เพลิงพ่ายรัก (Yuri)

โดย: teambb



ตอนที่ 3 : ตอน 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอน 3

 

เมื่อเลิกงานสองสาวเคาท์เตอร์ก็เข้ามาในห้องครัวด้านใน

“แกเอ้ย ยัยเพลิน ฉันตกใจเลยอ่า ตอนที่เจ้บอกว่าผู้หญิงคนนั้นคือลูกเจ้าของ”มันแกวบอกขณะหยิบถ้วยมาวางลองบนเครื่องทำกาแฟ

เพลินดื่มน้ำหมดแก้วแล้วนำแก้วไปล้างหันมายิ้มเยาะ

“เชอะ มิน่าล่ะ เข้ามาวางกล้ามวางอำนาจใส่ คนแบบนี้ น่าเกลียดที่สุด”

“แก เค้าเข้ามาลองภูมิพวกเราใช่ป้ะ แต่ทำไมเค้าเจาะจงเรียกแกล่ะ แถมให้เจ้ออกไปอีก”

“ฉันก็ไม่รู้”

มันแกวคนถ้วยกาแฟ รู้สึกสองจิตสองใจไม่รู้จะบอกเพื่อนดีหรือไม่บอกดี เพราะตอนเธอคุยกับรุ่นพี่มะเหมี่ยว เพลินเดินหนีไปที่อื่น ไม่สนใจจะฟัง

“เพลิน ถ้าฉันบอกแก แกจะเสียใจมั้ยอ่ะ”

“มีอะไร แกจะเยาะฉันเรื่องวันนี้น่ะหรอ”เพลินยืนล้วงกระเป๋าเสื้อสูทหากุญแจเปิดล็อคเกอร์ของตน

“เปล่า ฉันหมายถึงเรื่องที่เจ้ออกมาบอกเรื่องของคุณไอซ์อะไรนั่นน่ะ”

“เรื่องของยัยคนนี้อีกละ ฉันจะไปเกี่ยวอะไรด้วย”

มันแกวถือถ้วยกาแฟมาใกล้ๆ เพื่อน

“ก็คุณไอซ์นั่นน่ะ เหมือนจะไม่ค่อยชอบแกเท่าไหร่ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมหรอกนะ แต่เจ้บอกว่าเธอพูดกับปากเธอเลยว่าจะให้เธอย้ายไปทำสาขาอื่น...”

ป้าบ!

แค่ได้ยินแค่นี้ เพลินถึงกับตบโต๊ะดังลั่น ทำเอามันแกวสะดุ้งถ้วยกาแฟแทบหลุดมือ

“ยัยนี่มาหาเรื่องกันชัดๆ คิดว่เป็นลูกเจ้าของแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ!

“เดี๋ยวๆ แต่เจ้ก็บอกนะว่าหัวหน้าพยายามช่วยพูดให้แล้ว แต่จะทำไงได้ เธอบอกกับปากเธอเองเลยว่าเธอจะเข้ามาดูแลบริษัทแทนคุณอรรถพี่ชายเธอ...เฮ้อ...ยัยเพลินนะแก ไม่น่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเค้าวันนี้เลย”

“มันแกว”เพลินหันมาจ้องหน้าเพื่อน ทำเอาเพื่อนอยากจะเดินถอยหนี “เธอรู้มั้ยว่ายัยนั่นมันถามคำถามอะไรปัญญาอ่อนกับฉันบ้าง!?

“คือ...ชั้น...ก็ไม่รู้หรอกนะ แต่เค้าเป็นเจ้าของอ่าเธอ...”

“เป็นเจ้าของ แต่จะมาวางอำนาจแบบนี้ได้ยังไง ไม่อย่างนั้นฉันจะไปยื่นใบลาออก!”เพลินบอกน้ำเสียงแข็งด้วยแววตาดุดัน โกรธมากแล้วเดินออกจากครัวไป เพื่อนเรียกเท่าไหร่เธอก็ไม่ฟัง

“งานเข้าแล้วสิเรา ไม่น่าพูดมากเลย...”มันแกวตบปากตัวเองอย่างรู้สึกผิด

 

เมื่อเพลินกลับถึงบ้านมา เธอซื้อกับข้าวมาให้แม่ ฝ่ายน้อย พี่เลี้ยงพยาบาลชาวพม่าอายุสิบแปดปีที่ดูแลแม่ของเธอ พอเห็นเธอมาก็รีบจัดการเอากับข้าวไปเทเตรียมมาป้อนให้กับอุทัยทานมื้อเย็น เธอเป็นอัมพฤกษ์มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สามีและลูกชายของเธอเสียไป คนที่รับภาระดูแลก็คือเพลิน

 

พื้นฐานบ้านของเพลินจริงๆ ไม่ได้ยากจน แต่การเสียชีวิตของพ่อและน้องชายนั้นแม้จะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์แต่เธอคิดว่าไม่น่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุเฉยๆ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะลำพังแค่มารับรู้หนี้ยี่สิบกว่าล้านที่พ่อเธอทิ้งไว้ก็ท่วมหัวมากแล้ว

 

บ้านที่เธออยู่เป็นบ้านเดี่ยว เป็นของแม่เธอ เธอนำบ้านไปจำนองเพื่อนำเงินไปผ่อนหนี้ของพ่อ เท่ากับเธอมีหนี้สองต่อ แค่นี้ก็เครียดมากพอแล้ว ยังมาเจอแม่ของเธอใจไม่สู้ เธอจะอยู่ดูแลก็ไม่ได้ต้องออกไปทำงาน เธอเลยต้องจ้างน้อย เด็กสาวชาวพม่าที่น่ารักและซื่อสัตย์มาคอยปรนนิบัติดูแล ส่วนเธอก็ทำหน้าที่หาเงิน

 

เมื่อเห็นแม่ได้กินอิ่ม นั่งฟังเสียงจากโทรทัศน์ เธอสั่งให้น้อยปิดบ้านดีๆ เพราะเธอจะออกไปข้างนอกนาน ดึกกว่าจะกลับมา เธอขับรถญี่ปุ่นเก่าๆ ของเธอไปยังผับหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

 

เพื่อนชายที่สนิทและเข้าใจเธอมากที่สุดตั้งแต่สมัยเรียนมาด้วยกันในระดับมหาวิทยาลัย ก็คือ วิน หนุ่มแว่นหนาเตอะ เขาเป็นวิศวะคอมพิวเตอร์มือฉมัง แต่นิสัยของเขาไม่ได้เนิร์ดอย่างที่หน้าตาบ่งบอก

“ไง เหนื่อยมั้ยวันนี้”เขาเอย่ถามเพื่อนสาวที่เข้ามานั่งด้วยท่าทางเนือยๆ

“ก็เหนื่อยอยู่”

“เห็นส่งข้อความมาว่าเจอตัวใหญ่ลงมาดูงานหรอ”เขาหยิบแก้วมาเทรินเบียร์ให้เธอ เธอโบกมือไม่เอา

“ขอน้ำเปล่า”

“ดื่มหน่อยน่า”

“ไม่อ่ะ น้ำเปล่า”

เขาเลยหันไปกวักมือเรียกบริกรมาบอกให้เอาน้ำเปล่ามา ที่เขานั่งที่วีไอพี แค่กวักมือบริกรก็มาหา ก็เพราะว่าผับในโรงแรมแห่งนี้เป็นของพ่อแม่เขานั่นเอง โดยที่นี่คนทั่วไปมาก็จะเรียกติดปากกันว่าผับ

“เรื่องที่แกถามอ่ะเพลิน เรื่องของพวกอะไหล่เอยไรพวกนี้น่ะ ฉันติดต่อเค้ามาให้แกคุยได้แล้วนะ เดี๋ยวเค้ากำลังจะมา”

“อ่อ ทำไมแกหาได้ไวจัง รถที่บริษัทที่ฉันทำนำเข้ามาขาย ส่วนใหญ่เป็นรุ่นแบบหาอะไหล่ หาอุปกรณ์เสริมยากนะ”

“เหอะน่า คนนี้เค้าบอกว่าเค้าทำได้ว่ะแก”

“ใคร อย่าบอกนะว่าคุณอรรถ”

“โว๊ะ รายนั้นเค้าสนใจแกยังไง เค้าก็ไม่มีทางทำให้แกได้ขนาดนี้หรอก”

เพลินยิ้มหยันแล้วขยี้ผมยุ่งๆ ของเพื่อน

“เค้าจะทำไม่ทำ ฉันก็ไม่สนใจย่ะ เค้าไม่มายุ่งกับฉันให้เป็นขี้ปากคนก็พอแล้ว”

“เอ้อ ถ้าเค้ามายุ่งกับแก ฉันเอาเรื่อง”

“แกจะเอาเรื่องในฐานะอะไร”

“ก็...เอ่อ...เพื่อน...”

“เฮอะ..”

เสียงโทรศัพท์ของวินดังขึ้น วินรับสายเดินเลี่ยงไปยังที่ไม่ค่อยมีเสียงเพื่อคุย

เพลินนั่งกอดอกมอง แล้วนึกถึงอรรถพล

อรรถพล หนุ่มหน้าเข้ม ร่างบึกบึน เจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรู รูปหล่อ พ่อรวย ฐานะดี ใครๆ ต่างก็ชอบ มีข่าวสาวติดตรึม มีหน้าที่ฐานะทางสังคม ผู้หญิงคนไหนที่จะไม่ปฏิเสธเขา อยากนัดกับพนักงานคนไหนก็นัดไป เค้าคุยลือกันให้แซ่ด แม้แต่เธอเขาเองก็มีโทรมา แต่โดนเธอปฏิเสธไปครั้งสองครั้ง เขาก็เลิกราไป

ใครๆ ก็ลือว่าเธอทำเล่นตัว เธอไม่สนใจ เพราะลำพังชีวิตเธอยังเอาตัวไม่รอดแบบนี้ แต่งงานหรือเจอใครที่ดีกับเธอจริง เค้าก็ต้องเอาเงินมาทุ่มใช้หนี้บ้านเธอๆ ก็จะติดหนี้บุญคุณพวกเค้า กลายเป็นผู้หญิงที่แต่งงานหาแต่เงิน จนป่านนี้เธอยังไม่เห็นจะเจอใครที่ดี แม้แต่วินเพื่อนเธอยังเสนอจะเอาเงินมาใช้หนี้ให้โดยจะคืนเมื่อไหร่ก็ได้ เธอขอตัวเลือกของเขาเป็นหนทางสุดท้ายเมื่อจนตรอกจริงๆ

ฝ่ายน้องสาวของอรรถพล ก็ว่าใบหน้าของเธอนั้นคุ้นตา พี่ชายหล่อนหล่อ ส่วนหล่อนก็สวยดูมีสเน่ห์ แต่ดุและดูท่าจะบ้าอำนาจ คนแบบนี้น่ะหรอ ที่เธอจะต้องมาทำงานให้.... แต่ถ้าลาออก จะไปหาเงินที่รายได้ดีกว่านี้จากไหน...ถึงจะมีงานอีกเยอะแยะก็เหอะ....เธอเรียนจบสถาปัตย์ออกแบบมา ที่เค้าบอกรายได้ดี ไม่รู้ว่าฝีมือเธอไม่ดีไม่เลิศเลอหรือยังไง เธอถึงได้รายได้น้อย งานหนัก จนแทบไม่มีเวลาดูแลแม่ เธอเลยต้องเปลี่ยนงานมาเป็นเซลส์ขายรถจนเลื่อนตัวเองมาเป็นเซลส์ขายรถหรูที่บริษัทนี้แทน แม้วินจะแนะนำให้ไปขายบ้านขายอสังหาฯ แต่เธอขอเลือกที่จะขายรถก่อน เพราะบริษัทนี้เรียกตัวเธอให้มาทำงานก่อน เพื่อนชายก็ว่าเธอแปลกที่เธอเรียนด้านสถาปัตย์มาน่าจะขายบ้านคล่องกว่าขายรถ ไม่รู้ยังไงเธอถึงเลือกขายรถแทน เธอก็ยังงงตัวเองอยู่เหมือนกัน...

 

แล้วซักพักที่นั่งตรงข้ามเธอก็มีชายหนุ่มเข้ามานั่งด้วย เมื่อเธอเงยหน้ามอง แม้จะไม่สว่าง แต่เธอก็จำหน้าเขาได้ดี

“คุณ...”

วินถึงกับแปลกใจเมื่อเพื่อนสาวเป็นฝ่ายเอย่เรียกเขาก่อน พอเขาเห็นว่าเป็นเพลินสาวขายรถหน้าสวยเขาก็รีบยิ้มและพยักหน้าพยักคิ้วให้

“แหม บังเอิญจังเลยนะครับ”

เพลินกอดอกด้วยท่าทีเซ็ง

“แกรู้จักกับคุณฟลุคแล้วหรอเนี้ย ฮะๆ”วินหัวเราะเบาๆ “บังเอิญจริงๆ”

“ผมเข้าไปที่โชว์รูมรถที่เธอทำงานอยู่วันนี้ พาคุณแม่ไปดูรถ”

“แล้วไง แม่คุณสนใจรถมั้ย”

“แม่ผมสนใจรถน่ะนะ แต่ผมสนใจ...”

วินเอียงคอมองดูเขาก็พอจะรู้ว่าเขาสนใจหล่อน

“วิน ถ้าฉันรู้ว่าเป็นนายคนนี้นะ..”เขาสะกิดขาเพื่อน

นายฟลุคเม้มปากล่างเหล่ตามอง ดูท่าสองคนจะสนิทกันอยู่ เขารีบเอย่ถามทันที

“คุณเพลินมีแฟนแล้ว?”

“ไม่ค่ะ!”คนปากตรงกับใจอย่างเธอมีหรือจะพูดโป้ปดได้ลงคอ เธอรีบหันมาแย้ง ทำเอาวินถึงกับหน้าหัน อีกฝ่ายยิ้มดีใจใหญ่

“ผมก็ว่าแล้วเชียว ผู้หญิงดุๆ อย่างคุณยังไม่น่าจะมีแฟน”

“คุณ!”เธอรีบลุกขึ้นทันที “มีหรือไม่มี ก็ไม่ต้องมาพูด!

“ใจเย็นๆ ครับ ผมขอโทษ”เขารีบลุกขึ้นแล้วเข้ามาประคองจับไหล่เธอๆ รีบสะบัดถอยตัวออกแล้วนั่งลงเอง

วินมองฟลุคอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“คุณฟลุคอยากทานอะไร ผมจะเรียกเด็กมาบริการ”

“เสิร์ฟอาหารพอนะ ผมไม่ต้องการใครมาบริการข้างกาย”เขาบอกพลางนั่งลง

“ผมก็หมายถึงอย่างนั้นละครับ”

เพลินเหลือบมองเขาด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ

“ทำไมแกไม่บอกฉันว่าเป็นเค้า”

“ฮะ”วินหันมาทำหน้างงๆ

“ทำไมแกไม่บอกว่าบริษัทที่แกไปติดต่อให้ฉันเป็นของเค้า!

“ก็...ก็ฉันไม่รู้ว่าแกรู้จัก...”

“ดูท่าคุณเพลินจะอึดอัดลำบากใจนะที่ต้องเจอกับผมน่ะ”เขานั่งไขว่ห้างกระดิกขาบอก

“มากค่ะ!

“เพราะอะไรครับ”เขาเอย่ถามท่าทางสบายๆ วินหันมามองเพื่อนสาวที่รีบตอบทันควัน

“เพราะว่าฉันเกลียดผู้ชายประเภทแบบนี้ ชัดเจนมั้ยคะ”

ทำเอาเขาหัวเราะร่วนทันที จนเพลินต้องหยิบแก้วน้ำมาดื่มน้ำแล้วกระแทกลงบนโต๊ะแรงๆ

“หรือว่าคุณกับเพื่อนคุณจะเป็นแฟนกันจริงๆ แต่ปกปิดผมอ่ะ”

เธอหันไปมองวินแล้วเชิ่ดหน้าให้เพื่อนบอกกับเขาไป วินทำหน้าเซ็งหันไปหาฟลุค

“เธอไม่เอาผมเองอ่ะ”

“แกทำไมพูดแบบนี้ล่ะ”เพลินรีบตีเพื่อน

“เอ้าก็มันจริง คนหล่อๆ เก่งๆ อยู่ตรงหน้าแกๆ ก็ไม่สน”

“คุณวินคงจะหมายถึงผมด้วยอ่ะ”เขายิ้มร่าพูดออกมาด้านๆ ทำเอาเพลินส่งเสียงเจ๊อะแจ๊ะ

“จะคุยเรื่องงานมั้ยคะ ถ้าไม่คุย ฉันจะกลับ เสียเวลา!

“คุยครับ คุย มาครับ ตามที่คุณวินบอกกับผมไว้...”เขารีบเข้าเรื่องทันที เพราะดูท่าเธอเป็นคนพูดจริงทำจริง พลางมองบริกรที่ยกน้ำมาเสิร์ฟ เขาหันไปสั่ง “ผมขอมาร์ตินี่แก้วนึงละกัน ส่วนอาหาร ไม่นะ ผมอิ่มแล้ว”เขาหันมาบอกกับฟลุค

“คืองี้ครับคุณฟลุค ถ้าคุณได้รู้จักกับเพลินแล้ว ก็น่าจะเห็นว่าเธอทำงานขายรถ แต่รถที่เธอขาย ต้องใช้อะไหล่และอุปกรณ์หายาก แม้แต่ในศูนย์ของเธอบางทีก็นำเข้าแต่รถ แต่ไม่นำเข้าอะไหล่หรืออุปกรณ์หลายๆ ตัวที่ลูกค้าอยากได้”

“เรื่องนี้ผมพอจะทราบดีอยู่”เขากล่าวตอบ

“เพราะอะไรคะ”เธอเอย่ถามเสียงเรียบ

เขายักคิ้วยักไหล่

“คุณหมายถึงส่วนไหนครับ”

“คุณ..เลิกยั่วประสาทกันได้มั้ย”

“ผมถามดีๆ นะคุณเพลิน”เขายิ้มบอก “ผมหมายถึงที่คุณถามน่ะ เพราะอะไรคะ ของคุณน่ะหมายถึงคำถามส่วนไหน”

เพลินทำท่าจะว่าเขาอีก แต่เขารีบเสริมต่อ

“เพราะอะไรที่บริษัทของคุณไม่นำเข้าอะไหล่ หรือ เพราะอะไรเพื่อนคุณถึงติดต่อผมเพราะคิดว่าผมจะมี”เขายักไหล่ยักคิ้วอีกคราใส่เธอ

เธอกอดอกเชิ้ดไปอีกทาง ตอบเบาๆ

“ก็ทั้งสองอย่างแหละค่ะ”

ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่น จะเห็นว่าเธอไร้มารยาทและอาจจะเลิกยุ่งกับเธอเลยก็เป็นได้ แต่เธอเห็นแล้วว่าผู้ชายคนนี้ดูขี้เล่น เจ้าคารม ชวบยั่วยวนกวนเธอๆ เลยไม่อยากจะไว้หน้าเค้าแม้ตอนนี้เธอจะต้องขอความช่วยเหลือจากเขาก็ตาม

เขายิ้มบอกทันที

“เพราะว่าผมก็ไม่คิดว่าผมจะได้เจอกับคุณเพลิน ไม่เสียแรงที่ผมเองก็ทำธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณด้วย..”

“คุณคะ”ทำเอาเธอรีบหันมามองเขาด้วยใบหน้าจริงจัง “เลิกพูดเล่นซักทีได้มั้ย ฉันต้องการเนื้อๆ”

เขาแอบยิ้มที่มุมปาก มองท่าทางที่เว้าวอนของหญิงสาวแล้วชอบใจ รับแก้วมาร์ตินี่ที่บริกรมาเสิร์ฟอย่างชอบใจ

“คือเพลิน”วินกระแอมเบาๆ แล้วเป็นฝ่ายบอกเอง “โทษทีนะที่ไม่ได้บอกแกก่อนน่ะ คุณฟลุคเนี้ย พ่อแม่เค้าเป็นเจ้าของโรงแรม แต่ตัวเค้าชอบพวกรถซุปเปอร์คาร์กับพวกบิ๊กไบค์ เค้าก็เลยทำบริษัทเกี่ยวกับรถพวกนี้ นำเข้ารถมาแค่บางรุ่นที่หายากๆ หรือตามที่ลูกค้าต้องการโดยใส่สเปคตามที่ลูกค้าต้องการได้ เรียกง่ายๆ ก็น่าจะเป็นคู่แข่งบริษัทของแกน่ะ..”

“บอกงี้ไม่ถูกครับคุณวิน ผมน่ะเป็นคู่ค้านะครับ”เขาเอามือทาบอกบอก แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะเบาๆ เหลือบมองเพลิน “ผมมีเพื่อนที่ผมรู้จักเยอะแยะทีเยอรมัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงนำเข้าของพวกนี้ได้ และถ้าคุณเพลินต้องการอะไหล่ใดๆ ผมหาให้ได้หมดอ่ะ ไม่ว่าจะจากอิตาลี เยอรมัน อังกฤษ แต่บางอย่างที่เบสิคๆ บริษัทของคุณย่อมต้องมีอยู่แล้ว หรือเป็นตัวอย่างอื่น คุณจะไม่โดนจับได้หรอ ผมเป็นห่วงนะ”

“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง เรื่องนี้ฉันทราบดี ก็มีบอกเพื่อนในทีมอยู่เหมือนกัน...”

“ยิ่งบริษัทนี้น่ะ ทำงานตามอารมณ์เจ้าของ เห็นว่าคุณหนูไอซ์อะไรนั่นจะมาบริหารงาน ท่าทางไม่ชอบแกด้วยนีเพลิน”วินกล่าวพลางหยิบขวดเบียร์มาเทลงแก้ว เขายื่นให้ฟลุคๆ ยกมือปฏิเสธ

“ผมไม่ชอบเบียร์ ขอบคุณครับ”

“ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องมาจ้องจับผิดฉันคนเดียว”เพลินนึกแล้วยังโมโหไม่หาย

ฟลุคหยิบนามบัตรออกจากกระเป๋าสตางค์ของตนเองแล้วยื่นให้กับเพลิน

“นี่ครับคุณเพลิน นามบัตรของผม”

เธอเห็นเขายื่นมือมาค้าง เธอมองซักพักแล้วยื่นมือไปรับมา

“ถ้าไม่รังเกียจยิงหาผมหน่อย แต่ยิงเบาๆ นะ”

เพลินแทบอยากจะเอานามบัตรปาใส่หน้าเขา

“ผมหมายถึงผมจะเอาเบอร์คุณส่งให้เลขาของผม ให้เธอโทรมาติดต่อคุณ เผื่อคุณต้องการอะไรเมื่อไหร่ตอนไหน ทางผมยินดีช่วย”

เธอมองดูนามบัตรของเขาอีกครา ค่อยล้วงหยิบโทรศัพท์ของตนจากกระเป๋าถือข้างตัวขึ้นมา เขายิ้มมองชอบใจใหญ่ วินหยิบแก้วมาดื่มอย่างไม่ค่อยพอใจแต่ไม่แสดงอาการออกมาให้เพื่อนเห็น ฟลุคนั่งไขว่ห้างเหลือบมองวินแล้วมองโทรศัพท์ของตน ใบหน้าเขาเปื้อนยิ้มไม่หยุด ซักพักก็มีสายเข้าขึ้นมาแปปเดียว ทำเอาเขาหัวเราะออกมาเบาๆ เธอยิงเบาๆ จริงๆ แหละ

“ขอบคุณนะคะ”ถึงเธอจะปากร้ายแต่ก็ไม่ได้ไร้มารยาทถึงขนาดจะร้ายใส่คนที่จะมาช่วยเหลือเธอได้ตลอด เธอยกมือไหว้ขอบคุณเขา เขารีบรับไหว้ด้วยความปิติ

“ผมจะบอกให้เลขาทำเรื่องให้เสนอราคาพิเศษให้กับคุณเมื่อคุณต้องการใช้บริการจากผม”

“แต่ถ้าเกิดว่าบริษัทของเพลินจับได้ล่ะครับ”วินรีบถาม

“ผมว่าไม่มีอะไรที่น่าห่วงนะ เพราะบริษัทเค้าไม่มีของจริงๆ นี ถ้าลูกค้าต้องการเค้าก็มาซื้อกับผมๆ แค่แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้คุณเพลิน แบบนี้ก็ได้ป่ะครับ”

เพลินเม้มปากสนใจที่เขาบอก แต่วินก็หันมาบอกกับเพลินอย่างไม่วางใจ

“แต่เพลินยังทำงานอยู่ที่นั่น ถ้าบริษัทรู้ ก็คงคิดว่าทำไมไม่ติดต่อฝ่ายซื้อให้ทำเรื่องซื้อจากคุณเข้ามา แล้วแบ่งเปอร์เซ็นต์กันในฐานะเซลส์ของบริษัท”

“คุณก็พูดถูก แต่แบบนี้คุณเพลินจะได้เปอร์เซ็นต์น้อยลง และผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นด้วยนะ”เขาหยิบแก้วมาร์ตินี่มาดื่มจนหมดแก้ว แล้วมองเพลินๆ นิ่งมองเขาแต่ไม่ได้เอย่อะไร

“แต่ถ้าเพลินตัดสินใจตกลงกับคุณยังไง ก็แล้วแต่เพลินแล้วนะ”วินหันมาบอกกับเพลิน

“ผมยินดีรับผิดชอบหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้น”เขายิ้มบอก ผายมือแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเต็มที่

“ก็ลองดูก่อนแล้วกันนะคะ”เธอเอย่ขึ้น แล้วมองดูนาฬิกาทางโทรศัพท์ “วันนี้ฉันขอตัวก่อน ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณฟลุค ขอบใจแกด้วยนะวิน ไปละ”บอกเสร็จเธอก็รีบหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไป ทำเอาฟลุคที่ยกมือขึ้นโบกลาเธอถึงกับค้าง

วินหันมามองเขา เขายิ้มแก้เก้อแล้วใช้สายตากับใบหน้าชี้ไปทางแก้วมาร์ตินี่ที่เขาดื่มจนหมด

“ขอบคุณนะครับสำหรับน้ำ”

“ถ้าคุณสนใจจะช่วยเพื่อนผม อย่าให้เพื่อนผมตกงาน”

“ผมช่วยเค้านะ ไม่ได้จะช่วยฉุด”เขาบอกแล้วหัวเราะเบาๆ แต่วินทำท่าไม่พอใจ

“ผมติดต่อคุณเพราะเรื่องงาน”

“ผมรู้ ว่าคุณห่วงเพื่อน ผมชอบช่วยคนอยู่แล้ว”

วินมองเขาที่ขอตัวกลับก่อนอย่างไม่ไว้ใจ

จริงอยู่ที่เพลินเห็นเขาเป็นเพื่อน แต่เขาไม่เคยเห็นเพลินเป็นเพื่อนเลยซักครั้ง แต่เพราะความแอบรักแอบชอบของเขาทำให้เขาไม่กล้าขอเปลี่ยนสถานะเพราะรู้ว่าเพลินต้องปฏิเสธจนอาจทำให้เสียเพื่อนไปได้

 

ตั้งแต่ที่แม่ป่วย เธอก็ย้ายมานอนห้องเดียวกับแม่ พอน้อยมาส่งแม่เธอจนหลับ เด็กสาวก็ออกจากห้องไป เธอหยิบสมุดบัญชีที่มีแต่ละเล่มมาดู มีเงินเก็บเล่มละหมื่นเศษๆ

“แม่คะ ช่วยภาวนาอวยพรให้เพลินด้วย ให้เพลินได้หารายได้จากทางอื่นเพิ่มได้อีกนะคะแม่”เธอบอกกับแม่ แม่เธอรับรู้แต่เหมือนใจจะไม่สู้ที่อยากจะรับรู้เรื่องโลกอะไรอีกต่อไป ถึงจะขยับตัวได้บ้าง พอพูดได้หน่อย สายตาพอมองเห็นแต่จิตใจของเธอเหมือนคนใจบอดไปแล้ว

เพลินหายใจเบาๆ ห่มผ้าให้แม่แล้วเธอก็เข้าไปอยู่ในผ้าผืนเดียวกันนอน เธอคิดเรื่องมากมายๆ ต่างๆ นานา

ตัวเธอมีแต่ปัญหา แถมยังโดนคนเอาปัญหามาให้...

ถ้าเธอยื่นใบลาออกเลย เธออาจจะกลับไปตกงานอีก....

แต่ถ้าเธออยู่ เธอก็จะต้องเจอกับยัยนั่น...

เธอเจอปัญหามามากมายยังสู้ฝ่าฟันมาได้ กะอีแค่ผู้หญิงเอาแต่ใจคนเดียว...

คิดมากจนผล็อยหลับไปในที่สุด

 

 

“ก็เมื่อวาน คุณไอซ์เค้ามองให้ฉันเรียกยัยเพลินบอกว่าไม่มีท่าทางสนใจลูกค้า”มะเหมี่ยวสนทนากับนีขณะตนอยู่ที่เคาท์เตอร์ ส่วนนีฟังไปมองเอกสารที่หัวหน้าให้เธอจัดการทำที่โต๊ะทำงานข้างๆ

เพลินที่เดินผ่านมาพอดีก็ได้ยิน พอมะเหมี่ยวเห็นก็เลยรีบแก้ต่าง

“คุณไอซ์เค้าบอกกับพี่อย่างนั้นนะน้องเพลิน”

“เพลินรู้ค่ะพี่”แล้วเธอก็ไปนั่งยังโต๊ะทำงานอีกตัว เปิดคอมพิวเตอร์

“เจ๊ เจ๊จะเอายอดเดือนนี้ส่งทีเดียวเลยมั้ย”

“ส่งได้ไง มีตั้งสองคันที่ต้องรอรถ”

“ก็ส่งได้แค่คันเดียวเองดิเจ๊”นีบอกแล้วมองไปทางเพลินอย่างหมั่นไส้ “คงไม่เหมือนใครบางคนหรอก..”

“แก มันก็ต้องช่วยๆ กันแหละน่า”มะเหมี่ยวลุกมาตีนี

เพลินไม่สนใจเสียงนกเสียงกาของคนถัดไป เธอเข้าไปพิมพ์เอกสารของเธอที่ต้องจัดแจง แล้วรองนั่งคำนวณดู เธอเองก็กังวล เดือนนี้มีออกบูธรวมปิดได้เจ็ด ยังไม่นับยอดรอปลายเดือนสรุปยอดว่าได้กี่คัน

“เน้นขายแต่รุ่นสองสามล้านได้มั้ยเจ๊ ฉันว่าขายง่ายกว่าพวกซุปเปอร์คาร์”นีบอก

“จะรุ่นอะไรฉันก็อยากจะขายหมดแหละ”

“ใครมันจะมีเงินมาซื้อกันรถตั้งสิบยี่สิบล้าน เป็นฉันนะ ฉันยังคิดแล้วคิดอีกเลย อ่อ ลืมไป ถ้าเกิดว่าขายอย่างอื่นอาจจะขายได้ ได้เงินมาง่ายๆ ก็ซื้อ..”

“นี่!”เพลินกระแทกคีย์บอร์ดรีบหันมาว่าเพื่อนทันที “เมื่อไหร่จะเลิกพูดจาที่แสดงถึงความคิดต่ำๆ ของเธอซักที”

“แก ยัยเพลิน!

มะเหมี่ยวรีบลุกมาหานีทันที

“นี แกก็หยุดพูดแขวะเค้าซักทีสิ”

“ก็ฉันไม่ได้หมายถึงใครหรอกนะ แกก็อย่าร้อนตัว หรือว่าแกจะขาย..”

“ยังปากดีอยู่ใช่มะ!”เพลินลุกขึ้นมาเงื้อมือจะมาตบ นีก็ลุกขึ้นไม่ยอม ต่างฝ่ายต่างจ้องกันตาจะถลน มะเหมี่ยวรีบเข้ามากั้นกลาง

“พวกแกขายรถมีราคา แต่ทำตัวสถุนกันจริง!”มะเหมี่ยวตวาดใส่

“ก็ช่วยคุมน้องหน่อยสิคะพี่มะเหมี่ยว อย่าให้ปากพล่อยแบบนี้”

“ฉันปากพล่อย แต่เมื่อวานใครกันที่ทำให้คุณไอซ์พอใจและชื่นชมได้”นีได้ทีพูดแขวะยิ้มแสยะใส่

เพลินถึงกับเถียงไม่ออก กลับไปนั่งที่กระแทกเก้าอี้กระแทกคีย์บอร์ด ทำเอาอีกฝ่ายแอบยิ้มสะใจ

“พวกแกสองคนนี่ก็ตั้งตัวเป็นคู่กัดกันออกหน้าออกตาเกินไป เบื่อจริงๆ”มะเหมี่ยวบอกแล้วส่ายหน้าอย่างระอา

มันแกวเดินเข้ามากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคด้านหลังพร้อมลูกค้า มีลูกค้ามารับรถและยอดปิดคันนี้ก็เป็นของเธอ ทุกการกระทำของพนักงานภายในตึกบริษัทนี้ถูกมองด้วยสายตาสองคู่ ณ ชั้นบนสุดของห้องประธาน

“เห็นมั้ยล่ะ ไอซ์ ว่าทุกคนเค้าก็ตั้งใจทำงานกันอย่างดี ต่อให้จะมีคุยเล่นบ้าง แต่จะให้พวกเค้านั่งทำเป็นหุ่นยนต์กันก็ไม่ได้”เสียงของอรรถพลบอกกับน้องสาวที่นั่งตรงหน้า แล้วหยิบรีโมทกดปิดจอโทรทัศน์ที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดลง “พี่รู้นะ ว่าผลประกอบการกับผลงานการทำงานของบริษัทเป็นยังไง ควรปรับปรุงยังไง ไม่ต้องมาหาทางร่วมหัวกับคุณแม่เอาพี่ไปทำฝั่งเรือยอร์ช”

“พี่อรรถคะ แต่ไอซ์ว่าทางนั้นมันเหมาะกับพี่มากกว่านะคะ”

“เพราะไอซ์อยากทำที่นี่มากล่ะสิ”

“ที่นี่ไอซ์เรียนรู้งานมาตั้งแต่ยังเป็นโชว์รูมเล็กๆ กว่าจะขยายและเปลี่ยนมาเป็นเอ็มเมอเชนไดส์ อิมปอร์ตได้ พี่อรรถก็แค่คนมาทีหลัง”เธอบอกแล้วยิ้มแต่น้ำเสียงแดกดันใส่

“แล้วยังไง พี่ดูแลมาหลายปีนี่ พี่ก็พัฒนาได้เยอะ แต่พอเรากลับมาไม่ทันไร เอาแต่มาใช้อารมณ์แบบนี้ จะไหวหรอ”เขาลุกขึ้นยืนล้วงกระเป๋าจ้องหน้าน้องสาวบอก

“พี่เองก็ไม่ค่อยสนใจบริษัทเลยไม่ใช่หรอคะ เอาแต่ไปเที่ยวกับสาวๆ ถ้าไปทางเรือยอร์ช พี่อรรถน่าจะชอบกว่านะคะ”

“ไม่ต้องมาสนว่าพี่ชอบหรือไม่ชอบ”เขาหันมาบอกเสียงดังใส่ “ทำไมเราไม่ต่างคนต่างอยู่นะน้องไอซ์ เธอชอบอยู่กับแม่ เธอก็ไปนู้น เข้าร้านเสริมสวย เดินช้อปปิ้ง ไปสังสรรค์”

“แต่ไอซ์อยากทำงานค่ะ!

“เธอก็ได้ทำ แต่ไม่ใช่ที่นี่!”เขาเดินหนีไปยังริมห้อง มองดูวิวภายนอก ไม่มองหน้าน้องสาวของตน

“พี่อรรถคะ ถ้าพี่เหมาะกับทำที่นี่ คงไม่ปล่อยให้พนักงานนั่งเล่น ไม่สนใจลูกค้า แนะนำรถให้ลูกค้าไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่ชื่อเพลิน!

เขารีบหันมามองทันที

“เฮอะ”เขาแค่นหัวเราะ เดินเข้าไปหาน้องสาว “แค่ไม่พอใจพนักงานคนเดียว ถึงกับจะมาลงตำแหน่งคุมอำนาจไว้ทั้งหมด”

“แต่แค่คนเดียว ก็ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง ถ้ายังมีพนักงานที่กล้าต่อว่าลูกค้าแบบนี้!

“แล้วเราไปทำอะไรให้เค้าต้องมาต่อว่าเราล่ะ”เขาทุบโต๊ะเบาๆ แล้วถาม

“จะอะไรก็แล้วแต่ หล่อนไม่สนใจว่าลูกค้าเข้ามาในโชว์รูม อธิบายเรื่องรถไม่สนใจว่าลูกค้าต้องการอะไร รู้สึกยังไง..”เธอยังไม่ทันพูดจบ ฝ่ายพี่ชายรีบแย้งพลางกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง

“ถ้าจะเอาอารมณ์มาใช้ทำงานมากกว่าเหตุผลนะ พี่ว่าเรากลับไปนั่งเสริมสวย เดินช้อปปิ้ง เดินเที่ยวกับคุณแม่เถอะ”

“พี่อรรถ!

“ไหนลองบอกพี่ว่าพวกเค้าไม่สนใจงานกันยังไง”เขาพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อคุยกับน้องสาว แล้วหยิบรีโมทมากดเปิดดูหน้าจอโทรทัศน์อีกรอบ เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าน้องสาวจะหมายถึงส่วนตรงไหนอะไรยังไง เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงานเขาไม่ไปก้าวก่ายจุกจิกอยู่แล้ว “พี่ก็ไม่เห็นว่าพวกเค้าจะทำอะไรตกหล่นบกพร่องตรงไหน ถ้ามีผู้จัดการจะรับหน้าและจัดการ แต่ถ้าเรื่องถึงพี่เมื่อไหร่ พวกเค้าก็ผิด แต่มันไม่มี สิ่งที่พี่ต้องการคือผลงานและผลประกอบการ”

“แต่ไอซ์ก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าเกิดเค้ายังเป็นแบบนี้...”

“แบบนี้น่ะแบบไหน? พี่ว่าความคิดเราต่างกันแล้วล่ะนะน้องไอซ์”เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้เสียงดังใส่น้องสาว “พี่ไม่สนใจว่าพวกเค้าจะใช้รูปแบบไหนในการทำงาน พี่สนใจแต่ผลงาน พวกเค้าจะทำอะไรก็แล้วแต่แค่ไม่มีผลเสียต่อบริษัทของเรา พี่ยินดีให้พวกเค้าทำ”

“พี่อรรถคะ ถ้าไอซ์เป็นลูกค้าจริง แล้วยัยคนที่ชื่อเพลินอะไรนั่น ไม่สนใจว่าลูกค้าจะเข้ามา แล้วเรียกมาขาย แต่กลับขายแบบ...”

“ไอซ์ พี่ขอล่ะ ถ้าจะใช้อารมณ์ในการทำงานแบบนี้ พี่ว่าเรามานั่งแทนพี่ไม่ได้แล้วล่ะ”

“พี่อรรถ”

เขาหยิบโทรศัพท์หยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจรถจากลิ้นชักในโต๊ะทำงานทำท่าจะหนี ลุกขึ้นยืนฟังเสียงน้องสาว

“ถ้าพี่ไม่ฟังน้องๆ ก็บอกแม่ได้ตลอดทุกเมื่อว่าจะเข้ามาแทนได้เมื่อไหร่ก็จะมา!

เขากุมขมับแล้วยกกุญแจรถชี้บอกหน้าน้อง

“ถ้ามาล่ะก็มาได้ แต่แค่ระบบการทำงานของพวกเค้าน้องไอซ์ยังไม่รู้เลยนะ ถ้าพวกเค้านั่งเคาท์เตอร์ไม่สนใจลูกค้าคือหาว่าเค้าละเลยหน้าที่ พี่ว่าเราต้องไปแยกแยะระหว่างอารมณ์เรื่องส่วนตัวกับการทำงานก่อนนะ”ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปอย่างหัวเสีย

ไอซ์นั่งลงอย่างเจ็บใจ

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha