เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 27 : ไม่...เขาไม่ได้ต้องการเธอเลย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 26

 

 

“ไปมิลานค่ะ”

หญิงสาวแจ้งเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วของสายการบินแห่งหนึ่ง เธอใช้เวลาจัดการซื้อตั๋วสำเร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที เมื่อตั๋วมาอยู่ในมือเธอแล้ว เธอเดินออกมาหาที่นั่งบริเวณที่พักผู้โดยสาร ซึ่งค่อนข้างแออัดและพลุกพล่าน ผู้โดยสารตกค้างมีมากกว่าครึ่งเพราะฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว ทำให้หลายเที่ยวบินงด 

ทว่า ตอนนี้หลายเที่ยวบินเริ่มเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ท้องฟ้าที่มืดเพราะฝน แปรเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่เธอต้องรออีกประมาณห้าชั่วโมงอยู่ดี กว่าเที่ยวบินที่จองไว้จะออกก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว  

“เฮ้อ...ชีวิตหนอชีวิต” เธอหันไปเห็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในส่วนบริเวณแหล่งช๊อปปิ้งขนาดเล็กของสนามบิน ความคิดหนึ่งผ่านวาบเข้ามาในสมอง

เธอตัดสินใจลุกจากที่แล้วตรงไปที่ร้านนั้น เธอเลือกโปสการ์ดที่เธอชอบมาหนึ่งใบ เป็นรูปของเดวิดยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่บนแท่น จ่ายเงินแล้ว เธอกลับมานั่งที่เดิม หยิบปากกาขึ้นมาแล้วจรดถ้อยคำลงด้านหลังโปสการ์ด

“ฉันส่งเสื้อโค้ตมาคืนคุณ...” เธอยิ้มนิด ๆ ขณะนึกถึงตอนที่เขาโยนมาให้เธอ เขาช่างไม่รู้จักความอ่อนโยนนุ่มนวลที่ซ่อนอยู่ในตัวเอาเสียเลย “รวมทั้งโทรศัพท์มือถือรุ่นที่แพงของคุณด้วย...” เธอยังไม่ลืมประโยคสุดท้ายก่อนเขาจะวางสาย เขาถนัดแต่ตะคอกสินะ

เมริสาเขียนเสร็จก็พลิกดูภาพเดวิดอีกครั้ง...

“คุณคงหนาวแย่” เธอไม่ได้หมายถึงแค่เดวิดเท่านั้น หญิงสาวรู้สึกเศร้าใจอย่างประหลาดเมื่อคิดว่าต้องจากโรมไป เธอถอนหายใจตั้งหลายครั้ง อารมณ์ทั้งเซ็งทั้งหงุดหงิดประดังประเดเข้ามา หากไม่มีเรื่องราวน่ากลัวเกิดขึ้นกับชีวิตเธอ หากเธอได้ใช้ชีวิตปกติสามัญชนของเธอไปเรื่อย ๆเหมือนแต่ก่อน เธอคงจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่นี้หลายร้อยหลายพันเท่า อย่างน้อย ๆ เธอก็ยังได้แอบมองหน้าเขาบ้าง เวลาเดินสวนกันบนริมฟุตบาท หรือในร้านกาแฟ

“หวังว่าพอฉันไปแล้ว ทุกอย่างคงดีขึ้นนะ” เธอเงยหน้ามองด้านบน ไม่เห็นอะไรนอกจากเพดานหลังคาที่สูงลิ่ว เธอไม่อยากให้น้ำตามันไหลออกมาจริง ๆ ต่อให้ต้องทุกข์ทนแค่ไหน เธอก็ไม่เคยร้องไห้ แต่หนนี้มันห้ามไม่อยู่จริง ๆ เธอทั้งกดดันและเศร้าเสียใจจนต้านทานไม่ไหว

“ทำไมมันแน่นหน้าอกอย่างนี้...” แน่ล่ะ มันทั้งแน่นทั้งเจ็บเลยทีเดียว เธอกำหมัดหลวม ๆ แล้วทุบหน้าอกตัวเองเบา ๆ เพื่อให้มันคลายความเจ็บ แต่มันไม่เคยได้ผล หัวใจที่ซ่อนอยู่ภายใน เธอยังปกป้องมันไว้ไม่ได้ ปล่อยให้คนเลวไร้หัวใจเข้าไปทำร้ายง่ายๆ “ผมไม่สนหรอก...คนใจดำอำมหิต คอยดูเถอะ! ถ้ายังทำตัวอย่างนี้ ตัวเองตายเมื่อไหร่ จะไม่มีคนร้องไห้หน้าหลุมศพสักคน”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าไม่ใช่ธุระของเธอ โทรศัพท์ของเขา ก็ต้องเป็นธุระของเขาสิ เธอไม่อยากจะล้วงมันขึ้นมาดูปลายสายว่าเป็นใคร เธอเชื่อว่าต้องเป็นชื่อของคนเดิม...ยัยเอมี่ตัวร้าย!!!

แต่ไม่ใช่ เธอเดาผิด...โรเบอร์โต้...ใครกันนะ หญิงสาวถือวิสาสะกดรับเพื่อจะได้แจ้งว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับเจ้าของเครื่อง แต่พอรับสายแล้ว ฝ่ายโน้นก็รายงานทันที

“ที่ร้านอาหารไทยไม่มีอะไรผิดปกติแล้วครับ จะยกเลิกคำสั่งไหมครับ” หญิงสาวได้ฟังก็แปลกใจ คำสั่งอะไรกัน แล้วร้านอาหารไทยร้านไหนที่เขาพูดถึง เธออยากจะถามนายโรเบอร์โต้นี่จริงๆ แล้วก็สะอึก นึกถึงคำของชายหนุ่ม...เรียกค่าคุ้มครอง...

ใช่แล้ว เรียกค่าคุ้มครอง คนของเขารายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ร้านเมริสาแน่นอน...เธอตาโตแอบดีใจเมื่อรู้ข่าวดี 

“เจ้านายครับ” เธออยากบอกเหลือเกินว่าให้เฝ้าต่อไป แต่เธอเลียนเสียงของไคล์ไม่ได้ จึงรีบตัดสาย เปลี่ยนเป็นส่งข้อความแทน...

“เฮ้อ...หวังว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ” เมริสาง่วงเต็มทีแล้ว แต่เธอคงจะนอนลำบาก อยู่ในที่แบบนี้ แม้ไม่ได้มีทรัพย์สินมีค่าอะไรมากมายติดตัว แต่เธอก็อยากรักษาทุกอย่างที่อยู่ในความครอบครองของเธอในเวลานี้ให้ปลอดภัยที่สุด ให้ทุกอย่างยังอยู่กับเธอต่อไป โดยเฉพาะแหวนสำคัญวงนั้น ที่เธอยังไม่มีโอกาสคืนให้เจ้าของเลย

เพราะถึงจนตรอกแค่ไหน เธอก็ไม่ขายแหวนหมั้นใครกินหรอก!!!

 

 

ชายหนุ่มนั่งดื่มกาแฟแก้วที่สี่แล้ว ซึ่งเหลืออยู่แค่ค่อนแก้วเท่านั้น แต่หญิงสาวก็ยังไม่ยอมโผล่หัวมา 

“ไม่สวยแล้วยังจะเล่นตัวอีก!” เขาสบถไปอย่างนั้นเอง เพราะเธอไม่ได้ขอให้รอเสียหน่อย แต่ที่เขาทนนั่งให้ก้นชาอยู่กับเก้าอี้ตัวเดิมเป็นชั่วโมง ๆ เพราะต้องการให้เธอรู้สึกผิดมาก ๆ ยิ่งเขารอนานเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งผิด ผิดจนไม่กล้าสู้หน้าเขาด้วย 

“ผมให้เวลาคุณอีกครึ่งชั่วโมงนะ!” ชายหนุ่มกำถ้วยกาแฟแน่น จากกาแฟร้อนที่กลายเป็นกาแฟเย็นชืด 

ไคล์ดื่มกาแฟพลาง มองนาฬิกาพลาง เขาพยายามจะใจเย็นที่สุด 

“หมดเวลาแล้ว!!!!”  เขาไม่อาจทนแรงต่อต้านจากภายในได้อีกต่อไป เขาเลิกหยิ่ง หยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาแล้วกดโทรออกไปยังเครื่องตัวเองเป็นครั้งที่สอง

และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาตื๊อผู้หญิง เขาบอกตัวเองว่ามันคือความจำเป็น เพราะเขาต้องใช้โทรศัพท์ของตัวเองในการติดต่องานและเรื่องอื่น ๆที่เขาออกคำสั่งไปทั่ว   

“รับสิ...” เขารอจนสายตัดไป เขาโทรอีก แล้วสั่งๆๆๆๆ “บอกให้รับไง!!!!”

แต่เธอคงไม่ได้ยินคำสั่งของเขา เธอก็เลยยังท้าทายเขาอยู่ ด้วยการเมินเฉย ไม่รับไม่รู้ถึงความร้อนใจของเขาแม้สักนิด เขากำโทรศัพท์แน่น อยากจะขว้างทิ้ง แต่ทำไม่ลง 

"อือ..."  ทำใจเย็นแล้วกดโทรออกไปอีกกว่าสิบครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบกริบ ชายหนุ่มโกรธจนควันออกหู สำคัญกว่านั้น เขาคงดื่มกาแฟไม่ไหวแล้ว ไม่อย่างนั้น เขาคงนอนไม่หลับไปจนถึงเดือนหน้าแน่ๆ

“เช็คบิล...” เขาเรียกบริกรมาเก็บเงิน เมื่อเขาจ่ายเรียบร้อย ก็บอกลาเก้าอี้ที่ร้อนระอุกว่าก้นของเขาแล้วเดินออกจากร้านไปทันที 

เขาไม่เคยอยากไปที่ร้านอาหารไทยมากเท่าวันนี้มาก่อนเลย เขาจะไปถล่มร้านนั้นให้พังราบคาบ แล้วลากเธอออกมาถามที่หน้าร้านว่ากล้าดียังไงถึงขัดคำสั่งของเขา...

 

ไคล์มุ่งหน้าไป ก่อนถึงตัวร้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แถวๆนั้นเงยหน้ามองคนที่เดินผ่านไป เขาลุกตามจนทัน แล้วแสร้งเดินเรียบ ๆ เคียง ๆ เพื่อรายงานเจ้านาย...

“เจ้านายครับ ไม่มีหมาหรือแมวตัวไหนเฉียดเข้ามาแถวนี้เลยครับ” ระหว่างที่ลูกน้องรายงาน ชายหนุ่มกวาดตามองไปทั่วก็พบคนของตนเองประจำอยู่ในหลายจุด

“เฝ้าซะขนาดนั้น แล้วหมาตัวไหนจะกล้าเข้ามา”

โรเบอร์โต้สะดุ้งโหยง “เจ้านายสั่งว่าไม่ให้เลิก ให้ดูแลต่อนี่ครับ”

“เมื่อไหร่วะ ทำงานหนักจนเพี้ยนรึเปล่า”

บอร์ดี้การ์ดงง เปิดโทรศัพท์ดูข้อความ อ่านกี่รอบก็ใช่ “ว่าแต่ เจ้านายมานี่ทำไมครับ หรือว่าหิว ร้านอาหารก็ปิดแล้วด้วย ทำไงดี”

ชายหนุ่มหันไปมองประตูร้านที่ปิดสนิทแล้ว กระนั้น เขาต้องหาวิธีการเพื่อจะได้พบกับหญิงสาวให้ได้ เขากำลังนึกถึงประตูหลังร้าน ทว่า ก่อนที่เขาจะถึงประตูบานนั้น โทรศัพท์มีข้อความถูกส่งเข้ามา หนึ่งข้อความถูกส่งมาจากเครื่องของเขาเอง...

ฉันต้องไปแล้ว...ไม่ต้องห่วง...ไม่ต้องกังวลใจ...ของๆคุณจะถูกส่งคืนในเร็ววันนี้ ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือทุกอย่างค่ะ...เมริสา

ไคล์อ่านจบกำโทรศัพท์แน่นจนสั่นเทิ้มไปทั้งแขน ไม่รู้เขาโกรธอะไร แต่รู้ว่าเขาหยุดโกรธไม่ได้ เขาหันไปสั่งโรเบอร์โต้ให้ยื่นคำสั่งสลายตัว ไม่ต้องเฝ้าร้านอาหารไทยนี่แล้ว ให้แยกย้ายกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเองตามบ่อน ตามผับหรือคาสิโน แล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก

ส่วนเขาเดินกลับอพาร์ตเม้นต์โดยใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น   

“ก็แค่ผู้หญิงจุ้นจ้านงี่เง่าคนเดียว เสียเวลา...ให้ตายเหอะ!!!

จูเลียร์เปิดประตูให้เขา เธอยังไม่เมา แม้จะได้กลิ่นไวน์เบา ๆ โชยมาเป็นระลอก

“กลับมาดึกจัง ฉันเกือบจะไม่รออยู่แล้ว”

ชายหนุ่มไม่พูดอะไร มีอาการเซ็งให้เห็น ขณะเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์มาเปิดซด สาวใหญ่มองชายหนุ่มด้วยสายตาประหลาด เธอเดินไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม บนโต๊ะเล็กตรงหน้า มีไวน์ขวดสวยวางอยู่

“ท่าทางอย่างกับคนอกหัก”

ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กๆ ก่อนจะทำหน้าขึงขัง “อกหักอะไรกัน ผมแค่เซ็งนิดหน่อย”

“เธอหายไปไหนมาตั้งนานสองนาน”

เขาถอนหายใจเบา ๆ เดินมานั่งลงตรงหน้าสาวสวย แต่มองเมินไปทางระเบียง เขากำลังพยายามทำจิตใจให้ว่าง ไม่ต้องคิดอะไรที่มันไร้สาระ แล้วจะได้กลับมามุ่งมั่นกับเป้าหมายของตัวเองเหมือนเดิม

“ทำงานนิดหน่อย”

“แล้วงานที่ว่า ไม่โอเคเหรอ”

“โอเค”

“แล้วทำไมทำหน้าอย่างนั้น”

เพราะเขารู้สึกไม่พอใจใช่ไหม ไม่พอใจเรื่องอะไร เรื่องที่สุนัขตัวนั้นตาย หรือเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินตามหลังเขาอยู่ดีๆ ก็กลับเดินแซงหน้าเขาไปอีกครั้ง จะต้องให้เขาตามหาเธออีกกี่หนกัน!

“หน้าผมก็เป็นอย่างนี้มาตลอดนี่” เขาจิบเบียร์อีก จูเลียร์มองสายตากังวลลึกๆของเขาแล้วก็แอบยิ้ม เขาจะรู้ตัวไหมว่ามีเรื่องราวที่เปลี่ยนไปจากในแววตาคู่นั้น คนที่มั่นใจในตัวเองและไม่เคยกลัวอะไรเช่นนี้ แววตาดุดันสีเขียวแสนงดงามกำลังตื่นตระหนกและไม่กล้าสบตาคู่สนทนา

“หรือเพราะผู้หญิงคนนั้น”

“ผู้หญิงคนไหน?” เขาพูดเสียงดัง หน้าเข้ม ตาขวาง แล้วซดเบียร์ซ้ำ ๆ

“ไม่รู้สิ พอฉันบอกว่ามีผู้หญิงมาหาเธอ เธอก็ตกใจ รีบออกจากห้องไป เธอหายไปหลายชั่วโมง แล้วกลับมาด้วยสภาพอย่างที่เห็น...ซกมก ทรุดโทรม แล้วเสื้อโค้ตตัวใหม่ที่สกปรกไปทั้งตัว”

เขาหัวเราะแค่ปาก แต่ดวงตาไม่เล่นด้วย “ไร้สาระ!!!”

“ความรู้สึกของคนไม่ไร้สาระหรอกนะ” จูเลียร์ยิ้มกริ่ม “ฉันดีใจด้วย”

“ดีใจเรื่องอะไร”

“เรื่องที่หัวใจของเธอเริ่มรู้สึกเป็น ไม่เอาน่า อย่าตายด้านนักเลย พ่อรูปหล่อ” เธอยื่นแก้วไวน์ของตัวเองมาชนกับกระป๋องเบียร์ของเขา “เธอควรจะมีความสุขนะ”

“ไร้สาระ”

“ความสุขของเธอคือเรื่องไร้สาระเหรอ”

“ใช่...ผมไม่ได้ต้องการความสุข เป้าหมายของผมคือความสำเร็จต่างหาก” 

ถึงตอนนี้เขายิ่งมั่นใจว่าความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขากำลังจะได้ครอบครองความสำเร็จนั่น และเขายังมั่นใจอีกว่า ความสุขไม่ได้จำเป็นกับชีวิตของเขานักหรอก เพราะความสุขไม่เคยอยู่กับใครได้นาน

เพราะฉะนั้น เขาจะไม่เผลอไผลไปกับความหวั่นไหวชั่วครั้งชั่วคราวนั่นอีกแล้ว!!!!

“อพาร์ตเม้นต์ของเธอดูสะอาดเรียบร้อยดีจัง ฉันชอบนะ”

“ผมยกให้”

“ให้ฉันแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน”

“ผมจะย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์ในเขตลิซม่อนโรว์” ที่นั่น...บ้านของเขาจะอยู่ตรงข้ามกับคฤหาสน์ของมัสซิโม อาณาจักรของตระกูลนั้น สิ่งสำคัญเมื่อเขาประสบความสำเร็จแล้ว นั่นคือ การเย้ยหยันศัตรูให้แดดิ้นตาย และการทำให้ศัตรูได้ชื่นชมความสำเร็จของเขาด้วยสีหน้าโกรธแค้นที่สุด

จูเลียร์ตาโตด้วยความประหลาดใจ ปนความกังวลเล็กๆ “ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเก่งมาก เธอสามารถหาเงินได้มากมายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ฉันคงไม่ได้เข้าใจผิดนะว่าเธอไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับของนอกกฎหมาย เหมือน...ตาแก่นั่น”

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม แต่เขาไม่อธิบายอะไรให้จูเลียร์ฟัง “คุณไม่คิดว่าคุณพ่อให้เงินผมเหรอ”

“เป็นไปไม่ได้ เพราะเธอเองที่เคยพูดว่าจะไม่ใช้เงินของเขา เธอคงไม่ชอบเงินสกปรกเหมือนฉัน”

จูเลียร์ยังจำได้ดี เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เธอเข้าบ้านหลังนั้นไป ในฐานะภรรยาลับๆของเจ้าพ่อฟรานเชส ชายสูงวัยที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและทรัพย์สิน ทั้งยังกะล่อนร้ายตั้งแต่หนุ่มยันแก่ 

คนที่ไคล์เคยช่วยเขาไว้จากความตายในอุบัติเหตุรถยนต์ระเบิด เขาเสี่ยงเข้าไปลากตาแกนั่นออกจากรถ แค่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก่อนที่รถจะระเบิด 

ฟราสเชสเลยไม่ปล่อยไคล์ตั้งแต่นั้น ยิ่งพอรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของเอเดรียน เพื่อนรักของเขาในสมัยเด็กด้วยแล้ว เขาจึงทั้งรักและเมตตา ไคล์ทำให้เขาเห็นตัวเองในสมัยหนุ่มๆ   

“เงินไม่เคยสกปรกหรอกนะจูเลียร์ คนที่ใช้มันต่างหาก”

ชายหนุ่มทิ้งกระป๋องเบียร์ลงพื้นอย่างไม่แยแส ก่อนจะฉวยเอาขวดไวน์ตรงหน้าเธอมาดื่มไปหลายอึก

“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เธออยากรู้เรื่องคนตั้งมากมาย และทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับอาร์แอนด์ดี เธอกำลังคิดทำอะไรอยู่เหรอ”

“มีคนสั่งให้คุณมาล้วงความลับผมรึเปล่า”

จูเลียร์ยิ้ม “ใช่...คุณพ่อของเธอ ท่านเป็นห่วงเธอมากนะ”

“ผมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาต่างหาก คุณควรจะกลับไปคืนดีกับเขาได้แล้วนะ คู่ที่ลงตัวขนาดนี้ หาไม่ได้ง่าย ๆ นะ”

“แล้วเธอล่ะ รวยหล่อไปวัน ๆ ทำไม เมื่อไหร่เธอจะหาคนรู้ใจ” จูเลียร์ห่วงเรื่องนี้ที่สุด ไม่เพียงเพราะเขาเป็นลูกชายบุญธรรมของสามี แต่เพราะเธอรักและห่วงใยเขาเหมือนน้องชายจริง ๆ “เมื่อเธอเหนื่อยล้า เมื่อเธอมีเรื่องกลุ้มใจ เมื่อเธอต้องการที่ปรึกษา...”

“ผมไม่ต้องการความคิดเห็นจากผู้หญิง...” ชายหนุ่มพูดตรง ๆ “ผมไม่ได้ดูถูก แต่ผมไม่ต้องการมันจริง ๆ”

จูเลียร์ส่ายหน้าระอาใจกับความคิดไม่เข้าท่าของชายหนุ่ม “เธอไม่ต้องการคนไว้กอดตอนนอนฝันร้ายเหรอ หรือว่าตอนหนาว ๆ...”

“ไม่จำเป็น เพราะผมไม่เคยฝันร้าย”

“แล้วเวลาเธอนอนกับผู้หญิงล่ะ ความสุขบนเตียงนอนของเธอ ความอบอุ่นจากการสัมผัส ความหวานหอมจากรสจูบอันตราตรึง”

ชายหนุ่มทิ้งตัวพิงพนักโซฟา ภาพที่ผุดในหัวคือการนอนกับผู้หญิงมากมายของเขาในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เขาลืมหน้าผู้หญิงพวกนั้นไปหมดแล้ว อย่าว่าแต่ความสุขที่ต้องนึกถึงเลย แต่มีรสสัมผัสเดียวที่เขาหวนนึกถึงวันละหลายครั้ง...จูบที่ไม่ได้ตั้งใจกับหญิงสาวไร้ราคาคนนั้น  

“เธอต้องการอะไรเวลาที่เธอมีเซ็กซ์กับผู้หญิงพวกนั้น”

เขาทำหน้ายุ่ง “ทำไมวันนี้ถามเยอะจัง?”

“ตอบมาเถอะ ฉันแค่อยากรู้ว่าต้องติดต่อจิตแพทย์ให้เธอรึเปล่า”

เขาหัวเราะนิดๆ “ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นวิธีการปลดปล่อยความเครียดอย่างหนึ่ง”

“แล้วหายเครียดไหม”

ชายหนุ่มนิ่งคิด... “ก็ไม่”

“ลองหาคำตอบดูนะ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น”

“เสียเวลา”

“ฉันเศร้าใจแทนผู้หญิงที่เธอรักจริงๆ”

“เสียใจด้วยนะ ยังไม่มีคนที่ผมรัก” เขาขยับคิ้วขึ้นลงอย่างเย้ยหยัน “มีแต่คนที่รักผม และรักผม!”

“ดวงตาของเธอสวยมากเลยรู้ไหมไคล์” ดาราสาวยื่นมาแตะที่หลังมือของชายหนุ่ม สายตาของเธอแสดงถึงความห่วงใยและกังวล “แต่มันดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย”

ชายหนุ่มงงที่อยู่ดี ๆเจ้าหล่อนก็เปลี่ยนเรื่อง “ความสุขอะไรของคุณ ไร้สาระ”

ความสุขเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขา พอ ๆ กับความรักนั่นละ เขาเชื่อมาตลอดว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต 

ความสำเร็จและการเอาชนะเป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เขาอยู่บนโลกใบโสมมนี่ได้อย่างสง่าผ่าเผย 




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha