง”

ชายหนุ่มพ่นควันก้อนสุดท้าย ก่อนเดินกลับเข้ามาในห้อง “สิ่งที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกเลยนะ คุณต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆก่อน อย่าให้ใครทำร้ายคุณได้ เข้าใจรึเปล่า”

“แล้วขั้นต่อไปล่ะ”

“ยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะรู้ กลับไปได้แล้ว”

เมริสาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ด้วยใจเย็นเยือก เธอถามตัวเองว่า จำเป็นต้องยอมเขาหรือไม่ ไม่เลย เธอเลี่ยงได้ ก็แค่ทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปซะ หัดเป็นคนเห็นแก่ตัวเสียบ้าง แต่ถ้าทำอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่า เธอจะมีชีวิตรอด แต่เธอจะอยู่โดยไม่เหลือความรักไว้ให้ชื่นชม

แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร...เมริสา! 

 

หลังจากที่หญิงสาวออกจากห้องไปได้สักพัก ไคล์ไปรวบเบียร์ขวดเล็กในตู้เย็นมากองไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดดื่มแบบขวดต่อขวด จนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาที

เขาแน่ใจว่าไม่ได้อยากเมา แต่เขานอนไม่หลับ เพราะมีบางสิ่งคอยหลอกหลอนเขาอยู่

“ขั้นต่อไปคือ...เลิกมองผมด้วยสายตาแบบนั้นซะ!!!!!!!!

ไคล์ขว้างขวดไปโดนฝาผนังจนแตกกระจาย เขากัดฟันกรอด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเพราะหายใจแรง วินาทีนี้เอง ที่แอลกอฮอล์ในท้องเขาเริ่มก่อกวน และส่งผลให้เขาคลานเข้าไปพาดคอบนขอบโถส้วม แล้วสำรอกเอาความข้นเครียดและเจ็บปวดทุกอย่างในวันนี้ลงในคอห่าน เขาทิ้งตัวลงนอนยาวเหยียดบนพื้นที่เย็นเฉียบในห้องน้ำนั้นเอง

เสียงโทรศัพท์จากโรเบอร์โต้ปลุกเขาให้ลืมตาขึ้นในตอนเช้า การแจ้งข่าวสำคัญของลูกน้องคนสนิททำให้เขาตื่นไปทั้งร่าง เขารีบใส่เสื้อผ้า ลงจากอาคารหรู แล้วเดินไปขึ้นรถซึ่งจอดรออยู่อีกฟากของถนน

“เขาเพิ่งจะเดินทางออกจากเมืองที่เขาอาศัยอยู่ครับ” โรเบอร์โต้ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งโชว์เฟอร์และบอร์ดี้การ์ดในคนเดียวรายงานความเคลื่อนไหวของมอร์แกน แจงโค หลังจากส่งคนไปเฝ้าที่แถวบ้านเขาอยู่พักใหญ่ ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้ารับรู้ นิ้วชี้พุ่งตรงไปข้างหน้า

“ไปที่นั่น” โดยไม่ต้องลังเล

“แล้วเรื่องประชุมล่ะครับ”

“ไม่จำเป็น” ไคล์เกลียดการประชุมเข้าไส้ เขาเบื่อกาแฟที่ห้องประชุมที่สุด เพราะรสชาติมันห่วยแตกพอๆกับคำถามงี่เง่าของผู้เข้าร่วมประชุมที่คิดจะใช้พื้นที่แสดงพาวเวอร์

เขาก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับภาษาอังกฤษเล่มโปรดในมือ แทนการอ่านเอกสารการประชุมที่วางอยู่บนเบาะด้านข้าง แน่นอนอยู่แล้วว่า เขาจะถูกคุณพ่อฟรานเชสตำหนิติติง เรื่องไม่เข้าประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทนิวส์ พาราไดซ์ ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับโรงแรมขนาดหกดาวทั่วยุโรป

คุณพ่อฟรานเชสเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยมีเขาเป็นตัวแทนในการบริหารงาน ไคล์เองก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เช่นกัน แต่ตอนนี้ เขาขายมันคืนแก่คุณพ่อฟรานเชสไปเกือบหมด โดยเอาเงินที่ได้มากวาดซื้อหุ้นรายย่อยของอาร์แอนด์ดีกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ เหลือหุ้นอีกเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เขาต้องการได้ไว้  

“เดือนนี้คุณขาดงานทั้งเดือนเลยนะครับ”

โรเบอร์โต้จอมห่ามกล้าวิจารณ์เจ้านายต่อหน้า “ขาดงานกับไม่เข้าบริษัท ไม่เหมือนกันนะ ฉันแค่ไม่เข้าบริษัท แต่ฉันยังทำงานทุกวัน” เขาชี้แจงทั้งที่ไม่ต้องก็ได้ “งานที่ทำเพื่อเงิน ฉันทำจนเอียนแล้ว ขอทำงานเพื่อความสะใจบ้างเหอะ”

อย่างเช่นการตามล่ามนุษย์ที่ชื่อเซบาสเตียนที่ฉกเงินร้อยล้านยูโรไป ครอบครัวของวินที่กำความลับเรื่องการลักพาตัวไดแอน  ลิมเบอร์สกี้ และคนสุดท้ายผู้เก็บเพชรสีนิลไว้ ซึ่งเขาไม่รู้แม้แต่ชื่อ

“มอร์แกนเก็บตัวอยู่ในบ้านเป็นเดือน ทำไมคราวนี้ถึงได้ยอมออกไป หรือเขาต้องการบอกอะไรเรา”

รถหรูสีดำมันปราบมุ่งหน้าไปยังชนบทแห่งหนึ่งในฟลอเรนซ์ เขากำลังจะเดินทางไปยังที่ซึ่ง ชายสูงวัยอดีตบอดี้การ์ดมือซ้ายของเอเดรียนผู้เป็นบิดาได้เชื้อเชิญโดยอ้อม

ทำไมเขาถึงมั่นใจว่าตาแกนั่นต้องการพบเขานะเหรอ ง่ายมาก ตาแก่ระวังตัวแจมาตลอดตั้งแต่เจอเขาที่ร้านกาแฟในโรม ซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้าน ใช้ชีวิตอยู่แต่ในหมู่บ้านเล็กๆที่เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพ แต่วันนี้ เขาสวมชุดสูทชุดเดิมที่เคยใส่เมื่อสมัยยังทำงานกับคุณพ่อ เดินทางออกจากบ้านในตอนเช้าตรู่ของวันนี้

“สุสานทหารผ่านศึก” มีใครสักคนที่เขามาเยี่ยม อาจเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาเอง หรืออาจเป็นคนที่เขาตามหาอยู่ก็ได้ “ฉันต้องการคุยกับเขาตามลำพัง”

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปในบริเวณสุสาน เดินตามรอยเท้าของมอร์แกนเข้าไป

“เจอกันเร็วกว่าที่คิดนะครับ” เขาพูดเสียงเย็น พอกับสายฝนที่ปรายลงมาอย่างแผ่วเบา ชายชรายังยืนนิ่งหน้าหลุมศพนั้น เขานิ่งจนแทบไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว ไคล์ไม่คิดจะคารวะหลุมฝังศพของวินผู้ทรยศ

“คุณควรจะหยุดตามหาพวกเขา”

“ถ้าผมหยุด ผมคงไม่ตามคุณมา จริงไหม ผมไม่หยุดจนกว่าจะได้เจอพวกเขา”

ชายชรายิ้มอย่างปลดปลง “คุณจะไม่มีวันได้เจอพวกเขา”

ไคล์ขมวดคิ้วนิดๆก่อนจะคลายออก ยิ้มสู้กับภาพถ่ายของทหารหาญที่ชื่อวิน...วินที่ไม่มีวันชนะ “คุณปกป้องคนร้ายเพื่ออะไรเหรอ”

“ผมไม่ได้ปกป้องใคร นอกจากคุณ แทนที่คุณจะเดินไปข้างหน้า แต่คุณกลับเดินถอยหลัง อดีตมันผ่านมาแล้ว คุณกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก”

ชายหนุ่มขบกรามแน่น “อย่ามัวแต่เทศนากันอยู่เลย ผมตายตาไม่หลับแน่ ถ้ายังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บงการเรื่องนี้ และครอบครัวของวิน เป็นความหวังเดียวของผม”

“คุณคิดว่าคุณควรจะรู้ทุกเรื่องที่อยากรู้เหรอ”

“นี่เป็นเรื่องของครอบครัวผม คุณไม่แค้นบ้างหรือไร ที่พวกนั้นทำกับพ่อแม่ผมแบบนั้น วินเป็นคนที่พ่อไว้ใจที่สุด แต่กลับร่วมมือกับไอ้สกปรกเซบาสเตียน จับตัวคุณแม่เรียกค่าไถ่ จนทำให้คุณพ่อของผมต้องสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล คุณแม่ของผมไม่กล้าสู้หน้าสังคม ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอน ตรอมใจอยู่ห้าปี ก่อนจะผูกคอตาย”

ชายหนุ่มราวกับเห็นภาพทั้งหมดของเรื่องร้าย ขมับเขาเต้นตุบๆ เกร็งจนเอ็นปูดโปนไปทั้งร่าง “ตอนนี้ผมตามหาไอ้เซบาสเตียนเจอแล้ว มันทำศัลยกรรม เปลี่ยนชื่อนามสกุล เอาเงินที่ได้จากคุณพ่อไปสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี คุณรู้จักมัสซิโม แบร์ลุสโคนี่รึเปล่า”

ชายสูงวัยมองไปยังเบื้องหน้าที่ไกลแสนไกล เขากำลังนึกถึงเรื่องราวครั้งเก่าก่อน ความผิดพลาดในอดีตที่ฝังกลบไม่มิด วิบากกรรมที่ต้องชดใช้ร่วมกัน เขาเฝ้าถามเพื่อนรักเสมอว่าเขาควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

“คุณคงเล่นงานเขาไปแล้วใช่ไหม”

“ผมแค่ต้องการเงินทั้งหมดคืน พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดที่เขาต้องจ่ายราวๆ 20ปี”

“คุณเอเดรียนรู้เรื่องนี้รึเปล่า” ชายชราถามถึงอดีตเจ้านาย ซึ่งอาศัยอยู่ในคุกมาเกือบสิบปีแล้ว ผู้ชายใจร้ายคนนั้นทิ้งมารดาของเขาอยู่ในคฤหาสน์เพียงลำพังถึงห้าปี การที่เขาอยู่ในคุกเกือบสิบปีมานี้ ก็คงจะรู้ซึ้งแล้วว่ามารดารู้สึกเช่นไร ลูกชายคนนี้ยังใจดีอยู่ ที่ยังเจียดเวลาไปเยี่ยมอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ปีละครั้ง

“เขายังไม่รู้หรอก แต่เขาคงยังลืมไม่ลงแน่ว่าเขาติดคุกเพราะใคร มัสซิโมเป็นคนส่งเขาเข้าคุกด้วยตัวเอง”

วันนั้นเขายังจำได้ดี เขาอายุยังไม่ถึงยี่สิบ มัสซิโมมาที่บ้านบิดา ส่วนเขาแอบเข้าบ้าน เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้กลับอิตาลี เขาได้ยินการพูดคุยกันระหว่างสองคนนั้น

มัสซิโมเดินเกมฉ้อฉลธุรกิจกับบิดาจนมีหลักฐานเกี่ยวกับการคอรัปชั่น ตำรวจเดินทางมาถึงที่บ้านหลังจากเสียงหัวเราะของมัสซิโมลั่นบ้าน ก่อนบิดาจะขึ้นรถตำรวจไป มันถามคุณพ่อเพียงสั้นๆว่า...แกยังจำไอ้เซบาสเตียนได้รึเปล่า!!!...

“แต่ถึงเขาจะรู้ เขาคงจะสนับสนุนให้ผมเอาคืนไอ้มัสซิโมอย่างสาสม”

“เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”

“นี่แค่เริ่มต้น” เขากล่าวอย่างเชื่อมั่น “ให้ผมพบกับครอบครัวของวินเถอะครับ ผมสัญญาว่าผมจะละเว้นพวกเขา” ตราบใดที่เขายังไม่เจอเพชรสีนิลของมารดาที่หายสาบสูญไป

“คุณหนูครับ” นี่เป็นครั้งแรกที่มอร์แกนกลับมาเรียกเขาเหมือนเดิม เขาเคยได้ยินมัน แต่ลืมเลือนไปแล้ว “คุณต้องลืมทุกอย่าง หยุดขุดอดีตมาประจาน เริ่มต้นชีวิตใหม่เถอะครับ คุณก็เห็นแล้วว่าคุณพ่อของคุณยังอยู่เฉย ไม่คิดจะทำอะไรเลย

“เพราะเขาไม่ได้รักคุณแม่ไงครับ!!!” ชายหนุ่มฉุนหนัก

“ผมยืนยันว่าท่านรักคุณแม่ของคุณมากว่าชีวิตของท่านเสียอีก ถ้าคุณรักคุณแม่ของคุณจริง คุณควรมีชีวิตที่ดี คุณควรอยู่อย่างมีความสุข ผมไม่อยากให้คุณมาเสียใจภายหลัง”

“มอร์แกน...คุณผิดแล้ว...ผมจะไม่มีวันเสียใจกับสิ่งที่ผมคิดจะทำมาเกือบสิบปี ถ้าในตอนนั้น...”เขาอยู่ด้วยกันกับมารดา ไม่ถูกส่งตัวไปเรียนไฮสกูลที่อังกฤษ ไม่ถูกปิดเรื่องที่มารดาเสียชีวิตจนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็คงไม่คลั่งถึงขนาดนี้ “ถ้าผมรู้เรื่องตั้งแต่ในตอนนั้น ตอนนี้ผมก็คง...”

“คุณหนูอาจจะยังอยู่ในคุกก็ได้”

ชายหนุ่มอึ้งกับคำพูดนั้น แต่เขาไม่มีวันละทิ้งความตั้งใจเด็ดขาด “พวกเขาอยู่ที่ไหนครับ”

ชายสูงวัยทรุดตัวลงนั่ง เขากุมหัวใจของตัวเองไว้ รอยยิ้มของมอร์แกนบ่งบอกว่าเขาพร้อมจะตายแล้ว

“มอร์แกน คุณเป็นอะไร”

ไคล์นั่งลงแล้วประคองชายชราไว้ในวงแขน คนใกล้ตายยิ้มต้อนรับกับความจริงของชีวิต “คุณหนูเจอพวกเขาแล้ว” นั่นคือคำพูดสุกท้าย ก่อนชายชราจะแน่นิ่งไป ตลอดกาล 

“พวกเขาอยู่ที่ไหน บอกผมมา!!!

ไคล์นั่งนิ่งเหมือนหุ่นที่ไร้ชีวิต...มอร์แกนรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนรักด้วยชีวิต เขาเก็บความลับจนวันตาย!!!

“เจอแล้วอย่างนั้นเหรอ???"



^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha