เพลิงสวาทสีเงิน

โดย: อักษรามณี



ตอนที่ 1 : แรกพบ


ตอนต่อไป

            เสียงอึกทึกและเสียงโห่ร้องภายในบริเวณสระว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยดึงดูดให้หญิงสาวทั้งสองในชุดนักศึกษาที่หอบหิ้วทั้งกระเป๋าและหนังสือพลางเดินพลางวิ่งเข้าไปที่ขอบสระซึ่งตอนนี้แม้จะเป็นเวลาเย็นมากแล้วแต่ก็มีนักศึกษาที่บ้างก็ยังอยู่ในชุดฟอร์มและชุดลำลองทั้งนั่งและยืนอยู่แน่นขนัดบนอัฒจรรย์รอบสระว่ายน้ำ

            “โอ๊ย!....ยัยลิน...เร็วๆ เข้าซิยะ เดินเป็นคุณนายอยู่นั่นแหละ....เขาจะแข่งแล้วนะ”

            หนูนาหันมาเอ็ดเพื่อนสาวที่วิ่งตามหลังมาจนถึงขอบอัฒจรรย์ที่มองไปยังพอมีที่ว่างให้นั่งอยู่บ้างอย่างขัดใจ

            “จ้ะ...จ้ะ...ฉันก็รีบแล้วนะ หนูนาน่ะเดินเร็วรู้มั้ย”

            หญิงสาวร่างบอบบางในชุดนักศึกษาบ่นเสียงปนหอบขณะแทรกตัวลงนั่งตามเพื่อนร่างอวบตรงมุมหนึ่งของที่นั่งริมสระซึ่งมองเห็นผู้เข้าแข่งขันกำลังเตรียมตัวอยู่ที่จุดสตาร์ทชัดเจน หนูนาหันไปมองใบหน้าเนียนภายใต้กรอบผมสีน้ำตาลเข้มยาวเคลียไหล่ที่เป็นสีชมพูเรื่อและมีเม็ดเหงื่อผุดพราวบนหน้าผากพลางอมยิ้มขณะจัดกระเป๋าและหนังสือวางบนตักจนเรียบร้อย

วันนี้มีการแข่งขันคัดเลือกตัวนักกีฬาว่ายน้ำชายของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นตัวแทนแข่งขันระดับประเทศ บรรยากาศรอบสนามแข่งขันดูคึกคักเป็นพิเศษเพราะเต็มไปด้วยผู้ที่ให้ความสนใจกีฬาประเภทนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าแข่งขันที่ยิ่งดึงดูดความสนใจของสาวๆ ที่มารุมล้อมส่งเสียงเชียร์อยู่รอบบริเวณสระว่ายน้ำ

            “หนูนา.......ดูเค้าแข่งเสร็จแล้วลินจะกลับเลยนะ คืนนี้ต้องไปกับคุณแม่ ท่านมีนัดทานข้าวกับเพื่อน”

            “ได้ค่ะ....มุจลินทร์ขา เดี๋ยวหนูนาขอดูพี่อนาคินลงแข่งก่อนนะจ๊ะ ตื่นเต้นจังเลย คนอะไรไม่รู้ หล่อ รวย และเก่ง ที่หนูนามาเชียร์ก็คือมาเชียร์รุ่นพี่คนนี้คนเดียวจ้ะ”

            มุจลินทร์ส่ายหัวไปมา ที่เธอต้องตามติดหนูนามาที่นี่เพราะเพื่อนสนิทของเธอเป็นโรคใจละลายกับชายหนุ่มหล่อล่ำอยู่เป็นนิจ หากแต่หญิงสาวก็คุ้นชินเสียแล้วกับอาการเป็นๆ หายๆ ของเพื่อนหุ่นอวบที่สนิทกันมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้อยู่ปีสามแล้วหนูนาเป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่องและคอยช่วยเหลืออย่างเพื่อนที่แสนดีจนหลายครั้งมุจลินทร์ก็รู้สึกโกรธไม่ลงและให้อภัยกับนิสัยบางอย่างที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนของคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

            “ว้าย!....นั่นๆ .....มาแล้ว มาแล้ว รุ่นพี่ปีสี่ พี่อนาคิน ตัวเต็งการแข่งครั้งนี้เลยนะเพื่อน”

            หนูนากรีดเสียงแข่งกับเสียงโห่ร้องรอบสระเมื่อร่างสูงใหญ่ที่สวมเพียงกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวเผยให้เห็นมัดกล้ามบนแผงอกกว้างก้าวออกมายืนที่จุดปล่อยตัวขอบสระน้ำ มุจลินทร์มองเพื่อนสนิทก่อนจะหันไปมองผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายที่เพิ่งเดินออกมา หากก็ต้องหยุดสายตาอยู่ที่ใบหน้าเรียวซึ่งมีเครื่องหน้าราวรูปปั้นอันสลักเสลา จมูกโด่ง ริมฝีปากหนาได้รูป และดวงตายาวรีที่ดูเยือกเย็นขณะจ้องตรงมายังหญิงสาวพอดีในวินาทีนั้น

มุจลินทร์ราวถูกสะกดและรู้สึกเหมือนมีพลังดึงดูดบางอย่างจากชายหนุ่มที่ก็ยืนนิ่งและมองมาในจุดที่เห็นได้ชัดเสมือนห้วงเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ แต่พลันที่เสียงนกหวีดส่งสัญญาณให้ผู้เข้าแข่งขันเตรียมตัวดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มและหญิงสาวที่ต่างอยู่ห่างในระยะที่มองเห็นต้องละสายตาออกจากกันในทันที

            “ลินไม่เคยเห็นล่ะซิ นี่น่ะรุ่นพี่อนาคิน เรียนวิศวะปีสี่ หล่อมาก.....เป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวเต็งของมหาลัยเลยนะ พ่อเขาเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกสินค้ารายใหญ่ของเมืองไทย ผู้ชายอะไร ยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ เย็นเหมือนน้ำแข็ง แต่น่าเข้าใกล้จังเลย”

            หนูนาพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวพลางกะพริบตาราวกำลังฝันหวาน มุจลินทร์เก็บความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเอาไว้แล้วหันไปยิ้มน้อยๆ กับสาวร่างอวบ

            “หล่อๆ แบบนี้คงจะมีแฟนแล้ว หนูนาอาจจะฝันสลาย”

            “เชอะ!.....ยัยพราวพิลาศ ดาวมหาลัยที่อยู่รุ่นเดียวกับเราน่ะเหรอ....ก็แค่นั่งรถไปด้วยกัน ยังไม่รู้ว่าจะเรียกแฟนดีรึเปล่า”

            พราวพิลาศ เพื่อนสาวแสนสวยรุ่นเดียวกัน มีดีกรีความงามระดับเป็นดาวของมหาวิทยาลัย กิตติศัพท์ความสวยและความเปรี้ยวนั้นใครต่างก็รู้และยอมรับ หญิงสาวหันกลับไปมองชายหนุ่มใบหน้าเยียบเย็นที่ริมสระน้ำอีกครั้ง ผู้ชายหน้าตาดีขนาดนี้ย่อมต้องมีผู้หญิงให้ความชื่นชมรายล้อม

หากแต่ผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นคือ พราวพิลาศ ผู้ซึ่งความงามย่อมควรคู่กันกับชายหนุ่มที่เธอเพิ่งสบตากับเขาไปเมื่อครู่ ผู้ที่ส่งเสียงเชียร์ในสนามเริ่มเงียบลง ทุกอย่างดูเหมือนสงบเมื่อกรรมการที่ยืนริมสระอีกด้านยกแขนขึ้นพร้อมปืนในมือ ผู้แข่งขันต่างเข้าประจำลู่ว่ายของตนในท่าเตรียมพร้อม และเมื่อเสียงปืนดังขึ้นร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในแต่ละลู่ต่างพุ่งตัวลงน้ำพร้อมกันด้วยความรวดเร็วในขณะที่บรรยากาศการส่งเสียงเชียร์ของผู้อยู่ริมสระพลันก็ดังขึ้นอีกหน

มุจลินทร์บอกตัวเองว่าเธอไม่เคยชื่นชอบดูการแข่งขันกีฬาประเภทใด เธอเป็นสาวช่างฝันที่ชอบการอ่านหนังสือมากกว่าการมานั่งส่งเสียงโห่ร้องตื่นเต้นเวลาเห็นใครกำลังจะกุมชัยชนะด้วยการพาตัวเองเข้าสู่เส้นชัย หากแต่วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าเกมกีฬาที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าดึงดูดใจยิ่ง

หญิงสาวมิอาจละสายตาไปจากลู่ว่ายยามเรือนร่างอันแข็งแกร่งกำยำของผู้ที่เธอมองเห็นเมื่อครู่แหวกฝ่าละอองน้ำพุ่งเข้าสู่ผนังสระที่อยู่อีกด้านหนึ่งก่อนใครเพื่อน มุจลินทร์ก้มลงเก็บกระเป๋าและหนังสือที่วางบนหน้าตักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาและพบว่าผู้ที่เข้าเส้นชัยอันดับหนึ่งลอยนิ่งอยู่ในน้ำในขณะที่ร่างบางระหงของใครคนหนึ่งในชุดนักศึกษากระโปรงสั้นอวดขาเรียวยาวยืนถือผ้าขนหนูผืนใหญ่รออยู่ด้านบนขอบสระ

            “แหม.....ยัยพราว....เจ้าหล่อนมาทันเวลาพอดีเชียวนะ กลัวไม่มีใครรู้รึไงว่าเป็นคู่ควงของพี่อนาคิน”

            หนูนาพูดเสียงลอดไรฟันอย่างหมั่นไส้กับภาพที่เห็น

            “เขาเป็นแฟนกันนี่ หนูนา จะไปห้ามเขาได้ยังไง”

            “ยัยนี่น่ะเจ้าชู้จะตาย ฉันเพิ่งเห็นนะว่าช่วงนี้ควงกันออกนอกหน้ากับรุ่นพี่ ก่อนหน้านี้ฉันเห็นหล่อนควงตั้งหลายคน เจ้าประคู๊ณ.......ขอให้ควงกันอย่าเกินสามเดือน หนูนาจะได้พอมีหวังบ้างนะคะ....พี่อนาคินขา”

            “ฝันกลางวันก็เป็น ลินจะกลับแล้วนะ เย็นมากแล้ว มีนัดกับคุณแม่”

            “ลิน....แม่ลินจะแต่งงานใหม่จริงเหรอ”

มุจลินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งกับคำถามของหนูนาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนภายในเกิดสูญญากาศชั่วขณะท่ามกลางเสียงอึกทึกภายนอก

            “จ้ะ....ลินไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องนี้ อะไรที่ทำให้แม่มีความสุข ลินก็มีความสุขด้วย”

            “ลินรู้รึเปล่าว่าแม่ลินจะแต่งกับใคร”

            “ยังไม่รู้เลย นี่ไง....คืนนี้แม่จะเปิดตัวคนที่ขอแม่แต่งงาน แม่ให้ลินไปทานข้าวด้วย แม่แค่บอกว่าเขาเป็นคนดี ถ้าดีจริงแม่จะได้มีคนคอยดูแล”

            “แม่สาวน้อยช่างฝัน แม่นางฟ้าบาร์บี้ จะเรียกว่าไงดียะ...เดี๋ยวลินต้องตรวจดูความเรียบร้อยให้หมดเลยนะว่าผู้ชายคนนั้นน่ะ เป็นคนดีจริงรึเปล่า รักแม่ลินจริงมั๊ย คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ”

            รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของมุจลินทร์ มารดาของเธอเพิ่งโทรมาบอกเมื่อเที่ยงว่าคืนนี้จะให้เธอได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งในอนาคตจะมาทำหน้าที่ พ่อ คนใหม่แทนบิดาของเธอที่เสียชีวิตไปเกือบสองปีจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก

จากวันนั้นเธอและมารดาต้องใช้ชีวิตอยู่กันเพียงสองคนในห้วงเวลาที่ดูเหมือนยากลำบากสำหรับผู้หญิงที่ต้องเผชิญชะตากรรมยามหัวหน้าครอบครัวจากไป ณัฐญาณีมารดาของเธอต้องแบกรับภาระกิจการโรงงานผลิตสินค้าที่บิดาทิ้งเอาไว้เบื้องหลังโดยที่เธอเองไม่เคยได้ยินผู้เป็นบุพการีบ่นให้ได้ยินแม้เพียงน้อยว่าต้องประสบกับปัญหาอะไรบ้าง

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่ใคร่แน่ใจในความสงบนิ่งนั้นคือนิสัยของมารดาที่เป็นคนใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมาตลอด แม้อายุกำลังจะย่างเข้าสู่วัยกลางคน หากแต่มารดาของเธอเป็นผู้หญิงที่ยังคงมีประกายแห่งความงามด้วยหมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอ

ความงดงามนั้นถูกถ่ายทอดมายังมุจลินทร์ทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกโด่งรับกับริมฝีปากเรียวบางล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำตาลเข้มเป็นเงางามบนเรือนร่างบอบบางและผิวขาวชมพู

ทว่าบางคราหญิงสาวก็ยังคงเคลือบแคลงเมื่อทุกครั้งที่เธอเอ่ยปากถามความเป็นไปในกิจการงานของบิดา ณัฐญาณีมักบ่ายเบี่ยงและแสดงความไม่พอใจออกมาทุกครั้ง แต่ไม่ว่ามารดาของเธอจะเป็นเช่นไรมุจลินทร์ก็พร้อมรับกับอารมณ์ที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนั้นได้เสมอ

            “แม่รักลิน....อะไรที่ทำให้ลินมีความสุขแม่จะทำ ลินไม่ต้องสงสัยอะไรในตัวของแม่ จำไว้นะจ๊ะขอเพียงลินเชื่อใจแม่ แม่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อน และการที่แม่จะแต่งงานใหม่ คนที่เขาขอแม่แต่งงานเขาเป็นคนดี แม่อยากให้ลินรู้จักกับเขาไว้ แม่แน่ใจจ้ะว่าถ้าลินได้รู้จักเขา ลูกของแม่ก็คงไม่ปฏิเสธเขาเหมือนที่แม่ยอมรับนะจ๊ะ”

            มุจลินทร์ตอบรับคำชวนของมารดาอย่างว่าง่าย หญิงสาวแยกตัวจากหนูนาแล้วเดินตรงไปยังทางออกของมหาวิทยาลัยที่สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้ดอกสีสันสดใสและคับคั่งไปด้วยนิสิตนักศึกษาที่เดินไปมาแม้เป็นเวลาเย็นมากแล้วก็ตาม

 

ร่างบางเดินพลางอย่างใช้ความคิด ในความนึกคำนึงนั้นยังมองเห็นสายตาเฉียบคมจากชายหนุ่มที่ยืนริมสระน้ำเพื่อเตรียมตัวแข่งขันในเกมกีฬาที่เธอแทบไม่เคยให้ความสนใจ หญิงสาวรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาในสำนึกที่ยังคงระลึกถึงแววตาคู่นั้นที่ดูเหมือนยังมีอิทธิพลต่อความคิดของเธอแนบแน่น

เธอบอกไม่ได้ว่าใยจึงว้าวุ่นนัก ใยจึงยังคงมองเห็นใบหน้าของคนๆ นั้น อนาคิน ชื่อที่เพื่อนของเธอเรียกเขา หากแต่หัวใจของเธอกลับขานรับจวบจนการแข่งขันนั้นสิ้นสุดลง มุจลินทร์เดินเลียบไปตามทางเท้าเกือบจะถึงประตูรั้วของสถานศึกษาและมองเห็นรถมินิเปิดประทุนสีขาวผสมสีเงินเมทัลลิกจอดอยู่ริมฟุตบาทขณะที่หญิงสาวผมดำขลับยาวสยายถึงกลางหลังกำลังก้าวเข้าไปนั่งในรถและอีกฝั่งด้านคนขับร่างสูงใหญ่ของนักว่ายน้ำที่หนูนาชวนเธอเข้าไปนั่งส่งเสียงเชียร์เมื่อครู่กำลังจะก้าวขึ้นตามหากแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาเหลียวกลับมาพร้อมด้วยสายตาคู่นั้นที่จ้องมองมาหยุดที่หญิงสาวอีกครั้ง มุจลินทร์ก้าวขาช้าลงเพราะระยะห่างไม่เท่าใดเธอก็จะถึงตัวรถคันนั้นอยู่แล้ว

ทว่าอะไรก็ไม่ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวเร็วเท่าดวงตายาวรีที่จ้องตรงมายังเธอเป็นหนที่สอง เธออดไม่ได้ที่จะมองกลับไปยังใบหน้าราวรูปสลักของเจ้าชายในเทพนิยายชวนฝัน  รูปร่างสูงใหญ่ภายใต้เชิ้ตขาวพิมพ์ลายกราฟฟิกและกางเกงเดนิมสีดำบ่งบอกว่าสมแล้วกับการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเต็งหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดัง

หากเพียงชั่วอึดใจเดียวเขาก็ละสายตาไปจากเธอเพื่อก้าวขึ้นรถคันงามทิ้งไว้แต่มุจลินทร์ที่ยังหยุดยืนนิ่งมองท้ายรถคันหรูแล่นลับไปจากสายตา หญิงสาวยืนทอดสายตาออกไปเนิ่นนานกว่าจะรู้ตัวว่าใจลอยไปถึงไหนๆ ก็มีเสียงแตรของรถอีกคันที่แล่นเข้ามาจอดเทียบข้างๆ ดังกลบสมาธิอันแตกซ่านของเธอ

            “ลิน.....ขึ้นรถลูก....ยืนเหม่ออะไรอยู่”

            มุจลินทร์มองเข้าไปในรถที่ผู้อยู่หลังพวงมาลัยลดกระจกลง หญิงวัยสี่สิบกว่าในชุดกระโปรงผ้าลูกไม้สีชมพูแต่งหน้าเข้มตีผมพองฟูนั่งยิ้มกว้างอยู่ภายใน หญิงสาวรีบเปิดประตูรถและก้าวขึ้นไปนั่งข้างคนขับพร้อมกระเป๋าและหนังสือที่หอบหิ้วพะรุงพะรัง

            “แม่โทรมาทำไมลินไม่ยอมรับสายคะลูก นี่แม่เกือบจะขับรถออกไปแล้วนะพอดีเห็นลูกเสียก่อน”ณัฐญาณีเอ่ยถามบุตรสาวขณะเหยียบคันเร่งพารถออกจากบริเวณมหาวิทยาลัย

            “หนูไปดูเขาแข่งว่ายน้ำค่ะแม่ เสียงเชียร์ดังมาก เลยไม่รู้ว่าแม่โทรมา”

            “ช่างเถอะ.....แต่ว่าลินจะเปลี่ยนชุดหน่อยดีไหมคะลูก”มารดาของมุจลินทร์เอ่ยถามขณะเหลือบมามองบุตรสาวที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา

            “ไปชุดนี้ก็ได้ค่ะแม่ ลินไม่อยากให้แม่เสียเวลา เดี๋ยวคนที่แม่นัดเขาไว้จะคอยนาน”

            “คุณอนันต์หรือลูก....เขาไม่เคยหงุดหงิดอะไร ถ้าเป็นเรื่องของแม่ เขายินดีคอยค่ะ เป็นสุภาพบุรุษมากสำหรับแม่”

            “มากกว่าพ่อหรือคะ”

            “อย่าถามแบบนั้นสิคะลูก เราอย่าเอาคนเป็นไปเปรียบกับคนตาย พ่อของลูกเป็นคนที่ดีที่สุดในใจแม่เสมอ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน จะได้ไม่โหยหาอดีตให้ทุกข์ใจ”

            “คุณแม่คะ....ถึงลินจะไม่เคยรู้จักผู้ชายที่แม่จะแนะนำให้ลินรู้จักคืนนี้ แต่ถ้าคุณแม่เห็นว่าเขาเป็นคนดี ลินก็ไม่มีอะไรขัดข้องค่ะ”

            “ลูกเข้าใจแม่เสมอ....แม่รักลูกนะคะ อืม...คุณอนันต์ที่แม่อยากให้ลินรู้จักเขาน่ะ เห็นเขาบอกแม่ว่าลูกชายของเขาอยู่มหาลัยเดียวกันกับลูกด้วยนะ ดีจัง...เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันที่ดูไม่ห่างเหินไงจ๊ะ”

            รอยยิ้มละมัยแตะแต้มบนใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยแต่ถูกกลบทับด้วยสีสันจนดูอ่อนกว่าวัยอันแท้จริง มุจลินทร์มองมารดาแล้วทอดสายตาออกไปยังภาพเบื้องนอกกระจกรถ เสี้ยวหนึ่งของความคิดกลับประหวัดถึงใบหน้าของหนุ่มรูปงามราวเทพบุตรผู้นั้น เธอเดินไปมาอยู่ในมหาวิทยาลัยจนย่างเข้าปีที่สามหากก็ไม่เคยพานพบผู้ชายคนนั้นแม้สักคราวเดียว หรืออาจเป็นเพราะเธอเรียนอยู่ในคณะนิเทศศาสตร์จึงไม่เคยเดินชนกับหนุ่มวิศวะ นักกีฬาว่ายน้ำเบอร์หนึ่งของสถาบัน รอยยิ้มจางๆ แต้มอยู่ที่มุมปากเรียวบาง มีบางอย่างเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจของหญิงสาวโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

 

            “จะไปพบแม่ใหม่หรือคะ...คุณคิน คุณรู้จักเขาหรือเปล่า”

            เสียงใสของหญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงสั้นเต่อซึ่งนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับดังขึ้นภายในรถมินิเปิดประทุนอันหรูหราที่ค่อยเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ บนถนนสายใจกลางเมืองท่ามกลางการจราจรอันแออัดในยามอาทิตย์ลับแสงจากขอบฟ้าไปแล้วเหลือเพียงแสงไฟตามท้องถนนที่ทำหน้าที่ส่องสว่างต่างเวลากลางวัน ดวงตายาวรีของผู้ที่มือคอยควบคุมพวงมาลัยมองไปข้างหน้าคล้ายไม่ใคร่สนใจต่อคำถามนั้นนักหากทว่าสีหน้าอันเย็นเยียบกลับเหมือนน้ำแข็งที่กำลังถูกหลอมละลายทีละน้อย

            “คุณพ่อบอกว่า....เขาชื่อ....ณัฐญาณี ดิษยฐานันด์ ผมไม่เคยรู้จัก”

            “ณัฐญาณี ดิษยฐานันด์......”

            นัยน์ตาพรายแสงบนดวงหน้าเรียวเล็กของพราวพิลาศเปล่งประกายคล้ายฉุกคิดอะไรได้บางอย่างเมื่อได้ยินชื่อของใครคนหนึ่งที่หลุดออกมาพร้อมน้ำเสียงอันราบเรียบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่ใส่ใจจากริมฝีปากได้รูปบนใบหน้าคมคายราวรูปสลักของเทพในตำนานยามถูกแสงไฟริมถนนฉาบไล้

            “พราวจำได้แล้ว แม่ของมุจลินทร์เพื่อนคณะเดียวกับพราว....แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกหนี้คุณพ่อของพราวนะคะ คุณอนาคิน”

            มีบางอย่างฉายวาบขึ้นมาในแววตาของผู้ฟัง มือหนาใหญ่เริ่มกำพวงมาลัยแน่นขึ้นโดยเจ้าตัวแทบไม่รู้สึก

            “แล้วไง....”

            “แล้วไงหรือคะ....คุณณัฐญาณีนั่นน่ะสามีเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตสินค้าใหญ่มากแต่ตายเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อไม่กี่เดือนมานี้พราวเห็นเขามาที่บริษัทของคุณพ่อ ตอนแรกพราวนึกว่ามาติดต่อธุรกิจ ที่ไหนได้....กิจการของตัวเองส่อแววจะพังพาบ พราวเลยรู้ว่าเขาเป็นหนี้คุณพ่อตั้งสิบล้าน แต่ดูท่าทางเขาก็ไม่ได้ยี่หระอะไรเลยนะคะ เขาค่อนข้างจะเฉิดฉายในวงสังคม ลูกสาวเขาก็....ท่าทางหัวสูงเหมือนแม่ ไม่นึกเลยนะคะว่าผู้หญิงที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหาคนนั้นจะมาเป็นแม่ของคุณคิน”

            อนาคินรู้สึกเหมือนมีอะไรแล่นมาจุกที่หน้าอก สำหรับเขาแล้วการเป็นทายาทคนเดียวของนักธุรกิจชื่อดังเจ้าของบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่และกิจการในเครืออีกมากมายอย่าง อนันต์  บริภัทรภูมินทร์ บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางเงินทองและความสะดวกสบายในชีวิตกลับต้องสูญเสียมารดาอันเป็นที่รักไปตั้งแต่วัยสิบขวบเศษจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ยังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำว่าบิดาของเขาเองเป็นต้นเหตุของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครานั้น

ความฝันอันเปล่าดายในวัยเด็กมิอาจถูกเติมเต็มได้ด้วยวัตถุมีค่ามากมายที่บิดาเพียรหามาให้เพื่อเยียวยารอยแผลในหัวใจที่โหยหาความรักดวงนั้น อนาคินกลายเป็นคนชอบเก็บตัวและอยู่อย่างเดียวดายเช่นนี้เสมอมา ชายหนุ่มดูห่างไกลจากบิดาแม้อยู่ใต้ชายคาเดียวกันด้วยความเจ็บปวดในวัยเยาว์จากความฝันที่ขาดวิ่นทำให้หัวใจดวงนั้นแข็งกระด้าง ใบหน้าอันหมดจดราวรูปสลักดูเยียบเย็นอยู่เป็นนิจ หากทว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือบิดาของเขาที่รู้ดีว่าภายใต้ความเยือกแข็งคือชายหนุ่มหัวขบถที่เก็บซ่อนความดุดันและดื้อรั้นไว้เบื้องหลังท่าทีเรียบเฉยที่ไม่เคยสนใจใคร

แวบหนึ่งที่อนาคินเหลือบมองหญิงสาวซึ่งนั่งผัดแป้งเติมลิปสติกอยู่ข้างๆ เขากลับมองไม่เห็นสาวสวยระดับดาวมหาลัยอย่างพราวพิลาศ ภาษกานต์ ลูกสาวของนักธุรกิจระดับพันล้านที่เพียงแค่ผ่านเข้ามาเป็นคู่ควงดูหนังฟังเพลงในห้วงเวลาเบื่อเหงา แววตาอันนุ่มนวลบนใบหน้าของใครอีกคนต่างหากที่เขาบังเอิญพบหน้าและเผลอไผลสบตาด้วยยังคงทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในสำนึกแทนความงามและท่าทีเสมือนฉาบฉวยของบุคคลซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง

            รถมินิเปิดประทุนสีขาวผสมสีเงินเมทัลลิกแล่นเลียบไปตามถนนสายที่การจราจรเริ่มบางเบาลง เจ้าของรถใช้เท้าเหยียบคันเร่งพามันเคลื่อนตัวไปช้าๆ หลังจากส่งพราวพิลาศที่หน้าอพาร์ทเม้นท์หรูของเธอแล้ว ความรู้สึกหลายอย่างประดังเข้ามาในความคิดของอนาคินขณะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่บิดานัดหมายเพื่อทำความรู้จักกับ ผู้หญิงคนใหม่ ของพ่อที่เขาได้รับรู้เบื้องหลังอันไม่โสภาก่อนหน้าเพียงไม่พ้นชั่วยาม

            “ทำไมผมต้องไปครับคุณพ่อ.....ยังไงๆ ผมก็ต้องรู้จักเขาอยู่แล้ว”

            “แกต้องไป....อนาคิน การที่ฉันให้แกไปทำความรู้จักกับคุณณัฐญาณีก็เพื่อเป็นการให้เกียรติเขา”

            “ผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีมาแล้วและกำลังจะมีสามีใหม่....ยังเป็นผู้หญิงที่น่าให้เกียรติหรือครับคุณพ่อ”

            “เจ้าคิน!....ทำไมแกพูดแบบนี้ เมื่อไหร่แกถึงจะมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง ฉันรู้....ว่าแกยังโกรธฉันเรื่องแม่แกและคงไม่พอใจนักหรอกที่ฉันจะมีเมียใหม่ แต่แกต้องเข้าใจฉันบ้าง แม่แกเขาก็จากไปนานแล้ว ฉันเองก็อยากมีเพื่อนไว้คุยคลายเหงา คุณณัฐญาณีไม่ใช่ผู้หญิงที่เลวร้ายอะไร เธอเป็นคนอัธยาศัยดี ถ้าแกได้รู้จักเขา...บางทีแกอาจจะมองเขาในแบบที่ไม่เหมือนความคิดของแกในตอนนี้ก็เป็นได้”

            “ผมจะไป....ทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนั้น.... แต่ถ้าความคิดของผมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พ่อก็อย่ามาว่าผมทีหลังแล้วกัน”

            สำนึกของชายหนุ่มถูกดึงกลับมาอีกครั้งเมื่อเขามองเห็นสถานที่นัดหมายข้างหน้าซึ่งเป็นลานหินหน้าบริเวณภัตตาคารที่อยู่ลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ โดยรอบๆ ประดับตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับและดวงไฟแสงสีนวล ร่างสูงก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในภัตตาคารอย่างไม่เร่งรีบใจหนึ่งเขาก็อยากหันหลังกลับ แต่ในเมื่อมาถึงนี่แล้วเขาก็ให้นึกอยากรู้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ ณัฐญาณี ดิษยฐานันด์ ผู้นั้นเป็นคนเช่นไรถึงมัดใจนักธุรกิจระดับพันล้านอย่างบิดาของเขาได้

ภายในนั้นดูโอ่โถงและบรรยากาศเงียบสงบท่ามกลางการตกแต่งอย่างหรูหรา โคมไฟระย้าขนาดใหญ่ทอแสงเป็นประกายงดงามให้ความรู้สึกของผู้ที่ก้าวเข้ามาราวอยู่ในดินแดนตระการตาอันหลีกเร้นจากโลกภายนอก อนาคินเดินลึกเข้าไปด้านในและมองเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ภายใต้ชุดสูทผ้าไหมสีนิลดูภูมิฐานนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งและกำลังพูดคุยอย่างออกรสชาติกับใครคนหนึ่งในชุดกระโปรงผ้าลูกไม้สีชมพูซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างกันและใครอีกคนที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษานั่งหันหลังอยู่ฝั่งตรงข้าม

            “อนาคิน.....มาทางนี้ลูก”

            เสียงเรียกของบุคคลที่เขามองเห็นทำให้ชายหนุ่มเดินตรงไปหยุดที่โต๊ะซึ่งมีคนสามคนและอาหารวางเรียงรายเต็มไปหมด นัยน์ตาดำสนิทจ้องมองไปยังสตรีวัยสี่สิบกว่าที่นั่งอยู่เคียงข้างบุรุษในชุดสูทและหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาสะท้อนความหมายดุจเดียวกับผู้มาใหม่ คือ ประหลาดใจอย่างที่สุด

            “นั่งสิ....อนาคิน....นี่คุณณัฐญาณี กับ เอ่อ....ลูกสาวของเธอ หนูมุจลินทร์”

อนันต์รีบแนะนำสตรีทั้งสองให้บุตรชายรู้จัก อนาคินยังคงมองมาที่มุจลินทร์ แววตาอันอ่อนโยนคู่นั้นที่เขามองเห็นบนอัฒจรรย์ขอบสระว่ายน้ำและได้เห็นอีกครั้งก่อนมาที่นี่ หากทว่าเพียงชั่วอึดใจความฉงนสนเท่ก็กลับกลายเป็นความชาเฉยในขณะที่หญิงสาวก็รีบละสายตาจากดวงตายาวรีคู่นั้นที่ได้เห็นคราใดหัวใจก็เต้นรัวเร็วอย่างมิอาจหักห้าม

            “นี่หรือคะ....อนาคิน ลูกชายของคุณอนันต์ โอ....ช่างสง่างาม หล่อเหลาซะจริงๆ เห็นคุณอนันต์บอกว่าเรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกับลินยินดีนะคะที่ได้รู้จัก”

            อนาคินหย่อนกายลงนั่งข้างมุจลินทร์ด้วยท่าทีมิได้ยินดียินร้ายใดๆ ทำเอาณัฐญาณีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย

            “กินอะไรมารึยัง....กินก่อนสิ พ่อสั่งของที่แกชอบมาทั้งนั้นเลย”

            ชายหนุ่มเหลือบแลสำรับบนโต๊ะหากใบหน้านั้นก็ยังเรียบเฉยเช่นเดิม

            “ผมไม่หิว....แล้วผมก็ไม่ชอบอาหารแบบนี้แล้ว.......มันเลี่ยน”

            อนาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงหน่วงหนักขณะนัยน์ตาดำคู่นั้นจ้องไปยังใบหน้าของหญิงวัยสี่สิบที่นั่งข้างบิดา กิริยาอาการของเขาทำให้มุจลินทร์นั่งนิ่งด้วยรู้สึกถึงความฝืดเฝื่อนในบรรยากาศการสนทนาที่ดูไม่ใคร่เป็นกันเองเหมือนเมื่อครู่ หญิงสาวรู้สึกอึดอัดทั้งต่อสายตาและคำพูดของผู้มาใหม่

            อนาคิน บริภัทรภูมินทร์

            เธอเคยรู้จักเขาในฐานะนักกีฬาว่ายน้ำตัวเต็งของมหาวิทยาลัยที่หนูนาเพื่อนสนิทของเธอปลาบปลื้มหนักหนา เป็นบุตรชายคนเดียวของ อนันต์ บริภัทรภูมินทร์ ผู้ที่กำลังจะมาทำหน้าที่ พ่อ คนใหม่ของเธอ และในอนาคตอันใกล้ผู้ชายที่แสนเย็นชาคนนี้ก็จะต้องมีความสัมพันธ์กับเธอในฐานะ พี่ชาย อาจเป็นเรื่องน่ายินดีที่เธอกับมารดาจะมีคนที่คอยปกป้องดูแล หากแต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้อาจไม่ใช่ อนาคิน ผู้ซึ่งเธอมิอาจล่วงรู้ความนัยได้เลยว่าเขาพร้อมรับแม่และน้องสาวคนใหม่ได้หรือไม่

            “คินลูกพ่อ....ที่พ่อนัดแกมาวันนี้ก็อยากให้ทำความรู้จักกับคุณณัฐและลูกสาวของเธอ เพราะต่อไปเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน พ่อก็จะมีคุณณัฐเป็นภรรยา และแกก็จะได้มีมุจลินทร์เป็นน้องสาว เราจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ไงล่ะลูก”

            “ครอบครัวที่สมบูรณ์สำหรับผม.....มันไม่มีอีกแล้วครับพ่อ และผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบสำหรับผมมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ผู้หญิงบางคนพยายามทำตัวเองให้เพียบพร้อมดูดี แต่พ่อจะรู้ได้ยังไง....ว่าเนื้อในจะไม่ฟอนเฟะเหมือนอย่างที่ตาเห็น”

            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันแม้กระทั่งอนันต์ที่มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีที่บุตรชายคนเดียวเริ่มแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อสตรีที่เขาหวังจะให้อนาคินยอมรับในฐานะ แม่คนใหม่ ด้วยความเต็มใจ

            “อืม....ฉันว่าเราทานอะไรกันก่อนดีไหมคะ สั่งอาหารมานานแล้ว เดี๋ยวจะชืดหมด”

            ณัฐญาณีพยายามพูดเพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในขณะที่มุจลินทร์ชำเลืองดูผู้ที่นั่งเคียงข้างยามนี้ เธอมองเห็นเสี้ยวหน้าอันคมคายนั้น ผิวสีมะกอกบนร่างสูงใหญ่สะท้อนออกมาภายใต้แสงไฟอันนุ่มนวล หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับขุ่นข้นบนสีหน้าที่เหมือนกำลังมีบางอย่างคุกรุ่นอยู่ภายใน

            “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมจะกลับนะครับพ่อ ผมแค่อยากรู้....ว่าคุณพ่อ...มีอะไรให้ผมดู”

            แววตาหยันเหยียดของชายหนุ่มทำให้ผู้เป็นบิดานั่งไม่ติด คราวนี้ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่นพร้อมทั้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน

            “มันจะมากไปแล้วอนาคิน!!......ถ้าแกไม่ให้เกียรติฉันแกต้องให้เกียรติคุณณัฐกับลูกสาวของเขาในฐานะสุภาพบุรุษที่ให้เกียรติสุภาพสตรี”

            รอยเย้ยเยาะเหยียดที่มุมปากของอนาคิน ชายหนุ่มแค่นหัวเราะและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังหนาวเยือกเข้าไปถึงหัวใจ

            “สุภาพสตรีที่พยายามจับผู้ชายรวยๆ เพื่อช่วยให้ตัวเองพ้นวิกฤตเราควรจะมองว่าเขามีเกียรติเช่นนั้นหรือครับ คุณพ่อจะคบกับใครเป็นตัวเป็นตนก็น่าจะศึกษาภูมิหลังเขาให้ดีสักหน่อย บางทีอาจไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”

            “อนาคิน!!.....”

            “ผมขอตัวครับคุณพ่อ ขอให้ทานอาหารมื้อนี้อย่างมีความสุข”

            สิ้นคำชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินหันหลังไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองว่าผู้ที่นั่งอยู่ก่อนมีอากัปกิริยาเช่นไร

            “อนาคิน!!.....”

            “อย่าค่ะ....คุณอนันต์”

            ณัฐญาณีรีบดึงแขนอนันต์ที่ทำท่าจะลุกตามบุตรชายหัวรั้นด้วยอาการฉุนขาดก่อนจะเอ่ยกับชายวัยกลางคนเพื่อเป็นการให้กำลังใจ

            “คุณอนันต์คะ....อนาคินเขายังเด็กนะคะ เขาอาจจะยังไม่เข้าใจเพราะเขาไม่เคยรู้จักณัฐกับลูกของณัฐ และมันอาจจะเร็วเกินไปสำหรับเขาที่อยู่ๆ จะมีใครก็ไม่รู้มาเป็นครอบครัวใหม่ของเขาแบบนี้”

            “ไอ้ลูกคนนี้มันดื้อมาแต่ไหนแต่ไร เวลาโกรธมันไม่เคยโหวกเหวกโวยวายก็จริง แต่ก็ทำให้ผมต้องเจ็บถึงขั้วหัวใจทุกครั้ง เมื่อไหร่มันจะทิ้งนิสัยแบบนี้เสียได้ มันคิดว่ามันเป็นศูนย์รวมของจักรวาลรึไง”

            “ณัฐว่าคุณอนันต์ค่อยๆ คุยกับอนาคินจะดีกว่านะคะ ถ้าจะยังโกรธกันแบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ณัฐไม่โกรธเขาหรอกค่ะ มันเป็นความจริงว่าคงไม่มีใครยอมรับคนแปลกหน้าได้ง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่รู้จักกันดีพอ”

            อนันต์ถอนใจก่อนใช้มือหนากอบกุมมือเรียวบางของณัฐญาณีเอาไว้และดูเหมือนอารมณ์พลุ่งพล่านที่พุ่งเกือบถึงจุดเดือดเมื่อครู่ค่อยคลายลงด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานของผู้ที่นั่งเคียงข้าง

            “คุณณัฐ....ผมขอโทษ” ว่าพลางหันมาทางมุจลินทร์ที่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องมองไปยังทางออกของภัตตาคาร

            “หนูลิน....ลุงขอโทษด้วยนะที่ลูกชายของลุงแสดงกิริยาไม่ดีเมื่อครู่ แม่เขาเสียไปตั้งแต่เขาสิบขวบ เขาอาจเป็นคนกระด้างไปหน่อย ลุงกำลังพยายามหาทางปรับเปลี่ยนนิสัยของเขาอยู่”

            หญิงสาวเหมือนนึกอะไรได้รีบหันกลับมาและยิ้มให้ผู้ที่นั่งอยู่ข้างมารดา เธอจะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ในเมื่อบุรุษที่อยู่ตรงหน้ากับมารดาของเธอต่างเต็มใจเลือกเป็นผู้ดูแลชีวิตในบั้นปลายซึ่งกันและกัน มีสิ่งที่มุจลินทร์คาดไม่ถึงในหลายเรื่องราว หนึ่งเรื่องคือผู้ชายที่กำลังจะมาทำหน้าที่พ่อคนใหม่ของเธอเป็นคนมีเงินที่อัธยาศัยดีทั้งยังแสดงออกว่ารักและให้เกียรติมารดาของเธอยิ่ง

หากทว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าในชีวิตกำลังมีดาวดวงใหม่หลุดเข้ามาในวงโคจร ดาวดวงนั้นเปล่งรัศมีเจิดจ้าจนเธอมิอาจรู้ได้เลยว่ามันเป็นดวงดาวที่ฉายแสงให้ความอบอุ่นหรือเป็นดวงดาวที่กำลังใกล้ระเบิดกันแน่ เธอยังคงเห็นภาพ อนาคิน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าเย็นเยียบยามที่ยืนอย่างสง่างามริมสระว่ายน้ำในฐานะของนักกีฬาตัวเต็งของสถาบัน

มุจลินทร์ไม่เคยจดจำภาพของใครไว้แนบแน่นในความทรงจำมากมายเช่นนี้ ดวงตายาวรีและผิวสีมะกอกขับเน้นเงาสะท้อนของชายในภาพฝันชัดเจนยิ่งนัก หากในความเป็นจริง แววตาคู่นั้นที่เธอยังคงรำลึกถึงกลับพรายพร่าอยู่เบื้องหลังเลือดเนื้อของบุรุษแสนหยิ่งทะนง ดื้อรั้นและถือดี....เขาไม่ยอมรับมารดาของเธอ หรือแม้แต่คนที่จะต้องอยู่ในฐานะน้องสาวอย่างเธอด้วย หญิงสาวได้แต่เก็บความเคลือบแคลงในวาจาที่ปรามาสมารดาของเธอนั้นไว้ เธอต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดอนาคิน ชายหนุ่มแสนทรนงผู้นั้นจึงตั้งแง่และพยายามพูดเพื่อแสดงนัยบางอย่างราวกับจะบอกอะไรให้บิดาของเขาได้รับรู้


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha