เพลิงสวาทสีเงิน

โดย: อักษรามณี



ตอนที่ 2 : แรกชิดใกล้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            “ว่าไงลิน!......เธอไปพบพ่อใหม่รึยัง”

            หนูนาปรี่เข้ามานั่งกับมุจลินทร์ที่กำลังก้มหน้าเขียนรายงานบนโต๊ะแล็คเชอร์ภายในห้องเรียนทันทีที่มาถึงในตอนเช้า หญิงสาวเงยหน้ามองเพื่อนแล้ววางปากกาในมือลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “เขาก็ดี....เขาดีกับคุณแม่ ดีกับลินมาก”

            “แล้วเขาเป็นใครกัน...ภูมิหลังเขาเป็นยังไงเชื่อถือได้มั้ย ไม่ใช่บอกว่าดีแล้วเป็นผีทีหลังนะเพื่อน”

            “เขาเป็น.....พ่อของรุ่นพี่อนาคิน”

            “ห๊า!!!” สาวร่างอวบทำตาโตเหมือนสิ่งที่ได้รับฟังนั้นอัศจรรย์เป็นล้นพ้น

            “คุณอนันต์ บริภัทรภูมินทร์ เจ้าของบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่ที่หนูนาบอกลินไง”

            “โอ้โฮ!....ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ เพื่อนฉัน....นั่นน่ะไม่ธรรมดาเลยนะจ๊ะ น่ายินดีแทนแม่ของลินที่ได้ผู้ชายดีๆ มาดูแล ลินเองก็เหมือนกันนะ น่าทึ่งจริงๆ ที่จะได้มีพี่ชายเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหล่อล่ำที่สาวๆ ครึ่งมหาลัยคลั่งไคล้”

            มุจลินทร์ถอนหายใจเบาๆ แล้วหยิบปากกาจรดลงบนหน้ากระดาษต่อ

            “อ้าว!....ไหงทำหน้างั้นล่ะ....ลินไม่ดีใจรึไงที่จะได้มีครอบครัวสมบูรณ์แบบกับเขาซะที”หนูนาทำหน้าไม่เข้าใจขณะที่เพื่อนสาววางปากกาลงอีกครั้งและคราวนี้ถอนใจหนักกว่าเดิม

            “ไม่รู้สิ.....หนูนา..... ลินก็ดีใจอยู่หรอกนะที่คุณแม่ได้พบคนที่ดีและรักคุณแม่อีกครั้ง ถ้าคุณแม่มีความสุขโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องความสมบูรณ์แบบของครอบครัวลินก็จะไม่กังวลใจเลย บางที เราอาจต้องสูญเสียอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับความสมบูรณ์ที่ว่านั่นก็ได้”

            “ลินนี่พูดแปลกๆ ตอนแรกหนูนาคิดว่าลินจะมีพ่อเลี้ยงเป็นคนแบบไหน แต่พอรู้แบบนี้หนูนาก็ดีใจด้วย....ลินอย่าคิดมากสิจ๊ะ ในโลกนี้ถ้ามีความสมบูรณ์แบบทุกอย่าง อะไรก็ไม่น่าตื่นเต้น ถ้าลินคิดว่ามันยังไม่สมบูรณ์พร้อมลินก็คอยตั้งรับประสบการณ์ใหม่ในการมีครอบครัวใหม่สิจ๊ะ หนูนาจะคอยเป็นกำลังใจ”

            มุจลินทร์ยิ้มแห้งแล้ง เธอมิอาจบอกเล่าความเป็นไปให้เพื่อนสนิทฟังได้ว่าผู้ชายที่หนูนาลงความเห็นว่าเป็นที่ชื่นชมของสาวๆ ค่อนมหาลัย เนื้อแท้เป็นคนหยิ่งทะนงและกำลังตั้งข้อรังเกียจผู้ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาอีกไม่นานนี้ หญิงสาวปรายตาออกไปทางหน้าต่างห้อง

หลังทิวไม้ข้างนอกนั่นแลเห็นตึกสีขาวขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านโผล่พ้นยอดไม้และป้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์โดดเด่นอยู่ส่วนหน้าตัวอาคารด้านบน ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมองของเธอ หญิงสาวจะไม่รอให้อนาคินมาใช้คำพูดหมิ่นแคลนเธอและมารดาเป็นหนที่สอง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องแสดงออกซึ่งความมีศักดิ์ศรีของเธอบ้างถ้าหากชายผู้หยิ่งผยองคนนั้นรู้จักที่จะฟังเสียงของคนอื่น

            สีอันนุ่มนวลลานตาของแสงสว่างยามเย็นตกกระทบลงบนปลายไม้และยอดหญ้ารอบๆ บริเวณตึกสี่ชั้นที่ด้านล่างยังคงมีนักศึกษาเดินเข้าออกหากแต่บางตากว่าช่วงกลางวัน ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาก้าวมาหยุดตรงบันไดทางขึ้นตึกเสมือนยังตกผลึกความคิดในขั้นตอนสุดท้าย เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวเคลียไหล่พลิ้วไหวน้อยๆ ยามต้องสายลมอ่อน มุจลินทร์กระชับกระเป๋าสะพายไว้ข้างกายแน่น เธอตริตรองอย่างดีแล้วก่อนมาถึงที่นี่ว่าเธอต้องพูดบางสิ่งบางอย่างกับผู้ชายที่แสนทะนงตนอย่างอนาคิน

หญิงสาวแน่ใจว่าเขายังไม่กลับเพราะรถมินิเปิดประทุนสีขาวอมสีเงินเมทัลลิกที่เธอเห็นเขาขับวันก่อนยังจอดยู่ห่างจากตัวอาคารไปไม่ไกล ร่างบางทำท่าจะก้าวขึ้นบันไดพลันก็เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของผู้ที่เธอต้องการจะพบเดินมุ่งไปทางหลังอาคาร....เพียงคนเดียว มุจลินทร์รีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว เธอเดินตามไปจนพ้นมุมตึกซึ่งลับตาจากด้านหน้าของอาคารหากก็พบเพียงทางเดินว่างเปล่าที่ทอดยาวไปจนสุดตัวอาคาร ข้างๆ ทางเดินก็มีเพียงพุ่มไม้ขึ้นรกเรื้อและม้านั่งสองสามตัวที่ร้างไร้แม้เงาของใครสักคน

            “เร็วจัง.......ไปไหนแล้วล่ะ”

            มุจลินทร์บ่นกับตัวเองเบาๆ ขณะเดินเลียบไปตามผนังอาคารช้าๆ

            “ว้าย!!!

            หญิงสาวร้องขึ้นสุดเสียงเมื่อรู้สึกว่าไหล่บางถูกกระชากไปทางด้านหลังจนร่างนั้นชนผนังตึกและร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งเบียดเข้ามาทางด้านหน้าโดยล็อคเธอไว้ด้วยมือที่กอบกุมต้นแขนทั้งสองจนหมดทางเขยื้อน

            “เธอตามฉันมาทำไม!

            เสียงทุ้มลึกดังอยู่เกือบชิดผิวแก้มอันร้อนผ่าวของมุจลินทร์ หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้ที่กำลังใช้ร่างหนาเบียดแนบเธอในตอนนี้....อนาคิน

            “ปล่อย!....คุณอนาคิน....ฉันไม่ได้.....”

            “ฉันเห็นเธอเดินตามฉันมา.....เธอมีแผนอะไร มุจลินทร์”

            ชายหนุ่มเรียกชื่อหญิงสาวที่เขายังคงจดจำแววตาอันอ่อนโยนนั้นได้ หากแต่ความชิงชังที่ยังติดลึกตั้งแต่รู้สถานะการเป็นบุตรสาวของผู้จะมาเป็นแม่ใหม่ทำให้น้ำเสียงทุ้มหนักดุดันกว่าที่ต้องการจะให้เป็น

            “ฉันไม่ได้มีแผนอะไร ฉันจะมาคุยกับคุณ”

            เสียงพูดปนหอบของเธอทำให้อนาคินเริ่มรู้สึกตัวว่าร่างสูงใหญ่นั้นเบียดชิดร่างบอบบางมากเกินไปแล้ว ชายหนุ่มขยับตัวออกเพียงน้อยเพื่อให้เธอได้หายใจสะดวกบ้างแต่มือทั้งสองยังคงกอบกุมต้นแขนของเธอไว้ราวยังคงต้องการบีบบังคับและคาดคั้นสิ่งที่เธอกำลังจะพูด

            “จะคุยอะไร.....ฉันไม่อยากคุยกับเธอ เธอดูไม่ออกรึไงว่าฉันรังเกียจแม่เธอมากแค่ไหน รึที่อยากมาคุยกับฉันก็เพราะเรื่องนี้”

            มุจลินทร์จ้องลึกเข้าไปในแววตาคมกล้าซึ่งอยู่ห่างเพียงคืบ ยามอยู่ในระยะประชิดเช่นนี้ความร้อนในกายของหญิงสาวก็แล่นปรี่ขึ้นมาจนใบหน้าเป็นสีแดงเรื่อ เธออับอายลึกๆ ที่มิอาจเก็บซ่อนความรู้สึกของผู้หญิงที่ไม่เคยชิดใกล้ชายใดมากเพียงนี้ หากเพียงครู่เดียวความพยายามหักห้ามหัวใจกลับเตือนว่าเธอมาที่นี่ก็เพื่อพูดคุยหาใช่ต้องการให้เขามาเห็นความนัยที่เธอไม่ปรารถนาให้ใครล่วงรู้

            “ฉันอยากพูดกับคุณ.....เรื่องครอบครัวของคุณกับครอบครัวของฉัน ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบแม่ของฉัน แต่ท่านก็ไม่เคยทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำใจ ฉะนั้นฉันก็อยากบอกคุณว่าควรจะให้เกียรติท่านบ้าง”

            “แม่เธอไม่เคยทำอะไรให้ฉันเจ็บช้ำหรอก แต่แม่ของเธอ....อยากแต่งงานกับพ่อของฉันก็แค่คิดจะหาผลประโยชน์เท่านั้น”

            “คุณรู้ได้ยังไง....คุณอนาคิน.....คุณไม่เคยรู้จักแม่ฉัน”

            มุจลินทร์ตาวาวและเริ่มมีอาการแข็งขืนต่อมือหนาใหญ่ที่เกาะกุมไหล่ทั้งสองจนแน่น

            “ฉันไม่จำเป็นต้องรู้จักพวกที่ชอบแก้ปัญหาให้ตัวเองไปวันๆ อย่างพวกเธอหรอก ทำไมเธอไม่ลองกลับไปถามแม่เธอดูล่ะ.....ว่าหนี้ที่ตัวเองมีอยู่ท่วมหัวน่ะ....พ่อฉันสางให้หมดรึยัง!

            คำพูดเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงเยาะหยันทำให้หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้ง มุจลินทร์เม้มริมฝีปากแน่น หนี้เช่นนั้นหรือ?.......มารดาของเธอเป็นหนี้เหตุใดเธอไม่เคยรู้ ชายหนุ่มค่อยคลายมือออกเพื่อปล่อยให้ร่างบางเป็นอิสระ ใบหน้านั้นสำแดงความสะใจที่เห็นความตระหนกฉายชัดในดวงตาของหญิงสาว

            “อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้เรื่อง ใครจะไปเชื่อว่าเธอไม่รู้ว่าแม่ตัวเองเป็นหนี้ตั้งสิบล้าน หรือว่าที่เธออยากมาคุยกับฉันก็เพราะอยากรู้เรื่องนี้ รึเธอแกล้งโง่ที่ทำเป็นไม่รู้ว่าครอบครัวตัวเองมีปัญหายังไง แม่เธอก็ไม่ต่างจากพวกผู้หญิงหากินสักเท่าไหร่ พ่อฉันน่ะเป็นคนบ้างานไม่มีวันรู้ทันพวกไก่แก่แม่ปลาช่อนอย่างแม่เธอแน่....มุจลินทร์!

            หญิงสาวรู้ตัวว่าสติขาดผึงก็เมื่อใช้ฝ่ามือเรียวบางฟาดลงบนใบหน้าราวรูปสลักนั้นเต็มแรง ชายหนุ่มค่อยหันกลับมามองด้วยสีหน้าเครียดจัด อนาคินขบกรามแน่น ดวงตายาวรีจ้องเขม็งมายังผู้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง

            “เธอท้าทายฉันหรือมุจลินทร์ เธอรู้จักฉันน้อยเกินไปแล้ว!

            สิ้นคำมือหนาก็กระชากร่างนั้นเข้าสู่อ้อมกอด อนาคินใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบลำคอระหงและแขนอีกข้างรัดเอวบางไว้ก่อนจะประกบริมฝีปากลงบนเรียวปากของหญิงสาว มุจลินทร์สิ้นทางจะเบี่ยงหลบได้แต่ปล่อยให้ลิ้นของชายหนุ่มฉกเข้ามาในโพรงปากด้วยมิอาจขัดขืน จูบอันรุนแรงนั้นเนิ่นนานจนมันสิ้นสุดลงและร่างของเธอถูกผลักออกห่างจนชนผนังตึก ชายหนุ่มมองดูใบหน้าที่แสดงความตื่นตระหนกและดวงตาวับวาวที่เริ่มมีน้ำรื้นขึ้นมาก่อนเหยียดยิ้มหยามหยัน

            “นี่เป็นบทเรียนแรกที่เธอจะได้รับ ฉันอาจจะห้ามพ่อไม่ได้เรื่องแต่งงานใหม่ แต่เธอกับแม่ของเธอก็อย่าหวังเลยว่าจะอยู่อย่างมีความสุข ฉันจะขอเตือนเธอไว้ว่าอย่าได้อวดดีกับฉัน เพราะถ้าฉันเอาจริงมันคงไม่ใช่แค่นี้แน่”

            มุจลินทร์ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากอันรุ่มร้อนของตัวเองแล้วปาดน้ำตาที่ไหลลงมา หญิงสาวโกรธจนเลือดขึ้นหน้าหากก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น อนาคินมองตามจนร่างบางลับไปจากมุมตึก แววตาเครียดขึ้งและสาแก่ใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความสำนึกได้ นัยน์ตาสีนิลอ่อนแสงลงพร้อมกับเสียงทอดถอนใจราวเหนื่อยหนักชายหนุ่มหันหลังพิงผนังแทนที่ผู้จากไปพลางยกมือขึ้นเสยเรือนผมดำขลับด้วยใจระย่อ

ไม่รู้ทำไมยามอยู่ใกล้ชิดเจ้าของแววตาอันนุ่มนวลคู่นั้นหัวใจของเขาจึงเต้นรัวเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้แตกต่างจากสำนึกยามมีผู้หญิงเข้ามาอยู่เคียงข้างอย่างพราวพิลาศ ผู้หญิงคนนั้นมีแค่ความสวยฉาบผิวงามภายนอกและเป็นได้แค่เพื่อนคลายเหงาเวลาที่ไม่ปรารถนาจมจ่อมอยู่กับตัวเอง

อนาคินหลับตาลงและรำลึกถึงจุมพิตที่เพิ่งพ้นผ่านเมื่อครู่ราวกับร่องรอยอันอ่อนนุ่มบนกลีบปากบอบบางยังคงประทับอยู่ในห้วงฝัน ในความรุนแรงเขายังรับรู้ได้ถึงความละมุนละไมที่ทำให้ความรู้สึกบางอย่างเริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาจากส่วนลึกมากทุกขณะ หากเขาไม่ยับยั้งไว้มันอาจทำลายสำเหนียกแห่งความชิงชังที่เร่งเร้าอยู่ในทุกนาทีจนหมดสิ้น ร่างสูงใหญ่ภายใต้เสื้อเชิ้ตผ้าไหมแขนยาวสีขาวกางเกงเดนิมกำลังจะเดินออกจากที่ที่ยืนอยู่นิ่งนานหากพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตกอยู่บนพื้นใกล้เท้าของเขา อนาคินก้มลงหยิบขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็นสร้อยคอทองคำขาวเรียบห้อยล็อคเก็ตเล็กๆ รูปทรงไข่

ชายหนุ่มเปิดออกดูภายในและเห็นรูปใบหน้าของชายวัยกลางคนอยู่ในนั้น คงเป็นสร้อยคอของผู้หญิงคนนั้น....มุจลินทร์....เขาปิดฝาล็อคเก็ตและกำมันไว้ในมือด้วยสีหน้าที่เหมือนนึกอะไรได้บางอย่าง สร้อยเส้นนี้คงเป็นของสำคัญของน้องสาวเขาเป็นแน่ รอยยิ้มเหยียดปรายขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มอีกครั้ง

                                                                                                       

            มุจลินทร์พลางเดินพลางวิ่งกลับมาถึงหน้าตึกคณะของตัวเอง หญิงสาวหันกลับไปมองด้านหลังที่มีเพียงภาพนักศึกษาไม่กี่คนยังคงเดินผ่านไปมาบริเวณนั้นผ่านม่านน้ำตาที่ยังคงรื้นออกมาด้วยความเจ็บแค้น ผู้ชายคนนั้นเย่อหยิ่งทะนงตัวไม่พอมารยาทยังเลวร้ายจนเธอมองไม่เห็นความเป็นนักกีฬาที่น่ายกย่องในตัวตนอันป่าเถื่อนและหยาบคาย

เธอค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งบนม้าหินอ่อนด้วยความรู้สึกที่ก็ยังสับสนอยู่ภายใน ถึงแม้ความเคียดขึ้งจากการกระทำของอนาคินเมื่อครู่จะเข้าจู่โจมในจิตสำนึกโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ท่ามกลางความโกรธเกลียดกลับรู้สึกได้ถึงความหวามไหวในรสจูบที่ยังคงทิ้งรอยบวมแดงน้อยๆ บนกลีบปากบาง ลิ้นของผู้ชายคนนั้นทำให้โลกทั้งโลกของสาวน้อยที่ไม่เคยพานพบในรสสัมผัสจากชายใดถึงกับสั่นไหวรุนแรง คนกักขฬะอย่างร้ายกาจนั่นล่ะหรือจะมาเป็นพี่ชายของเธอ มุจลินทร์ส่ายหน้าพลางใช้ปลายนิ้วขยี้ริมฝีปากไปมา

            “ลิน....มานั่งทำอะไรตรงนี้?

            เสียงทุ้มลึกที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้หญิงสาวรีบเช็ดคราบน้ำที่ดวงตาออกแล้วหันไปมองร่างสูงในชุดนักศึกษาของเพื่อนชายต่างคณะที่เธอคุ้นเคยดี

            “เพชรภูมิ......”

            มุจลินทร์เรียกชื่อเพื่อนชายซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของเจ้าสัวเลิศ เจ้าของที่ดินและโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ใบหน้าอันคมคายและนิสัยอ่อนน้อมในท่าทีสุขุมของหนุ่มนักศึกษาเอกวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นที่คุ้นชินของหญิงสาวมาหลายปี

            “เย็นมากแล้วยังไม่กลับอีกหรือ เพชรไปส่งที่บ้านมั้ย”

            “ไม่เป็นไรจ้ะ...ลินกลับเองได้”

            เพชรภูมิทรุดตัวลงนั่งข้างหญิงสาว แววตาคู่นั้นดูอ่อนโยนยิ่งนักยามจับจ้องไปยังใบหน้างดงามของมุจลินทร์

            “เจอหนูนาวันนี้ เห็นบอกว่าแม่ลินจะแต่งงานใหม่”

            “รู้เร็วจริงนะ....ก็เป็นอย่างที่เพชรรู้มานั่นแหละ”

            “เห็นบอกว่าผู้ชายคนนั้นที่จะมาเป็นพ่อลิน คือคุณอนันต์ นักธุรกิจใหญ่ หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง แต่....”

            “แต่อะไรเพชร?

            “ลูกชายเขารับได้หรือเปล่า....รุ่นพี่อนาคิน”

            ไม่มีคำตอบจากเพื่อนสาวหากแต่ชายหนุ่มจับสังเกตเห็นใบหน้าที่เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

            “อนาคิน บริภัทรภูมินทร์ นักกีฬาว่ายน้ำจอมโอหัง หล่อจัดและก็หยิ่งจัด ลินคงไม่เคยพบเขาล่ะสิ คนๆ นี้ชอบเก็บตัวไม่สังคมกับใคร พ่อเขากับป๊าน่ะรู้จักกัน เขาชอบมาบ่นให้ป๊าฟังว่าลูกเขาน่ะโลกส่วนตัวสูงมากแค่ไหน ลินได้ทำความรู้จักกับเขารึยังล่ะ”

            เมื่อครู่นี้....ทำความรู้จักด้วยริมฝีปาก.... มุจลินทร์ยังนึกเห็นภาพนั้นอยู่มิวาย แต่ก็เพียงเก็บเรื่องน่าอับอายไว้ในใจเพราะหากเพชรภูมิรู้เขาคงควันออกหูเพราะโกรธแทนเพื่อน โดยเฉพาะเธอที่ก็รู้ดีว่าเพื่อนคนนี้มิได้มีสายตาไว้มองเธออย่างเพื่อนทั่วไป

ใช่.....เพชรภูมิชอบเธอและแสดงออกหลายหนว่าเขาหาได้คิดกับเธอเพียง เพื่อนไม่ ทว่ามุจลินทร์กลับวางเฉยต่อท่าทีนั้นด้วยหญิงสาวยังคงรู้สึกว่าผู้ชายที่ทั้งหน้าตาและชาติตระกูลดีคนนี้ควรอยู่ในที่ของผู้มีความปรารถนาดี มิใช่ชายในฝันที่ในเบื้องลึกภาพของใครบางคนกำลังก่อร่างขึ้นมารางเลือนซึ่งเธอเองก็กำลังพยายามบอกตัวเองว่า...อาจไม่ใช่

            “ลินจะกลับบ้านล่ะเพชร เดี๋ยวลินต้องไปก่อน”

            “เพชรจะไปส่ง....ลินอย่าดื้อน่า ใกล้ค่ำกลับบ้านคนเดียวไม่ปลอดภัย เดี๋ยวนี้คนโรคจิตมันเยอะ”

            “ลินไม่ใช่เด็กนะเพชร ลินกลับเองได้”

            “ไม่รู้ล่ะ....เพชรจะไปส่ง”

            “เพชร!.......”

            มุจลินทร์ร้องออกมาเมื่อคว้ากระเป๋าสะพายไม่ทันร่างสูงที่รีบหยิบล่วงหน้าไปยังรถของตัวเองก่อนแล้ว หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ ทั้งก็อดยิ้มไม่ได้ต่อความเจ้าเล่ห์ของเพชรภูมิเลยต้องลุกขึ้นเดินตามไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ เมื่อประตูรถปิดลงชายหนุ่มก็รีบนำยานพาหนะคู่ใจออกไปจากที่ตรงนั้นในขณะที่รถอีกคันค่อยคืบตามหลังมาจอดแทนที่รถที่แล่นออกไป ร่างสูงใหญ่ในรถเปิดประทุนสีขาวอมสีเงินเมทัลลิกมองตามท้ายรถที่เคลื่อนออกไปก่อนหน้าด้วยแววตาวาววับ

            “มุจลินทร์.....เธอนี่ก็ไม่เบาเหมือนกันนะ ทำเป็นไม่ประสา ที่แท้......” อนาคินขบกรามเบาๆ ก่อนจะขับรถตามออกไป

            เป็นเวลาพลบค่ำพอดีที่เพชรภูมิพามุจลินทร์มาส่งถึงหน้าบ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรปซึ่งตั้งอยู่ในซอยอันเงียบสงบ แสงไฟสว่างไสวรอบบ้านขับสีเรื่องเรืองของผนังลายหินอ่อนด้านนอกจนดูลานตา หญิงสาวเดินเข้าไปภายในห้องโถงใหญ่ที่ซึ่งณัฐญาณีกำลังนั่งขัดถูเครื่องเพชรหลายชุดวางเรียงรายอร่ามตาอยู่ที่เก้าอี้รับแขกอันหรูหรา

            “อ้าว!......ลิน.....เพิ่งกลับหรือคะลูก มาดูนี่เร็ว ช่วยแม่เลือกหน่อย แม่จะใส่ในงานเลี้ยงที่คุณอนันต์จัดต้อนรับพวกเราอาทิตย์หน้า หนูชอบชุดไหนก็เลือกไปเลยนะคะ”

            มุจลินทร์ทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามมารดาและมองดูผู้ที่อยู่ตรงหน้ากำลังเพลิดเพลินอยู่กับเครื่องอัญมณี นิ้วเรียวยาวเคลือบผิวเล็บสีชมพูอ่อนกรีดกรายไปบนหินมีค่าเหล่านั้นราวเป็นสิ่งบอบบางอันน่าทะนุถนอมด้วยเกรงจะแตกหักคามือ

            “คุณแม่คะ....คุณแม่เป็นหนี้ตั้งสิบล้านจริงหรือคะ”

            คำถามของบุตรสาวเหมือนปลายดาบแหลมพุ่งทะลุความรู้สึกอันรื่นรมย์จนแตกกระจาย ณัฐญาณีวางสิ่งของในมือลงและมองกลับมายังสาวน้อยที่เธอทั้งรักทั้งหวงแหน

            “ลิน....ลินไปได้ยินอะไรจากใครมาคะลูก”

            “มันไม่ได้สำคัญนี่คะ....ลินแค่อยากรู้ ว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีอะไรที่คุณแม่ยังไม่ได้บอกลิน โดยเฉพาะเรื่องสถานะทางการเงินของเรา ที่ลินมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายนี่ก็เพราะคุณแม่ต้องเป็นหนี้เขามากมายมหาศาลแบบนี้....จริงใช่ไหมคะแม่”

            เสียงอันสั่นเครือของหญิงสาวทำเอาณัฐญาณีถึงกับต้องฝืนกลืนก้อนแข็งที่ติดแน่นในลำคอกลับเข้าไป หญิงวัยสี่สิบนิ่งเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำตาที่หยาดหยดลงบนแก้ม

            “แม่ขอโทษลูก....แม่ไม่เคยบอกลูกว่าแม่รักษากิจการของพ่อไว้ไม่ได้ แม่ทำให้ทุกอย่างบานปลายจนมันถึงทางตัน ถึงตอนนี้แม่คงต้องบอกลินแล้วล่ะ ว่าแม่.....เป็นหนี้เขาอยู่ตั้งสิบล้านจริงๆ”

            มุจลินทร์วางมือลงข้างกายเหมือนหมดเรี่ยวแรงกะทันหัน ณัฐญาณีเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นมานั่งข้างร่างบางที่เริ่มสะอื้นไห้

            “ลินฟังแม่นะคะ....ที่แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อลูก”

            “เป็นหนี้เพื่อหนู....แม่ไม่ต้องทำก็ได้ค่ะ ลินไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าเราเป็นพวกจนไม่ลง เป็นยาจกไม่มีกินยังดีกว่าเศรษฐีที่เป็นหนี้เขา แม่ขายบ้านหลังนี้ก็ได้นี่คะจะได้เอาเงินไปใช้หนี้ ขายได้เท่าไหร่ก็ใช้หนี้ให้หมด แม่ไม่มีเงินส่งหนูเรียนหนูก็จะทำงานช่วยแม่”

            “โธ่เอ๊ย!.....เด็กโง่ ลูกคิดว่าเงินพันสองพันจะจัดการอะไรได้ ฟังแม่สิคะ....ที่แม่รับปากแต่งงานกับคุณอนันต์มันไม่ใช่แค่เหตุผลของคนจนตรอก เขายินดีจะช่วยเหลือแม่ทุกอย่าง เขาตั้งใจจะช่วยปลดหนี้ให้แม่ เราไม่จำเป็นต้องขายบ้าน ลูกก็จะได้เรียนจบ”

            “มันเป็นความพอใจของคนมีเงิน....ที่อยากทำเพราะเขาพอใจ แต่แม่ก็เห็นว่าคุณอนาคินลูกชายเขารังเกียจพวกเราแค่ไหน เขาทำเหมือนเราเป็นกิ้งกือไส้เดือน แม่ทนรับสภาพนั้นได้หรือคะ”

            “คนที่มีอำนาจตัดสินใจคือพ่อของเขา อนาคินก็ต้องยอมรับเราได้ในสักวัน ลูกจะต้องแคร์อะไรกัน ลิน....ลินจะไปไหนลูก” ณัฐญาณีร้องถามเมื่อบุตรสาวผุดลุกขึ้น

            “หนูปวดหัวค่ะแม่....หนูขอตัวกลับห้อง”

            พูดจบหญิงสาวก็รีบเดินขึ้นบันไดกลับไปที่ห้องนอนด้วยใบหน้าซีดเซียว มารดาของเธอจะไม่มีวันรู้ว่าความชิงชังรังเกียจของอนาคินว่ามีอานุภาพรุนแรงแค่ไหน ผู้ชายคนนั้นเป็นยิ่งกว่าคลื่นใต้น้ำที่มองไม่เห็นเลยว่าเวลาแห่งการทำลายล้างจะเดินทางมาถึงเมื่อใด เธอยังคงมองเห็นความหยามเหยียดในดวงตายาวรีคู่นั้นซึ่งมิอาจสลัดทิ้งไปจากความรู้สึกได้ง่าย ยิ่งได้มารู้ว่าสิ่งที่เขาบริภาษมารดาของเธอเป็นเรื่องจริงก็ให้นึกหวั่นเกรง บางทีอำนาจการตัดสินใจเป็นของอนันต์ ผู้ชายที่กำลังจะมาเป็นพ่อใหม่ของเธอ หากแต่อำนาจในการจัดการนั้นเล่า....อาจเป็นของ อนาคิน

 

            เป็นเวลาเนิ่นนานที่หญิงสาวร่างบอบบางภายใต้เสื้อแขนสั้นสีขาวผ้ามัสลินและกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีดำยังคงนั่งเอามือข้างหนึ่งเท้าคางขณะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องที่ภายในยินเสียงจอแจพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระยามว่างเว้นจากชั่วโมงเรียน มุจลินทร์ยังคงนั่งครุ่นคิดเรื่องของมารดาและหนี้มากมายมหาศาลที่จะทำอย่างไรลำพังณัฐญาณีและตัวเธอเองก็มิอาจแบกรับปัญหาไว้ได้ทั้งหมด หญิงสาวทอดถอนใจหนักๆ หลายหนขณะที่มืออีกข้างหมุนปากกาไปมาอยู่บนโต๊ะแล็กเชอร์อย่างเหงาหงอยโดยมิทันได้สังเกตสิ่งผิดปกติในห้อง เธอรู้สึกเหมือนบรรยากาศการพูดคุยเงียบสงบลงในฉับพลันทันที ลมหยุดพัดหรืออย่างไรทั้งที่เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยังคงพลิ้วไหวอยู่บนไหล่บาง มุจลินทร์วางปากกาในมือลงก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาอีกด้านหนึ่งเพื่อที่จะพบต้นเหตุของสิ่งไม่ปกติในห้อง

            อนาคิน.......

            ร่างสูงสง่าของนักกีฬาว่ายน้ำมหาลัยภายใต้เชิ้ตผ้าไหมแขนยาวสีขาวตัดกับกางเกงเดนิมสีดำสนิทก้าวมาหยุดยืนใกล้ๆ ท่ามกลางสายตาอันฉงนฉงายนับสิบคู่ที่จ้องมองมายังจุดเดียวกันคือ เธอ และ เขา ว่าที่พี่ชายจอมหยิ่งยโส ใบหน้าคมคายนั้นดูนิ่งเฉย หากแต่กลับจุดไฟร้อนในตัวมุจลินทร์ให้ลุกช่วงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

หญิงสาวเหลือบมองเจ้าของดวงตาอีกหลายคู่ที่จ้องมาอย่างสงสัย บ้างกระซิบกระซาบอย่างไม่อยากเชื่อภาพที่สายตาแลเห็นอยู่เบื้องหน้า  หากแต่ผู้ที่ถูกจับจ้องกลับไม่รู้สึกว่าการมาถึงของตนทำให้ใครหลายคน ณ ที่นั้นตะลึงงันราวถูกหลอมละลายด้วยใบหน้าคมราวรูปปั้นอันสลักเสลาและผิวสีมะกอกที่สะท้อนความกำยำล่ำสันบนเรือนร่างสูงใหญ่ราวกับเจ้าชายในเทพนิยาย

            “คุณ....อนาคิน”

            “ฉันเอาของมาคืนเธอ”

            นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายยามมองมายังหญิงสาว มุจลินทร์รู้สึกร้อนผ่าวบนผิวแก้มทั้งก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่อนาคินกล่าวออกมา

            “เอาของมาคืนฉัน.....”

            หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดและเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะยกนิ้วเรียวขึ้นแตะที่ลำคอ

            สร้อย.....ล็อคเก็ต

            ใช่แล้ว!......เธอมัวแต่นึกถึงปัญหาที่รุมเร้าของมารดาจนลืมของที่สวมติดกายเป็นประจำไปเสียสนิท....สร้อยคอห้อยล็อคเก็ตที่มีรูปของคนที่เธอรักที่สุดอีกคนอยู่ภายใน มุจลินทร์ผุดลุกขึ้นยืนและมองบุรุษตรงหน้าอย่างมีความหวัง หากสิ่งที่เขาเอามาคืนเป็นของที่หายไปจริงๆ

            “คุณพบสร้อยของฉันใช่มั้ย?........ถ้าคุณจะเอามาคืนฉัน ไหนล่ะคะ”

            อนาคินยิ้มเยือกเย็นพลางเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง

            “ฉันไม่ได้โกหกเธอหรอกนะว่าฉันพบของๆ เธอ แต่ถ้าเธออยากได้มันคืน.....เธอต้องไปกับฉัน”

            ริมฝีปากบางสีแดงเรื่อของหญิงสาวที่เริ่มจะแย้มยิ้มคลายลงในทันที....ไปกับเขา....ผู้ชายคนนี้มีแผนอะไรอีก มุจลินทร์ลังเลที่จะตอบกระทั่งอีกฝ่ายเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักๆ

            “ก็เรายังคุยกันไม่จบ...ฉันก็แค่....อยากพูดกับน้องสาวของฉัน เรื่องครอบครัวใหม่ รึถ้าเธอคิดว่ามันไม่สำคัญ.....อาจไม่ต้องใส่ใจ”

            “มันสำคัญกับฉัน!.....เรื่องนี้สำคัญเสมอ”

            “ฉันอยากคุยกับเธอตอนนี้...แต่ไม่ใช่ที่นี่ และเธอต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้”

            คนออกคำสั่งไม่นิ่งรอคำตอบแต่กลับหันหลังก้าวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว มุจลินทร์ละล้าละลังก่อนจะรีบหยิบกระเป๋าสะพายเดินตามออกไปในขณะเดียวกันที่พราวพิลาศพลางเดินพลางวิ่งมาหยุดหน้าห้องเมื่อมองเห็นแผ่นหลังของผู้ชายที่เป็นคู่ควงไวๆ

            “พี่อนาคินนี่นา....”

            “ช้าไปแล้วยัยพราว รุ่นพี่สุดหล่อไปแล้วจ้ะ”

เสียงของเพื่อนร่วมห้องดังไล่หลังมาทำให้หญิงสาวหันกลับไปมองด้วยท่าทีสงสัย

            “เขามาที่นี่ทำไม....ไม่เห็นบอกกันเลย”

            “เขาไม่ได้มาหาเธอนี่นา...ยัยพราว....เขามาหามุจลินทร์ แม่สาวน้อยช่างฝันต่างหาก ได้ข่าวว่าเขาจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอ พี่ชายมาหาน้องสาวล่ะมั้ง”

            แววตาของพราวพิลาศวาววับขณะมองไปจนสุดทางเดิน แม้ไม่เห็นเงาของอนาคินแล้วหากแต่การมาของเขาในครั้งนี้จุดประกายความคลางแคลงแก่หญิงสาวยิ่งนัก

            “ยัยลินโชคดีชะมัด รุ่นพี่อนาคินเป็นทั้งนักกีฬา เป็นทั้งลูกเศรษฐี แถมหล่อ หุ่นน่าเซียะ สาวๆ คลั่งไคล้กันทั้งมหาลัย แค่ได้ไปเป็นน้องสาวอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่รู้จะสุขแค่ไหนแล้ว”

            เสียงที่ยังเซ็งแซ่อยู่รอบข้างยิ่งกว่าปลายมีดบาดทะลุเข้าไปในความรู้สึกของสาวสวยดีกรีดาวมหาลัยอย่างพราวพิลาศ เธอได้แต่เก็บกลั้นความกังขาเอาไว้เรื่องที่วันนี้อนาคินปิดโทรศัพท์มือถือและมาที่นี่โดยไม่ยอมบอกเธอ มุจลินทร์งั้นหรือ?......ก็แค่คนที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะเป็นน้องสาวที่ไม่ได้สืบสายเลือดเดียวกัน

และผู้ชายที่เย่อหยิ่งทะนงตนอย่างอนาคินก็มีท่าทีไม่ยอมรับแม่ใหม่ผู้ซึ่งมีเบื้องหลังไม่โสภาอย่างมารดาของมุจลินทร์ ผู้หญิงที่รู้ตัวว่ากิจการที่สามีทิ้งไว้ให้กำลังจะล้มครืนเลยคิดหาเสาหลักเพื่อค้ำยันฐานะทางการเงินของตัวเองเอาไว้ เธอต่างหากที่เป็นตัวจริง.....บุรุษผู้นั้นอาจดูแห้งแล้งและเย็นชา หากทว่ากลับมีอะไรบางอย่างเหนี่ยวรั้งความรู้สึกหวงแหนในหัวใจของหญิงสาวอย่างที่ไม่เคยอุบัติขึ้นกับผู้ชายที่เคยเป็นคู่ควงคนใดของเธอมาก่อน

 

            รถมินิสีขาวอมสีเงินเมทัลลิกแล่นเรื่อยไปตามเส้นทางซึ่งเริ่มทิ้งตัวห่างออกมาจากตัวเมืองมากขึ้นทุกขณะ สองข้างทางที่เต็มไปด้วยตึกสูงและบ้านเรือนแน่นขนัดค่อยๆ ทิ้งช่วงห่างจนเริ่มมองเห็นบรรยากาศท้องนาและผืนดินเขียวขจีมาแทนที่ตึกสิบชั้นและการจราจรเริ่มโล่งจนรถแล่นได้ฉิว

มุจลินทร์หันออกไปมองนอกหน้าต่างรถที่ขณะนี้พาเธอมุ่งไปข้างหน้าราวกับมีจุดหมายหนใดสักแห่ง หญิงสาวเกิดรู้สึกวูบวาบในช่องท้องขึ้นมากะทันหันขณะหันกลับมามองเสี้ยวหน้าของผู้ที่กำลังบังคับพวงมาลัยซึ่งยังดูชาเฉยและไม่ยอมปริปากเอ่ยอะไรเลยตั้งแต่เขาพาเธอพ้นออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อบ่าย รถมินิคันเล็กทำให้ข้างในดูคับแคบไปถนัดในสำหรับผู้ชายร่างสูงใหญ่อย่างอนาคินและมันทำให้เขาดูชิดใกล้เธอมากขึ้นเพราะเธอกับเขานั่งห่างกันเพียงคืบ

            “คุณอนาคิน....คุณจะพาฉันไปไหน”

            มุจลินทร์กลั้นใจถามออกไปหลังจากนั่งกระสับกระส่ายอยู่นานเมื่อเริ่มมองเห็นภาพสองข้างทางกำลังทิ้งห่างตัวเมืองมาไกลโข

            “ถ้าเธอบอกว่าเรื่องที่ฉันจะคุยกับเธอมันสำคัญ แล้วจะกลัวอะไรกับการที่เธอตามฉันมา”

            ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความสะทกสะท้านใดๆ ทั้งที่สายตาคู่นั้นยังคงแลไปไกลบนถนนที่ทอดตัวยาวไปข้างหน้าเหมือนไม่มีสิ้นสุด

            “ถ้าไม่ใช่เพราะของๆ ฉันที่คุณเก็บได้ ฉันก็ไม่ได้อยากจะมากับคุณ”

            “พูดกับฉันให้มันดีหน่อย.....มุจลินทร์......ฉันไม่เหมือนเธอกับแม่ของเธอหรอกนะที่คิดวางแผนการอยู่ตลอดเวลา.....ไงล่ะ.....กลับไปถามแม่เธอรึยังเรื่องหนี้ เขาคงจะบ่ายเบี่ยงเธอไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้ แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่าพ่อฉันจะเป็นคนจัดการให้....หึ.....สิบล้าน มันก็แค่เศษเงินแลกกับความพอใจที่คนแก่โง่ๆ คนหนึ่งอยากจะได้ของสวยของงามมาเชยชม ฉันอยากจะรู้นักว่าหลังจากนี้พ่อของฉันต้องเสียค่าโง่ให้แม่เธออีกสักเท่าไหร่......สำหรับคนที่ไม่เคยพอ”

            วาจาเสียดแทงของอนาคินทำให้มุจลินทร์รู้สึกเจ็บจุกอยู่ในอก เธอได้แต่นิ่งงันฟังเสียงบริภาษทะลุผ่านเข้าไปในโสตประสาทอย่างผู้สิ้นหนทางตอบโต้ หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากตัวเองจนเจ็บก่อนจะผินหน้ากลับไปทางหน้าต่างรถเพื่อไม่ให้เจ้าของคำพูดหยามเหยียดทันได้เห็นหยาดน้ำที่ร่วงลงบนผิวแก้ม ชั่วชีวิตเธอไม่เคยพานพบใครที่หมิ่นเกียรติและเหยียบย่ำหัวใจด้วยวาจาหมิ่นแคลนเช่นนี้ทั้งนึกไม่ถึงเลยว่าอีกไม่นานเธอต้องเข้าไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับคนที่แสดงตัวว่ารังเกียจแม่และน้องสาวคนใหม่ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha