เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 26 : เมริสา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 25

 

 

ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแล้วโยนให้เธอ

“ฝนหยุดแล้วก็จริง แต่ละอองฝนก็ยังมี” เขาคงเวทนาที่เห็นเธอตัวสั่นงันงก เธอเกือบจะยิ้มแล้วเชียว เพราะคิดว่าเขาห่วงใยเธอ “ตอนแรกก็ว่าจะห่อร่างมันไว้ แต่มันตายไปแล้ว คงไม่หนาวเท่าคน” 

ดูเหมือนเขาจะห่วงใยสุนัขโชคร้ายตัวนั้นมากกว่าคนจริงๆ เขามองมันด้วยสายตาอาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าเขาอ่อนโยน

“รอตรงนี้ก่อนนะ” เขาลุกแล้วเดินหายไปในแนวต้นไม้ที่หนาทึบ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับพลั่วเก่าๆอันหนึ่ง เขาขุดหลุมขนาดพอดีตัวเจ้าโกล์เด้น สำหรับที่อยู่สุดท้ายของสุนัขชรา

เธอช่วยเขานำดินกลบร่างของมันจนมิด เธอเอามือวางบนหลุมดิน แตะเบา ๆสองสามครั้งราวกับจะบอกมันว่านอนหลับให้สบายนะ แต่เธอไม่ได้พูดอะไร

ชายหนุ่มลุกขึ้นก่อนเธอแล้วเดินไป เธอลุกตาม เดินไล่หลังเขาสองสามก้าว เขาไม่ชอบให้ใครเดินนำเขา เธอจำได้ขึ้นใจเลย 

เธอกระชับเสื้อโค้ตตัวใหญ่ของเขาที่คอยคุ้มกันความหนาวให้แก่เธอ กลิ่นกายและความอบอุ่นที่ยังคงเหลืออยู่ในเสื้อตัวนี้ช่วยให้เธอคลายหนาวและรู้สึกปลอดภัย ส่วนเขา ยังสวมชุดคลุมและกางเกงขาสั้น รองเท้าก็ไม่ใส่ ทำไมเขาออกจากที่พักมาด้วยสภาพนั้น

“คุณรู้ข่าวเรื่องอุบัติเหตุได้ยังไง”

“ฝนมันตก แค่ออกมาดู ไม่ต้องถามมากหรอก”

“คุณไม่สวมรองเท้า”

“มันขาด เลยทิ้งถังขยะไปแล้ว”

เขาเดินนำหน้าเธอไป โดยทิ้งห่างเธอไปหลายก้าว หญิงสาวไม่คิดจะตามเขาให้ทัน “ขอบคุณนะที่คุณมา...”

“ไม่จำเป็น ผมไม่ได้มาเพื่อคุณ”

เธอพยักหน้า เข้าใจอยู่แล้ว “ขอบคุณแทนเจ้าแก่”

“คุณไม่ได้เป็นเจ้าของมันคนเดียวนะ มันเป็นความรับผิดชอบของผมเหมือนกัน ยังไงผมก็ต้องมาส่งมันอยู่แล้ว”

เธอพยักหน้า เข้าใจสิ่งที่เขาพูดทุกอย่าง ที่เขาตามมาถึงที่นี่ เพราะสุนัขตัวนี้ก็สำคัญกับเขาไม่น้อย เธอเคยแอบเห็นเขานำอาหารมาให้เจ้านี่หลายครั้ง เขาดูอ่อนโยนทุกครั้งที่อยู่กับมัน ช่วงเวลาเดียวเท่านั้นกระมัง ที่เขาดูมีชีวิตชีวา เธอแทบไม่ต้องเดาเลยว่าชายหนุ่มจะรู้สึกเสียใจแค่ไหนกับการสูญเสียเพื่อนแท้ไปอีกหนึ่ง

“คุณคงหนาวแย่” เธอคิดจะถอดเสื้อส่งคืน

“ไม่ต้อง! ไม่หนาว! ไม่ต้องสนใจผมหรอก รีบเดินตามมาดีกว่า” 

ชายหนุ่มสาวเท้าอย่างเร็ว เพื่อนำพาหญิงสาวผ่านสวนสาธารณะเก่ากึกที่เวลานี้มีแต่ความเงียบ ไร้ผู้คน เถากุหลาบที่เลื้อยปกคลุมเต็มศาลาขนาดเล็กก็แทบไม่เหลือให้เห็นดอกแล้ว พวกมันพากันร่วงโรยจนเกลื่อนยอดหญ้า...ไฟสนามเริ่มส่องแสงแล้ว เพราะฟ้าเริ่มครึ้มอีกครั้ง ดูเหมือนเมฆจะเริ่มตั้งเค้าอีกคราว หลังจากเทฝนลงมาทักทายไปราวๆหนึ่งชั่วโมงเศษ

ไคล์ไม่คิดจะถามเธอสักคำหรือว่าทำไมเธอถึงจากมา...

หรือความจริงแล้ว เขาไม่ได้คิดจริงจังกับมันมากนัก ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

และเมื่อไม่ได้...ก็กลับไปกินบะหมี่คลายหิว

ดูเหมือนจะอร่อยกว่าเธอเยอะเลย

“ไคล์...” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ เขาไม่ได้ยิน แต่ถึงไม่ได้ยิน เธอก็ยังอยากถามเขาสักคำ “จูบฉันทำไม?”

เขาไม่รังเกียจหรือขยะแขยงมันเหรอ

“ฉันอยากถามคุณสักเรื่อง...” ในที่สุด เธอก็ตะโกนตามหลังเขาไป ชายหนุ่มหยุดก้าว เธอหยุดตาม เพื่อให้ระยะห่างเท่าเดิม

“อะไร” สั้นและห้วนเสมอ

“ถ้าเกิดเป็นฉันที่ถูกรถคันนั้นชน ไม่ใช่เจ้า...”

“ผมไม่สนหรอก!! เพราะผมไม่เคยสนคนที่ตายไปแล้ว!” 

มีเพียงคนเดียวที่เขาสน คุณแม่ของเขา!!! ซึ่งนั่นก็คงมากพอให้เขาเสียใจและหัวใจสลาย เขาไม่คิดจะเผื่อแผ่ความเสียใจนี้ให้ใครอีก ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น...เธออย่าตายก่อนเขาเด็ดขาด !!!

“มีอะไรจะถามอีกไหม”

“มีสิ” เธอว่า “คำถามแรกยังไม่จบเลย ไม่ได้อยากรู้ว่าคุณสนมันรึเปล่า ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าฉันตายไปจริงๆ คุณจะยังคุ้มครองร้านของเราไหม???”

เขาปล่อยลมหายใจที่หนักหน่วงออกมา ขบกรามเบาๆ รู้สึกว่าเลือดในกายมันจะเย็นชืด อาจเพราะเริ่มจะรู้สึกถึงความหนาวแล้วใช่ไหม 

“ถ้าร้านนั่นยังให้ผลประโยชน์กับเราได้ มีหรือที่ผมจะปล่อยให้หลุดมือ คุมแถวนี้ได้หมด ก็รวยเละสิ ทำนาทำไร่บนหลังคนนี่มันสบายจริงๆ”

เธอคอตก ความมั่นใจติดลบเท่ากับอุณหภูมิในเวลานี้เลยล่ะ ในสายตาเขา คุณค่าของเธอน้อยกว่าเจ้าแก่โกล์เด้นที่ถูกดินฝังกลบไปแล้วเสียอีก แต่ก็แอบดีใจเล็กๆ ที่ร้านยังพอมีความหวัง 

“ฉันหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววัน แม่คงมีความสุข ทุกคนคงมีความสุข” ยกเว้นเธอ หากยังอยู่ที่นี่

“ไปเถอะ ฝนจะตกอีกแล้ว เดี๋ยวจะเดินลำบาก”

เขาเดินนำเธอไปอีกครั้ง หญิงสาวก้าวตาม

เขาเดินเร็วมาก ไม่สนใจคนข้างหลังเลย

“ฉันตามคุณไม่ทันจริงๆ” และเธอก็ไม่อยากเดินตามหลังเขาไปแบบนี้ด้วย แม้แผ่นหลังของเขาจะน่ามองสักเท่าไหร่ เธอก็ไม่มีสิทธิ์จะซบพิง ไม่มีสิทธิ์จะสวมกอดเขา “ไคล์...”

ชายหนุ่มผู้นั้น เดินทิ้งห่างเธอไปพอสมควร นั่นก็บอกอยู่แล้วว่าเขาอายแค่ไหน หากมีเธอเดินข้างๆ เมริสาหยุดก้าวเท้า ถึงอย่างไร ก็ต้องแยกกันอยู่ดี อาจเป็นที่ไหนสักแห่ง บนท้องถนนหรือหน้าร้านกาแฟ 

เขาคงไม่พาเธอกลับไปที่ห้องพักของเขาเป็นแน่ ที่ห้องของเขามีหญิงสาวแสนสวยและสง่างามรอเขาอยู่ เขาทิ้งจูเลียร์ไว้ในห้องนานเกินไปแล้ว เขาถึงได้รีบเดินขนาดนั้น

“ลาก่อนนะ” เธอฝากลมเย็นๆไปบอกเขา เสี้ยววินาทีที่เธอตั้งใจมองเพื่อจะจดจำแผ่นหลัง ท่าทางการเดิน เส้นผม แขนขา ฝ่ามือ เพื่อเก็บเขาไว้ในความทรงจำ 

เธอหันหลังให้เขา ก่อนเดินเข้าซอยหนึ่งแล้วเดินไปข้างหน้า เธอเดินอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้ลื่น เพื่อประคองตัวไปจนถึงที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเธอสามารถอาศัยชายคาและความอบอุ่นได้ ที่ซึ่งไม่ใช่ร้านอาหารไทย ที่ซึ่งคนร้ายไม่สามารถตามตัวเธอเจอ

เมริสาน้ำตาไหล ขณะเดินกอดตัวเอง เมื่อนึกถึงสุนัขตัวนั้น หากไม่ได้มันเข้ามาช่วย เธอเองที่จะโดนรถคันนั้นชนตาย เธอเห็นเต็มตาเลยว่ารถตั้งใจจะขับพุ่งเข้าชนเธอ สุนัขตัวนั้นกระโดดพุ่งใส่หน้ารถจนหัวรถเปลี่ยนทิศทาง ขับเข้าไปชนกับเสาถนน และสุนัขตัวนั้นตายในทันที

ไม่มีสิ่งใดเลยในเวลานี้ ที่บรรจุอยู่ในหัวของเธอ...

“ฉันต้องไป” มีคนพยายามจะฆ่าเธอ... “แม่คะ หนูขอโทษนะคะที่ไม่สามารถอยู่ดูแลแม่ได้ แต่หนูรู้ดีว่าการที่หนูอยู่ที่นี่ มันยิ่งทำให้ทุกคนลำบาก"  

เธอไป นั่นเพื่อไม่ให้คนที่เธอรักทุกคนต้องมาตายแทนเธอ เหมือนที่สุนัขตัวนี้ได้ทำลงไป ความเศร้ากัดกินเธอจนใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาช้ำเอ่อไปด้วยน้ำตา ความหนาวที่แสนทรหดนั้นได้ก่อตัวขึ้นก่อนที่สายฝนจะโปรยปรายลงมาเสียอีก

เมริสาโบกรถแท็กซี่ แล้วบอกปลายทางของเธอ ไม่นานนัก รถคันนั้นก็มาขับมาจอดที่หน้าสนามบินนานาชาติ หญิงสาวจ่ายเงินแล้วลงจากรถ เธอรู้ดีว่าคงยังไม่มีไฟล์ไหนบินในตอนนี้แน่ แต่เธอไม่มีที่ไป เธอขอมานอนรอที่สนามบินก็แล้วกัน

เธอมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาทำงานอยู่ที่มิลาน เธอตั้งใจจะบินไปหาเขา หากเป็นไปได้ เธอคงจะได้ทำงานที่นั่นสักพัก

มิลานคงไกลพอสำหรับเอมี่ คงไกลพอสำหรับคนที่อยากจะทำลายชีวิตของเธอ และไกลพอจากเขา 

หญิงสาวเดินเข้าไปในอาคารของสนามบิน ซึ่งผู้คนก็ยังคงพลุกพล่านเหมือนเดิม

แต่ก่อนไป เธอควรจะโทรศัพท์ไปสอบถามที่ร้านอาหารว่าสถานการณ์ยังคงปกติเหมือนเดิมหรือไม่ แต่พอเธอล้วงหาโทรศัพท์กลับไม่พบโทรศัพท์ของตัวเอง   

“หายอีกแล้วเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอใจหายวาบ ก่อนเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์อีกเครื่องจะดังขึ้น หญิงสาวควานหาตามเสื้อโค้ตที่ชายหนุ่มให้มาทันที 

“โทรศัพท์ของเขานี่ ให้ตาย มันติดอยู่ในเสื้อของเขา ทำยังไงดี????”

เธออ่านชื่อปลายสายที่โทรมา...ยัยเอมี่ตัวร้าย!!!

“ขนาดฉันจะไปแล้ว เธอยังตามมาหลอกหลอนฉันอีกนะ” เธอไม่รับโทรศัพท์แต่กลับปิดมันทิ้งแล้วหย่อนกลับลงที่เดิม ใจหายใจคว่ำ แต่พอนึกว่าฝ่ายโน้นคงกรี๊ดลั่นที่เขาไม่รับสาย เธอก็รู้สึกสะใจเป็นที่สุด 

“ฉันไม่รับโทรศัพท์แทนเขาก็บุญแค่ไหนแล้ว”

เธอจะเดินต่อ แต่นึกขึ้นได้ว่าจะเป็นอย่างไรหากเธอใช้โทรศัพท์ของเขาลองโทรเข้าเครื่องตัวเองดู ถึงแม้จะเป็นความหวังน้อยนิดที่จะได้มันคืนมา แต่ก็ไม่เสียหายอะไรนี่

หญิงสาวไม่รอช้า เธอล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขครบทุกหลักเพื่อติดต่อกับโทรศัพท์ของตัวเอง

“ว๊าว...ติดด้วย” เธอรอสายอยู่นาน นานจนเกือบจะหลุดไปแล้ว “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นเจ้าของเครื่อง”

หญิงสาวแจ้งทันทีเมื่อปลายสายกดรับ...ฝ่ายที่รับโทรศัพท์เงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุเข้ม และเย็นชาจนน่าขนลุก เหมือนที่เธอเคยได้ยินมาช่วงเวลาหนึ่ง

“ผมก็เป็นเจ้าของเครื่องที่คุณโทรมา!!!!!!!!!

อุ๊ยตาย!!! หญิงสาวตกใจหน้าเหวอ ดึงโทรศัพท์ออกจากหูทันที เธอบอกกับตัวเองว่า... “ใช่เขาแน่”  หรือว่าเธอลืมโทรศัพท์ไว้ที่ห้องของเขา...ไม่สิ...เธอเก็บทุกอย่างกลับมาจนครบ เธอมีของน้อยชิ้นมาก แค่กระเป๋าสะพายใบเดียว ไม่มีทางลืมอะไรเด็ดขาด เธอแนบโทรศัพท์กับหูอีกครั้ง

“ผมจะแจ้งความจับคุณ!!! ถ้าคุณไม่เอาเสื้อกับโทรศัพท์มาคืนผม!!!” แน่ล่ะ เขาโกรธจนแทบจะฉีกเนื้อเธอเป็นชิ้นๆ ได้ เพราะจนถึงตอนนี้ เขายังวิ่งพล่านอยู่ด้านนอก เพื่อตามหาเธอ คนที่ทำให้เขาลำบากได้ไม่หยุดหย่อน จับตัวได้คราวนี้ เขาจะจับเธอแล้วมัดเธอไว้เลย!!!

หญิงสาวใจหายวาบ ไม่คิดว่าเขาจะโกรธถึงขนาดนี้ “ฉันไม่ได้ขโมยนะ มันติดมาเอง ก็คุณ...”

“ผมจะรอคุณที่ร้านกาแฟตรงมุมถนน ให้เวลาสิบนาที รีบมา!!!! 

เขาตัดสายทิ้ง หญิงสาวเรียกชื่อเขาอีกหลายครั้งก่อนจะแน่ใจว่าเขาไม่ได้ยินแน่ เขาช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน ไม่ดูไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น เธอไม่ได้อยู่แถวนั้นเสียหน่อย 

เมริสาเก็บโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม แล้วเดินเข้าไปที่ช่องจำหน่ายตั๋วของสายการบินราคาประหยัด

 

 

ชายหนุ่มผ่อนความเหนื่อยล้าด้วยการหยุดเดิน ก่อนหน้านั้นราวๆครึ่งชั่วโมง เขาเดินพล่านไปทั่วเพื่อควานหาตัวหญิงสาว เมื่ออยู่ๆเจ้าหล่อนก็หายไปอีกครั้ง

“ผู้หญิงบ้า!!!” หากเจ้าหล่อนมาเห็นสภาพของเขาในเวลานี้ คงจะหัวเราะชอบใจสิ เพราะมันทั้งสกปรกและเต็มไปฝุ่นสกปรก 

เขาหนาวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว เวลานี้ เขาอยากได้กาแฟร้อน ๆ สักแก้วเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย แต่ก่อนจะเข้าร้านกาแฟ เขาควรจะซื้อเสื้อโค้ตสักตัวในร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม  

 

ห้านาทีต่อมา...ไคล์เดินเข้าร้านกาแฟร้านเดิม เขาเลือกโต๊ะประจำของมอร์แกน บริกรมาบริการ เขาสั่งกาแฟร้อนรสโปรด บริกรขอให้เขารอสิบนาที 

ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นขึ้น เสื้อโค้ตตัวใหม่ติดแบรนด์เรเชล ก็ไม่เลวนัก เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่คุณพ่อของเขาโปรดปราน จนสั่งให้เขาหันมาใส่เสื้อผ้าแบรนด์นี้ด้วย แต่เขาไม่เคยชอบสไตล์ของมันหรอก 

ทว่า เดือนก่อนนี้เองที่เสื้อผ้าจากร้านเรเชลในมิลานส่งเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายคอลแลกชั่นใหม่ไปให้เขาถึงคฤหาสน์ในไวน์ไรส แต่เขายังไม่แตะมันเลย ครั้งสุดท้ายที่เขาไปเหยียบที่นั่นก็สองเดือนมาแล้ว

“จะหมดเวลาแล้วนะ...” ชายหนุ่มกำโทรศัพท์ของหญิงสาวไว้แน่น เขาฆ่าเวลาระหว่างรอเครื่องดื่ม ด้วยการเปิดดูภาพถ่ายของหญิงสาวในเครื่อง ภาพจากโทรศัพท์ของเธอ ทำให้รู้ทันทีว่าเจ้าหล่อนเป็นคนสดใสและไม่ห่วงสวยเลยสักนิด

“ทำไมชอบทำหน้าตาตลกแบบนี้นะ” เขายิ้มมุมปาก เห็นแววตาของหญิงสาวที่ส่งมาจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วมันอดไม่ได้...ชายหนุ่มดูภาพไปเรื่อยๆ หากแล้วก็ต้องหยุดค้างที่ภาพหนึ่ง ภาพที่ทำให้เขารู้สึกตกใจไม่น้อย... 

“อะไรกัน เป็นพวกถ้ำมองนี่หว่า”

มันเป็นภาพถ่ายของตัวเขาในหลากหลายอิริยาบถ แม้แต่ภาพเขากับสุนัขตัวนั้นในวันที่หิมะตก “สองปีมาแล้วนี่!” 

หัวใจเขาเต้นรัวไปหมดเมื่อรู้ว่าเธอมีภาพเขาอยู่เต็มเครื่อง เขาหยุดสนใจภาพถ่ายพวกนั้น แล้วรีบเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต เขาไม่อยากคิดต่อจากสิ่งที่รู้ใหม่ ไม่อยากเดาอะไรทั้งนั้น

“ที่แท้ก็พวกโรคจิต” บริกรนำกาแฟมาเสิร์ฟ ถ้วยใบใหญ่ยังร้อนระอุ กลิ่นหอมกรุ่นกว่าทุกครั้งที่เคยรูสึก เขาสูดเอากลิ่นกาแฟที่หอมเจือรสขมนั่นช้าๆ ก่อนยกขึ้นจิบ ไอร้อนกระทบจมูกและใบหน้าคร้าม แก้มสากของเขาแดงเรื่อนิดๆ ขนหนวดหรอมแหรมแซมผิวละเอียดตรงปลายคางและกรามพอสวย 

เขามองไปยังด้านนอก เพื่อความเพลิดเพลินใจ ฝนหยุดตกไปแล้ว เหลือแต่เม็ดน้ำที่เกาะพราวตามบ้านเรือน อาคาร ร้านรวงและบนหลังคารถ บ้างก็หยดลงมาจากชายคา  

“เอ๊ะ!!!...” แล้วสายตาของเขาก็เห็นบางอย่าง เขาจ้องไปยังที่หนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่า หากนั่งตรงจุดนี้ก็สามารถมองเห็นมันได้ชัดเจน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ “เมริสา” 

จากมุมที่เขานั่งนั้น เก้าอี้เขาตั้งขนานกับถนนด้านนอก หากเขาเอียงหน้าสักสี่สิบห้าองศา มองผ่านกระจกไปตรงๆ เขาจะเห็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าที่เขาเพิ่งจะเอาเงินก้อนใหญ่ไปทิ้งไว้นั่นละ แล้วยังไง ทำไมเขาต้องแปลกใจด้วย 

ไคล์มองจ้องแบบไม่กระพริบตา เพราะเขาเห็นความพิเศษของมันชัดเจนทีเดียว เมื่อผนังที่กรุกระจกใสของร้านเสื้อผ้า ทำหน้าที่สะท้อนภาพประตูด้านหลังของร้านอาหารไทยที่ชื่อเมริสาได้อย่างชัดเจน เส้นทางเข้าออกของพวกพนักงานของร้าน  

“ทำไมมอร์แกนชอบมานั่งที่นี่ อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง เขานั่งมองอะไร...” 

คำถามนั้นดังอยู่ในหัวเหมือนระฆังที่ถูกตีดังสม่ำเสมอกัน ดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด มันดังจนเขาปวดหูทีเดียว 

“เคยเจอกันแล้วอย่างนั้นเหรอ?” หัวใจเขาเต้นแรง ตัวเขาสั่น เมื่อคิดเอาเองว่ามอร์แกนกำลังเฝ้ามองใครบางคนผ่านร้านเสื้อผ้านั้น และจากที่ตรงนี้ ในร้านกาแฟ ที่ไม่มีใครสงสัยได้

หรือสิ่งที่เขาซ่อนไว้จะอยู่ที่นั่น!!!    

ร้านเมริสา?




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha