เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 8 : ฮันนิมูน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ถจี๊ปที่ขับห้อตะบึงฝุ่นควันคุ้งมาจนสุดเขตไร่อินทนิลจอดนิ่งสนิทลง คนขับกระโดดลงไปจากรถ พร้อมกับชะโงกตัวไปคว้าเป้สะพายที่อยู่เบาะด้านหลัง

“ขอบใจมากนะศาสตราที่มาส่ง” เขาบอกคนสนิทที่ย้ายมานั่งที่คนขับแทน

“คุณต่อจะไหนครับ?” ถามอย่างสงสัย

“ฮันนิมูนไง” บอกพร้อมกับตบมือลงที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายหนัก

“ฮันนิมูน?” ถามเสียงสูงอย่างประหลาดใจ พอต่อตระกูลพยักหน้าความสงสัยก็ยังไม่หมด “ในป่านี่นะครับ”

“ใช่ ฉันจะไปฮันนิมูนในป่านี่แหละ อีกสองวันค่อยมารับนะ” ฝากฝังเสร็จก็หันไปเรียกรมย์รวินท์

“แล้วคุณภิรมณที่บ้านละครับ?”

“นายรับหน้าที่ไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

ศาสตราถอนใจยาวเหยียด รู้ตัวว่าพลาดไปอย่างแรง เขาก็แค่อยากจะช่วยเจ้านาย แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่าย ลอยแพเอาดื้อๆ อย่างนี้ จู่ๆ จะให้เขาไปเผชิญหน้ากับอดีตรักของเจ้านาย วิธีไหนดี?

“ถ้ากลับมาแล้วเธอเปิดเปิงหนีกลับไป อย่ามาโทษผมเชียวนะครับ” เขารีบออกตัว

ต่อตระกูลหันมายิ้ม ตบที่บ่าของเขาแรงขึ้นกว่าเดิม

“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากให้นายทำ” ว่าแล้วก็กระชับเป้สะพาย แล้วเดินอ้อมไปจูงมือรมย์รวินท์ ที่ไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพราะเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มกลบเอาไว้

“บาย...อีกสองวันเจอกันพวก” ยกมือแตะที่ขมับบอก ก่อนจะจูงมือหญิงสาวเดินเข้าไปทางชายป่า

“รอบนี้อย่าให้เสียเที่ยวนะครับเจ้านาย” เขารีบป้องปากตะโกนตามหลังไป ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ...บ่นงึมงำเมื่อนึกถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

“ไอ้งานเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกไดโนเสาร์มาแขวนคอนี่ทำไมถึงได้ตกหนักอยู่ที่ผมเรื่อยเลย” ถามไปกับลมกับฟ้าไปอย่างนั้นเอง เพราะไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา ก่อนจะเข้าเกียร์ถอยหลัง แล้วหมุนพวงมาลัย วกรถกลับไปทำงานในไร่ หวังว่ากลับไปถึงบ้านตอนค่ำ ภิรมณจะไม่อยู่แล้ว

+++++++++

 

“เราจะไปไหนกันคะ?”

หลังจากปล่อยให้เขาจูงมือเดินบุกป่าฝ่าดงพากันมาพ้นเขตชายป่า เข้าสู่ป่าเบญจพรรณที่เริ่มมีต้นไม้หนาทึบขึ้นทุกที รอบกายเต็มไปด้วยสีเขียวของใบไม้และต้นไม้ใหญ่รมย์รวินท์ก็เป็นฝ่ายถามขึ้น

ต่อตระกูลหันมายิ้มให้เธอ

“ก็ไปฮันนิมูนกันไงล่ะ”

หญิงสาวค้อนให้เขาวงใหญ่ เมื่อได้คำตอบเดียวกับที่เขาบอกกับภิรมณและศาสตรา

ฮันนิมูน...ในป่านี่นะ คงจะโรแมนติกน่าดู แต่ก็นึกดีใจที่ความสัมพันธ์ระหว่างกันก้าวหน้าไปอีกขั้น และที่ดีใจจนบอกไม่ถูก็ตรงที่ต่อตระกูลเลือกที่จะทิ้งภิรมณมากับเธอ ค่อยดึงใจแป้วๆ ที่ดิ่งเหวขึ้นมาเต้นเป็นจังหวะ

ต่อตระกูลยังคงก้าวไปข้างหน้าราวกับว่าจุดหมายยังอีกไกล จากทางเดินกว้างๆ เริ่มแคบลงเมื่อเข้าสู่เขตป่าลึกและเป็นทางชัน ต้นไม้ใบสีเขียวล้อมรอบกาย เสียงนกร้อง เสียงใบไม้ต้องลมฟังแล้วให้รู้สึกสดชื่น อากาศรอบกายก็คล้ายๆ จะลดอุณหภูมิลงไปด้วย

ดวงตาแป๋วแอบเหลือบมองคนที่เดินข้างๆ กึ่งนำไปหน่อยเพราะเส้นทางเดินเริ่มแคบลง ริมฝีปากอิ่มสวยแอบอมยิ้ม

อุ๊ย!” และก็เป็นเพราะตามัวมองเพลินอยู่ที่อื่น ทำให้เท้าสะดุดเถาวัลย์จนเกือบถลาหน้าทิ่มดิน หากไม่มีอ้อมแขนแข็งแรงช่วยรับร่างเอาไว้

รมย์รวินท์เงยหน้ามอง ใบหน้าคร้ามเข้มอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดหน้าจนรู้สึก

“เป็นอะไรรึเปล่า?” พอตั้งหลักได้ เขาก็จับตัวเธอให้ยืนขึ้น พร้อมกวาดสายตาสำรวจตรวจสอบดู

“ปละ...เปล่าค่ะ”

“อย่าเพิ่งเป็นลมนะ อีกอึดใจเดียวก็ถึงแล้ว” ให้กำลังใจ นับระยะทางเธอกับเขาก็เดินลึกเข้ามาในป่าสักสองกิโลเมตรได้แล้วกระมัง รมย์รวินท์ยังไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าอยู่ที่ไหน

พลันหูได้ยินเสียงน้ำแว่วดัง มือที่จับเขาซึ่งจูงนำไปบีบแน่นขึ้น ต่อตระกูลหันหน้ามามอง

“รมย์หูแว่วได้ยินเสียงน้ำตกด้วยค่ะ”

เขาไม่ว่ากระไร หัวเราะเบาๆ จับจูงมือน้อยในอ้อมแขนเดินต่อไปข้างหน้า และเป็นอย่างที่เธอคาดเอาไว้ไม่มีผิด เมื่อมองเห็นธารน้ำใสแจ๋วและตรงหน้าคืนน้ำตกที่ส่งไอเย็นกระเซ็นมาถึง

“สวยจังเลยค่ะคุณต่อ” หน่วยตาดำใหญ่ฉายความตื่นเต้นชัดแจ๋วทีเดียว

“เป็นไง...คุ้มค่าที่เดินเหนื่อยไหม?” ถามยิ้มๆ

ใบหน้าเรียวผงกรัวๆ แทบจะพุ่งเข้าหาแม่น้ำตรงหน้า แต่ถูกคนที่จับมืออยู่กระตุกมือเอาไว้เสียก่อน

“รมย์เล่นน้ำไม่ได้หรือคะ?”

“เอาข้าวของไปเก็บก่อนสิ...เดี๋ยวจะมาเล่นผมก็ไม่ว่า”

ใบหน้าสวยฉงนสนเท่ มองหาที่พักในค่ำคืนนี้

“แล้วเราจะนอนกันที่ไหนคะ?” มองไม่เห็นกระท่อมน้อยริมน้ำเหมือนในละครหลายๆ เรื่อง

ต่อตระกูลชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน และพอแหงนหน้ามองตามก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจขึ้นไปอีก

“บ้านบนต้นไม้ นี่มีจริงๆ หรือคะ ใครมาสร้างไว้กัน” เจ้าตัวปล่อยมือจากเขา มองอย่างตื่นเต้น

ต่อตระกูลได้แต่ส่ายหน้า มองคนไม่รู้จักโตตรงหน้า นี่เธอคิดว่าจะมีใครมาทำบ้านเอาไว้บนต้นไม้เล่น เหมือนตอนเป็นเด็กอย่างนั้นหรือ

“นั่นน่ะมันห้างส่องสัตว์ เอาไว้ล่าสัตว์เวลากลางคืนต่างหาก”

รมย์รวินท์หน้าเหวอเหลียวหน้ามองลำธารสลับกับห้างบนต้นไม้

“งั้นก็แปลว่าตรงนี้จะมีเสือ มีช้าง สิงห์โต หมี หรือหมาป่าออกมากินน้ำที่ลำธาร” กวาดตามองชายน้ำสำรวจหารอยเท้าสัตว์ที่อาจจะหลงเหลืออยู่ “แล้วอย่างนี้เราจะปลอดภัยหรือคะคุณต่อ”

ต่อตระกูลหัวเราะลั่นป่าเลยทีเดียว เพราะตรงนี้เป็นเขตป่าไม่ลึกนัก ทั้งคนงานและชาวบ้านเข้ามาหาของป่ากันอยู่เนืองๆ สัตว์ป่าน่ากลัวอย่างที่รมย์รวินท์ว่าจึงไม่ปรากฏตัวเพราะจะอยู่ในเขตป่าที่ลึกไปกว่านั้น อ้อ! นานๆ ครั้งชาวบ้านจะเจอช้างเสียทีหนึ่งเหมือนกัน

“ใช่ ยิ่งตอนกลางคืนนะ บางทีนอนๆ อยู่ ก็มีหมีควายก็มาเขย่าต้นไม้จนเกือบตกห้างเลยทีเดียว” ข่มขู่ไปให้เธอกลัวรมย์รวินท์ตาโต หน้าถอดสีทีเดียว จนเขาแทบกลั้นขำเอาไว้แทบแย่

“งั้นเราอย่านอนที่นี่เลยค่ะ โทรศัพท์ให้คุณศาสตรามารับกลับเถอะค่ะ” ถึงไม่อยากเผชิญหน้ากับภิรมณที่อยู่ร่วมบ้าน แต่ถ้ามันอันตรายอย่างที่เขาว่าจริง เธอไม่ขอเสี่ยงจะดีกว่า คนถอดใจหันกลับหน้าเป็นหลังทีเดียว แต่ถูกท่อนแขนแข็งแรงกระตุกเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ได้หรอก ก็บอกแล้วไงว่าเราจะมาฮันนิมูนกัน”

คนถูกหลอกให้เข้าป่าค้อนขวับเขาวงใหญ่ มีที่ไหนกันมาฮันนิมูนในป่า มันน่าโรแมนติกตรงไหนเกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ

“แล้วถ้าเกิดตอนกลางคืนนอนอยู่แล้วหมีควายมาเขย่าต้นไม้จนห้างหล่นล่ะคะ?”

“อื้ม” เขาทำท่าครุ่นคิด “งั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับดวงแล้วล่ะ”

รมย์รวินท์หน้าซีดทีเดียว ต่อตระกูลเห็นว่าแกล้งหญิงสาวจนกลัวเกินไป พาลจะร้องไห้กลับบ้านเอา

“ล้อเล่นน่า ตรงนี้ไม่ค่อยมีสัตว์ใหญ่มาหรอก นอกจากพวกกวาง เก้ง ละมั่ง แต่พวกมันมาตอนกลางคืน เพราะกลัวคน กลางวันอย่างนี้ปลอดภัย” เขารีบบอก

หากแววตาที่มองมา ยังเต็มไปด้วยความสงสัยไม่ไว้ใจ “แน่ใจนะคะ”

เขาไม่ตอบ หากยิ้มๆ ก่อนจะชักชวนให้เธอรีบเอาข้าวของขึ้นไปเก็บบนห้างที่อยู่สูงไปบนต้นไม้ มีบันไดไต่ขึ้นไม่ลำบากนัก แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินอย่างรมย์รวินท์ก็อดที่จะเกร็งกลัวตกต้นไม้ไม่ได้

“แน่ใจนะคะ ว่ามันแข็งแรงดี” ถามเมื่อขึ้นมาอยู่ด้วยกันบนห้างขนาดที่พอกางมุ้งหลังใหญ่ๆ นอนได้สบายๆ

“แน่นอนสิ...ปกติผมกับนายศาสตรามากับพวกคนงาน นอนกันบนนี้ ห้าหกคนก็ยังนอนเบียดกันได้สบายเลย” บอกให้คลายกังวล ก่อนจะรีบจัดที่หลับที่นอนเตรียมพร้อมไว้อย่างคล่องแคล่วทีเดียว เธอเพิ่งเห็นว่าชายหนุ่มพกเอาปืนสั้นติดมาด้วย สายตาหวาดๆ มองเขา ต่อตระกูลที่เช็กแมกกาซีนปืนเสร็จ เงยหน้ามาเห็นพอดี

“ผมเผื่อเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยน่ะ”

หญิงสาวแอบกลืนน้ำลาย หวังว่ามันคงไม่เปรี้ยงปร้างขึ้นมาเสียก่อน

“แน่ใจนะคะว่าไม่อันตราย”

ต่อตระกูลหัวเราะหึๆ ในลำคอ รมย์รวินท์จึงได้มามองสำรวจตรวจตราไปรอบๆ ห้าง ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ครึ้ม แต่ก็ยังมีแสงแดดลอดผ่านทะลุมาได้ เห็นเป็นลำแสงสวยทีเดียว และทิวทัศน์บนนี้ก็ดีมากๆ ได้ยินเสียงจั๊กจั่นป่าร้องลั่นระงม อากาศก็กำลังเย็นสบายดีทีเดียว รู้อย่างนี้น่าจะติดกล้องถ่ายรูปเอามาด้วย

เสียงน้ำตกซู่ดังได้ยินมาถึงตรงนี้ มองไปด้านล่างก็เห็นทั้งน้ำตกและแอ่งน้ำกว้างกอดที่จะเป็นสายน้ำใสทอดยาวไป ไม่คิดว่าจะมีธรรมชาติสวยๆ อยู่ในป่านไม่ไกลจากไร่อินทนิล ถึงที่นี่จะห่างไกลความเจริญ แต่ถ้ามีธรรมชาติสวยๆ ให้เพลิดเพลินอย่างที่นี่ ต่อไปเธอคงขอให้ต่อตระกูลพามาบ่อยๆ เป็นแน่

และเพราะแต่มองสำรวจโน่นนั่นนี่อยู่นานอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่ได้ยินเสียงคนที่มาด้วย พอหันไป ก็เห็นต่อตระกูลกำลังนั่งพิงต้นไม้ ท้าวคางมองมาที่เธอยิ้มๆ รมย์รวินท์เก้อไป

“เราจะทำอาหารทานกันเองใช่ไหมคะ?”

ต่อตระกูลผงกหน้า “ผมมีพวกเครื่องกระป๋องมา และก็จำพวกของแห้ง”

“งั้นเราก็ต้องหุงข้าวกันเองใช่ไหมคะ? คุณต่อจะปั่นกิ่งไม้ติดไฟได้หรือคะ?”

ต่อตระกูลหัวเราะเบาๆ “ฉันเอาไฟแช็กมา จะไปปั่นกิ่งไม้ให้ติดไฟทำไม เสียแรงเปล่าๆ สู้เก็บเอาไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า” คนพูดยิ้มพราวเจ้าเล่ห์มองมาที่เธอดวงตาวับๆ ใส

ใจเธอเริ่มสั่นพร่านิดๆ รู้สึกขนลุกพิกลกับสายตาของชายหนุ่มเวลานี้

“รมย์ว่าเรามาหาอะไรทำดีกว่าค่ะ?”

“นั่นสินะ...อุตส่าห์มาฮันนิมูนกันทั้งที อย่าให้เสียเที่ยว” คนว่าขยิบตายิบๆ ให้พร้อมกับโยนเป้บนตักไปข้างตัว แล้วตบปุๆ หญิงสาวตาโต เข้าใจความนัยที่เขาส่งมาให้

“รมย์ไปเล่นน้ำตกดีกว่า” ว่าแล้วก็รีบลุกเดินไปยังบันไดลิงเพื่อไต่ลงไปข้างล่าง

คนบ้า กลางวันแสกๆ มาชวนอะไรก็ไม่รู้...คิดแล้วก็ให้หน้าแดงซ่านด้วยความเก้อกระดากอาย

+++++++++

 

“ไม่ต้องมีดนตรี...ใช้ตีกาละมัง...สามช่าดังๆ...ให้หนวกหูบ้านใกล้...”

เสียงเอ็ดตะโรโหวกเหวกดังมาจากหน้าบ้านพักของต่อตระกูล พร้อมเสียงบรรเลงเคาะขวด เคาะชาม กันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง

พอตะวันคล้อย นายโคบาลหนุ่มที่พาต่อตระกูลกับเมียหายไปเมื่อตอนกลางวันก็กลับมาพร้อมกับคนงานอีกโขยงใหญ่ มาตั้งวงกินเหล้า และทำบาบิคิวปิ้งย่างกินกัน

ศาสตราเดินเข้าบ้านมาเพื่อจะไปหยิบเครื่องดื่ม ค่ำนี้เขาต้องอาศัยฝากท้องกับพวกคนงาน เพราะแม่ครัวเอกถูกต่อตระกูลฉกตัวไปเสียแล้ว พอประตูหน้าบ้านเปิดผางออก ภิรมณในชุดสวย ก็ยืนใบหน้าบึ้ง มองมาที่เขาอย่างเอาเรื่องทีเดียว

“ต่อไปไหน? ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

“คุณต่อก็ไปฮันนิมูนกับคุณรมย์ไงครับ ผมได้ยินเขาบอกคุณแล้วนี่นา” ว่าเหมือนไม่ใส่ใจ แล้วเดินเลยเข้าไปในครัว

“แล้วมันที่ไหนล่ะ?” หญิงสาวตามเข้ามาถาม เรียกว่าจิกไม่ปล่อยทีเดียว

“ในป่าครับ” เปิดประตูตู้เย็นหยิบเบียร์ออกมาสองขวด

“ในป่านี่นะ” ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ “แล้วคืนนี้เขาจะไม่กลับมาหรือไง?”

ร่างสูงหันกลับมาเผชิญหน้า

โธ่! คุณครับ ฮันนิมูนน่ะมันต้องค้างคืน ใครเขาจะรีบกลับมา และยิ่งข้าวใหม่ปลามันอย่างคุณต่อกับคุณรมย์ด้วย หึๆ” เขาหัวเราะอยู่ในลำคอ ทำให้อีกฝ่ายชักสีหน้าไม่พอใจ มองตาขวาง “คงไม่กลับมาง่ายๆ หรอก” พูดแล้วก็เดินออกจากครัว กลับไปที่หน้าบ้าน

ภิรมณนึกอยากกรี๊ดร้องดังๆ ระบายอารมณ์หงุดหงิดตอนนี้นัก หล่อนไม่ยอมบุกป่าฝ่าดงเป็นร้อยๆ กิโลเมตรมาเพื่อคว้าน้ำเหลวหรอก

“แล้วเขาจะกลับเมื่อไหร่?” หญิงสาวเดินตามมารีบเข้าไปขวางหน้าก่อนที่ศาสตราจะเดินออกไปจากตัวบ้านไปสมทบกับวงเหล้าข้างนอกโน่น

โคบาลหนุ่มยักไหล่ ส่ายหน้า “ผมไม่ทราบครับ”

“จะไม่ทราบได้ไง ในเมื่อนายเป็นคนไปส่ง”

โอ้ย! คุณ ผมไม่กล้าเซ้าซี้ถามให้วอนตกงานหรอกครับ ว่าแต่คุณมีอะไรจะคุยกับผมอีกไหม ผมเปรี้ยวปากอยากไปกรึ๊บๆ กับพวกข้างนอกที่รออยู่...อ้อ ออกไปสนุกด้วยกันสิครับ” ทำชวนอย่างมีน้ำใจ

แต่หญิงสาวกลับเบะปากเข้าใส่ เพราะไม่มีทางลงไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนั้นเด็ดขาด

“ฉันก็หิว หาอะไรให้กินหน่อยสิ”

ศาสตราอึ้งไป ไม่คิดว่าจะได้ยินคำขอร้องจากหญิงสาว

“ก็ไปหน้าบ้านสิครับ คนงานกำลังปิ้งย่างกันของอร่อยทั้งนั้น”

หญิงสาวส่ายหน้าดิก...ไม่มีทางแน่ๆ ของกินพวกนั้นคือสิ่งสุดท้ายในโลกที่เธอจะกล้ำกลืนฝืนกระเดือกลงไปในกระเพาะ

“งั้นคุณก็คงต้องไปหาอะไรทานเองล่ะครับ ในตู้เย็นก็มีของเยอะแยะไป อย่าบอกนะครับว่าทำกับข้าวไม่เป็น”

“แต่ฉันเป็นแขก และจำได้ว่าต่อสั่งให้นายคอยดูแลต้อนรับฉัน”

ใช่...และเขาไม่น่าปากเปราะไปรับคำเลยให้ตายสิ แทนที่จะได้ไปกินเหล้าสังสรรค์กับคนงาน ต้องมาคอยรับใช้ผู้หญิงเรื่องมากตรงหน้านี่

ศาสตราจำต้องวางเบียร์สองขวดลง “จะทานอะไรครับคุณ” ถามอย่างมีน้ำใจ

“อะไรก็ได้”

โจทย์ง่ายค่อยยังชั่ว เขาจึงกลับเข้าครัวเสียบปลั๊กกาต้มน้ำร้อน รอให้เดือด ก่อนจะหยิบเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกระป๋องมากดน้ำร้อนใส่ รอเวลาสามนาทีตามข้างกระป๋อง ถึงได้ยกออกไปวางแหมะให้หญิงสาวที่นั่งหน้าเชิดเป็นคุณนายรออยู่

“นี่คุณจะให้ฉันทานบะหมี่ต้มนี่นะ” เสียงสูงปรี๊ดถามอย่างไม่พอใจ ถ้าแค่นี้เธอก็มีปัญญาทำกินเองได้ ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก

“ผมทำกับข้าวไม่เป็น มีปัญญาทำได้เท่านี้แหละ ถ้าคุณไม่กินก็ยังมีพวกของแห้งอยู่ในครัว เชิญตามสบายนะครับ” ร่างสูงหมุนตัวกลับเมื่อเสร็จธุระแล้ว

“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน?” มือเรียวฉวยแขนเขาเอาไว้ ศาสตราอึ้งไป ถึงจะไม่ชอบภิรมณ แต่เขาก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ ที่ไม่ค่อยมีสาวๆ มาถึงเนื้อถึงตัวให้ใจมันไขว้เขวเล่นอยางนี้

คนสวยตรงหน้าทำตาปริบๆ ใบหน้าออดอ้อน ถามเสียงอ่อนเสียงหวานปรับโทนเสียงรวดเร็วทีเดียว

“คุณทิ้งฉันไว้ไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่คุ้นเคยกับที่นี่”

“เอ่อ...” เขาพยายามบิดแขนตัวเองออก แต่ภิรมณกลับจับเสียแน่นทีเดียว “งั้นก็ไปทานกับพวกผมที่หน้าบ้านสิครับ”

“คุณอยู่ในบ้านเป็นเพื่อนฉันก่อนนะ” เธอยิ้มให้เขา

และศาสตราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นโรคแพ้ความสวย เลยเข้าใจหัวอกของต่อตระกูลยามนี้เองว่าการปฏิเสธลูกออดอ้อน ของผู้หญิงตรงหน้ามันยากแค่ไหน จึงนั่งที่โซฟาเป็นเพื่อนเธอ

ภิรมณจำใจกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พอเปิดฝาก็ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายมาทีเดียว ศาสตราลอบมองหญิงสาวอย่างสังเกตสังกาแล้วต้องยอมรับว่าภิรมณเป็นคนสวยจริงๆ มองเพลินไม่เบื่อ มิน่าต่อตระกูลถึงตัดอกตัดใจยากนักหนา

“ต่อเขาไปเที่ยวป่าที่ไหนเหรอ? ไกลไหม?” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากที่สังเกตท่าทีของศาสตราดูผ่อนคลายลง

“ก็ป่าท้ายไร่” เขาตอบประหยัดถ้อยประหยัดคำ

“แล้วกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้จะนอนยังไง?”

“พวกคนงานทำห้างไว้ส่องสัตว์ คุณต่อกับคุณรมย์คงจะนอนที่นั่น” สันนิษฐานตามความคิด

ภิรมณผงกหน้า รับข้อมูลพร้อมกับประมวลผลความคิด

“แล้วมันไกลจากท้ายไร่มากไหมไอ้ห้างที่ว่านั่น”

“ก็ประมาณสองกิโลได้ ต้องเดินเท้าเข้าไป ว่าแต่คุณถามทำไม?” ถามอย่างข้องใจนิดๆ ก่อนจะก่นด่าตัวเองว่าเขาไม่น่าหลุดปากพูดออกไป เพราะถ้าถึงขนาดบุกป่าฝ่าดงมาจนถึงไร่อินทนิลได้ ผู้หญิงตรงหน้าคงไม่คิดหยุดอยู่แค่นี้แน่ๆ

ภิรมณไม่ตอบ ยักไหล่นิดๆ แต่ยิ้มมีเลศนัยให้เขานึกหวั่นใจเล่น

+++++++++

 

ลังจากอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว พอค่ำลงบรรยากาศรอบห้างก็มืดมิดสนิท มีแสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุดวงเดียวที่ถูกจุดแขวนที่เสาเหนือห้าง ส่องให้เห็นพอรำไร ต่อตระกูลปูผ้าผืนบางๆ คล้ายกับที่นอนปิกนิกแล้วกางมุ้งหลังไม่ใหญ่นักที่เตรียมมา

“ไหนบอกว่านอนกันเบียดกันห้าหกคนยังสบายๆ” เธอบ่นพึมเบาๆ หากคนกำลังกางมุ้งก็ดันหูดีได้ยินเสียด้วย

“ก็มากันแค่สองคน จะกางมุ้งหลังใหญ่ไปทำไมล่ะ อีกอย่างมาฮันนิมูนมันก็ต้องนอนเบียดๆ กันหน่อยสิ” คนว่ามองเธอตาเป็นมันทีเดียว

รมย์รวินท์หน้าแดงซ่าน ทำเป็นหูทวนลม

“ยังไม่เห็นมีตัวอะไรมากินน้ำเลยค่ะ” ชะโงกหน้ามองไปทางธารน้ำ

“จะรอดูจริงๆ หรือ?” ต่อตระกูลถาม รู้สึกหงุดหงิดอยู่นิดหน่อย เขาปวดหัวกับภิรมณที่จู่ๆ ก็โผล่มา ขออย่าได้ให้มาปวดหัวกับเมียที่ทำตัวไม่รู้เดียงสาเวลานี้อีกเลย

“ค่ะ คุณต่อเอากล้องส่องทางไกลกับไฟฉายมาใช่ไหมคะ?” ถามอย่างกระตือรือร้นเสียนักหนา

ต่อตระกูลถอนใจพรวด แทนที่จะจู๋จี๋กันประสาข้าวใหม่ปลามัน แต่รมย์รวินท์กลับไพล่ไปสนใจอย่างอื่นมากกว่าเสียดาย เขาหยิบไฟฉายและกล่องส่องในกระเป๋าเป้ส่งให้ ส่วนตัวเองเดินไปหรี่แสงตะเกียง ก่อนจะมุดเข้ามุ้งไปรอท่า เพราะมั่นใจว่าอีกไม่นานรมย์รวินท์ต้องตามเข้ามาแน่ๆ

“คุณต่อไม่มาดูด้วยกันหรือคะ?”

“ไม่...ผมง่วงนอนแล้ว” บอกอย่างงอนๆ ทิ้งให้หญิงสาวหน้าค้าง เหลียวซ้ายมองขวาดูรอบตัวอย่างหวั่นใจ เพราะไม่คุ้นชินกับการมานอนป่าอย่างนี้ ไม่นานนักรมย์รวินท์ก็ตามเข้ามุ้งไป เห็นร่างใหญ่นอนนิ่งคิดว่าเขาคงหลับไปแล้ว

ดวงตากลมเบิกค้าง เพราะพยายามข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ แสงจากตะเกียงเจ้าพายุค่อยๆ หรี่ลงเพราะน้ำมันใกล้หมด ไม่นานนักเธอก็เริ่มคุ้นชินกับแสงสลัวของความมืดที่กำลังมาเยือน ดวงจันทร์สาดแสงส่องสว่างกระจ่างเข้ามาแทนที่ แต่ก็ไม่สว่างพอที่จะมองเห็นภาพอะไรนอกจากเงาที่เคลื่อนไหวไปมาในความมืด

เสียงหรีดหริ่งเรไรในป่าร้องระงมดังก้องหู บรรยากาศน่าสะพรึงสำหรับคนไม่คุ้นเคย และยิ่งเมื่อมีเสียงนกกลางคืนแผดเสียงร้องก้องป่าบินผ่านห้างไป รมย์รวินท์ตกใจรีบกระเถิบเข้าไปหาร่างใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างนัก

“คุณต่อ...คุณต่อคะ หลับหรือยัง?” น้ำเสียงสั่นๆ เรียกขึ้นมาเบาๆ

ในสถานที่และสถานการณ์ไม่คุ้นชิน อะไรก็ดูน่ากลัวไปหมด คนเดียวที่อุ่นใจให้เป็นที่พึ่งพิงก็คือเขา

ต่อตระกูลแอบยิ้มในความมืด ก่อนจะครางตอบกลับมา

“หื้ม...มีอะไร?” น้ำเสียงฟังดูง่วงแสนง่วงเหมือนกำลังจะเคลิ้มหลับแต่กลับถูกรบกวน

“รมย์” เธอเม้มปากแน่น กลอกตาไปมาในความมืดลางๆ “กลัว”

“อื้อ...” ได้ยินเขาครางยาว แล้วร่างใหญ่ที่นอนใกล้ๆ ก็รวบเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ตัวเธอแข็งทื่อ ก่อนที่จะโอนอ่อนเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นของเนื้อต่อเนื้อที่เบียดชิดกันลามแล่นไปจนถึงหัวใจ

“ทีนี้หายกลัวหรือยัง?” น้ำเสียงทุ้มกระซิบในความมืด ไม่มีทีท่าเหมือนคนง่วงนอนสักนิด

“คุณต่อยังไม่หลับหรือคะ?”

“จะหลับได้ยังไงล่ะ” ครานี้เสียงนั้นขยับมาใกล้ที่ข้างหู เมื่อหันไปดู ก็รับรู้ถึงใบหน้าที่อยู่ใกล้ด้วยลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดแก้ม ดวงตาคมวับวาวสว่างในความมืด ใบหน้านั่นขยับเข้ามาใกล้อีก จมูกโด่งจะฝังลงมาที่แก้มเธอ

“ก็รมย์เล่นนอนเบียดผมอย่างนี้ ฮึ”

หัวใจเธอแทบกระโดดออกมานอกหน้าอก เมื่อกายใหญ่พลิกกายมาคร่อมเอาไว้ ให้ตายเถอะ ตอนนี้ตัวเธออยู่ในวงล้อมของเขา วงล้อมของเนื้อกายชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี...และเวลานี้เขากำลังจะใช้สิทธิ์นั้น

ต่อตระกูลเองก็กำลังมองคนตรงหน้า ใครจะไปบ้าข่มตานอนหลับได้ ในเมื่อธรรมชาติมันเรียกร้อง แถมยังถูกเนื้อนุ่มๆ อุ่นๆ เบียดกระแซะเข้าหาเสียขนาดนั้น เมื่อจ้องมองดวงตาที่กะพริบปริบๆ อยู่ตรงหน้าก็ช่างไร้เดียงสายั่วยวน หมดเวลาที่เขาจะมาห้ามใจทำตัวเป็นฤาษีชีไพรถือศีลบริสุทธิ์ เมื่อรมย์รวินท์เป็นเมียตบเมียแต่งถูกต้องและสี่วันที่ผ่านมา เขาก็ชักช้าเสียจนน่าโมโหพอแล้ว

ใบหน้าคร้ามลดลงไปหาทาบทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มของคนที่นอนนิ่ง ยินเสียงหายใจติดๆ ขัดๆ จูบไซ้ไล้ลึกของเขามอบความรู้สึกวาบหวามล้ำรัญจวนใจที่ถูกปลุกเร้าจากคนช่ำชองมากประสบการณ์ และร่างกายที่ตื่นเต้นของเธอก็ตอบสนองต่อความต้องการตามธรรมชาติกลับมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

มือหนาปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่กั้นขวางออกอย่างใจเย็น พร้อมแทนที่ผิวเนื้อที่เหน็บหนาวเพราะเปลือยเปล่าด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวค่อยๆ และเล็มขบเม้มไปตามผิวกาย สติสัมปชัญญะถูกดับลงทีละน้อย เหลือแต่ความต้องการตามสัญชาติญาณที่ไม่อาจขัดขืนฝืนสู้ต่อไปได้ ปล่อยให้มือใหญ่ลูบตะโบมโลมไล้ สำรวจส่วนเว้าส่วนโค้งในกายบางอรชรหากเต็มสัดส่วนนั่นอย่างเพลิดเพลิน

จมูกโด่งคมและริมฝีปากร้อนระอุไล่ชิมบนผิวเนื้อทุกอณูราวคนอดโซหิวกระหาย หัวใจถูกแกว่งให้หวิวไหวขาดห้วงไปเรื่อยๆ แสงตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่เหนือห้างริบหรี่ใกล้ดับเต็มที ผิดกับไฟปรารถนาที่ถูกจุดให้ลุกโพลงโชติช่วง

 เรือนร่างสวยสะคราญบิดครวญสะท้านเร่าๆ อยู่บนผืนผ้าที่ใช้ปูแทนฟูก ความร้อนผะผ่าวไม่รู้ผุดมาจากไหน แต่มันกำลังไหลรวมไปยังจุดกึ่งกลางกายสาวที่เรียกร้องการตอบสนองที่แสนน่าอาย

ร่างเปลือยเปล่าของเธอถูกกักอยู่ในวงล้อมเลือดเนื้อของผู้ชายที่คร่อมกายชะโงกอยู่เหนือร่าง

ริมฝีปากหยักคมจดลงมาบนกลีบปากนุ่มซ้ำๆ มอบจุมพิตหวานดูดดื่มหากก็เร่าร้อนมอมเมา เธอเมา...เพราะถูกมอมเมาด้วยรสเสน่หาจากสามีที่กำลังจะเรียกร้องจะใช้สิทธิ์ของเขา

ฝ่ามือเล็กลูบไล้เปะปะไปบนกล้ามเนื้อแน่นตึงอย่างตื่นเต้น หัวใจกระโดดโครมครามราวกับจะหลุดออกมาเสียนอกทรวง ผิวเนื้อกายสาวเต้นระริกตอบโต้กับฝ่ามือร้อนที่ลูบโลมสัมผัส

นานเหลือเกินที่ต่อตระกูลเกลี้ยกล่อมให้เธอเคลิบเคลิ้มตัวเบาหวิวราวกับลอยละล่องอยู่ในอากาศ ก่อนจะกระซิบกระซาบแสนหวานเสียงกระเส่า

“เป็นของผมนะรมย์”

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha