เมียน้อยร้อยเหลี่ยม (นิยายชุดเมียน้อย)

โดย: อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 3 : เมียน้อยร้อยเหลี่ยม ตอนที่ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                “ถึงแล้วครับ” สนามฟุตบอลในร่มที่กันตินันท์พามาเป็นสนามที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงเพราะขนาดเธอที่ไม่ได้สนใจกีฬาฟุตเป็นพิเศษยังรู้จักที่นี่เลยเพราะเขาออกข่าวโทรทัศน์บ่อยจะตายเนื่องจากเป็นสนามที่ได้มาตรฐานทีมฟุตบอลดังๆ มาซ้อมมาเตะกันอยู่เรื่อยๆ

                “ค่ะ” จิลลาได้แต่ยิ้มรับแล้วเดินตามเขาลงมาจากรถโชคดีที่ก่อนเดินทางมาสนามบอสพาเธอกลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้านมาก่อนเพราะชุดที่เธอใส่ก่อนหน้านี้มันเป็นชุดทำงานแสนสุภาพคงจะไม่เหมาะกับการมานั่งเชียร์กีฬาสักเท่าไหร่นัก

                “ไงมาแล้วเหรอมึง?” เสียงทักทายดังอื้ออึงเมื่อชายหนุ่มมาถึงข้างสนามซึ่งจิลลาก็เห็นว่าแถวนั้นมีผู้ชายนั่งกันอยู่กลุ่มใหญ่แล้วใกล้ๆ ก็มีกลุ่มผู้หญิงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอยู่อีกสี่ห้าคนบรรยากาศมันเหมือนกับที่เธอเคยเห็นในภาพข่าวที่บรรดาคุณพ่อบ้านหนีเมียมาเตะบอลไม่มีผิด

                “มาแล้ว นี่เลขากูคุณแต้ว แต้วครับนี่เพื่อนๆ ของผมไม่ต้องไปอยากรู้จักมักจี่พวกมันหรอกไม่ค่อยน่าคบเท่าไหร่” กันตินันท์แนะนำทุกๆ คนให้รู้จักกันแบบง่ายๆ เพราะยังไงวันนี้ก็เป็นการซ้อมเตะบอลผ่อนคลายไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่ต้องทำตัวเป็นทางการ

                “สวัสดีค่ะ ว่าแต่มีอะไรให้แต้วช่วยไหมคะ?” ถึงอย่างไรแล้วจิลลาก็ยังคงยกมือไหว้ทุกคนตามประสาคนอ่อนวัยกว่าแถมไถ่ถามตามประสาคนมีน้ำใจ

                “สวัสดีครับพี่ชื่อนักรบนะไม่มีอะไรต้องทำเลยครับน้องแต้วแค่นั่งสวยๆ เป็นกำลังใจให้พวกพี่ก็พอแล้วงานบริการนักกีฬาในสนามพี่มีน้องๆ ดูและอยู่แล้ว” นักรบผู้เป็นธุระจัดการสาวๆ พีอาร์มาเทคแคร์ผองเพื่อนเพื่อความกระชุ่มกระชวยรีบออกตัวก่อนเพราะกลัวคนของเพื่อนจะเข้าใจผิดที่เห็นผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ขอบสนามเต็มไปหมด

                มันเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนฝูงว่าการพาใครสักคนมาที่สนามถ้าไม่ใช่ลูกหรือภรรยาก็ต้องเป็นคนที่พิเศษจริงๆ นั่นแหละและในกรณีของกันตินันท์เพื่อนทุกคนก็รู้ดีว่าเดือนอาภาไม่มีทางลดตัวมาดูผัวเตะบอลอย่างแน่นอนคนที่เพื่อนพามาเลยน่าจะเป็นคนพิเศษที่สำคัญกว่าเมียแต่ง

                “แต่ถ้ามีอะไรที่แต้วช่วยได้ก็บอกนะคะ แต้วยินดี” หญิงสาวยังคงยิ้มหวานตามประสาเธอแต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่ามันเริ่มทำให้ใครบางคนเริ่มหงุดหงิดใจ

                “คุณแต้วครับเดี๋ยวนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะผมขอไปเปลี่ยนชุดก่อนจะได้ลงมาวอร์มกับเพื่อนๆ” เขาหันไปบอกกับจิลลาก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีบริการอยู่ข้างสนามนี่แหละและกันตินันท์ก็ใช้เวลาไม่นานเขาก็ออกมายืนอยู่ในชุดกีฬาพร้อมลุย

               

                “ผมมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับคุณแต้ว?” เมื่อออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเลขาคนเก่งก็เริ่มจ้องหน้าเขาจนตาแทบจะหลุดกันตินันท์เลยเริ่มประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

                “ไม่มีค่ะแต่แต้วไม่ชินเวลาที่คุณกันต์ใส่ชุดกีฬา” จิลลากวาดสายตามองไปตามร่างกายสูงใหญ่ของผู้ชายตรงหน้าคือนอกจากชุดทำงานแล้วเธอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยเห็นเขาในมุมแบบนี้มาก่อน เธอเพิ่งรู้ว่ากันตินันท์ซ่อนกล้ามเนื้อสวยๆ ไว้ข้างใต้เสื้อสูทก็วันนี้แหละ

                “ถ้าอย่างนั้นทำใจให้ชินตั้งแต่นาทีนี้เลยก็ดีครับ เดี๋ยวผมไปวอร์มก่อนนะฝากด้วย” ชายหนุ่มเอาผ้าขนหนูผืนเล็กที่ตัวเองถือมาคล้องไว้กับบ่าของหญิงสาวก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปรวมกลุ่มไปยืดเส้นยืดสายกับเพื่อนๆ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็วิ่งเหยาะๆ อยู่รอบสนามแล้วโดยมีเพื่อนๆ ที่มาถึงแล้วทยอยลงไปสมทบมากขึ้นวอร์มกันไปเกือบสิบห้านาทีก็แบ่งทีมกันโดยการจับฉลากแล้วก็เริ่มฟาดแข้งกันทันทีเลย

                จิลลาที่ไม่เก่งเรื่องกติกาฟุตบอลก็ได้แต่นั่งลุ้นเงียบๆ ในระหว่างที่ข้างๆ สาวๆ นุ่งน้อยห่มน้อยก็กรี๊ดกร๊าดส่งเสียง

เชียร์กันไม่ขาดปากและตอนนี้จำนวนสาวๆ ที่อยู่ข้างสนามก็มีมากเกือบจะสิบคนแล้วและทุกคนก็ล้วนแต่ใส่เสื้อสายเดี่ยวบางๆ กับกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ที่ไม่เหลืออะไรให้จินตนาการ

               

                ปี๊ดดด

                เสียงนกหวีดหมดเวลาครึ่งแรกกันตินันท์ก็วิ่งมาข้างสนามไปรับขวดน้ำจากสาวพีอาร์แล้วก็วิ่งกลับมาหาจิลลาที่นั่งเล่นอยู่คนเดียว

                “ไม่สนุกเหรอครับคิ้วขมวดเชียว?”

                “เปล่าค่ะแค่เสียงมันดังนิดหน่อยคุณกันต์เหนื่อยไหมคะวิ่งไม่หยุดเลย?” เธอพูดพลางยื่นผ้าในมือไปซับเหงื่อให้เขาซึ่งมันเรียกเสียงโห่ฮาจากกลุ่มเพื่อนได้ค่อนข้างดังแต่จิลลาก็ไม่ได้ใส่ใจยังบรรจงกดซับหยาดเหงื่อออกจากใบหน้าของเขาจนมันแห้งสนิท

                “ตอนแรกก็เหนื่อยครับแต่ตอนนี้หายแล้ว” มันไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินความเป็นจริงเลยสักนิดเพราะตอนที่วิ่งตามลูกอยู่ในสนามพอหันไปมองที่คนตัวเล็กก็เห็นว่าเธอเองก็จับจ้องอยู่ที่เขาพอดีมันเหมือนได้กำลังใจส่งผ่านทางสายตาถึงแม้จะยังทำประตูไม่ได้แต่ใจมันก็มาแล้วทำให้ฮึกเหิมวิ่งไล่ลูกได้ไม่ยั้งทั้งๆ ที่ร้างสนามไปนานพอสมควรแล้ว

                “สู้ๆ นะคะ แต้วรอดูคุณยิงประตูอยู่นะ” กำลังใจมาเต็มเมื่อเลขาคนสนิทอวยพรให้ กันตินันท์เดินกลับลงสนามไปด้วยใจที่ฮึกเหิมแล้วในครึ่งหลังนี้เขาก็เป็นคนคว้าประตูชัยให้ทีมด้วยการทำประตูก่อนหมดเวลาเพียงแค่เจ็ดนาที

 

                “ทีมแพ้เลี้ยงร้านเดิมเลยใครเสร็จแล้วไปรอก่อนกูจองโต๊ะที่ร้านไว้แล้ว” เสียงนักรบโหวกเหวกโวยวายบอกเพื่อนๆ ที่กำลังทยอยกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและมันก็เป็นธรรมเนียมของกลุ่มเขาที่ทีมแพ้จะต้องเลี้ยงข้าวเย็นทีมที่ชนะ

                “เราไปกินข้าวต่อนะทีมแพ้ต้องเลี้ยง คุณแต้วรอแป๊บเดียวนะครับเดี๋ยวผมรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วจะออกมาหา” กันตินันท์รีบบอกก่อนที่จิลลาจะงงไปมากกว่านี้เพราะเธอเองไม่ได้รู้ธรรมเนียมอะไรของพวกเขา

                “ค่ะแต้วรอได้คุณกันต์ไม่ต้องรีบหรอก” คิดสภาพผู้ชายยี่สิบกว่าชีวิตอัดกันอยู่ในห้องน้ำเล็กๆ ข้างสนามแล้วก็ขำเธอไม่อยากให้เขารีบจนเกินไปหรอกเพราะตัวเองยังอยากจะนั่งมองอะไรไปเพลินๆ เพื่อเก็บรายละเอียดอีกสักหน่อยอยู่เหมือนกัน

                ในขณะที่หนุ่มๆ แข้งทองทั้งหลายตบเท้าเข้าห้องแต่งตัวไปสาวๆ พีอาร์ก็เริ่มเก็บกวาดสถานที่แต่มันก็แค่เก็บขวดน้ำที่ดื่มหมดแล้วไปทิ้งจากนั้นพวกเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาเติมหน้าตบแป้งกันใหญ่สงสัยจะได้ไปกินข้าวต่อกับนักบอลเหมือนกัน อีกอย่างเธอนั่งตรงนี้ตลอดก็ได้ยินหมดแหละว่าพวกเธอพูดถึงบอสว่ายังไงบ้าง... แต่อย่าหวังว่าแผนการจะงาบบอสของพวกหล่อนจะได้เป็นจริง

                และมันก็เป็นไปตามที่จิลลาคาดเดาเอาไว้พอมาถึงร้านอาหารที่จองห้องวีไอพีที่มีความเป็นส่วนตัวสาวๆ ที่เรียกตัวเองว่าพีอาร์ก็เริ่มบรรจงเทเหล้าเบียร์เสิร์ฟให้บรรดานักเตะจากนั้นก็เริ่มที่จะนั่งพูดคุยกันแบบถึงเนื้อถึงตัวซึ่งแน่นอนว่ากันตินันท์ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของพวกเธอ

                “พี่กันต์ทานยำหน่อยนะคะจุ๊บแจงป้อนนะ” หญิงสาวหน้าแฉล้มแช่มช้อยนั่งเอาอกเบียดแขนของชายหนุ่มแล้วตั้งหน้าตั้งตาเอาอกเอาใจแบบไม่สนใจหน้าตึงๆ ของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เลย

                “เอ่อ... ผมทานเองดีกว่าครับ คุณจุ๊บแจงไปดูแลคนอื่นก็ได้ผมยังมีความสามารถในการดูแลตัวเองอยู่” การตอบแบบนิ่งๆ ของกันตินันท์ทำให้คนที่แอบลุ้นอยู่นึกขำแต่จะแสดงออกมากก็ไม่ได้ว่าถูกใจเพราะมันจะเสียกิริยา

                “คุณกันต์ก็พูดแรงไปน้องเขาดึงหน้าตึงเดินออกไปเลยนะคะ” ถึงจะถูกใจในการกระทำแต่ก็ขอแซะความหน้าตายของคนข้างๆ สักหน่อยเพื่ออรรถรสในการรับประทานอาหาร

                “ก็ผมแต่งงานแล้วที่สำคัญเมียกำลังฟ้องหย่าฟ้องแบ่งสินสมรสอยู่เลยไม่อยากจะเอาตัวไปพันกับเรื่องยุ่งยาก” คำพูดแบบไม่ใส่ใจอะไรของเขาทำให้คนฟังถึงกับใจแป้ว มันก็จริงอยู่ที่ตอนนี้คุณเดือนอาภาไล่จี้เรื่องการขอแบ่งสินสมรสและเธอก็รู้ว่ากันตินันท์จะไม่ยอมจ่ายเกินความจำเป็นอย่างแน่นอนพักนี้เขาเลยค่อนข้างเครียดแต่มันก็ไม่ได้มากเหมือนช่วงแรกๆ แล้ว

                “ยังไม่จบอีกหรือไงวะ” นักรบที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

                “ยัง... เดือนอาภาเรียกสินสมรสเกินความจำเป็นตั้งแต่แต่งงานกันมาไม่เคยทำให้งอกเงยเก่งแต่ล้างผลาญแล้วยังจะมาของแบ่งอีก” พอพูดถึงภรรยาที่กำลังจะเป็นอดีตภรรยาแล้วก็ชักจะหงุดหงิด แต่มันจะโทษใครได้ถ้าตอนนั้นเขาใจแข็งไม่ยอมเสียอย่างคงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากอย่างในตอนนี้ แต่ในเมื่อเขากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้จึงต้องให้ทนายระมัดระวังเป็นพิเศษในการกำหนดเงื่อนไขของการแบ่งสินสมรสซึ่งอันที่จริงเรียกว่าเงินจ้างหย่าจะเข้าทีกว่าเยอะ

                “เออ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกละกันอย่าเครียดเลยมึง เอ้า ชนแก้ว คุณแต้วด้วยนำครับดื่มให้ไอ้กันต์มันหน่อย” พอชนแก้วแรกแน่นอนว่ามันต้องมีแก้วที่สอง สาม สี่ หา ตามมาติดๆ ซึ่งคนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสแอลกอฮอล์อย่างจิลลาก็คอพับตั้งแต่แก้วที่สามยังพร่องไปไม่ถึงครึ่ง

                “แล้วจะเอาไงล่ะมึงเลขาคนสวยเมาคอพับไปแล้ว?” เพื่อนๆ ของเขาแย่งกันถามด้วยความเป็นห่วงซึ่งมีบางคนที่สนิทกันมากๆ อย่างอรรถพรกับนักรบก็พอจะรู้ความเคลื่อนไหวของเพื่อนรักจึงไม่แปลกใจที่เห็นเขาควงจิลลามานั่งดูบอลด้วย แต่กับเพื่อนๆ คนอื่นอาจจะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งเพื่อนๆ จะไม่ยุ่ง

                “สงสัยต้องพกไปด้วยว่ะ” กันตินันท์ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยจนเพื่อนๆ ต่างก็หันมามองหน้ากันเป็นแถว

                “หมายความว่ามึงจะพกน้องแต้วไปนอนโรงแรมก็ด้วยว่างั้น? แหม!... ไอ้กันต์มันร้าย” นักรบพูดดักคอซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ตอบรับหรือว่าปฏิเสธอะไรอยู่แล้ว จะบอกว่าตั้งใจพกจิลลากลับไปด้วยมันก็พูดได้ไม่เต็มปากแต่จะพูดว่าไม่เคยคิดอะไรมันก็จะฟังดูโกหกแต่เอาเป็นว่าของแบบนี้คงต้องไปดูกันหน้างาน

                คอนโดเก่าที่อยู่มาหลายปีเขาตัดสินใจยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเดือนอาภาไปแล้วซึ่งข้าวของส่วนตัวก็ขนกลับไปไว้ที่บ้านก่อนเพราะยังอยู่ในช่วงหาคอนโดใหม่แบบใกล้ๆ บริษัท เขามันขี้เกียจเดินทางนี่จึงเป็นเหตุผลที่กันตินันท์ยังเช่าโรงแรมของนักรบอยู่ก่อน อันที่จริงบ้านของพ่อก็ยังมีอยู่แต่มันอยู่นอกเมืองทำให้เขาไม่สะดวกในหลายๆ อย่างจึงต้องเดินหน้าหาคอนโดใหม่ต่อไป

                “อืม... ไม่รู้ว่าบ้านแต้วเขาอยู่กับใครบ้างกูไม่อยากจะหัวแบะยามวิกาล” อันที่จริงการพาจิลลาไปส่งที่บ้านมันดูเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ก็นั่นแหละพูดไปก็ฟังเหมือนแก้ตัวเพราะท้ายที่สุดเขาแค่ไม่อยากปล่อยเธอไปก็เท่านั้นเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha