เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 29 : พักร้อนพักใจที่ไร่องุ่น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 28

 

 

หน้ากระจกในห้องน้ำ เมริสาลงมือปัดแต่งใบหน้าของตัวเองด้วยแป้งพับอันเล็ก ๆเพื่อกลบริ้วรอยแดง ๆจากฝีมือของไอริส เติมลิปสติกพอชุ่มปาก ส่วนแผลเล็กๆ ตรงหางคิ้วเลือดหยุดไหลไปแล้ว

เธอหยิบพลาสเตอร์ยาในกระเป๋าสะพายมาแปะเพื่อกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคในอากาศ เธอสางผมที่ยุ่งเหยิงจนเรียบร้อย กระชับเสื้อโค้ตตัวใหญ่ให้เข้าที่เข้าทาง แล้วเสร็จจึงออกจากห้องน้ำ

“นั่งรถไฟชมวิวก็ดีเหมือนกัน”

แต่เธอต้องชะงักฝีเท้า เพราะมีพลาสเตอร์ยายื่นมาต่อหน้า...

“อ้าว! ได้พลาสเตอร์ยาแล้วเหรอ”

เธอล่ะเหนื่อยใจ “ยังไม่ไปอีก”

“จะไปได้ไง เครื่องยังไม่ออกเลย” เขายิ้ม สดใสขึ้นเยอะ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ระหว่างรอเครื่องออก เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

“ไม่ได้หรอก...” เธอต้องรีบไปสถานีรถไฟ “คือไฟท์ของฉันใกล้จะออกแล้ว”

“โกหกไม่เก่งเลย ผมเช็ครายชื่อของคุณกับสายการบินที่คุณจะบินแล้ว ไฟท์ไปมิลานของคุณออกไปตั้งนานแล้ว คุณตกเครื่องไปตั้งแต่สี่สิบห้านาทีที่แล้วโน่น” เขาชนะ เธอหลอกเขาไม่ได้ เพราะเขาลงทุนเอาชื่อเธอไปเช็กกับทุกสายการบินเลยล่ะ เขาคว้ามือเธอไปจับ “ผมซื้อตั๋วไปมิลานสองที่นั่งเมื่อสิบนาทีก่อนนี่เอง คุณกับผม ไปมิลานด้วยกันนะ ผมอยากให้คุณเป็นเลขาให้ผม”

“อะไรกันร็อกกี้”

“ก็ตามที่พูดนั่นแหละ อย่าให้ย้ำหลายรอบ นะคุณเลขา”

เธอดึงมือกลับ “ไม่ตกลงค่ะ ฉันไม่เคยทำงานอะไรที่คุณว่ามาเลย ถ้าฉันทำบริษัทคุณเจ๊งขึ้นมา คุณพ่อคุณยิ่งเกลียดฉันเข้าไปใหญ่ คราวนี้คุณไม่โดนแค่ตบหน้าแน่ อาจจะโดน...(ตรีน!)”

เขาหัวเราะ “เรื่องคุณ ผมเคลียร์กับท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านอนุญาตให้ผมคบคุณ”

“หึ! มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือคะ”

“ไม่ง่ายเลย แค่ผมยอมใช้นามสกุลของเขาเท่านั้นเอง”

“อ้อ” เธอเห็นข่าวแล้ว “แต่ถึงยังไง ฉันก็คงทำงานเป็นเลขาให้คุณไม่ได้หรอก ดีไม่ดี มีเรื่องกับภรรยาเจ้าของบริษัท จะโดนเฉดหัวออกตั้งแต่วันแรก คุณอย่าหาเรื่องให้ฉันหน่อยเลย”

เธอจินตนาการออกเป็นฉาก ๆเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากเธอตกลงเป็นเลขาของร็อกกี้

“คุณกลัวไอริสตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ฉันไม่ได้กลัว แต่ชีวิตฉันมีปัญหามากพอแล้ว ซึ่งฉันยังตามแก้มันไม่หมด ฉันไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่ม คุณเข้าใจไหมร็อกกี้”

“เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวต้องแยกกันให้ออก”

“ถ้าอย่างนั้น คุณเองนั่นแหละ ต้องแยกให้ออกก่อน ฉันไม่อยากเป็นเด็กเส้น”

ถูกของเธอ เขาหัวเราะ “เฮ้อ!!...ช่วยรับความหวังดีบ้างได้ไหม”

“ฉันขอบคุณคุณด้วยใจจริงค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าฉันอยากทำงานที่บริษัทของคุณเมื่อไหร่ ฉันจะเดินเข้าไปสมัครงานที่ฝ่ายบุคคล เพื่อกรอกใบสมัคร ตกลงตามนี้นะคะ”

“โอเค ผมยอมแพ้ก็ได้” เขาผายมือให้เธอเดินไปด้วยกัน หญิงสาวไม่เกี่ยง “ว่าแต่ ทำไมถึงจะไปมิลาน ไปเที่ยวหรือไปหาใคร”

เธอเลี่ยงที่จะพูดความจริง “พอดีฉันลาพักร้อนได้หลายวัน เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศ”

“ดีจัง ช่วงนี้ไร่องุ่นที่นั่นสวยพอดี หลังผมเสร็จจากประชุมแล้ว ขอไปเที่ยวกับคุณด้วยนะ”

“ถ้าคุณสะดวกก็โอเคค่ะ...ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบิน ฉันจะหาเงินมาคืนคุณทีหลังนะคะ”

“ไม่ต้องหรอก ผมแค่อยากมีเพื่อนคุยระหว่างทาง คุณจ่ายผมด้วยการคุยเยอะๆ ยิ้มเยอะๆ หัวเราะเยอะๆก็พอแล้ว”

หญิงสาวยิ้มนิด ๆ เริ่มรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้เขา

 

 

เมริสาเพิ่งรู้เมื่อตอนขึ้นเครื่องนี่เองว่าไอริสเดินทางไปกับไฟท์ที่จองล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนเธอกับชายหนุ่มบินไปด้วยกันแค่สองคน เขาจองชั้นธุรกิจที่แสนสะดวกสบาย มีอาหารอร่อยรสเลิศและแพงหูอื้อให้เธอกินตลอดทาง เธอรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ที่เขายอมเสียเงินและเสียเวลา เพื่อรอเธอคนเดียว

ร็อกกี้พาเธอมายังโรงแรมในเครือนิวส์ พาราไดซ์ เพราะต้องเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นที่นี่

ส่วนเธอต้องไปที่ไร่องุ่นแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ทำงานของเพื่อน เขาสัญญาว่าจะไปส่งเธอในตอนบ่ายของวันนี้ และจะถือโอกาสเที่ยวแถวนั้นสักสามสี่ชั่วโมง ก่อนกลับมาร่วมงานเลี้ยงเล็ก ๆในช่วงหัวค่ำที่โรงแรม 

“พักด้วยกันที่โรงแรมเสียเลยนะ ผมจะเปิดห้องข้าง ๆให้คุณ”

“ไม่ล่ะค่ะ ขอบคุณ” เธอหันมองรอบกาย “ฉันสารภาพเลย ว่าเบื่อที่หรูหราแบบนี้เต็มทน อยากสัมผัสบรรยากาศไร่องุ่น ชนบท เนินเขาและคนงานร่างกายบึกบึนมากกว่าค่ะ”

เขาหัวเราะ “แล้วคุณติดต่อเพื่อนได้รึยัง”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ โชคดีที่จำชื่อไร่เขาได้ เดี๋ยวเขาจะมารับฉันที่หน้าโรงแรม”

“อย่าหายไปอีกนะ ได้โทรศัพท์แล้ว โทรมาด้วย” เธอบอกเขาว่าโทรศัพท์หายไป ส่วนเครื่องที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ต เธอปิดเครื่องเพื่อรักษาแบตเตอรี่หลังจากส่งข้อความสุดท้ายไปหาเขาแล้ว

“ร็อกกี้!!!” ไอริสแผดเสียงมาแต่ไกล ไม่เกรงใจแขกของโรงแรมที่กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณหน้าฟร้อนต้อนรับ เธอเดินฉับ ๆตรงมาหาทั้งคู่ ดวงตาลุกเป็นไฟ “นี่มันอะไรกันคะ ทำไมมันมาอยู่ที่นี่!!!”

“เธอเป็นเพื่อนรักของผม กรุณาให้เกียรติด้วย”

“ให้เกียรติ?” ไอริสย้ำคำนั้นด้วยสีหน้าขยะแขยง “ผู้หญิงแพศยา!!!

คำว่าผู้หญิงแพศยาลั่นไปทั้งโรงแรม แต่คนที่โดนด่ากลับไม่ได้รู้สึกอายเลยสักนิด แม้ทุกคนที่ได้ยินจะหันมองและซุบซิบ ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองสาว ยกมือขึ้นห้าม

“ไอริส คุณมาทางไหนก็ไปทางนั้นเลย ตรงนี้ ไม่มีใครอยากจะทะเลาะด้วย” เขาชี้ไป ไอริสดวงตาแดงก่ำ หันมองหญิงสาวที่ยังยืนเฉย ไม่รู้หนาวรู้ร้อน 

เมริสารู้สึกทั้งเบื่อและหน่าย เธอไม่คิดจะตอบโต้หญิงสาวที่เอาแต่กระวีกระวาดคนนี้แล้ว คนที่ไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น นอกจากเสียงของตัวเอง เพราะถึงเธอบอกว่าไม่ใช่ เจ้าหล่อนก็จะบอกว่าใช่อยู่ดี

“คุณไล่ฉันเหรอ!!!”

“ใช่ คุณเลิกงี่เง่า เลิกรังควาญผมซะทีเถอะ ผมอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะที”

ไอริสกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ที่ผ่านมา ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน...”

“บอกว่าผมรวยเหรอ???”

เมริสารู้สึกกดดันแทนสองคนนี้จริงๆ เธอกระซิบเตือนร็อกกี้ “เดี๋ยวก็มีข่าวว่าคุณรังแกแม่เลี้ยงหรอก”

“คุณหลอกฉันมาตลอด!!!

“เบาๆน่ามาดาม” ลูกเลี้ยงอุตส่าห์เตือน แต่เธอยังไม่ยอมหยุด เหมือนคนสติแตกไปแล้ว

ไอริสพูดรอดไรฟัง ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ และกระด้าง 

“คุณตั้งใจทำให้ฉันเซ็ง คุณไม่แยแสฉัน คุณทำให้ฉันเบื่อคุณ คุณอยากเลิกกับฉันมาตั้งนานแล้ว แต่คุณกลัว กลัวว่าจะไม่ได้เจอนังนี่อีก คุณมีชู้ก่อนฉัน!!! คุณต่างหากที่เลว ไม่ใช่ฉัน!!!” 

เจ้าหล่อนพูดจบก็ตบหน้าร็อกกี้ไปฉาดใหญ่ ชายหนุ่มหน้าหันไป เมริสาอ้าปากค้าง

“ไอ...คนมองใหญ่แล้ว” เธอเตือนน้องสาวที่สติหลุด เจ้าหล่อนหันขวับมามองเธอด้วยสายตาน่าขนลุกขนชัน

“เธอไม่มีวันชนะฉันหรอกเมย์ เธอเกิดมาเพื่อจะแพ้”

ฉันไม่เคยคิดอยากจะเอาชนะเธอเลยไอริส...เมริสาอยากจะพูดประโยคนี้ให้เธอฟัง แต่ไอริสไม่อยู่ฟัง เจ้าหล่อนเดินจากไปโดยทิ้งสายตาเจ็บปวดไว้ที่อดีตคนรักของเธอ

“เป็นไงคะ รสชาติมือของไอริส พอใช้ได้ไหม”

“พรุ่งนี้คงมีข่าวว่าผมโดนแม่เลี้ยงตบ” เขายกฝ่ามือขึ้นลูบแก้มตัวเอง เขารู้สึกผิดอยู่ลึกๆกับสิ่งที่เธอระบายออกมาด้วยหัวใจที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส “ถ้าผมบอกเธอตั้งแต่แรกว่าผมเป็นใคร เรื่องก็คงไม่บานปลายอย่างนี้ ทุกคนจะได้ไม่เจ็บ คุณกับเธอก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ผมผิดเอง”

เมริสาใช้สายตาอบอุ่นปลอบใจเขา “เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ”   

 

 

 “นนท์!!

เมริสาเหยียดสุดแขนโบกไม้โบกมือให้เพื่อนรัก เมื่อเห็นเขายืนหมุนคว้างอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ของไร่องุ่น บริเวณที่จอดรถหน้าโรงแรม เขากำลังจะโทรศัพท์เข้าเครื่องเธอพอดี ซึ่งเป็นเบอร์ส่วนตัวของไคล์ เธอบอกนนทวัฒน์ว่าเป็นเบอร์ชั่วคราวเท่านั้น  หญิงสาววิ่งไปหาเขาทันที

นนทวัฒน์หันมายิ้มกว้างจนเห็นฟันทุกซี่ โบกมือหยอยๆ 

ที่รัก!

เมื่อทั้งคู่ถึงตัวกันและกัน ก็สวมกอดกันแน่นด้วยความคิดถึง ผละจากกันแล้วยังจับไม้จับมือ เขย่าตัวกันไปมาไม่เลิก จนเมริสาต้องเตือน

“จะไปกันได้รึยัง อยากเห็นไร่องุ่นจะแย่”

นนทวัฒน์ยิ้มแหะๆ “เชิญครับ”

หนุ่มอารมณ์ดีสวมชุดคนงานไร่ เปิดประตูรถให้หญิงสาว เธอขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ อย่างคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง เมริสาเมื่อสองปีก่อน ยังดูเหมือนเดิมทุกอย่าง เว้นแต่...

“หน้าไปโดนอะไรมา” คู่หูคู่ซี้ สมัยที่ยังทำงานด้วยกันที่ร้านอาหารไทย ถามแบบไม่ค่อยแปลกใจ เขาพอจะรู้ว่าเธอชอบหาเรื่องใส่ตัว และไม่ค่อยยอมใครถ้าเธอไม่ผิด

“แต่งหน้าเทรนด์ใหม่น่ะ ไม่สวยเหรอ แก้มออกจะชมพู”

“ไม่ตลกด้วยหรอก”  นนทวัฒน์ออกรถไปอย่างรวดเร็ว เขายังขับรถฉวัดเฉวียนเหมือนตอนทำงานที่ร้าน ชายหนุ่มเรียนจบทางด้านเกษตรและฟาร์ม เมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง ทันทีที่เขาได้งานที่ไร่ เขาก็ลาออกแล้วมาทำงานที่มิลาน ตามที่ฝันไว้ทุกอย่าง ไม่เหมือนเธอ ที่ฝันยังตายซาก ไร้การเหลียวแล “อย่ามีเรื่องบ่อยนักสิ สงสารหนังหน้าบ้าง อะไรยอมได้ก็ยอมไป อย่าไปสู้กับใครเขานัก”   

“ไม่ได้อยากมีเรื่อง แต่เรื่องชอบมาหา”

“ที่มานี่...เพราะมีเรื่องใช่ไหม”

“นิดหน่อย” ไม่นิดหรอก ใหญ่มากทีเดียว “ว่าจะอยู่ที่นี่สักพัก มีงานให้ทำไหม”

“หือ!! ไม่อยากจะเชื่อ ยอมทิ้งแม่มาทำงานที่นี่เลยเหรอ หนีอะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย หรือว่าอกหัก???”

“อย่าได้คิด คนอย่างเมริสา อกหักไม่เป็น” เธอชี้หน้าเพื่อน ทำตาขวาง “ไม่ได้หนีอะไรทั้งนั้น ไม่ได้อกหักด้วย แค่อยากมาอยู่เมืองแฟชั่น แล้วก็อยากจะมาดื่มไวน์ฟรี”

“ไม่มีวาระซ่อนเร้นแน่นะ จำได้ว่าเมื่อตอนต้นปี โทรไปชวนให้มาเที่ยว ไม่ยอมมา”

หญิงสาวกระแอมในคอ “ช่วงนั้นงานที่ร้านยุ่งจะตายชัก เจ๊ดวงไม่ให้ลาง่ายๆหรอก ว่าแต่นายเหอะ มีฟงมีแฟนกับเขาบ้างรึยังเนี่ย”

“ไม่มีเลย ยังรักเธออยู่ เลยทำใจให้รักคนอื่นไม่ได้” นนทวัฒน์ชอบพูดเล่นแบบนี้เสมอ เพราะความจริงแล้ว เขาแอบรักไอริสมาตลอด

“ตัดใจซะเถอะนะที่รัก” เมริสาก็เล่นด้วยตลอด “ฉันคงรักนายไม่ได้หรอก นายดีเกินไป สูงส่งเกินไป ฉันมันเป็นแค่คนต่ำต้อย” เจ้าหล่อนพูดไม่หยุด จากเล่นๆก็เริ่มจริงจัง นัยน์ตาข้นเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ด้อยค่า!! ไร้ราคา!!! ไม่น่าโชว์!!! พาไปไหนมาไหนด้วยก็มีแต่จะอายเขา!!! เพราะไม่ได้มาจากตระกูลดีเด่อะไร!!!”

“เดี๋ยว ๆ” นนทวัฒน์ช่วยเบรก “มากไปนิด ใครคิดแบบนั้นกับเธอนี่นะ โง่บรมโง่เลย”

มีก็แล้วกัน..เมริสาถอนหายใจเซ็ง ๆ ไม่น่าคิดถึงเขาเลย 

“อีกไกลไหม”

“ไม่ไกลแล้ว....โน่น เขาลูกโน้น...สี่ห้าลูกนั่นน่ะ”

เธอมองตามที่เขาบอกอย่างสนใจ

“เป็นเจ้าของภูเขาตั้งหลายลูก เจ้านายนายคงเป็นมหาเศรษฐีเลยสิท่า คนจนก็จนเอ๊าจนเอาโนะ คนรวยก็รวยไม่เผื่อแผ่ใคร โลกนี้มันไม่ยุติธรรมจริงๆ”

“ใครบอกไม่เผื่อแผ่ เจ้านายฉันใจกว้างอย่างกับมหาสมุทรนะโว๊ย คนงานที่ไร่นี้ เงินเดือนแพงที่สุดแล้ว เขาน่ะ เก่งมาก เขาซื้อที่นี่ด้วยเงินของตัวเอง ตอนเขาอายุแค่ยี่สิบห้า คิดดูแล้วกันว่าเขาเจ๋งแค่ไหน”

โห..........” เธอลากเสียงยาวเฟื้อย ไม่อยากจะเชื่อ “เขาไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนั้น ทายาทคนรวยล่ะสิท่า”

“เรื่องนี้ไม่รู้ว่ะ แต่เขายังไม่มีเมียนะ ถ้าเขามาที่ไร่เมื่อไหร่ เธอลองยั่วเขาดูสิ”

“จะบ้าเหรอ ไม่ชอบคนแก่!”

“เผื่อฟลุก ตกถังข้าวสารเหมือนมาดามไอริสไง”

“รู้ด้วยเหรอ???” เธอตาโต “ไร่ธุรกันดารขนาดนั้น ยังไปตามสืบเรื่องไอริสได้ นายนี่มัน!

“อย่าโอเว่อร์ ข่าวแต่งงานใหม่ของมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆของประเทศดังจะตายไป คนตกข่าวคือคนที่ตายไปแล้ว ไอริสขึ้นหน้าหนึ่งตั้งหลายฉบับ”

“แต่งกับคนรวย ใช่ว่าจะสบายไปซะหมด” เมริสายิ้มบางๆ หันมองด้านข้าง ซึ่งเป็นทิวทัศน์ไร่องุ่นที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทุกอณู จากที่ราบสู่เนินเขา จากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทิศไหน มุมใด มีแต่สีเขียวเต็มไปหมด เธอรู้สึกผ่อนคลาย แต่ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจเหมือนที่คิดไว้

“คิดถึงโรมแล้วเหรอ”

“เปล่า...แค่รู้สึกว่ามันไกลจัง” ไกลจากทุกคนที่เธอรัก...ทุกคนที่รักเธอ “แต่ฉันชอบมันนะ รู้สึกปลอดภัยดี อากาศก็ดีด้วย คนที่ไร่คงจะใจดีและเป็นมิตรทุกคนใช่ไหม”

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

“ที่ไหนก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าอยากทำงานที่นี่ คนแรกที่เธอต้องรับมือคือผู้จัดการไร่”

“ดุเหรอ”

นนทวัฒน์นึกถึงผู้จัดการไร่แล้วส่ายหน้าระอาใจ “เอาเป็นว่า ไม่รับคนงานผู้หญิงหน้าตาดีเข้าไร่เด็ดขาด!!!”




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha