เมียริมทาง

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 11 : หลานสาวที่หายไป


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ประกาศ...

                นางสาวจิรัชญา ภูมิหงส์ทอง ได้หายออกไปจากบ้านเมื่อวันที่ สาม พฤศจิกายน ... ผู้ใดพบเห็น

                กรุณาติดต่อกลับ นายวรเดช ภูมิหงส์ทอง ได้ที่ตามที่อยู่นี้

                หมายเลขโทรศัพท์...

                จะมีรางวัลให้กับผู้แจ้งเบาะแสมูลค่าหนึ่งหมื่นบาท   

               

                วรเดชกวาดตาอ่านตามข้อความในหนังสือพิมพ์ หน้าตาของเขาดูคร่ำเคร่ง และเศร้าหมอง เขาพับหนังสือพิมพ์ลง วางมันบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยกับชายตรงหน้า ที่กำลังมองเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ

                “ผมคิดว่าทางนี้คงจะพอช่วยกระจายข่าวได้บ้างอีกทางล่ะครับ คุณเดช”

                “ครับ ก็ลองลงข่าวตามหายัยผึ้งดู อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ค่าใช้จ่ายมันก็เยอะพอสมควรลงประกาศตามหาในหนังสือพิมพ์แบบนี้ ผมคงจะลงได้นานๆ ที ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในไร่ธารมณ์เยอะเหลือเกิน พืชผลราคาตกมาก”

                “ก็ช่วยกันเต็มที่นั่นแหละครับ มีสื่อต่างๆ อีกมากที่จะพอช่วยได้ คุณเดชลองเอาไปลงเพจคนหายด้วยดีไหมครับ ลองใช้พลังโซเชียลดู”

                “ก็...”

 วรเดชกระแอม ทีท่าของเขาดูลังเล สมัยนี้โซเชียลมีพลังอย่างมาก อะไรที่ลงประกาศทางนี้ มักจะได้ผลลัพธ์ในเวลาอันรวดเร็ว

                “เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ ลองดูทางนี้ก่อน ผม...ยังไม่พร้อมด้วยอะไรหลายอย่าง ที่เกรงที่สุด คือกลัวว่าญาติๆ คนรู้จัก จะมองว่าผมดูแลหลานไม่ดี หรือว่าบางคนอาจจะคิดอกุศลไปกว่านั้นก็เป็นได้”

                “เอ...ก็...แล้วแต่คุณเดชล่ะกันครับ ผมเองก็ร้อนใจที่หาหลานน้ำผึ้งไม่เจอ ร้อนใจที่แกหายไปแบบนี้ ยังไงผมก็คิดว่าแกเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่งอยากจะช่วยเหลือเต็มที่”

 สมมาตรถอนใจ เขาทำงานเป็นทนายความให้การปรึกษาด้านกฎหมายให้แก่เพื่อนของเขา คือวรเวช พี่ชายของวรเดช เห็นจิรัชญามาแต่เล็กแต่น้อย ดูเหมือนว่าพักนี้ไร่ธารมณ์จะมีแต่เรื่องร้าย ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว ที่เสียเจ้าของไร่ไปทั้งสองคน เหลือทายาทเพียงคนเดียวคือจิรัชญา แต่ตอนนี้มาหายตัวไปอีก

                “ผมร้อนใจมากจริงๆนะครับ ไม่ได้นิ่งเฉยดูดาย แต่อยากลองลงประกาศหาแกทางหนังสือพิมพ์ก่อน ส่วนเรื่องสื่ออื่น รออีกสักพัก ค่อยลองลงดีกว่าครับ”

                “ก็ตามใจครับ”

 สมมาตรพยายามจะเข้าใจวรเดช ว่าทำไมถึงไม่คิดจะลงประกาศหาจิรัชญาทุกช่องทาง แต่เรื่องของครอบครัว เขาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไรมากนัก รอให้วรเดชตัดสินใจอีกที

                “เรื่องพินัยกรรมของพี่เวช ก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ”

 สมมาตรพยักหน้า เขายกน้ำเย็นที่วางบนโต๊ะขึ้นมาจิบ

                “ครับ เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ถึงจะเลยกำหนดไปแล้วก็เถอะ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ติดต่อมาที่ผมได้เลยนะครับ เรื่องที่จะต้องทำธุรกรรมต่างๆ ทางคุณเวชมีหนังสือมอบอำนาจไว้ให้กับคุณเดชแล้ว คงจะไม่ติดขัดอะไรมาก ยกเว้นแต่เรื่องเงินในธนาคาร ที่จะต้องโอนให้หลานน้ำผึ้ง แล้วก็พวกสินทรัพย์”

                “ครับ ผมจะดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้สมกับที่พี่เวชไว้ใจ”

พูดมาถึงตรงนี้น้ำเสียงของวรเดชก็สั่นเครือ เขาเอามือปิดหน้า สมมาตรเห็นแล้วก็สะเทือนใจ เขามองหากล่องทิชชู ดึงออกมาสองสามแผ่นแล้วยื่นส่งให้กับวรเดช มองไปทางอื่นอย่างเข้าใจ ว่าวรเดชคงไม่อยากให้ใครเห็นตนเองยามอ่อนแอแบบนี้

                “ขอบคุณมากครับ”

วรเดชซับหัวตา จมูกของเขาแดงเรื่อ นัยน์ตาส่อความเศร้าหมองและรื้นไปด้วยหยาดน้ำ สมมาตรเอื้อมมือตบหลังมือเขาเบาๆอย่างเห็นใจ

                “มีอะไรให้ผมช่วย ก็บอกได้เลยนะ เรื่องเอกสารงานอะไรเรียกใช้ได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เรื่องหลานน้ำผึ้งด้วย ถ้าอยากจะให้เอาลงโซเชียลเมื่อไหร่ ก็บอกมา ผมจะได้หาช่องทางลงให้”

                “ครับ”

                วรเดชยิ้มให้กับสมมาตร แล้วสอบถามเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร ข้อกฎหมายคร่าวๆ ที่เขาพอจะทำได้ในระยะนี้โดยไม่ผิด เพราะจะต้องดูแลที่นี่แทน สมมาตรบอกให้วรเดชยื่นเป็นผู้จัดการมรดกไปก่อน ระหว่างที่ตามหาจิรัชญา เผื่อไว้ว่ามีเหตุจำเป็นอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ขลุกขลัก

                “ทำได้หรือครับ?”

                “น่าจะทำได้ครับ เดี๋ยวผมลองจัดการให้”

 สมมาตรอาสา วรเดชฟังอย่างตั้งใจ ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วเขาก็ไปหาเอกสารมาส่งให้กับทนายความ เพื่อให้สมมาตรไปจัดการดำเนินเรื่องให้

                วรเดชชวนสมมาตรรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน แต่เขาปฏิเสธ เพราะมีงานจะต้องไปทำต่อ วรเดชไปส่งทนายความถึงรถ หน้าตาของเขายังคงสลดเศร้า จนเมื่อรถของทนายความสมมาตรลับตาไป

                รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นเจือจางที่ริมฝีปากของเขาก่อนจะจางหางไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีคนงานเดินเข้ามาหาเขา มาคุยเกี่ยวกับเรื่องงานที่ไร่ เขาเดินตามคนงานไปจัดการปัญหาอยู่จนมืดค่ำ

                “สงสารคุณเดชจริงๆ” คำนี้แว่วเข้าหูเขา เมื่อเขาไปยืนล้างมืออยู่ด้านหลังโกดังเก็บของ

                “อื้อ...พวกเราต้องตั้งใจทำงานกันนะ คุณเดชเสียพี่ชายพี่สะใภ้ ไหนจะคุณผึ้งก็มาหายตัวไปอีก”

                “ไม่รู้ว่ากรรมเวรอะไรของไร่ธารมณ์กันนะ เฮ้อ...”

                เขารอจนคนงานทยอยเดินออกไปแล้ว จึงเดินออกมาจากที่ตรงนั้น ริมฝีปากของเขามีรอยยิ้มขึ้นมาอีกหน ก่อนจะเดินขึ้นรถเพื่อจะขับกลับบ้าน  เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น หมายเลขที่ปรากฏทำให้เขารีบกดรับ แล้วกรอกเสียงลงไปอย่างเคร่งเครียด

                “หาเจอหรือยัง”

                “ยังเลยครับนาย หายไปเหมือนไร้วี่แววเลยครับ”

                “นี่มันก็นานแล้วนะ มึงรีบหาให้เจอเร็วๆ กูอยากจะรู้ว่ามันเป็นหรือตาย ถ้ามันยังเป็น มึงก็จัดการให้ตายเสีย กูมีเวลาให้มึงอีกสามอาทิตย์ ถ้ามึงยังจบไม่ได้ กูคงจะต้องหาคนอื่นมาช่วยจบให้”

                “ครับนาย”

                วรเดชถอนใจ เมื่อวางสายไปแล้ว เขายังไว้วางใจอะไรไม่ได้ จนกว่าจะเห็นว่า จิรัชญาจะเป็นหรือตาย! และจนกว่าธารมณ์จะเป็นสิทธิ์ขาดโดยชอบธรรมของเขา

                คนทำงาน ก็ควรจะได้สิ่งที่ตนลงทุน เม็ดเหงื่อที่ลงแรงไป คนที่ควรจะได้สิ่งตอบแทนมันคือเขาไม่ใช่หรือ?

 

..........................................................................................................................................................................

 

 

                โอบตะวันตรวจดูงานเป็นครั้งสุดท้าย เขากำลังนั่งอ่านเอกสารรายละเอียดอีกหน ก่อนจะเซ็นเอกสารให้กับเลขานุการสาว ที่กำลังนั่งรองานจากเขาอยู่

                “ระหว่างที่คุณโอบลาพักร้อน ขิมจะส่งเอกสารด่วนให้ทางไลน์นะคะ”

                “อื้ม...ผมลาไม่กี่วันหรอก ลานานไม่ได้คุณก็รู้ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ว่าผมจะหนีงาน ปล่อยให้งานทับคุณขิมตาย”

 ขิมทองหัวเราะคิก มองหน้าเจ้านายอย่างชื่นชม โอบตะวันเป็นคนหน้าตาดีมาก หล่อเหลาคมคาย เสน่ห์ของเขาอยู่ที่นัยน์ตาคมกริบแฝงแววขี้เล่น หากแต่เอาจริงเอาจังถ้าเป็นเวลางาน ถึงแม้จะมีชื่อเสียในด้านผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ชื่อเสียงในการทำงานของเขาก็ตีควบคู่กันมาเลยทีเดียว

                เขาเป็นอัจฉริยะด้านการเงิน พอๆ กับความเป็นคนเจ้าเสน่ห์ สาวๆ มากหน้าหลายตามักจะห้อมล้อมเจ้านายเธออยู่เสมอ เขาเองก็ไม่ได้จะค่อยปฏิเสธใครสักเท่าไหร่นัก แต่สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มไม่ทำ คือเกาะแกะกับพนักงานของตนเอง ซึ่งเขาถือเป็นกฎเหล็กเลยก็ว่าได้ เพราะจะเสียการปกครอง

                “ขอบคุณค่ะเจ้านาย ขิมจะดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ”

                “ถ้างานด่วนมากจริงๆ ก็ตามตัวผมกลับได้ตลอดเลยนะ”

                “ใครจะกล้าตามกันคะ คุณโอบ นานๆ คุณโอบลาพักร้อนที”

 เธอว่า โอบตะวันยักไหล่ พลางสั่นหน้าน้อยๆ แล้วบ่นพึม

                “มันไม่ใช่พักร้อนที่ผมอยากจะลาเสียหน่อย ไหนขอดูเอกสารเพิ่มเติมของลูกค้าหน่อยสิครับ จะได้ตัดสินใจกัน ว่าจะนัดวันไหนดี”

เธอยื่นเอกสารให้กับโอบตะวัน เขาเอื้อมมือรับแล้วต้องชะงัก เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ส่วนตัวของเขาดังขึ้น ชายหนุ่มวางเอกสารตรงหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หมายเลขที่ปรากฏทำให้เขากรอกเสียงลงไปอย่างเร่งรีบ เพราะอยากจะตัดบท เนื่องจากกำลังทำงานติดพัน

                “ว่ายังไงครับ? มีอะไรด่วนหรือเปล่า”

                “ก็มีด่วนนิดหน่อยน่ะครับ ความคืบหน้าเกี่ยวกับคนที่คุณโอบตะวันให้ผมตามหา”

                “พอดีว่าผมกำลังคุยงานด่วนอยู่ คุณรบกวนส่งรายละเอียดทางเมลให้ผมหรือว่าทางไลน์ก็ได้นะครับ สะดวกทางไหนครับ?”

                “ทางเมลดีกว่าครับรายละเอียดค่อนข้างเยอะน่ะครับ”

                “ครับ แค่นี้นะครับ”

 เขากดวางสาย ก่อนจะเงยหน้าคุยงานต่อกับขิมทอง เพลินจนเกือบลืมเวลา ต้องฝากงานกับเลขานุการค่อนข้างมาก และคนห่วงงานอย่างโอบตะวัน ก็สั่งแล้วสั่งอีกอย่างกลัวว่าขิมทองจะพลาด เวลาเลยเวลางานไปเกือบชั่วโมง เขาจึงได้รับโทรศัพท์อีกหนจากน้องชายที่เร่งให้เขารีบมาที่บ้าน โอบตะวันจึงอนุญาตให้ขิมทองกลับบ้าน และให้ลงเวลาไว้ว่าเป็นโอที ส่วนตัวเขาก็รีบคว้าของใช้ส่วนตัว แฟ้มเอกสารสำคัญ เดินเร่งรีบออกไปจากออฟฟิศ เพราะเอกเอื้อโทรมาเร่งเขายิกๆ อย่างกลัวว่าเขาจะเบี้ยว

                มันทำให้โอบตะวันลืมไปเลยว่านักสืบของเขามีข่าวสำคัญอะไร และไม่ได้เปิดอีเมลดู

 

 

 

 

 



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับเหรียญให้กำลังใจค่า"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha