เพลิงสวาทสีเงิน

โดย: อักษรามณี



ตอนที่ 3 : เงื่อนไขในความชิงชัง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            มุจลินทร์ไม่รู้ว่ารถแล่นออกมาจากตัวเมืองนานเท่าไหร่แล้วรู้เพียงอนาคินพาเธอมุ่งหน้ามาทางจังหวัดสมุทรปราการ ภาพสองข้างทางแปรเปลี่ยนจากท้องนาเป็นแนวชายป่าริมทะเลซึ่งมีป้ายบอกทางตรงไปยังสถานที่ที่เธอไม่เคยมา....บางปู หญิงสาวมองผ่านกระจกออกไปยังด้านนอกซึ่งมองเห็นฝูงนางนวลร่อนอยู่เหนือแผ่นน้ำสีฟ้าครามที่สาดประกายระยิบระยับพราวพรายยามต้องแสงจ้าในชั่วยามนี้

อนาคินชะลอความเร็วรถขณะแล่นเข้าไปจอดในมุมสงบมุมหนึ่งใกล้แนวป่าโกงกางที่พ้นไปเบื้องหน้าเป็นภาพผืนน้ำทะเลแผ่ตัวออกไปจรดแผ่นฟ้าไร้เมฆในยามอาทิตย์แผดแสงกล้า ร่างสูงสง่าของผู้อยู่เบื้องหลังพวงมาลัยเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปโดยไม่สนใจคนที่นั่งมาด้วย มุจลินทร์มองตามไหล่กว้างนั้นอย่างอึดอัดใจ

แค่จะคืนของให้ใยต้องลงทุนพามาไกลถึงที่นี่ หญิงสาวกำลังชั่งใจในการกระทำของคนที่ชอบแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเธอทั้งก็มิอาจสลัดความไหวหวั่นในส่วนลึกทิ้งไปได้ยามสายตากล้าคมคู่นั้นจ้องมองมาในทุกครา ร่างบางตัดสินใจเปิดประตูรถเดินตามลงไปแม้จะยังกริ่งเกรงต่ออากัปกิริยาที่ไม่แยแสผู้ใดของอีกฝ่ายก็ตามที

            “ไหนล่ะ....ของที่จะคืนให้ฉัน หวังว่าคุณจะยังไม่ลืม”

            อนาคินหันกลับมาตามเสียงนั้น เขาเงียบไปชั่วอึดใจขณะมองไปยังใบหน้างดงามซึ่งล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ไหวสะบัดยามต้องลมแรง

            “ฉันไม่ลืม....แต่ถ้าเธออยากได้...ก็ต้องทำความตกลงกับฉันในเรื่องบางเรื่องก่อน”

            ชายหนุ่มสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อล้วงเอาของบางอย่างออกมา สีหน้าของมุจลินทร์บอกความตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏในมือของเขาเป็นของๆ เธอจริงๆ สร้อยคอทองคำขาวห้อยล็อคเก็ตอันเล็กที่เธอสวมติดตัวเป็นประจำ ดวงตาของอนาคินวาววับภายใต้ระยับแดดบางเบาใต้เงาไม้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ฉันไม่รู้หรอกว่าที่แม่เธอแต่งงานกับพ่อของฉันมีเหตุผลอะไรอื่นแอบแฝงนอกจากการช่วยปลดหนี้ที่มีอยู่รึเปล่า.....แต่ฉันจะถือว่าเธอมีส่วนรับรู้ด้วย”

            ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวหญิงสาว แววตาคู่นั้นยังคงส่องประกายกล้าแข็งราวคมดาบใช้ประหัตประหารศัตรูยามจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย ทว่าภายใต้ความดุดันอนาคินกลับต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะไม่ไหวหวั่นไปกับความบอบบางและนุ่มนวลที่สะท้อนออกมาจากทีท่าของมุจลินทร์ซึ่งเธอก็ไม่ขยับหนีหากแต่ยืนตัวแข็งราวกับรูปปั้น

            “ฉันไม่ได้รับรู้เรื่องที่แม่ทำทุกเรื่อง แต่ฉันก็แน่ใจว่าท่านไม่ได้.....”

            “ไม่ได้คิดจะปอกลอกพ่อฉัน....ฉันตอบแทนให้ก็ได้ ใครๆ ในโลกนี้ก็ตอบแทนเธอได้ทั้งนั้น เรื่องโกหกใครก็พูดเป็น”

            “ฉันไม่ได้โกหกคุณ!....คุณควรจะฟังคนอื่นพูดบ้าง....อนาคิน!

            หญิงสาวมองชายผู้โอหังตรงหน้าด้วยแววตาอันขุ่นมัวขณะที่เขาก้มลงมาเกือบชิดใบหน้าของเธอ

            “อยากพูดอะไร....ว่ามา”

            “ฉันแค่อยากบอกคุณว่า...ฉันขอรับประกันว่าแม่ฉันไม่ได้คิดอะไรเลวร้ายกับครอบครัวของคุณ”

            “ถ้าอย่างนั้น....เธอต้องรับประกันกับฉันด้วยว่า แม่ของเธอจะไม่เข้ามามีส่วนยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของพ่อฉัน และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ อนันต์ กรุ๊ป เธอทำได้มั้ยล่ะ...มุจลินทร์”

            ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นี่เขาต้องการปกป้องบิดาของเขาหรือแค่หวงแหนสมบัติของตัวเองกันแน่ มุจลินทร์ถอยห่างออกไปเพียงก้าวเล็กๆ ริมฝีปากบางสั่นระริกจนอีกฝ่ายจับความเคลื่อนไหวได้

            “ก็แค่เธอเตือนแม่ของเธอว่าอย่าพยายามเข้ามาแทนที่แม่ของฉัน อนันต์ กรุ๊ป ไม่ได้หมายถึงพ่อของฉันคนเดียว มันมีความหมายมากกว่าพวกที่ชอบชุบมือเปิบอย่างพวกเธอเห็น ฟังดูเหมือนฉันเป็นพวกหวงสมบัติ...เปล่าเลย มุจลินทร์ ฉันอาจจะสูญเสียคนที่ฉันรักมากที่สุดไป แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่มันเคยเป็นชีวิตทั้งชีวิตของเขา ถ้าเธอกับแม่ของเธอคิดจะมาเอาสิ่งสุดท้ายในชีวิตของฉันไป ฉันสาบาน....พวกเธอก็จะต้องสูญเสียสิ่งที่มีไปทั้งหมดเหมือนกัน”

            หญิงสาวพยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ความแค้นเคียดเกลียดชังฉาดฉายบนใบหน้าที่เคยเย็นเยียบอย่างที่เธอมิเคยได้เห็นมันมาก่อน ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจของมุจลินทร์ หากเขามีสิ่งที่ตัวเองรักและหวงแหน แล้วใยเล่าเธอจะไม่มีความรักต่อผู้เป็นมารดาบ้าง

            “ฉันสัญญา.....คุณแม่ไม่มีวันแตะต้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นของๆ คุณ ถ้าวันใดสิ่งที่ฉันสัญญากับคุณมันบิดเบือนไปจากคำพูดของฉัน ฉันยินดีรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยชีวิตของฉันเอง”

            อนาคินเหยียดยิ้มอย่างพอใจต่อคำกล่าวอันแน่นหนักของหญิงสาว หากแต่รอยยิ้มนั่นช่างเป็นรอยยิ้มอำมหิตของบุรุษที่มุจลินทร์ไม่คิดว่าเขาคือคนที่เธอต้องเรียกว่า พี่ชาย ในวันข้างหน้า

            “ฉันขอสร้อยฉันคืน มันเป็นของที่คุณพ่อให้ฉันไว้...ก่อนท่านจากไป”

            “ฉันรู้มุจลินทร์....ว่าสร้อยเส้นนี้มันไม่ได้มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เธอรับปากสิ่งที่ฉันพูดออกไป แต่เธอก็ควรสังวรตัวเองไว้ว่า เวลาเธอสูญเสียของรักรึไม่ได้ของที่อยากได้คืน...เธอจะรู้สึกยังไง”

            ชายหนุ่มยื่นมือข้างที่กุมสร้อยเส้นนั้นออกมา มุจลินทร์เหลือบมองใบหน้าของเขาอย่างไม่ใคร่แน่ใจหากแต่ก็ต้องยื่นนิ้วเรียววางลงบนฝ่ามือหนาใหญ่เพื่อจะหยิบของๆ เธอคืนกลับ แต่แล้วหัวใจของหญิงสาวก็แทบหยุดเต้นเมื่อรู้ตัวว่าฝ่ามือบางถูกมือหนาหนักกำไว้แน่นก่อนจะดึงร่างของเธอเข้าไปหาแผ่นอกของเขา

อนาคินก้มลงไปหาใบหน้าที่แสดงท่าทีตื่นตระหนกและใช้ริมฝีปากหนานั้นครอบครองกลีบปากบางโดยไม่สนใจว่าใครจะผ่านมาเห็นในสถานที่โล่งแจ้งริมทะเล มุจลินทร์พยายามขัดขืนหากก็มิอาจเอาชนะต่อแรงกำลังอันมากมายของร่างสูงใหญ่ได้ เนิ่นนานที่ลิ้นของชายหนุ่มโลมไล้อยู่ภายในปากของหญิงสาว

ทั้งมือและเท้าของเธอเปลี้ยไปหมดยามที่แขนแข็งแกร่งโอบรัดร่างบางแนบชิดจนแทบละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับเขา อนาคินจูบเธออย่างย่ามใจเป็นหนที่สอง แม้สัมผัสนั้นจาบจ้วงเอาแต่ใจหากก็ทำให้หญิงสาวอ่อนระทวยจนแทบหยัดกายให้ยืนไว้ไม่อยู่ตราบจนเขาถอนริมฝีปากออก

ลึกๆ แล้วเจ้าของร่างสูงใหญ่บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมจึงมิอาจหักห้ามใจยามอยู่ชิดใกล้ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขน รู้เพียงว่านี่เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมความรู้สึกของตัวเองให้เป็นปฏิปักษ์ต่อศัตรู ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนให้หญิงสาวเป็นอิสระเมื่อเห็นหยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาที่หน่วยตาของมุจลินทร์ ความสำนึกบางอย่างผุดขึ้นมาแทนที่อารมณ์อันรุ่มร้อน อนาคินทำท่าจะเดินกลับไปที่รถทว่าต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาวด้งอยู่ข้างหลัง

            “คุณอนาคิน......ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมคุณลุงอนันต์ถึงได้พยายามที่จะปรับเปลี่ยนนิสัยลูกชายของเขา บางทีเขาอาจจะลืมไปว่าตัวตนที่แท้จริงของคนเรามันก็ยากนักที่จะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนที่เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เอาแต่ใจเพราะชอบคิดถึงแต่ปมด้อยของตัวเอง”

            ชายหนุ่มหันกลับมาทางมุจลินทร์ที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม ใบหน้านั้นเริ่มขึ้งเคียดด้วยความรู้สึกเหมือนถูกกระแทกอย่างแรง อนาคินขบกรามแน่น นัยน์ตามีสีเข้มขึ้นด้วยไฟแห่งโทสะที่เริ่มลุกโชติ ร่างสูงย่างสามขุมเข้าไปหาในขณะที่หญิงสาวเริ่มก้าวถอยหลัง

            “เธอคงอยากเห็นเวลาฉันโกรธ.....ว่ามันเป็นยังไง!

            มือหนาใหญ่เอื้อมเพียงนิดก็ถึงตัวมุจลินทร์ หญิงสาวร้องลั่นเมื่อถูกชายหนุ่มกระชากกลับไปถึงตัวรถ

            “ปล่อยฉัน!.....ช่วยด้วย!.......”

            ร่างบางถูกเหวี่ยงเข้าไปที่เบาะหลังรถเหมือนสิ่งของ จากนั้นอนาคินจึงตามเข้าไปก่อนจะปิดประตูรถเสียงดัง มุจลินทร์พยายามตะกายตัวเองไปยังประตูอีกฝั่งหากแต่ไม่ทันร่างสูงที่ทิ้งตัวกดทับลงมา มือเรียวบางถูกตรึงไว้ด้วยมือหนาทั้งสองข้างจนหมดทางเขยื้อนมีแต่ริมฝีปากที่ร่ำร้องออกมาเจียนขาดใจ

            “คุณมันบ้า!.........ถ้าในมหาลัยเขารู้ว่าคุณเป็นแบบนี้ คงไม่มีใครอยากจะยกย่องคุณ!!

            “ใครจะไปสน!.......ฉันจะมีผู้หญิงซักสิบคนก็ไม่มีใครมาว่าฉันได้ แต่เธอ.....มุจลินทร์.....แค่ผู้ชายคนเดียวชื่อเสียงของเธอก็ป่นปี้หมดแล้ว ฉันจะทำให้เธอรู้ซะบ้าง ว่าเวลาเธอเล่นกับไฟ มันไม่ได้แค่ทำให้เธอร้อนเท่านั้น แต่มันจะเผาผลาญจนเธอไม่เหลืออะไรเลย!           

มุจลินทร์พยายามเบี่ยงหน้าหลบหากก็ไม่ทันริมฝีปากของชายหนุ่มที่บดเบียดลงบนริมฝีปากคู่นั้นจนมันครอบครองได้ทั้งหมด ลิ้นหนาทะลวงผ่านเข้าไปข้างในทั้งรุนแรงและป่าเถื่อนจนหญิงสาวหายใจแทบไม่ทันทั้งสำเหนียกได้ถึงความเจ็บปวดที่มือทั้งสองข้างยามลิ้นหนาของเขากระหวัดโดนลิ้นของเธอมือหนาหนักก็ยิ่งบีบรัดนิ้วเรียวจนแทบจะให้หักคามือ

“อือ.....อือ.....”

เสียงของมุจลินทร์ดังอยู่ในลำคอ หญิงสาวรู้สึกยิ่งตัวเองขัดขืนมากเท่าใดก็ยิ่งเหมือนจุดไฟในหลืบลึกของทั้งเขาและเธอให้ยิ่งลุกโพลงมากขึ้นเท่านั้นเพราะยามที่เธอบิดกายก็ยิ่งเท่ากับปลุกเร้าความต้องการของอีกฝ่ายด้วยทรวงอกอวบอิ่มเบียดแนบอยู่กับอกกว้าง ถึงตอนนี้อนาคินกลับหลงลืมตัวเองจนแทบไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นอุบัติขึ้นด้วยความรุ่มร้อนในโทสะหรือความปรารถนาตามครรลองแห่งวัยหนุ่มสาวกันแน่

“มุจลินทร์.....”

อนาคินร้องครางออกมาเบาๆ เมื่อเลื่อนริมฝีปากออกจากใบหน้าของมุจลินทร์ด้วยรู้สึกถึงแรงสะอื้นของผู้ที่อยู่ภายใต้เรือนร่างอันแข็งแกร่ง นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพหยาดน้ำที่ไหลอาบแก้มของหญิงสาวและมันทำให้ความร้อนแรงในอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงเริ่มดิ่งกลับลงที่เดิม ชายหนุ่มค่อยคลายมือที่กอบกุมนิ้วเรียวจนแน่นทว่าก็ยังไม่ยอมขยับกายที่ทาบทับอยู่เบื้องบนร่างบางที่อ่อนนุ่มออก มุจลินทร์หลับตาลงคล้ายหมดเรี่ยวแรงจะขัดขืนหากเพียงครู่เดียวก็รู้สึกว่าริมฝีปากบางกำลังถูกล่วงล้ำอีกครา หญิงสาวปรือตาขึ้นก็เห็นใบหน้าของอนาคินแนบชิดลงมาอีกครั้งหากแต่คราวนี้นุ่มนวลและดูดดื่มมากเสียจนเธอรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปตามสัมผัสอันอ่อนหวานนั้น

ไม่!....มุจลินทร์

ต่อไปเธอกับเขาต้องอยู่ในสถานะของความเป็นพี่น้อง แล้วเธอจะทำเช่นไรหากปล่อยตัวเองไปตามแรงกระเพื่อมไหวของอารมณ์ที่ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดยั้งเช่นนี้ หญิงสาวกลั้นใจขืนริมฝีปากจากการรุกรานอันเย้ายวนนั้นและอีกฝ่ายก็คงจะสำนึกเฉกเดียวกันว่าเขากำลังพาตัวเองออกมาไกลเกินกว่าเขตแดนที่ตัวเองขีดคั่นไว้ ทางเดียวที่จะทำได้คือหยุดมันลงแม้หัวใจยังเรียกร้องให้ก้าวต่อไปก็ตาม

“ฉันจะรักษาสัญญาระหว่างเรา.....คุณเองก็เหมือนกัน....อนาคิน!.....คุณจะต้องไม่ลืมว่าคุณทำร้ายแม่ฉันไม่ได้ ตราบใดที่ท่านไม่ได้ก้าวก่ายสิทธิ์ของคุณ”

มุจลินทร์แข็งใจพูดเสียงสั่นทั้งที่ริมฝีปากนั้นยังแนบชิดใบหน้าของเขาอยู่ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนใบหน้าของหญิงสาวทั้งหอบเหนื่อยเมื่อรู้สึกตัวว่ามือหนาใหญ่ของชายหนุ่มล้วงลึกเข้าไปใต้ชายเสื้อที่หลุดลุ่ยออกมานอกขอบกระโปรงในขณะที่แขนเรียวบางเกี่ยวกระหวัดรอบคอของเขาแน่น

เธอกับเขากำลังจะไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วหากสำนึกสุดท้ายไม่คอยฉุดรั้งตัวเธอออกมาจากกระแสแห่งปรารถนาอันเชี่ยวกราก อนาคินถึงกับถอนใจหนักขณะค่อยๆ หยัดกายที่ทาบทับอยู่เหนือร่างบางขึ้น หากแต่สายตาคู่นั้นยังคงจับจ้องไปที่หญิงสาวซึ่งบัดนี้นอนหงายบนเบาะรถผมเผ้ายุ่งเหยิง

 ใบหน้าแดงก่ำ นิ้วเรียวกุมสาบเสื้อที่กระดุมหลุดลงมาถึงหน้าอกไว้แน่น ไม่มีแม้คำพูดใดหลุดรอดออกมาอีกมีเพียงแววตาคู่นั้นที่บ่งบอกความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำอย่างไร้ทางสู้เช่นเธอ อนาคินขบกรามแน่นก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันน่าพรั่นพรึง

“วันใดที่เธอผิดสัญญา......ฉันจะทวงมันคืนด้วยตัวฉันเอง!

มุจลินทร์ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งและใช้ปลายนิ้วติดกระดุมเสื้อทั้งน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุดเมื่ออนาคินเปิดประตูรถออกไปและกลับไปนั่งด้านคนขับ หญิงสาวรีบเหน็บชายเสื้อไว้ในขอบกระโปรงและสางผมให้เรียบด้วยปลายนิ้วอย่างลวกๆ ก่อนจะก้าวลงจากเบาะหลังเพื่อไปนั่งข้างชายหนุ่มตามเดิม

แม้ความโกรธแล่นมาจุกในอกแต่เธอไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยซ้ำตอนนี้ยังบังเกิดความขลาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้ใบหน้าคมคายที่เธอมองเห็นคือผู้ชายอารมณ์ร้ายและอวดดียิ่ง มุจลินทร์ได้แต่นั่งห่อไหล่โดยไม่ยอมหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ซึ่งมองหญิงสาวด้วยแววตาบ่งบอกบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าตัวก็ยังค้านความรู้สึกของตัวเองว่าหากเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง.....ไม่ใช่เบาะหลังรถ เขาคงมิอาจหักห้ามความเคร่งเครียดที่เริ่มเร่งเร้าในกายให้หยุดลงเพียงแค่นี้ได้

“คราวหลังอย่าได้ยั่วโมโหฉันอีก.....ฉันจะพาเธอไปส่งที่บ้าน ถ้าไปที่มหาลัยสภาพแบบนี้เธอคงต้องหาคำตอบให้เพื่อนไม่จบสิ้น”

“รวมทั้งพราวพิลาศ.....แฟนคุณด้วย”

“เขาไม่ใช่แฟนฉัน!....ดูเธอจะรู้ดีไปซะทุกเรื่อง คนที่เธอต้องตอบคำถามคือลูกเจ้าสัวเลิศ.....แฟนเธอต่างหาก!

“เพชรภูมิเป็นเพื่อนของฉัน....เขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่เหมือนคุณ เขาให้เกียรติผู้หญิงมากพอ”

คราวนี้มุจลินทร์หันมามองหน้าชายหนุ่มตรงๆ อนาคินแสยะยิ้มที่ยิ่งทำให้หญิงสาวเดือดดาลในหัวใจ

“เธอสำคัญตัวเองผิดไปรึเปล่า....มุจลินทร์ ....เธอสูงส่งแค่ไหนกัน ถ้าไม่ผิดจากแม่ของเธอ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะจ้องจับผู้ชายมีเงินเพื่อหวังให้ตัวเองสบาย ถ้าอยากได้เงินนัก....ฉันให้เธอเดี๋ยวนี้ก็ยังได้ แต่จะกล้าแลกรึเปล่า....”

อนาคินกวาดสายตามองหญิงสาวหัวจรดเท้าพลางเหยียดมุมปาก

“รึว่าแลกไปแล้ว.....หึ.....เท่าไหร่ล่ะ สำหรับพรหมจรรย์ของผู้หญิงที่มีเกียรติ”

“คุณมันก็ดีแต่ดูถูกผู้หญิง คุณคงรู้จักคำว่าให้เกียรติเฉพาะในเกมกีฬา แต่ไม่รู้จักจะยกย่องใครในชีวิตของคุณเลย”

“ผู้หญิงที่มีค่าและน่ายกย่องเทิดทูนจากฉันไปนานแล้ว จำไว้ด้วย....มุจลินทร์ ไม่มีใครมาแทนที่แม่ฉันได้ แม้แต่แม่ของเธอ!

ดวงตายาวรีคู่นั้นส่องประกายอันขุ่นเข้มเสมือนยืนกรานตามคำพูดอันแข็งกร้าว มุจลินทร์รีบถอนสายตาจากใบหน้าเครียดขึ้งของชายหนุ่มและเก็บงำถ้อยทีของตนไว้ แม้โกรธเคืองเขามากเพียงใดหากแต่เธอก็จำต้องสงวนความรู้สึกที่อยากจะตอบโต้และกดมันไว้ให้ลึกที่สุด

 อนาคินต่างจากผู้ชายทุกคนที่เธอเคยพบ เขาไม่ได้ดีกับเธอดังเช่นเพชรภูมิแต่ทำให้หญิงสาวสับสนใจระหว่างคำว่าโกรธเกลียดและปรารถนาในการกระทำอันรุนแรงทว่าแฝงไว้ด้วยความยวนเย้าแห่งรสสัมผัสที่ทำให้เธอเกือบจะเผลอไผลจนแทบคุมสติไว้ไม่อยู่

ความเงียบเป็นสิ่งสุดท้ายที่ล่องลอยท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเมินหมาง อนาคินสตาร์ทรถด้วยท่าทีเรียบเฉยดุจเดิมก่อนจะเหยียบคันเร่งเพื่อเคลื่อนรถออกไปจากที่แห่งนั้นโดยมิทันได้สังเกตว่าห่างออกไปใต้เงาไม้อีกฟากถนนมีรถเก๋งอีกคันจอดนิ่งอยู่

“ไอ้คิน!....แกนี่มันร้ายไม่ใช่เล่น พาผู้หญิงมาหาความสุขถึงที่นี่เลยหรือวะนี่”

เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงเลื่อนปิดบานกระจกติดฟิล์มดำสนิทขึ้นพลางดึงมือถือกลับมากดดูภาพที่บันทึกไว้ รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากเจ้าของเสียงเมื่ออีกคนที่นั่งข้างๆ ชะโงกหน้าเข้ามาดู

“เฮ้ย!....นี่มันใครกันวะ....ไม่ใช่ยัยพราวพิลาศนี่หว่า แต่ดูคุ้นๆ นะ”

“จะใครก็ช่าง......นี่ถ้าวันนี้ฉันกับแกไม่โดดเรียนมาแถวนี้จะได้รูปเจ๋งๆ ไปฝากแฟนมันเรอะ....อนาคิน...ไอ้เพื่อนจอมหยิ่ง อยากรู้นักว่าถ้ายัยพราวเห็นรูปพวกนี้มันจะแก้ตัวกับแฟนมันว่ายังไง”

“โรงแรมแถวนี้มันเต็มรึไงวะถึงต้องมาทำอะไรกันในรถ แต่......ดูยังไง๊ก็ไม่เห็นจะเซ็กซี่เหมือนยัยพราว รึหน้าจืดๆ แบบนี้สเป็คของมันวะ”

“ใครจะไปรู้.....ยัยพราวอาจจะจืดยิ่งกว่ายัยนี่ก็เป็นได้......ไอ้คิน.....ฉันน่ะหมั่นไส้มันมาตั้งนานแล้ว ไอ้พวกรูปหล่อพ่อรวย เห็นว่าเป็นนักกีฬามหาลัยหน่อยทำเป็นยโสอวดดี ถ้ารูปพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชื่อเสียงของมันคงได้ขจรขจายยิ่งกว่าที่มันเป็นนักกีฬาว่ายน้ำแน่ๆ”

“เรื่องเลวล่ะไม่มีใครเกินราเชนกับเรืองยศ ฉันอยากเห็นหน้าหล่อๆ ของเทพบุตรเวลาถอดสีว่ะ”

เสียงหัวเราะของคนทั้งคู่ดังขึ้นก่อนคนขับจะพารถคู่ใจแล่นตามออกไป

 

            “เฮ้ย!....ไอ้คิน......ค่ำแล้วทำไมยังไม่กลับวะ โค้ชให้แกซ้อมว่ายน้ำต่อรึไง”

            เสียงตะโกนดังมาจากด้านหนึ่งของสระว่ายน้ำขณะที่ร่างสูงใหญ่กำยำสวมเพียงกางเกงและแว่นตาสำหรับว่ายน้ำพุ่งตัวเข้าถึงขอบสระพอดี รอบๆ บริเวณสระในยามย่ำค่ำดูหงอยเหงามีเพียงอนาคินที่ดำผุดดำว่ายอยู่นานตั้งแต่บ่ายคล้อยจนถึงตอนนี้ที่ไม่เหลือใครอยู่แล้วนอกจากเขาและธัชชัยเพื่อนคณะเดียวกัน

            “จะไม่ฟิตไปหน่อยเร้อ.....ยังไงแกก็ได้ไปแข่งระดับชาติอยู่แล้ว”

            ชายหนุ่มร่างสันทัดพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะที่อนาคินปีนขึ้นมานั่งบนขอบสระ

            “ฉันขี้เกียจกลับบ้าน....คืนนี้พ่อฉันจัดงานเลี้ยง”

            ว่าพลางดึงแว่นตาออกเมื่อธัชชัยทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“ก็เลยมาว่ายน้ำบ้าอยู่คนเดียว เป็นตะคริวตายใครจะช่วย.....แล้วเขาเลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไร”

“ต้อนรับแม่ใหม่”

“อะไรวะ!.......ไม่เห็นจะรู้เลย พ่อแกแต่งงานใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันตกข่าวนักธุรกิจใหญ่อย่างพ่อแกไปได้ยังไง”

“ไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน ก็แค่คนแก่ขี้เหงาอยากมีเพื่อนคุย”

“ไอ้คิน.....เมื่อไหร่แกจะหายโกรธพ่อแกเรื่องในอดีตซะที เค้าก็อายุมากขึ้นทุกวัน แถมมีแกเป็นลูกคนเดียว กิจการที่เค้าสร้างขึ้นมายังไงแกก็ต้องเข้าไปรับช่วงต่อ รึแกไม่พอใจวะที่เขามีคนใหม่เข้ามาอยู่ร่วมเป็นครอบครัวเดียวกับแก”

อนาคินทอดถอนใจก่อนหลับตาลงเพื่อรำลึกถึงภาพในอดีต ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือนมันลงได้ เขายังมองเห็นตัวเองในวัยสิบขวบนั่งบนเบาะหลังภายในรถคันหรู ได้ยินเสียงของบิดามารดาโต้เถียงกันเผ็ดร้อนก่อนที่รถซึ่งมีเขานั่งไปด้วยจะเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง

 เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งเขามองเห็นแต่ใบหน้าของบิดาที่หลั่งน้ำตาพร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อเขานับครั้งไม่ถ้วน อนาคินรู้เพียงว่านับแต่บัดนั้นสตรีซึ่งเคยมองเขาด้วยแววตาอันอ่อนโยนและคอยปลอบใจยามอ้างว้างได้จากเขาไปอยู่ในที่ๆ เขามิอาจไขว่คว้าได้ถึงเสียแล้ว

“ถ้าวันนั้น......พ่อฉันไม่ทะเลาะกับแม่ ถ้าวันนั้น......พ่อฉันระวังมากกว่านั้นสักนิด ก็คงไม่ต้องมีใครก็ไม่รู้.....เข้ามาแทนที่แม่ของฉัน”

 

ร่างสูงสง่าในชุดนักศึกษาพลิกดูนาฬิกาข้อมือหน้าปัดกลมเรือนใหญ่บอกเวลาขณะนี้ล่วงเข้าไปสามทุ่มแล้ว อนาคินนิ่งมองไปยังประตูรั้วอัลลอยด์ผ่านกระจกหน้ารถซึ่งเลยเข้าไปด้านในที่สนามหญ้าหน้าบ้านหลังใหญ่โตราวคฤหาสน์มีแสงไฟหลากสีส่องสว่างบอกให้รู้ว่างานเลี้ยงยังคงดำเนินอยู่

 ดวงตายาวรีสาดประกายแห่งความชิงชังรังเกียจและความแหนงหน่ายจนแทบไม่ปรารถนาจะย่างกรายเข้าไปหลังรั้วนั่น หากแต่ที่นี่คือบ้านของเขา.......แม้จากนี้ไปจะต้องอยู่ร่วมใต้ชายคาเดียวกับคนแปลกหน้าอีกสองคน

มุจลินทร์......

หญิงสาวที่มีแววตาอ่อนโยนเฉกเดียวกับใครคนหนึ่งที่ยังเห็นภาพเงาฝังลึกอยู่ภายใต้จิตสำนึกที่ยังโหยหา หากเขาเกลียดเธอใยหัวใจดวงนั้นจึงยังประหวัดถึงในทุกนาที เขาควรเข้มแข็งมากกว่านี้และควรต้องกล้าเผชิญหน้า

ความนึกคิดนั้นเกิดขึ้นโดยชายหนุ่มยังมิทันได้รู้สึกถึงสัมผัสอันรัดรึงที่เหนี่ยวรั้งสำนึกอันแข็งกระด้างให้เริ่มอ่อนยวบลง ที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจพารถเข้าไปจอดในโรงที่มีรถจอดอยู่นับสิบคัน

“อนาคิน!........ทำไมแกเพิ่งมา”

เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานชัดของชายวัยกลางคนภายใต้สูทภูมิฐานดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มก้าวลงจากรถ

“ผมต้องฝึกซ้อมว่ายน้ำ.....เตรียมตัวแข่งระดับประเทศ”

“แต่งานของพ่อแกไม่มีความสำคัญรึไง แค่สละเวลาเล็กน้อยเพื่อฉัน”

“มีคนที่เขาสละเวลาให้พ่อตั้งเยอะแยะ......เวลาของผมคงไม่จำเป็น ผมเหนื่อย อยากนอน”

เจ้าของร่างสูงใหญ่ก้มลงหยิบกระเป๋าเป้ในรถออกมาก่อนจะเหวี่ยงไว้บนบ่าและทำท่าจะเดินออกจากที่นั้นอย่างไม่แยแส

“อนาคิน....”

อนันต์เรียกบุตรชายอีกครั้ง น้ำเสียงที่อ่อนลงจากเมื่อครู่ทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่งทั้งที่ยังหันหลังให้

“อนาคิน....พ่อไม่ว่าแกหรอกนะ ถ้าแกจะยังโกรธพ่อ.....เรื่องแม่ของแก....แต่ฉันอยากให้แกรู้ว่าพ่อรักแกมาก....และมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่พ่ออยากขอร้องแก ตอนนี้แกอาจยังทำใจไม่ได้เรื่องคุณณัฐญาณี พ่ออยากให้แก....เอ่อ....ใช้เวลาทำความเข้าใจเขาสักนิด รวมถึง....หนูมุจลินทร์ น้องสาวของแกด้วย แล้วพ่อจะไม่ร้องขอเรื่องอื่นจากแกเลย”

ชายวัยกลางคนมองแผ่นหลังบุตรชายอย่างมีความหวัง....หวังว่า อนาคินผู้ถือดีจะยอมรับฟังเขาบ้างแม้เพียงน้อย หากทว่าความเงียบคือคำตอบของชายหนุ่มหัวขบถอยู่เสมอและอนันต์รู้ดีว่าลูกชายคนเดียวจะไม่ยอมพูดอะไรนอกจากทิ้งขาให้ยืนมองตามไปด้วยความอึดอัดใจซึ่งนั่นเท่ากับเป็นสัญญาณอันตรายนักสำหรับผู้เป็นบิดาเช่นเขา

อนาคินเดินลัดเข้าไปทางด้านข้างตัวบ้านที่ใหญ่โตราวคฤหาสน์ เขาหันกลับไปมองแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานเลี้ยงต้อนรับคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้าน....ณัฐญาณีที่ยามนี้กำลังยืนพูดคุยอยู่กับแขกรวมทั้งบิดาที่เพิ่งเดินตามเข้าไปสมทบ

หญิงวัยสี่สิบกว่าในชุดกระโปรงผ้าไหมปักเลื่อมหรูหราดูช่างเฉิดฉายอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้มาร่วมชื่นชมความสุขสมหวังแม้เป็นการเริ่มต้นครั้งที่สอง หากแต่ไม่มีวี่แววของผู้หญิงอีกคนที่เขาก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมต้องหงุดหงิดที่มองไม่เห็นเธออยู่ในที่แห่งนั้น ชายหนุ่มก้าวช้าๆ ผ่านห้องทางด้านหลังและกำลังจะผ่านเข้าไปถึงบันไดภายในห้องโถงใหญ่หากไม่แว่วได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากอีกห้องหนึ่งเสียก่อน

“ลินสวยมากเลยนะคืนนี้......เพชรนึกว่านางฟ้าหล่นลงมาจากสวรรค์”

เพชรภูมิในเชิ้ตขาวเรียบกางเกงเดนิมและรองเท้าสีเดียวกันนั่งบนโซฟาบุนวมอันหรูหราด้วยท่าทีสบายๆ เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ดวงตาอันนุ่มนวลทว่าฉายประกายคมปลาบจ้องมองไปยังร่างบอบบางซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกัน คืนนี้มุจลินทร์ในชุดราตรีสายเดี่ยวสีฟ้าเทอควอยซ์ดูช่างงดงามภายใต้แชนเดอเลีย (โคมไฟระย้า) ขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่ใจกลางบนเพดานห้อง

“เพชรพูดเกินไปแล้ว.....ลินก็เป็นของลินแบบนี้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย”

“ลินพิเศษเสมอสำหรับเพชร เพชรพูดจริงๆ นะ”

“ลินชวนเพชรมานั่งเล่นที่นี่เพราะเบื่อข้างนอกวุ่นวาย ไม่ได้ให้เพชรมานั่งสรรหาคำพูดชมลินไม่หยุดแบบนี้นี่”

“เมื่อไหร่ลินจะใจอ่อนบ้าง ยิ่งตอนนี้ลินจะมีพี่ชายอีกคน เขาจะหวงน้องสาวที่น่ารักอย่างลินรึเปล่า”

มุจลินทร์นิ่งไปชั่วครู่ แววตาคู่นั้นหม่นแสงลงและมันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ว่าคำพูดบางคำมีอิทธิพลต่อความรู้สึกบางอย่างของผู้ฟัง

“ลินเป็นอะไรรึเปล่า....ลินบอกเพชรได้มั้ย”

“ไม่มีอะไรหรอกเพชร ลินสบายดี ลินมาอยู่กับแม่ที่นี่คุณลุงอนันต์ก็ต้อนรับดีมาก”

“รวมทั้งลูกชายของเขาด้วยรึเปล่า”

มุจลินทร์ยิ้มแห้งๆ แทนคำตอบ เพชรภูมิขยับตัวเพื่อเข้ามานั่งใกล้หญิงสาวก่อนจะกอบกุมมือเรียวบางไว้อย่างอ่อนโยน

“ลินมีอะไรไม่สบายใจต้องบอกเพชร....เพชรเป็นห่วงลินเสมอและจะไม่มีวันทิ้งลินไปไหน”

ชายหนุ่มบีบมือหญิงสาวและจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ความห่วงหาอาทรที่เพชรภูมิมีให้มุจลินทร์รู้สึกซึ้งใจเสมอ นอกจากหนูนาเพื่อนร่วมคณะแล้วเธอก็ยังมีเขาอีกคนที่คอยอยู่เคียงข้างในเวลาทุกข์ใจ ทว่าความเป็นเพื่อนกลับยังคงแนบแน่นและมิอาจแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

แม้เพชรภูมิหวังจะข้ามกำแพงแห่งความรู้สึกเพื่อเข้าไปอยู่ในหัวใจดวงนั้นก็ยังยากนักที่จะก้าวล่วงเข้าไปยังดินแดนที่ชายหนุ่มปรารถนาจะได้เห็น ความเงียบคงอยู่ได้ไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เพชรภูมิปล่อยมือหญิงสาวแล้วหยิบอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ส่งเสียงขัดจังหวะจากกระเป๋าเสื้อเพื่อกดรับสาย

“ลิน....ป๊าจะกลับแล้ว เดี๋ยวเพชรต้องไปส่งท่านก่อน เจอกันที่มหาลัยพรุ่งนี้นะ”

ชายหนุ่มหันมาบอกหญิงสาวขณะหย่อนโทรศัพท์เครื่องบางลงในกระเป๋าเสื้อก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปทั้งที่ใบหน้ายังบ่งบอกความเสียดาย มุจลินทร์ถอนใจเบาๆ แล้วลุกจากโซฟาอันอ่อนนุ่มเพื่อจะยืนเหม่อมองไปข้างนอก มารดาของเธอยังพูดคุยกับแขกเหรื่อไม่เสร็จสิ้นโดยง่ายและเธอก็คงต้องรอจนกว่าแขกจะกลับหมด

และเป็นคืนแรกที่เธอเข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่โตอลังการหลังนี้ บ้านที่มีผู้ชายคนนั้นอยู่ด้วยในฐานะพี่ชายของเธอ ชั่วอึดใจหญิงสาวกลับรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ มุจลินทร์หันหลังกลับไปยังประตูโค้งอีกด้านหนึ่งของห้องเพื่อที่จะพบว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ที่ตรงนั้น

“คุณอนาคิน!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


สนุกมาด
โดย Anonymous | 3 years, 6 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha