เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 33 : ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น อยู่เฉยๆ เดี๋ยวฉันจับหัวขโมยเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 32

 

 

“สูทครับเจ้านาย”

โรเบอร์โต้เดินเข้ามาในชั้นวีไอพีของเครื่องพร้อมกับสูทตัวแพงลิ่ว ก่อนที่เครื่องจะลงจอดในอีกห้านาที  

“เอามาทำไม?”

“ก็เจ้านายกำลังจะเข้าประชุมที่โรงแรมไม่ใช่เหรอครับ”

ไคล์อยากจะบ้าตายกับลูกน้องทั้งสองคน “เอากลับไป!!!!”

“ครับ ๆ”

“ไปแจ้งกัปตันว่าให้เอาเครื่องลงที่คฤหาสน์ไวน์โรส” เขาสั่งเสร็จ ก็หลับตาลง เพราะไม่อยากเห็นหน้าลูกน้องโง่ ๆทั้งสองคนอีกแล้ว อย่างน้อยก็จนกว่าเครื่องจะลงจอด

โรเบอร์โต้เดินกลับมาหยุดยืนข้างเดฟที่คุมประตูเข้าออกระหว่างชั้นของตัวเครื่องและจีบแอร์โฮสเตสเป็นครั้งคราวยามที่เจ้าหล่อนเอาอาหารหรือเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ 

โรเบอร์โต้สีหน้างงงัน “เกิดอะไรขึ้น?”

“ไม่รู้สิ จำได้ว่าเมื่อก่อนพวกเราแนะนำให้เขาหยุดทำงานแล้วเอาหญิงไปฟัด กลับถีบเรากระเด็น”

“งานต้องมาก่อนสิวะ!!!...ฉันจำได้นะ มันเหมือนเป็นกฎเหล็กของเขาและของพวกเราเลยก็ว่าได้”

“แต่เขาเป็นแบบนี้ก็ดีนะ ฉันชอบเวลาที่เขาทำตัวเหมือนมนุษย์แบบนี้ ดูมีชีวิตจิตใจดี ดีกว่าอยู่กับหุ่นยนต์”

ไคล์ได้ยินที่ลูกน้องทั้งสองคนนินทาทั้งหมด เขากระแอมเตือนให้หยุดนินทาและวิจารณ์เขาได้แล้ว หนุ่มทั้งสองเงียบปาก แต่อดยิ้มไม่ได้ 

ชายหนุ่มยังหลับตาแน่น อยากจะหลับจริงๆ แต่ก็ทำไม่ได้ แม้แต่จะข่มสมาธิ สติให้อยู่กับเนื้อกับตัว นั่นเพราะรู้สึกตื่นเต้นไปหมดเมื่อคิดว่ากำลังจะได้เจอผู้หญิงโง่คนนั้นในไม่ช้า ที่ไหนสักแห่งในมิลาน 

สำหรับที่นี่ เขาตามหาเธอไม่ยากหรอก อำนาจและอิทธิพลของเขา รวมทั้งเงิน เขา อาจใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวด้วยซ้ำไป

แล้วเขาจะทำหน้าอย่างไรดีนะ...หน้าขรึมนี่แหละ เพราะหน้าขรึมจะทำให้เขาดูมีอำนาจที่สุด เธอจะต้องกลัวเขาและยอมสยบให้เขาทุกอย่าง เขาจะทำให้เธอรู้ว่าคนอย่างเธอไม่คู่ควรจะสู้กับเขาเลยสักนิด

“ที่มานี่...เพราะอยากได้ของฟรีต่างหาก” เมื่อคิดว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ ก็เพื่อความสะใจเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอื่นเลย เขาก็มีความสุขเป็นบ้า “ฉันจะต้องได้เธอก่อนไอ้ร็อกกี้ คอยดูสิวะ”

เขาคาดการณ์ว่าหลังจากที่เจอกันคราวนี้ ไม่เกินสามวัน เธอจะต้องตกเป็นของเขา และยอมทำทุกอย่างตามที่เขาสั่ง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะผิดหรือถูก!!!

เอาอย่างนั้นแน่ใช่ไหม...ลึกๆ แล้วเขาเฝ้าถามคำถามงี่เง่าไร้สาระกับตัวเองตลอดเวลา เอาแน่ใช่ปะ

กระทั่งเครื่องบินลงแตะรันเวย์เล็ก ๆ ในบริเวณอาณาจักรของเขาที่มิลาน ไร่องุ่นขนาดหลายหมื่นเอเคอร์ ตั้งตระหง่านบนพื้นราบจนจดทิวเขาสวยงามที่ยิ่งใหญ่

เมื่อเครื่องลงจอดแล้ว ชายหนุ่มก้าวลงเหยียบบนผืนดินของตระกูลอีกครั้ง หลังจากหายไปนานพอสมควร แม้ความจริงแล้ว เขารักที่นี่มากที่สุดในโลก แต่เขาก็ไม่อยากจะกลับมามากที่สุดเช่นกัน หัวใจของเขาเอาแต่ร้องไห้เมื่อนึกถึงมารดาผู้น่าสงสารที่ถูกกักขังเอาไว้ที่นี่จนตาย  !!!

“จะไปที่โรงบ่มไวน์เลยไหมครับ?”

แน่ล่ะ ทุกครั้งที่เขามาถึง เขาจะต้องตรงรี่ไปยังที่ทำงานเลย และจะนอนค้างที่เรือนรับรอง จนคุณแม่บ้านใหญ่จะต้องมาตามเขาไปรับประทานอาหารที่เธอเตรียมไว้ให้ที่คฤหาสน์ 

ในห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ กับโต๊ะไม้โบราณขนาดยี่สิบที่นั่ง โดยมีเขานั่งตรงหัวโต๊ะ ส่วนเก้าอี้ที่เหลือ ว่างเปล่า...แต่คราวนี้ เขาจะไม่ยอมให้หญิงชรา อดีตผู้ดูแลมารดาของเขา ต้องมาเหนื่อยกับความดื้อรั้นของเขาอีกแล้ว เขารู้สึกเป็นครั้งแรกว่าอยากกอดใครสักคนที่อบอุ่นและรักเขาด้วยหัวใจจริง ๆ   

“เข้าบ้านก่อน”

เดฟและโรเบอร์โต้อ้าปากพร้อมกัน พวกเขาแปลกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่พวกเขาก็เดินตามเจ้านายไปยังคฤหาสน์แต่โดยดี มีความสุขและเปี่ยมหวัง อย่างน้อยที่นั่นก็มีอาหารอร่อย ๆและที่นอนอุ่น ๆ อากาศหอมหวานจากสวนดอกไม้และเกสรดอกแมกโนเลียที่กำลังสะพรั่ง

“อยากกินฝีมือคุณแม่บ้านใหญ่จะแย่แล้ว” เดฟยิ้ม โรเบอร์โต้เห็นด้วยที่สุด

“คลอสตินี่ เฟตตูชิเน่ พาสต้าราดซอสเนื้อลูกวัว...”

และนับตั้งแต่ที่เครื่องบินลงจอดยังรันเวย์ส่วนตัวภายในอาณาจักรยิ่งใหญ่ของตระกูลลิมเบอร์สกี้ คนงานนับพันของไร่องุ่น โรงไวน์ พนักงานดูแลเรือนรับรอง และคนงานทั่วไป เว้นแต่ที่คฤหาสน์เท่านั้น ต่างรู้กันอย่างทั่วถึงกันแล้วว่าเจ้านายของพวกเขากลับมาแล้ว 

พวกเขาตื่นเต้นดีใจและพากันทำงานอย่างขะมักเขม้นยิ่งกว่าเดิม ส่วนคนที่ดีใจที่สุดจนแทบจะกระโดดออกจากออฟฟิศ แล้วตรงไปยังถนนสายเล็กที่สอดแทรกอยู่ระหว่างแปลงองุ่นทั้งสองฟาก ซึ่งพุ่งตรงไปยังปลายทางที่คฤหาสน์บนเนินเขาอันตระหง่าน

“กลับมาแล้วหรือคะ!” มาเรียโผล่มาจากข้างทาง เข้ารวมกับสองหนุ่ม เดินตามหลังเจ้านายด้วยความปลื้มใจ “ทุกคนรอเจ้านายด้วยใจจดจ่อ” โดยเฉพาะเธอ “เพราะมีเอกสารมากมายอยากให้เจ้านายตรวจค่ะ รวมทั้งอยากให้ดูบัญชีรายงานผลประกอบการที่พุ่งสูงขึ้นมากในเดือนนี้ของโรงงาน”

ไคล์เดินมุ่งไป โดยฟังการรายงานของหญิงสาวแบบผ่านๆ “เหรอ?”

“ฉันดูแลงานทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวดค่ะ ไม่ให้หลุดสายตาไปได้ แม้เมื่อมีปัญหาก็ใช้การตัดสินใจที่เด็ดขาด แต่ถูกต้อง และยุติธรรม เพื่อให้ไร่ของเราได้เดินต่อไปได้”

“ดี”

“มีแปลงองุ่นพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งทดลองนำเข้ามาปลูก อยากให้เจ้านายไปดูด้วยกัน”

“เอาไว้ก่อน”

“แล้วเจ้านาย...”

“เจอกันที่ออฟฟิศนะ พรุ่งนี้เช้า ผมจะเข้าประชุมด้วย เรียกหัวหน้าคนงานและหัวหน้าแผนกทั้งหมดมาให้ครบ” เขาสั่งงานเธอเป็นคนแรก หลังจากกลับมา มันทำให้เธอยิ้มจนหน้าบาน “ผมจะเพิ่มเงินเดือนให้คุณนะ”

หญิงสาวแอบคิดในใจว่าเปลี่ยนจากเพิ่มเงินเดือนเป็นเลื่อนตำแหน่งจากผู้จัดการเป็นภรรยาของเขาแทนได้ไหม 

“ฉันทำงานที่นี่ด้วยความรัก รักทุกอย่างที่นี่”

ชายหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าหล่อนหมายถึงอะไร “และผมจะเพิ่มเงินเดือนให้ทุกคน แจ้งให้ทุกคนรู้ด้วย” ผู้จัดการหุบยิ้มแทบไม่ทัน เขาทำลายความหวังเธอในทุกโอกาส “ตอนนี้ยังไม่หมดเวลางานใช่ไหม”

“ค่ะเจ้านาย”

“ผมมั่นใจว่ายังเดินกลับบ้านถูกนะ คุณกลับไปทำงานต่อเถอะมาเรีย ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น แล้วก้าวเท้าเร็วเดินห่างไปหลายช่วงตัว เดฟกับโรเบอร์โต้หันมายิ้มให้เธอแบบให้กำลังใจ ก่อนรุดตามเจ้านายไปไม่รอรี 

หญิงสาวหยุดฝีเท้า ดวงตาคลอน้ำมองตามหลังชายหนุ่มอย่างช้ำใจ เขารู้เสมอ ว่าเธอรอเขาทุกลมหายใจ แต่ทำไมเขาถึงเย็นชากับเธอได้ถึงเพียงนี้

 

ขณะเดียวกัน รถกระบะคันใหญ่ของโรงครัวที่ออกไปซื้อของในเมืองก็แล่นกลับเข้ามา เมริสาโผล่ร่างท่อนบนออกจากหน้าต่างรถแล้วโบกไม้โบกมือให้ผู้จัดการสาว

“สวัสดีค่ะคุณมาเรีย ฉันซื้อของมาฝากคุณด้วยนะ”

หญิงสาวตะโกนเสร็จก็ส่งจูบ บ๊ายบายให้ แล้วกลับเข้ามานั่งท่าเดิม สบายอกสบายใจ รอล่าที่นั่งอยู่ด้วย ทำหน้าเหนื่อยใจ หญิงสูงวัยคิดหนักว่าคงไม่สามารถคุมแม่นี่อยู่แล้ว

“เบิกเงินเดือนล่วงหน้า ยังมีหน้าไปซื้อของฝากให้ใครๆ” รอล่ากระแซะ แต่ใจลึกแล้วแอบชื่นชมความมีน้ำใจของเธอ ต่างจากผู้จัดการสาวที่ยืนเท้าสะเอว มองตามหลังรถกระบะด้วยดวงตาเขียวปัด เพราะเจ้าหล่อนคิดว่าหญิงสาวผู้มาใหม่เย้ยหยันเธอเสียมากกว่าจะซื้อของมาฝากจริงๆ  

“แหม เงินเดือนฉันตั้งแพง แค่นี้ ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกค่ะ” รถแล่นฉิวเข้าสู่เขตรั้วของคฤหาสน์ แล้วมุ่งตรงเข้าไปจอดที่ลานจอดรถทางด้านหลังซึ่งอยู่ใกล้กับส่วนของห้องครัว 

เมริสาช่วยคนงานและสาวใช้ลำเลียงข้าวของที่ซื้อมาใหม่เข้าสู่ห้องครัวอย่างขยันขันแข็ง เธอรู้สึกเหมือนอยู่ที่ร้านอาหารอย่างไรไม่รู้ มันทำให้เธอรู้สึกสนุก เธอช่วยงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย

“ฉันขอตัวกลับห้องพักก่อนนะคะคุณรอล่า” เธอย่อตัวให้รอล่าจนเกือบจะถึงพื้น คนแก่สะบัดหน้างอน ๆใส่เพรารู้ว่าเจ้าหล่อนประชด

“อยากไปไหนก็ไป!”

ตอนนี้นะเหรอ เมริสาไม่อยากไปที่ไหนหรอก เธอเริ่มจะชอบที่นี่อย่างจริงจังแล้ว เธอรีบกลับมาที่ห้องพัก อยากหลับยาวสักแปดชั่วโมง แต่ก็คงจะทำไม่ได้ เพราะเธอต้องเข้างานตอนหกโมงเย็น ดังนั้น นอนแช่น้ำอุ่นในห้องน้ำเพื่อผ่อนคลายอารมณ์และความเหน็ดเหนื่อยน่าจะดีที่สุด  

เมริสาเคาะประตูเพื่อส่งสัญญาณให้คนด้านในรู้ แต่ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะไม่ขยับเขยื้อน แล้วจะเอายังไงดีล่ะ หญิงสาวจึงใช้อุบายเข้าห้อง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจ

“ว๊าววววว!!! คุณแม่บ้านใหญ่มาทำอะไรที่ห้องนี้คะ???”

ประตูเปิดผัวะทันที โดยหญิงสาวเจ้าของห้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินมาเปิดให้จนกว้างขวาง เมริสาหาวปากกว้าง ก่อนจะเดินเข้าห้องอย่างอารมณ์ดี 

เธอถอดเสื้อโค้ตออกแล้วทิ้งลงบนเตียง ก่อนจะเป็นเสื้อยืด เสื้อซับใน จนเหลือเพียงบราเซียลูกไม้สีครีม โชว์เนื้อหนังแบบไม่เกรงใจเพื่อนร่วมห้องอีกครั้ง  

“เหนื่อยจังเลย”

เพนนีสะบัดหน้าพรึดใส่หญิงสาว ปิดประตูดังปัง แล้วใช้ไม้เท้าค้ำยันพาร่างกายไปหย่อนก้นนั่งลงทำงานที่โต๊ะกลางห้องเหมือนเดิม 

“ไม่มีมารยาท น่ารังเกียจ” แถมสบถเสียงดังต้อนรับ  

“ใช่...น่ารังเกียจ” เมริสาหลับตานิ่งๆ ความจริงแล้ว ไม่ใช่กายที่เหนื่อยล้า แต่หัวใจของเธอต่างหากที่รู้สึกล้าจนแทบจะเต้นไม่ไหวอยู่แล้ว และคนที่ทำให้ชีวิตของเธอเหนื่อยได้ขนาดนี้ก็คือ...ไคล์ คาร์โล!!!

เพนนีแปลกใจที่คนโดนด่ากลับเห็นด้วยกับเธอเสียอย่างนั้น “ถ้ารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่น่ารังเกียจ แล้วทำไมยังทำ”

“เพราะมันทำให้เพื่อนร่วมห้องของฉันพูดเสียบ้าง เธอเงียบเกินไป มันเหงาหู”

“นี่เธอ!!!”

“ด่าฉันได้นะ ฉันไม่คิดมากหรอก ด่าฉัน ต่อว่าฉัน ย้ำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นมัน” 

ดวงตาสดใสของหญิงสาวเหมือนแสงตะวันในยามนี้ ตะวันที่ใกล้ลาลับขอบฟ้า แสงที่ค่อย ๆริบหรี่ลง 

“ฉันเป็นคนน่ารังเกียจ”

“มันไม่ใช่ทั้งหมด...” เพนนีรู้สึกไม่ดีที่เป็นต้นเหตุให้หญิงสาวดูเศร้าเล็กๆ “บางครั้งเท่านั้นเอง บางครั้งที่เธอทำอะไรที่...” เธอก็อยากจะทำเหมือนกันนะ “ก้าวร้าว หยาบคาย และนอกคอก”

“ก็ฉันไม่ใช่นักโทษนี่ จะได้อยู่แต่ในคอก”  

“เสื้อของเธอ...ราคาแพง” อยู่ๆ เพนนีก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก “แพงและดีมาก”

“ตัวนี้เหรอ?” เธอชี้ลงไปที่เสื้อโค้ตซึ่งวางอยู่บนเตียง เพนนีพยักหน้า “แน่ล่ะ มันต้องแพงอยู่แล้ว” 

เมื่อเธอนึกถึงเจ้าของมัน ก็ยิ่งทำให้เธอรู้และเข้าใจคำว่า คนละระดับ!

“ขโมยมารึเปล่า?”

“ห๊า...” คำถามนี้ทำให้เมริสาหน้าค้าง หมดอารมณ์จะคุยด้วยเลย แต่ก็อธิบายอย่างใจเย็นว่า “หน้าอย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อ ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอนะ เธอสงสัยใช่ไหมว่าฉันได้มายังไง”

เพนนีพยักหน้าแบบไม่ลังเล และรอฟังอย่างใจเย็น

เมริสาเกือบจะยิ้มเมื่อนึกถึงวินาทีที่เขาโยนเสื้อมาให้ แต่พอนึกถึงว่าเขาอยากมอบมันแก่สุนัขโกล์เด้นมากกว่า เธอก็ยิ้มไม่ออก 

“ผู้ชายคนหนึ่งสวมมันให้ฉันอย่างทะนุถนอม” เธอเล่าในสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะเขาโยนมันใส่หัวเธออย่างหยาบคายสุดๆ 

“เขาสั่งให้ฉันสวมเสื้อตัวนี้ไว้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นตัวแทนของเขา หมือนเขาคอยกอดฉัน ปกป้องฉัน เหมือนว่าเราไม่เคยห่างกันเลย โรแมนติกมาก ๆเลยใช่ไหม” 

หญิงสาวแสยะยิ้ม ขณะเล่า ส่วนคนฟังขมวดคิ้วจนเป็นร่อง ดวงตาเหลือกโปน หน้าเข้มเครียดเข้าไปใหญ่ เพราะเธอนึกภาพเจ้านายทำแบบนั้นไม่ออกจริงๆ 

เขาน่ะเรอะ เป็นคนนุ่มนวล อ่อนโยน เพนนีชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าเธอเข้าใจถูกเรื่องเสื้อตัวนี้ แม้รอยบางอย่างที่ติดอยู่บนเสื้อจากการรีดผ้าไม่เอาไหนของเธอจะอยู่บนนั้นก็ตาม... 

“ไม่มีทาง!!!!”

“หือ...” เธอได้ยินนะ ที่เจ้าหล่อนอุทาน “ไม่เชื่อก็ตามใจ ฉันไปนอนแช่น่ำอุ่นในห้องน้ำดีกว่า ยังมีเวลาเหลือประมาณสองชั่วโมง ก่อนไปทำงาน” 

เธอลุกจากที่นอนอย่างอารมณ์ดี ตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบชุดคลุมอาบน้ำออกมาสวม ถอดกระโปรงออก แล้วเข้าห้องน้ำ ปิดประตูปัง!

 

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงเศษ ๆ เมริสาออกมาพร้อมความสดชื่น เธอหยิบฟอร์มของแม่บ้านออกมาแล้วลองทาบกับลำตัวเพื่อวัดขนาดดู 

“น่าจะใช้ได้”

เพนนีนั่งนิ่ง ในหัวคิดจนมุ่น เพื่อนร่วมห้องของเธอไม่รู้ว่าเธอทำอะไรตอนที่กำลังใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำ ใช่แล้ว เธอไม่ปล่อยให้เวลาที่มีค่าหลุดลอยไป เธอคลานไปค้นเสื้อโค้ตตัวนั้น แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา 

อ่า...แล้วเธอก็เช็กข้อมูลของเครื่องนั้นอย่างละเอียด...ใช่จริง ๆด้วย..เป็นโทรศัพท์ของเจ้านายอย่างแน่นอน เธอจำโทรศัพท์เขาไม่ได้หรอก แต่ภาพที่อยู่ในนั้นบางส่วนและรายชื่อผู้ติดต่อ...มันมีชื่อของคนที่เธอรู้จักตั้งหลายคน 

ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้านใหญ่ คุณมาเรีย หรือแม้แต่คุณเดฟและโรเบอร์โต้!!!

โอว....เป็นไปได้มากทีเดียวที่ หญิงสาวคนนี้จะขโมยของเจ้านายมา 

ในช่วงเวลานั้นเอง เธอได้ยินเสียงร้องเพลงสบายอารมณ์แว่วมาจากในห้องน้ำ เธอกลั้นใจกดไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่เจ้าหล่อนโทรออกและรับอย่างต่อเนื่อง เธอกดไปแล้วฟังอย่างเดียว

“จะคืนของทั้งหมดเมื่อไหร่ ถ้าของไม่ถึงมือฉันในวันสองวันนี้ เธอติดคุก!!

เพนนีอ้าปากหวอ ตัวสั่น เธอกรอกเสียงเบาหวิว

“คุณคือไคล์ คาร์โลรึเปล่าคะ”

เจ้าของชื่อขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าเป็นหญิงอื่นที่รับสาย

“ใช่ เธอเป็นใคร”

“ฉันอยู่ที่คฤหาสน์ไวน์โรส คุณไคล์ค่ะ ตอนนี้หัวขโมยเข้ามาทำงานที่นี่ และเธออยู่ในห้องฉัน จะให้ฉันแจ้งคุณแม่บ้านใหญ่เลยไหมคะ”

ไคล์ฟังแล้วอึ้ง ช็อก อ้าปากค้าง ก่อนจะยิ้มมุมปาก แล้วพูดเสียงเข้ม 

“งั้นเหรอ!!!” เขายกไหล่ ทำเหมือนไม่สนใจสิ่งที่ได้รู้ “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น อยู่เฉยๆ เดี๋ยวฉันจับหัวขโมยเอง”

นี่เป็นครั้งแรกที่เพนนีรับงานโดยตรงจากเจ้านายผู้มีพระคุณของเธอ หญิงสาวจึงพยายามทำเหมือนปกติ ไม่มีพิรุธ ไม่ยอมให้หัวขโมยจับได้ว่าเธอถูกจับได้เสียแล้วเมริสาจ๋า...หึ ๆ เธอเตรียมตัวถูกเจ้านายขยี้ได้เลย!!!!

เมริสางงนิดหน่อย ที่เพนนียิ้มกรุ้มกริ่ม และร้องเพลงเบา ๆ คลอไปด้วยระหว่างปักผ้าเช็ดหน้า

“เป็นอะไร”

หรือว่าผีเข้า!!! 




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


อยากอ่านต่อค่ะถ้าไปเติมตังแรวทำไงต่อค่ะช่วยบอกให้ระเอียดด้วยค่ะ
โดย Anonymous | 1 year, 5 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha