เมียน้อยร้อยมายา (นิยายชุดเมียน้อย)

โดย: อติญา / เก-ลิน / ติญญ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 1 : เมียน้อยร้อยมายา ตอนที่ 1


ตอนต่อไป

                “ลูกเกดเมื่อไหร่จะมาอยู่กับพี่สักทีล่ะ?” เสียงคนปลายสายทวงถามเรื่องเดิมๆ ยิ่งพักหลังที่สุขภาพเธอย่ำแย่จนทรุดลงฮวบฮาบอรพิมพ์ยิ่งร่ำร้องให้เกตุวดีไปอยู่ด้วยบ่อยขึ้นทุกที

                “เกดยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลยพี่พิมพ์นี่ยังควงเวรอยู่เลยค่ะช่วงนี้คนขาดต้องช่วยกันวิ่งรอกไม่ได้หยุดเลย” อันที่จริงเกตุวดีก็อยากไปหาอรพิมพ์จนตัวสั่นแต่ที่บ่ายเบี่ยงไม่ได้จะเล่นเนื้อเล่นตัวแต่งานการมันพันแข้งพันขาจนทิ้งไปไม่ได้จริงๆ แล้วอย่างที่รู้ๆ กันว่าการเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐมันก็เป็นงานหินไม่ใช่น้อยไม่ใช่คิดว่าอยากจะหยุดงานแล้วลาก็จบเพราะมันจะไปเดือดร้อนคนอื่นเขา

                “เดี๋ยวพี่ให้คุณช้างเขาช่วยย้ายเรามาที่นี่ก็ได้เพื่อนฝูงเส้นสายก็มีอยู่แค่ลูกเกดบอกพี่ว่าจะมาพี่จะขอคุณช้างให้ช่วยเราเลย ลูกเกดอยากมาทีเดียวตอนงานศพพี่หรือไงกัน”

                “โธ่ พี่พิมพ์คะ...” เจอไม้ตายของคนป่วยเกตุวดีก็ใจอ่อนเป็นขี้ผึ้งโดนไฟลนแต่อันที่จริงก็ยอมอ่อนมานานแล้วแค่รอจังหวะเวลาเหมาะ ที่จะเดินทางไปดูแลอรพิมพ์เท่านั้นเอง

                “เขียนขอย้ายได้เลยนะมาลงที่ตัวจังหวัดนี่แหละที่เหลือพี่จะให้คุณช้างเธอจัดการให้” น้ำเสียงของคนป่วยดูสดใสขึ้นเมื่อน้องสาวที่เธอเลี้ยงดูมาไม่ต่างจากน้องสาวแท้ๆ ตกปากรับคำตามคำขอที่เหลือก็แค่ให้คุณช้างผู้เป็นสามีช่วยเหลือเท่านั้นเกตุวดีก็จะได้เดินทางมาตามคำขอของเธอแล้ว

                หญิงสาวผู้สวมชุดทำงานตามวิชาชีพสีขาวสะอาดตานั่งมองหน้าจอดำมืดของโทรศัพท์ที่วางสายไปแล้วด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ระหว่างเธอกับอรพิมพ์ผูกพันกันบนพื้นฐานของผู้มีพระคุณเนื่องจากพ่อแม่ของหญิงสาวเป็นผู้อุปการะเธอเป็นลูกบุญธรรมและเมื่อท่านทั้งสองด่วนจากไปเพราะอุบัติเหตุก็ได้อรพิมพ์นี่แหละที่ส่งเสียเลี้ยงดูเกตุวดีมาตลอด

                อันที่จริงเธอเขียนย้ายเอาไว้นานแล้วแต่ยังไม่กล้าส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพราะงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แถมยังมีเงินพิเศษจากการรับจ้างเฝ้าไข้ตอนไม่มีเวรให้อยู่ด้วยเรียกได้ว่าอยู่ที่นี่เธอสามารถหาเงินเข้ากระเป๋าใช้ได้ไม่ขาดมือแถมมีเหลือเก็บไว้ดูแลตัวเองยามบั้นปลายชีวิตแบบที่ไม่ต้องไปวุ่นวายรบกวนใคร

                อรพิมพ์เป็นหญิงสาวอายุสามสิบสองปีซึ่งป่วยหนักด้วยโรคร้ายเธอแต่งงานและอยู่ภายใต้ความดูแลของชยางกูร หรือคุณช้างสามีเจ้าของกิจการโรงสีข้าวที่ใหญ่ที่สุดในตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ยิ่งตอนนี้กิจการของครอบครัวตระกูลวานิชยิ่งเจริญรุ่งเรืองเมื่อชยางกูรหันมาปลูกข้าวแบบออร์แกนิกพลิกโฉมการปลูกข้าวเชิงธุรกิจใหม่ ปลูกข้าวเอง สีเอง ขายเอง มียี่ห้อข้าวปลอดสารพิษเป็นของตัวเองถ้าเรียกว่าพี่เขยเธอเป็นเศรษฐีก็คงจะไม่ผิดนัก

                แล้วการไปอยู่กับพี่สาวคงไม่ต้องหวังที่จะออกไปทำงานนอกบ้านเพราะลำพังดูแลแค่อรพิมพ์คนเดียวก็คงจะกินเวลาทั้งหมดของเธอไป แต่ไม่เป็นไรพี่พิมพ์ทำเพื่อเธอมาเยอะแล้วเสียสละให้พี่บ้างแค่นี้คงจะไม่มีปัญหาหรอก

 

                “นังเหม่ออะไรอยู่คะคุณลูกเกดแล้วนี่อะไร... อ้อ ใบขอย้าย เฮ้ย! ลูกเกดแกจะย้ายไปไหน?”

                พี่ประนอมพยาบาลรุ่นดึกประจำหวอดสิบเอ็ดแผนกเด็กอ่อนโวยวายดังลั่นเมื่อเห็นตรงหน้าของพยาบาลรุ่นน้องมีใบขอย้ายที่กรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้ววางอยู่ จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงในเมื่ออยู่ด้วยกันมาหลายปีเกตุวดีไม่เคยที่จะเปรยเรื่องขอย้ายออกมาเลยสักครั้ง

                “เบาค่ะพี่นอม ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเสียงดังคนไข้ตกใจหมดแล้ว” นาทีนี้ก็ได้แต่ปรามให้พี่สาวร่างท้วมหยุดโหวกเหวกโวยวายเพราะจุดที่เป็นห้องพักพยาบาลนั้นใกล้กับห้องให้นมของคุณแม่ ตอนนี้แม่ลูกอ่อนทั้งหลายเลยรวมสายตาจ้องมาที่

เธอเป็นจุดเดียว

                “เกดจะย้ายไปดูแลพี่พิมพ์ค่ะท่าทางพี่จะไม่ไหวแล้วตามเกดให้ไปอยู่ด้วยทุกครั้งที่คุยกันเลย” ประนอมสนิทและรู้เรื่องราวของครอบครัวเธอค่อนข้างลึกซึ้งเกตุวดีจึงเต็มใจที่จะเล่าเรื่องราวออกไปตรงๆ มากกว่าจะปกปิดหรือโกหก

                “พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่แปลกใจนิดหน่อยเท่านั้นเองแหละไปอยู่ใกล้ๆ กันก็ดีมีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องจะมีใครเห็นใจกันมากไปกว่านี้มันไม่มีหรอก ว่าแต่ที่นู่นเขาจะมีที่ว่างหรือเปล่า?” การเสียลูกน้องฝีมือดีไปนั้นมันไม่สนุกเลยแต่เพราะอีกคนต้องไปเพราะภาระหน้าที่จึงไม่ใช่เรื่องที่ประนอมจะเห็นแก่ตัวดึงรั้งเอาไว้ แต่ที่เป็นห่วงก็คือจังหวัดที่เกตุวดีจะย้ายไปนั้นมันมีที่ว่างพอสำหรับตำแหน่งของเธอหรือเปล่า

                “ก็ต้องเสี่ยงดูล่ะค่ะเขียนย้ายไปก่อนจากนั้นก็แค่รอ” เส้นสายของชยางกูรไม่รู้ว่าจะเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นหมี่และเพื่อเป็นการไม่ประมาทเธอจำต้องยื่นเรื่องตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเผื่อเวลาเอาไว้

                “รีบๆ เอาไปส่งเลยก็แล้วกันเดี๋ยวพี่จะเซ็นรับรองให้ในฐานะหัวหน้างานหวังว่าโชคเราจะดีนะลูกเกด”

                และโชคดีก็เป็นของเกตุวดีเพราะเธอเรื่องย้ายมาจังหวัดที่พี่สาวอยู่ถูกอนุมัติภายในเวลาเพียงแค่เดือนเศษทั้งหมดนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับคุณช้างผู้เป็นพี่เขยที่เส้นใหญ่หนาสมราคาคุยของพี่สาวของเธอเสียจริงๆ หลังจากลาเพื่อนร่วมงานในงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในโรงอาหารของโรงพยาบาลเธอก็ต้องรีบกลับมายังห้องพักเพื่อเก็บข้าวของเตรียมเดินทางในวันรุ่งขึ้น

                สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่มากการเดินทางไปได้หลายทางเพราะรถโดยสารสาธารณะมีให้บริการอยู่หลากหลายแต่มีหรือที่อรพิมพ์จะให้เธอเดินทางไปเอง พี่สาวผู้ใจดีส่งสารถีกิตติมศักดิ์มาให้แถมด้วยคนงานและรถกระบะคันโตเพื่อมาขนข้าวของที่เธอเก็บกลับไปสุพรรณบุรีด้วย เรียกได้ว่างานนี้เกตุวดีย้ายรกรากไปตั้งถิ่นฐานถาวรกันเลยทีเดียว

                ข้าวของส่วนมากเธอเก็บเอาไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เขียนขอย้ายไป ก็เก็บเอาวันละนิดละหน่อยใส่กล่องแพ็กไว้ให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกตอนถึงเวลาขนย้ายแต่ก็มีข้าวของจำพวกของใช้ส่วนตัวอีกนิดหน่อยจำพวกชุดทำงานและของใช้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ยังไม่ได้เก็บและคงจะต้องเก็บคืนนี้นั่นแหละ

                ห้องพักขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก็เหมาะที่จะอยู่อาศัยคนเดียวที่หอนี้เธออยู่มาตั้งแต่สมัยเรียนเพราะราคาถูกแถมเจ้าของหอก็ดูแลดีช่วงเวลาที่เงินตึงมือขอผลัดค่าเช่าห้องจ่ายช้าไปสามสี่วันก็ได้ไม่เป็นปัญหาเกตุวดีจึงสะดวกใจที่จะอยู่ที่นี่แม้มันจะไกลโรงพยาบาลที่เธอทำงานไปหน่อยก็เถอะ

               

                กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

                เสียงโทรศัพท์กรีดร้องเรียกให้มือเล็กที่วุ่นอยู่กับการตรวจเช็กข้าวของให้หันไปหยิบมันขึ้นมา หมายเลขไม่คุ้นและไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องเธอเลยลังเลที่จะรับเพราะกลัวจะเป็นพวกขายประกันแต่พอมานึกอีกทีเธอกลัวจะเป็นคนของพี่สาวมากกว่าเลยจำต้องกดรับไปก่อนถ้าเป็นพวกโทรมาไร้สาระแล้วค่อยตัดสายวางไปก็ได้

                “นี่ฉันชยางกูรเองนะ ตอนนี้อยู่ในซอยแล้วต้องไปทางไหนต่อ” เพราะหอพักที่เธออาศัยอยู่มันมีซอยย่อยเป็นซอยเล็กซอยน้อยมากมายถ้าไม่ใช่คนพื้นที่มาครั้งแรกยังไงก็หลงแน่นอนเขาเลยต้องโทรมาถาม

                “เอ่อ... สวัสดีค่ะคุณชยางกูรถ้าเข้ามาแล้วดูทางซ้ายไว้นะคะถ้าเห็นซอยรุ่งฤดีสิบเอ็ดก็เลี้ยวเข้ามาเลยตรงมาเรื่อยๆ เลี้ยวขวาอีกทีตรงแยกสามแล้วก็เลี้ยวขวาตรงแยกสามทับสี่ค่ะ เดี๋ยวเกดจะลงไปรอหน้าหอนะคะ” แม้จะตกใจที่คนโทรมาเป็นพี่เขยแต่เธอก็ตั้งสติแล้วบอกทางเขาไปแบบที่คิดว่าชัดเจนที่สุด

                “อืม” ชยางกูรตอบมาแค่นั้นก่อนจะวางสายไปส่วนเกตุวดีก็วิ่งโร่ลงมารอหน้าหอเพราะถ้าเขาเข้ามาอยู่ในซอยแล้วไม่เกินสิบนาทีก็น่าจะมาถึง

                แล้วก็เป็นไปตามคาดสิบนาทีพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกินรถกระบะสองคันก็มาจอดที่หน้าหอคันหนึ่งเป็นแบบสี่ประตูคันใหญ่แบบที่เขาใช้กันทั่วไปแต่อีกคันเป็นรถกระบะที่มีหลังคามิดชิดแปะยี่ห้อวานิชค้าข้าวตัวโตเห็นชัดเจนมาแต่ไกล

                “สวัสดีค่ะคุณช้าง” เกตุวดีกระพุ่มมือไหว้คนที่เป็นพี่เขยด้วยท่าทางที่คิดว่านอบน้อมอ่อนหวานที่สุดส่วนเขาก็แค่พยักหน้ารับรู้แล้วหันไปสั่งลูกน้องให้เดินตามเธอขึ้นมาขนของเลยเรียกได้ว่าไม่มามัวพูดพร่ำทำเพลงอะไรกันเลย

                “เอ่อ ห้องอยู่ชั้นสามค่ะต้องขึ้นลงบันไดไปนะคะไม่มีลิฟต์” หญิงสาวหันไปยิ้มแห้งๆ ให้คนงานของชยางกูรก่อนจะรีบเดินนำขึ้นห้องไปรอก่อน

                “ไม่แปลกใจว่าทำไมคุณพิมพ์ถึงอยากให้เธอย้ายหอ” เมื่อมาถึงห้องพักจู่ๆ ชยางกูรก็เดินมาพูดข้างหลังเธอเกตุวดีก็สะดุ้งเพราะตกใจ

               

                “อุ๊ย!

                “ขวัญอ่อน?” ชายหนุ่มถามทั้งๆ ที่ยังทำหน้านิ่ง ตอนที่เจอกับเขาใหม่ๆ เธอทั้งเกร็งทั้งกลัวจะทำให้ชายหนุ่มไม่พอใจแต่พอมารู้จากอรพิมพ์ว่าหน้าแบบนี้นี่คือหน้าปกติของชยางกูรเกตุวดีเลยพยายามทำใจให้ชินแม้มันจะยากมากก็ตาม

                “เปล่าค่ะ... เกดไม่ได้ขวัญอ่อน” เธอตอบเบาๆ ไม่ได้สบตาหรือว่าเถียงกลับแค่เดินนำไปชี้ข้าวของที่เธอต้องการขนกลับไปก็เท่านั้น

                “ตอนคุณพิมพ์ให้ย้ายหอทำไมไม่ย้าย คอนโดที่จะซื้อให้ก็กว้างขวางกว่านี้ตั้งเยอะ”

                “เกดไม่อยากให้พี่พิมพ์สิ้นเปลืองค่ะห้องนี่ก็มีไว้แค่อาศัยนอนปกติเกดก็อยู่แต่ที่โรงพยาบาลแถมอยู่คนเดียวอีกเลยไม่รู้จะต้องไปอยู่คอนโดห้องใหญ่โตให้เปลืองเงินไปทำไงกัน” หญิงสาวบอกตามความจริงเพราะส่วนหนึ่งก็คิดอย่างที่บอกเขาออกไปแต่อีกส่วนคือไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้คนเป็นพี่สาว

                “อันที่จริงทีวี ตู้เย็นทิ้งไว้นี่ก็ได้นะเอาไปก็คงไม่ได้อะไรหรอก” หญิงสาวมองหน้าคุณช้างสลับกับคุณอ้อเจ้าของหอที่มาช่วยดูความเรียบร้อย แล้วอยู่ดีๆ เขาก็สรุปว่าจะขายข้าวของที่ไม่ให้เกตุวดีเอากลับให้กับเจ้าของหอในราคาถูกจนเธอแอบค้อนเขาในใจว่าถ้าจะให้เอากลับแต่เสื้อผ้ากับหนังสือตำราแล้วเขาจะบ้าขับรถมาทำไมตั้งสองคัน

                “ตรวจดูเรียบร้อยแล้วนะว่าไม่ลืมอะไรอีก” ก่อนออกจากห้องชยางกูรถามน้องเมียอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าเธอจะไม่ลืมสมบัติอะไรไว้ที่นี่แต่ถึงลืมเขาก็คงไม่ใจดีพากลับมาเอาหรอกนะมันเสียเวลาทำมาหากิน

                “ไม่ลืมค่ะคุณช้าง คุณอ้อคะเกดลานะคะ” เธอตอบพี่เขยก่อนจะหันไปลาเจ้าของหอที่อยู่ด้วยกันมานานอินทุอรก็อวยพรให้เธออีกยกใหญ่จนเกตุวดีเหลือบไปเห็นชยางกูรเริ่มหน้าตึงนั่นแหละเธอถึงต้องลาแบบจริงจังแล้วเดินตามหลังเขาไปขึ้นรถกระบะคันโต


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha