เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 30 : แล้วฉันจะได้เจอเจ้านายเมื่อไหร่คะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 29

 

 

“ห๊า....จริงเหรอ ทำไมล่ะ ผู้หญิงหน้าตาดีผิดตรงไหน???”

“ผู้จัดการมักจะพูดว่าผู้หญิงหน้าตาดีมักจะทำงานไม่ได้เรื่อง เพราะเอาแต่สวยไปวันๆ” ชายหนุ่มอธิบายให้หญิงสาวผู้มาใหม่ฟัง ด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน มากกว่าจะเป็นเรื่องเครียด “เพราะฉะนั้น ก่อนจะเข้าไปสมัครงานกับผู้จัดการ ไปทำหน้าขี้เหร่มาก่อนไป”

หญิงสาวจับใบหน้าของตัวเองแล้วยิ้ม “โชคดีที่ฉันไม่ค่อยสวย”

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่เดอะไวน์โรส ตำนานตระกูลเก่าแก่ที่เคยเลืองชื่อแห่งแค้วนลอมบาร์เดีย”

หญิงสาวตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว เมื่อหันมองรอบกายแล้วเห็นแปลงองุ่นขนาดใหญ่รอบทิศทาง ไกลออกไปที่เนินเขาทางทิศตะวันออกมีทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสันไปจนจบเขาอีกลูก หันกลับมาทางตะวันตก เห็นโรงงานไวน์ขนาดย่อมที่ถูกล้อมรอบด้วยแปลงองุ่นพันธุ์ดี ที่อวดลูกดกละลานตา

“ว๊าว!!!” เธอหันมองด้านหน้า สุดถนนสายนี้ คือคฤหาสน์หลังใหญ่สุดคลาสิก ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่โอบกอดเป็นกำแพง 

“อย่างกับเทพนิยายแหน่ะ!”

“แต่เจ้าชายไม่อยู่นะ” ชายหนุ่มลงจากรถ เดินเวียนหน้ารถมาเปิดประตูให้เธอ หญิงสาวก้าวลงจากรถ ขณะสีหน้ายังทึ่งและอุทานไม่ได้หยุดปาก

“มีแต่ขี้ข้า” แล้วเขาก็หัวราะ

“ขอบคุณนะนนท์ ที่ให้ฉันได้มาเห็นที่สวย ๆแบบนี้ สงสัยต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ”

“เฮ้ยพูดจริงหรือพูดเล่น อยู่สักสัปดาห์หนึ่งก่อน แล้วค่อยพูด กลัวจะเบื่อตั้งแต่วันที่สาม”

เมริสากางแขนทั้งสองข้าง หลับตาแน่น แล้วสูดเอาอากาศหอมๆเข้าปอด รู้สึกเลยว่าหัวใจแข็งแรงขึ้นมาทันตา เธอหลงรักที่นี่ ดั่งรักแรกพบเลยทีเดียว 

“ผู้จัดการไร่อยู่ที่ไหน ฉันจะไปสมัครงานเดี๋ยวนี้”

“ใจเย็นๆเพื่อน เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนที่เรือนรับรองก่อนดีกว่า”

“ที่นี่มีเรือนรับรองด้วยเหรอ”

“ใช่ ก็คล้ายๆโรงแรมขนาดย่อมน่ะแหละ แต่ไม่ได้เปิดให้คนนอกหรือนักท่องเที่ยว  รองรับเฉพาะแขกพิเศษจริงๆ เจ้านายเขาไม่ชอบความวุ่นวาย เขาเบื่อคน”

“เขาพักที่คฤหาสน์นั่นเหรอ” เจ้าหล่อนชี้ไป “ใหญ่ขนาดนั้นมีคนใช้กี่คนเนี่ย”

“ไม่เยอะหรอก ประมาณสามสิบคนได้มั้ง ส่วนมากเป็นคนเก่าแก่ที่เคยทำงานมาก่อน เขาไม่รับคนใหม่เลย”

ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง หญิงสาวกอดตัวเองหลวมๆ เสื้อโค้ตของเขายังทำหน้าที่ได้ดี “ฉันไปเดินเล่นแถวนั้นได้รึเปล่า”

“ไม่ได้!” นนทวัฒน์พูดเสียงดังมาก จนเธอต้องเอามืออุดหู “ห้ามเด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับอนุญาต อย่าเฉียดเข้าไปนะ  เข้าใจไหมเมย์”

“รู้แล้วๆ ย้ำอยู่ได้ ไม่ใช่เด็กนะ ถึงฟังไม่เข้าใจ”

นนทวัฒน์พอจะจำได้ว่าเพื่อนรักของเขาเป็นคนประเภทไหน กฎใดๆไม่เคยบังคับเธอได้ ยัยนี่แหกกฎตลอด เห็นแววตาลิงโลดแล้วเขากลัวตะหงิดๆ

“ไปเหอะ” นนทวัฒน์นำเธอไปจนถึงอาคารหลังหนึ่ง ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก มีคนงานเดินเข้าออกตลอดเวลา

“นี่เหรอที่พัก”

“ไม่ใช่...ออฟฟิศน่ะ จะแวะมาลางานครึ่งบ่ายต่อ พอดีลาไว้แค่ครึ่งเช้า เดี๋ยวนั่งจิบไวน์ เม้าท์กันให้หนำใจ” 

ชายหนุ่มพาหญิงสาวคนใหม่เข้าไปนั่งในออฟฟิศ แต่เธอไม่ทันนั่ง เสียงตวาดลั่นดังออกมาจากห้องผู้จัดการซะก่อน เมริสาตกใจหันขวับ จ้องมองป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าประตู...มิสมาเรีย  เคส!

“เกิดอะไรขึ้น!!!” เธอถามเพื่อนทันที “เสียงอย่างกับคนจะคลอดลูก”

นนทวัฒน์หัวเราะลั่น ประตูเปิดผัวะ หญิงสาวสุดสวย สูงราวกับนางแบบ ผมสีน้ำตาลทอง ผิวสีน้ำผึ้ง ท่าทางทะมัดทแมง เธอพาหน้าตาโกรธจัดออกมาข้างนอก ทุกคนหงอหมด เว้นหนุ่มไทยคนเดียว   

“ไปไหนมา!”

“ผมลางานครึ่งวัน และกำลังจะลาอีกครึ่งที่เหลือ” เขาแจ้งความจำนงค์แบบไม่แคร์อารมณ์ผู้จัดการ เอากับเขาซี่ หมอนี่แค่นักวิจัยพันธุ์พืชหรือหมอองุ่นเท่านั้นเอง กล้าต่อกรกับผู้จัดการเลยหรือ

“เมื่อเช้านี้ คนงานของนายสามคน กินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วทิ้งก้นบุหรี่ไว้ที่อาคารวิจัย ทำให้องุ่นพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากนิวซีแลนด์ที่เพาะจนออกดอกแล้วเสียหาย!!!”  

หนุ่มไทยเป่าลมออกปาก ปัญหาชวนกลุ้มอยู่หรอก แต่เขาแก้ปัญหาได้แน่ เขาหันไปถามคนงานของตัวเองที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านหนึ่งของออฟฟิศ

“เสียหายกี่ต้น”

“ต้นเดียวครับ”

เมริสาเหวอ แค่ต้นเดียวเนี่ยนะ

“คุณใจเย็นๆก่อนนะ มันไม่ใช่แปลงเดียว ผมยังมี...”

“เรื่องนี้ต้องถึงหูเจ้านายแน่” เธอขู่ฟ่อๆ เหมือนงูเห่า ไม่สมกับความสวยเลยสักนิด โดยเฉพาะเวลาผึ่งตาโตเท่าไข่ห่านนั่น เห็นแล้วก็น่าขนลุก “บอกคนงานของนายเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าได้เลย”

“แต่ผู้จัดการครับ”

“รวมทั้งนายด้วย ในฐานะหัวหน้างาน” เธอยิ้มเยาะ ก่อนหันมองหญิงสาวที่ยืนตาแป๋วอยู่ข้างๆชายหนุ่ม สาวไทยสะดุ้งโหยง ตกใจกับลูกกะตาของผู้จัดการสาว “นี่เหรอธุระของนาย ลางานไปเที่ยวกับสาว ปล่อยให้ลูกน้องเกือบจะเผาไร่  คราวนี้ นายไม่รอดแน่”

เมริสาอดคิดไม่ได้ว่า เพราะเธอมา นนทวัฒน์เลยซวย

“เสียงดังเอะอะอะไรกัน!!!” คุณแม่บ้านใหญ่แห่งคฤหาสน์ไวน์โรสตะโกนเข้ามาก่อนจะเห็นตัว หญิงชราวัยเหยียดเจ็ดสิบที่ยังดูแข็งแรงและทรงอำนาจ เธอมาพร้อมกับหญิงงวัยกลางคนอายุราวๆสี่สิบ และห้าสิบคนหนึ่ง ในมือของทั้งสองคนถือตะกร้าใบใหญ่ ที่มีผักหลายชนิดเบียดออแน่น “มีใครตายเหรอ!!

หญิงชราหันมองมาเรียแบบตรงๆ

“คุณมาร์กาเรต” เธอเสียงหงอ คอตก สูดหายใจผิดๆถูกๆ เห็นแล้วเมริสาอดขำไม่ได้ เธอรีบปิดปากไม่ให้หลุดรอดออกมา เธอไม่ควรมีศัตรูตั้งแต่วันแรกที่เหยียบที่นี่  

“เธอจะไล่ใครออกเหรอ”

“พวกคนงานน่ะค่ะ ทำผิดร้ายแรง ทำให้ไร่เกือบเสียหาย”

“เกือบเหรอ”

มาเรียอึกอัก ขัดใจ “ถ้าไม่ลงโทษ ก็จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของคนงานอื่นๆค่ะ ถึงแม้จะเป็นคนเก่า! คนแก่! ก็เหอะ” เจ้าหล่อนตั้งใจพูดกระแทก

หญิงสาวกับหญิงชราจ้องหน้ากันนิ่ง...นี่แหละ ที่เขาว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เมริสาไม่คิดเลยว่าเธอจะหนีความวุ่นวายมาเจอความวุ่นวายยิ่งกว่า ชีวิตของเธอจะไม่มีวันสุขสงบเลยใช่ไหม

“แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไล่ใครออก คนที่มีสิทธิ์ มีคนเดียวเท่านั้น จำได้ใช่ไหม”

มาเรียเชิดหน้านิ่ง “ฉันจะเขียนรายงานให้เจ้านายทราบเรื่องก่อนค่ะ”

“เขาจะตัดสินเอง ว่าใครควรอยู่ หรือไป” มาเรียถือตัวว่าเป็นญาติห่างๆของเจ้าของไร่คนเดิม และเป็นลูกสาวของผู้จัดการไร่คนก่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงยโสโอหังไม่เกรงใคร มีคนเดียวเท่านั้นที่เธอไม่กล้า เพียงคนเดียวที่เธอจะถวายชีวิตให้แก่เขา “หวังว่าเจ้านายของเธอ คงจะพอมีเวลา ฟังเรื่องที่เธอรายงานอยู่บ้างนะ” 

เรื่องไร้สาระหยุมหยิมที่เจ้าหล่อนพยายามเสาะหามันขึ้นมาทุกวัน

ก็เพื่อให้...เจ้านายของเธอกลับมาที่ไร่บ้าง!!!

กลับมาบ้างเหอะ...เท่านั้นเอง

เพราะเธอคิดถึงเขาจะแย่อยู่แล้ว

“ค่ะ ฉันก็หวังว่าเขาจะมีเวลารับโทรศัพท์จากไร่ที่เขาทิ้งไปนาน จนอาจจะลืมทางกลับมาแล้วก็ได้”

“ขอบใจนะมาเรียที่เตือนให้ฉันรู้ว่าฉันต้องหมั่นลงมาที่ไร่บ้าง ไม่ควรปล่อยให้อะไรๆมันเป็นไปเพราะใครบางคนถูกหาว่าลืมทางกลับบ้าน” 

คุณมาร์กาเรตตอกกลับจนมาเรียทำหน้าไม่ถูก เมริสาฟังบทสนทนาของพวกเขาแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เธอไม่ติดใจอะไร เพราะไม่ได้อยากรู้เรื่องด้วย แต่เธออดทึ่งคุณแม่บ้านใหญ่ไม่ได้ หญิงชราที่มีหน้าที่ดูแลคฤหาสน์เป็นหลัก และอีกงานคือขัดขวางการไล่คนออกอย่างไร้เหตุผลของหญิงสาววัยสามสิบที่ยังไม่แต่งงาน

“นนท์” เธอเอื้อมหน้าเข้าใกล้ไหล่ชายหนุ่ม แล้วกระซิบกระซาบ “สองคนนี้เป็นแม่ลูกกันรึเปล่า”

“เฮ้ย!!! รู้ได้ไงวะ” นนทวัฒน์เผลอเสียงดังจนทุกคนหันมอง มาร์กาเกต เคสถอนหายใจอย่างเอือมระอา ไม่รู้ว่าเธอปกป้องคนผิดรึเปล่า “ขอโทษครับ”

“แล้วนี่ใคร”

เมริสาสะดุ้งโหยง ถึงตาเธอแล้ว เธอยิ้มแฉ่งให้คุณแม่บ้านผู้คุมกฎ

“เมริสาค่ะ” เธอชิงนนทวัฒน์ตอบ “ฉันชื่อเมริสา หรือจะเรียกว่าเมย์ก็ได้ ฉันจะมาสมัครงานที่ไร่ค่ะ”

มาเรียเหลือกตาโปน คุณแม่บ้านมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ที่ไร่ไม่มีตำแหน่งว่าง!!!” ผู้จัดสาวออกตัว

แสดงว่าฉันสวย’…เมริสาลูบคลำใบหน้าตัวเองด้วยความภูมิใจ “ถ้าอย่างนั้นที่โรงไวน์ล่ะคะ”

“ไม่มี!”

“มีสิครับ ผมเพิ่งเช็กมา มีเสมียนเพิ่งลาคลอด..”

“บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ ไม่เข้าใจเหรอ” มาเรียมองหน้านนทวัฒน์ ก่อนเลื่อนมามองหญิงสาวต่อ “เรามีคนงานเพียงพอแล้ว ไม่มีเงินเดือนจะ...”

“ฉันไม่รับเงินเดือนค่ะ”

ทุกคนอึ้ง มาเรียเอ๋อ ส่วนคุณแม่บ้านใหญ่กระพริบตาปริบๆ หันมองหน้ารอล่า รองแม่บ้านคนสนิท ในทำนองว่าแม่นี่เพี้ยนรึเปล่า ที่ยังยิ้มอยู่ได้

“ขอแค่ที่พักและอาหารสามมื้อเท่านั้น”

นนทวัฒน์กระซิบถามว่า “จะดีเหรอ”

ดีแน่...เธออยากอยู่ที่นี่ แต่มาเรีย เคส ไม่สบายใจจะให้เธอมาป้วนเปี้ยนอยู่ในไร่แห่งนี้ เธอรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าหญิงสาวอย่างไรชอบกล หน้าตาท่าทางสดใสเกินเหตุ 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น...ที่หน้าคฤหาสน์อันตระหง่านและเต็มไปด้วยมนต์ขลัง   

“ฉันไม่ได้จะมาเป็นแม่บ้าน ฉันอยากทำที่โรงบ่มไวน์”

“แล้วทำได้ไหมล่ะ เจ้าที่แรงซะขนาดนั้น”

“อยากจะบ้า เจ้านายของนายไปขุดยัยผู้จัดการคนนี้มาจากหลุมไหนเหรอ”

นนทวัฒน์หัวเราะ “อย่าไปถือสาหาความเลย หล่อนประสาทน่ะ ชอบจินตนาการว่าตัวเองเป็นเมียเจ้านาย เป็นมาดามของที่นี่ เลยถืออำนาจบาตรใหญ่ ชีนิ้วสั่งเขาไปทั่ว”

เมริสาถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ “ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“พยายามยั่วทุกครั้งที่เจ้านายกลับมา แต่..โฮะ ๆ เขาไม่เคยชายตาแล”

“เขาชายทั้งแท่งรึเปล่า เจ้านายของนายเป็นเกย์แน่ๆ”

“เฮ้ย ถ้าเขาเป็นเกย์ โลกนี้ไม่เหลือผู้ชายแล้ว ถ้าเธอโชคดีที่มีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่เขากลับมานี่ เธอจะเปลี่ยนคำพูด”

“ทำไม โหดมากเลยเหรอ”

“เอาไว้คอยดูเอาเองแล้วกัน ไปเหอะ” นนทวัฒน์ลากจูงเพื่อนสนิทเข้าไปภายในคฤหาสน์ เขาใช้ประตูด้านหลังซึ่งสามารถทะลุเข้าสู่บริเวณห้องครัวขนาดใหญ่และห้องทำงานของคุณแม่บ้านใหญ่ 

เมริสาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอหลงเข้ามาในยุคโบราณ ทุกซอกมุมตกแต่งได้เนี๊ยบ เฉียบและงดงาม อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ล้วนแล้วแต่คลาสิก หรูหรา ราคาแพง อาจเป็นของที่ถูกสั่งทำขึ้น หรือมีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก 

“อายุเกือบร้อยปีเชียวนะ” 

นนทวัฒน์บอกเธอก่อนเคาะประตูห้องทำงานของมาร์กาเรต

"หา! คุณมาร์กาเรตอายุเกือบร้อยปีเลยเหรอ!!!"

"ไม่ใช่! หมายถึงคฤหาสน์"

"อ๋อ ใจหายเลย นึกว่าคุณแม่บ้าน"

“เออ! แล้วปกตินะ เขาไม่รับคนนอกเข้ามาทำงาน ถ้าไม่ใช่คนเก่าแก่ ก็ต้องเป็นเครือญาติ หรือลูกหลานของพวกเขา แต่เธอ เราไม่รู้เหตุผลเลย ว่าทำไม..” ขาดคำนั้น เสียงมาร์กาเร็ตกล่าวอนุญาต ชายหนุ่มเดินนำหน้าเข้าไป เมริสาเดินตามหลังต้อยๆ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นกุลสตรีไทยก็วันนี้แหละ

“เธอชื่อเมริสาครับคุณแม่บ้านใหญ่”

“อืม...” มาร์กาเรตจ้องหน้าหญิงสาวอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำเอาเธอขนหัวลุก “อายุเท่าไหร่ ทำอะไรได้บ้าง”

“ยี่สิบห้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง แววตาสดใส เจือรอยท้าทายเล็กๆ “ถนัดที่สุดก็ทำความสะอาด รองลงมาเสิร์ฟ แล้วก็ล้างจาน ทำอาหารได้นิดหน่อย ส่วนมากอาหารไทยค่ะ”

“อาหารไทย...ดี...ทำอะไรได้บ้าง”

“เกือบทุกอย่างค่ะ” แต่อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง ปนเปกันไป แต่ขอโม้หน่อยเหอะ “ฉันเป็นลูกสาวของเชฟมือหนึ่งค่ะ ฉันได้รับการถ่ายทอดมาพอสมควร”

“อืม...เราก็เคยมีแม่ครัวไทยอยู่ที่นี่เหมือนกัน..” มาร์กาเรตเหม่อมองไปยังที่ใดที่หนึ่ง ในความคิดของตนเอง ก่อนจะกลับมามองหน้าหญิงสาวเช่นเดิม “ฉันจะให้เธอฝึกงานสักเดือน ถ้าผ่านขั้นแรกไปได้ ก็ต้องฝึกงานอีกหกเดือน ผ่านหกเดือนไปแล้ว...”

“เมื่อไหร่จะผ่านโปรคะ อย่าบอกนะคะว่าสิบปีขึ้นไป จากที่ฉันเห็นสาวใช้ที่นี่ ไม่เห็นมีใครสาวสักคน อายุต่ำสุดก็น่าจะอยู่ที่สามสิบต้นๆ ฝึกงานไปเรื่อยๆแบบนี้เงินเดือนก็ไม่ขึ้นสิคะ”

มาการ์เรตกระพริบตาปริบๆ ปากอ้าค้างไปสามวินาที  นนทวัฒน์หน้าเสียแอบหยิกสะเอวเพื่อน เธอตีเผียะ  มาร์กาเรตสะดุ้ง

“เธอยังไม่มีสามีใช่ไหม”

“เรื่องนี้ เอาไว้...” คราวนี้หญิงสาวยิ้มแหย เกือบจะตอบไปแล้วว่าเกือบๆมี “คุยกันตามประสาผู้หญิงได้ไหมคะ”

สิ้นสุดประโยคนั้น นนทวัฒน์ก็ถูกเธออัญเชิญให้กลับไปทำงานที่ไร่ เพราะเธออยู่ได้ โดยไม่ต้องมีเขาเป็นเพื่อน จากนั้นเธอก็เล่าชีวิตรักคร่าวๆให้คุณแม่บ้านฟัง

“สรุปคือ...เธอยังโสด แต่...”

“มันเหมือน...เหมือนมาก ๆเลยค่ะ แต่ฉันไม่แน่ใจ”

“นั่งลง” หญิงชราสั่งให้เธอหย่อนก้นลงตรงข้ามเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องยืนค้ำหัวกัน “หมายความว่าที่เธอมานี่ เพราะเธอต้องการจะหนีผู้ชายคนนั้นเหรอ”

เมริสาเศร้าใจ “เขาไม่ได้รักฉันหรอกค่ะ ออกจะรังเกียจด้วย ฉันเดาว่าเขาคงดีใจที่ไม่ต้องเห็นหน้าฉันอีก”

“ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ แล้วทำไมถึงคอยราวีเธอล่ะ ไอ้ผู้ชายคนนี้มันเห็นแก่ตัวจริงๆ ถ้าฉันเจอตัวจะเขกกบาลให้ เธอโชคดีแล้วที่เลือกมาเสีย ไม่อย่างนั้น ชีวิตเธอต้องป่นปี้เพราะผู้ชายเลวคนนี้!!!”

เธอถอนหายใจเหมือนคนสิ้นหวัง “ขอบคุณนะคะคุณแม่บ้านใหญ่ ที่รับฉันเข้าทำงาน”

“หวังว่าเธอจะทำหน้าที่นี้ได้นะ”

“ได้สิคะ ฉันชอบงานกลางคืนอยู่แล้ว”

“เราขาดแม่บ้านกะกลางคืนมานานเกือบปีแล้ว ตั้งแต่คนก่อนป่วย สองสามคืนแรก ฉันจะให้รอล่าเป็นพี่เลี้ยงให้เธอก่อน ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ตรวจดูความเรียบร้อยที่ชั้นสามชั้นสี่..” ยามรักษาการณ์ดีๆนี่เอง เมริสายิ้มไม่ค่อยเต็มปากนัก สำหรับการเป็นแม่บ้านกะกลางคืน ปากแอบบ่นอุบ แต่ยังดีที่...

“ขอบคุณนะคะที่ให้ฉันเบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้”

เมื่อหญิงสาวรับเงินจำนวนหนึ่งจากคุณแม่บ้านใหญ่แล้ว เธอต้องมายืนฟังรองแม่บ้านที่ชื่อรอล่าอบอรมสั่งสอนอีกราวๆหนึ่งชั่วโมงเต็ม

“การจะเข้ามาทำงานที่คฤหาสน์แห่งนี้ ไม่เพียงแต่คุณสมบัติต้องดีและยอดเยี่ยมที่สุดเท่านั้น แต่ต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามกฎอย่างไม่บิดพลิ้ว ผิดครั้งที่หนึ่ง จะถูกทำทัณฑ์บน ผิดครั้งที่สอง ไล่ออกสถานเดียว”

“แล้วกฎที่ว่านั่น...”

“ห้ามพูดแทรกผู้บังคับบัญชา”

หญิงสาวหุบปากฉับ 

“เจ้านายถูกเสมอ”

หญิงสาวอ้าปากค้าง แต่เธอระงับปากไว้ได้ ไม่เถียง

“ห้ามหัวเราะภายในคฤหาสน์โดยเด็ดขาด”

หญิงสาวตาเบิกกว้าง นี่เธอกำลังจะเข้าคุกรึเปล่า “หัวเราะก็ไม่ได้หรือคะ”

“และข้อสุดท้าย ห้ามสงสัยในตัวเจ้านายในทุกกรณี...เธอจะปฏิบัติตามนี้ได้หรือไม่”

“ไหนหรือคะเจ้านาย ฉันยังไม่ได้เจอเลย”

“เธอไม่จำเป็นต้องเจอเขาหรอก”

“อ้าว...ฉันเป็นลูกจ้างเขานะคะ ฉันไม่จำเป็นต้องรู้จักคนที่ออกกฏงี่เง่า...”

“เธอว่าอะไรนะ!

“งี่เง่าน่ะค่ะ”

รอล่าปากสั่น “เธอว่าใคร”

“คนที่ออกกฎน่ะค่ะ ห้ามไม่ให้คนอื่นหัวเราะ นี่มันสมัยไหนคะ เขาทำเกินไปหน่อยนะคะ” หญิงสาวพูดตามที่คิดโดยไม่เกรงใครเลยสักนิด รอล่าควานหายาดมมาสูดเฮือกต่อเฮือก เมริสารีบประคองหญิงสูงวัยไปนั่งที่เก้าอี้ “เป็นอะไรรึเปล่าคะคุณรอล่า ไหวไหมคะ”

 

สามสิบนาทีต่อมา เมริสาตระกองกอดสะเอวรอล่าที่ยังวิงเวียนศีรษะไปจนถึงเรือนสาวใช้ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของคฤหาสน์ โดยเดินผ่านสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ไปราวๆห้านาทีก็ถึง

“ดอกไม้พวกนี้ เอาไว้ใช้งาน ไม่ได้เอาไว้ขาย”

เมริสาตาโต เผลอพูดภาษาไทยออกมา “ถ้าขายคงได้อื้อเลย” รอล่ากระแอมเสียงดัง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุๆ 

“กฎอีกข้อสำหรับคนงานต่างชาติก็คือ...”

“ฉันเกิดที่โรม ฉันถือสัญชาติอิตาลีนะคะ” หญิงสาวรีบแจกแจงทันที แต่ฝ่ายที่ฟังกลับหน้าบึ้งใส่

“ห้ามพูดภาษาอื่นในคฤหาสน์หลังนี้ เข้าใจไว้ด้วยนะหนู” รอล่าพูดจบก็สาวเท้าเข้าไปในตัวเรือนด้วยตัวเอง หญิงสาวรีบก้าวตาม เพราะกลัวเธอจะเป็นลมอีก

“แล้วถ้าฉันเกิดอุทานด้วยความลืมตัวล่ะคะ”

“เธอจะถูกไล่ออก”

หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ เธอเดินตามหลังแม่บ้านรองไปจนถึงห้องสุดท้ายของตัวเรือน ด้านหลังอาคารอยู่ติดกับสวนไม้สนที่ต้นสูงลิ่ว ปลายอาคารมีระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปราวๆสองเมตร สามารถออกไปยืนเล่นรับลมชมธรรมชาติได้

“ฉันขอเตือนว่าถ้าไม่จำเป็นก็อย่ายุ่งกับเพื่อนร่วมห้องของเธอ”

“อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ให้ยุ่ง”

“มันจะเป็นผลดีกับตัวเธอเอง เมื่อหลายเดือนก่อน ไมลี่ตกบันได ทำให้เธอเป็นอัมพาตช่วงล่าง เธอเดินไม่ได้ตั้งแต่นั้น เอาแต่นอนบนเตียง ตอนนี้ เธอแค่ทำงานอยู่ในห้อง เธอเก่งเรื่องเย็บปักถักร้อย”

“ดีจัง”

“อะไรดี”

“ที่เจ้านายยังมีคุณธรรม ไม่ไล่เธอออก”

“แล้วใครเคยบอกว่าเจ้านายไม่มีคุณธรรม เขาน่ะ ถึงยิ้มไม่เก่ง หัวเราะไม่เป็น แต่หัวใจเขานั้นดีกว่าใครๆแน่นอน”

หญิงวัยกลางคนบรรยายสรรพคุณเจ้านายของเธออย่างสวยงาม จนเธอชักอยากจะเห็นหน้าเขาขึ้นมาแล้วสิ

แล้วเขาจะมาเมื่อไหร่คะ???”




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha