เรณุการ้อนรัก

โดย: อัณณากานต์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : ช่างไฟในห้องเก็บของ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


        “พอร์ชหายไปเลยเนอะ” ทั้งคู่นั่งกินอาหารเช้าด้วยกันที่ร้านแถวหน้าบริษัท พอร์ช ธีแล้วก็เธอไปดื่มด้วยกันสองครั้งยิ่งรู้จักกันก็ยิ่งคุยกันถูกคอแต่น่าแปลกมากที่ติดต่อเขาไม่ได้มาสามวันแล้ว ตอนแรกโทรติดแต่ไม่รับสายวันที่สองปิดเครื่องทั้งวันพอวันที่สามกลับมาเปิดเครื่องแต่ก็ไม่รับเหมือนเดิม ปกติช่วงที่เครื่องปิดไว้มันต้องมีข้อความแจ้งว่าใครโทรเข้ามาบ้างแต่พอร์ชก็ไม่โทรกลับ

        “นั่นสิเขาเป็นผู้บริหารทำไมปิดเครื่องทั้งวัน มันน่าแปลกนะ” ธนูลักษณ์ก็คิดเหมือนกันว่ามันมีอะไรบางอย่าง

        “ล่าสุดบอกว่าจะไปสัมมนาใช่ป่ะ นั่นก็น่าจะวันแรกที่ยังเปิดเครื่องอยู่” เรณุกาลำดับเหตุการณ์อีกครั้ง

        “อืม ใช่ๆ วันนั้นไปสัมมนาที่ลำพูนแต่เห็นว่าจะไปแค่สองวันไม่ใช่หรอ” ชายหนุ่มหันมาถามเพื่อนที่ก็ไม่มีคำตอบให้เหมือนกัน

        “อาจจะได้ที่ทำไร่แล้วมั้งเลยอยู่คุยรายละเอียด” เรณุกาเดาเอา

        “หรืออาจจะได้สาวถูกใจเลยอยู่ซอย เอ๊ย ! กินข้าวซอยต่อ” ธนูลักษณ์บอกอีกสมมติฐาน

        “อันนี้น่าจะเป็นไปได้สุด” ทั้งสองคนชนแก้วกาแฟแล้วดื่มหมดแก้ว ไอ้นิสัยหมดแก้วเนี่ยมันติดมาจากตอนไปผับอ่ะนะ

        “ไปก่อนนะธีเจอกันพรุ่งนี้เลยมั้ง” วันนี้เธอต้องไปเป็นพิธีกรจำเป็นให้งานออกร้านเล็กๆ ของบริษัท ความจริงจ้างพริตตี้หรือเอ็มซีจากข้างนอกก็ได้แต่บอสบอกว่าจะไปจ้างคนอื่นที่ไม่รู้จักสินค้าของเราทำไมจ้างมาแล้วก็ต้องให้คนไปบรีฟงานให้อีกซ้ำซ้อนเสียเวลาเปล่าๆ

        “เอาเงินที่ต้องจ่ายพริตตี้มาจ่ายให้เลขาคนสวยของบอสดีกว่า” ภาคินัยบอกเรณุกาเมื่อหลายคืนก่อน

        งานในส่วนของเธอเริ่มตอนเที่ยงไปเตรียมตัวก็คงแค่ไม่กี่นาทีแต่ก็ไม่รู้จะอยู่ทำอะไรที่ออฟฟิศเหมือนกันเพราะบอสไปประชุมต่างประเทศเธอเลยตัดสินใจว่าไปดูหน้างานฆ่าเวลาดีกว่าเผื่อได้ช้อปปิ้งอะไรเพลินๆ

        “ว้าว ไม่น่าเชื่อนะเนี่ยว่าตอนไม่มีคนจะดูวังเวงขนาดนี้” เรณุกาเดินเข้าไปในฮอลล์ขนาดย่อมก็ไม่พบใครเลยเธอคงมาเช้าไปจริงๆ พอไปที่ซุ้มของบริษัททุกอย่างก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้วเพราะหน่วยเซทสถานที่เข้ามาทำตั้งแต่เมื่อวาน

        “โครม” เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาไกลๆ ทำให้เธอสะดุ้งโหยงทันทีและถ้าหูไม่ฝาดเธอได้ยินเสียงร้องคนบ่นอะไรสักอย่างด้วยความขัดใจ

        “คุณคะเป็นอะไรมากไหม” ในที่สุดก็เจอต้นเสียงผู้ชายคนนึงนั่งอยู่บนพื้นและน่าจะเป็นทีมงานเหมือนเธอเพราะติดป้ายแข็งๆ ไว้ที่หน้าอกเหมือนกัน

        “ไม่เป็นไรมากครับผมแค่พลาดตกลงมาเฉยๆ พริตตี้ห้องแต่งตัวอยู่ด้านนั้นครับประตูที่สอง”

        “ฉันไม่ใช่พริตตี้ค่ะเป็นพนักงานของบริษัทมาแนะนำสินค้าเฉยๆ คุณลุกไหวไหม”

        “ไหวครับ” ปากตอบว่าไหวแต่พอยันแขนลงพื้นกลับเจ็บจนน้ำตาเล็ด

        “ฉันช่วยดีกว่า” เรณุกาฉุดแขนผู้ชายตัวโตแบบเก้ๆ กังๆ เพราะเขาตัวหนักน่าดูแต่ถ้าให้มองผ่านไปเธอก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนี้เลยสักคน

        “ไปโรงพยาบาลไหมคะ”

        “ไม่เป็นไรครับในห้องไฟมียาสามัญอยู่ ทายาหม่องก็คงหาย”

        “เอ่อ ดูแล้วมันไม่น่าจะหายนะ”

        “ไม่หายก็ต้องหายครับวันนี้ผมรับงานช่วงเช้าคนเดียวเพราะเพื่อนอีกสองคนติดธุระ”

        “งั้น ฉันช่วยพาไปแล้วกันค่ะ คุณชื่ออะไรคะ”

        “เต้ครับ”

        “ฉันชื่อแอนนี่ค่ะ ค่อยๆ เดินนะ” เรณุกาประคองผู้ชายร่างใหญ่เดินไปช้าๆ แล้วก็อดใจเต้นแรงไม่ได้ทำไมผู้ชายทุกคนที่เธอเข้าใกล้ต้องน่ากินไปซะหมด

        ห้องไฟคือห้องสี่เหลี่ยมโล่งๆ มีอุปกรณ์ต่างๆ วางไว้เกะกะตามทางเต็มไปหมดแต่ที่มีเยอะสุดเห็นจะเป็นบันไดแบบพับที่มีอยู่ถึงห้าอันถ้านับตรงที่เต้พลาดตกลงมาก็หกอันพอดี

        “นี่ค่ะ” เรณุกายื่นตลับยาหม่องให้ พ่อหนุ่มช่างไฟก็รับไปทาตรงแขนแล้วก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ

        “ฉันทาให้ไหมแล้วก็ถอดเสื้อดีกว่าไหมคะจะได้ทาสะดวกๆ” เต้ก็คิดแบบนั้นแต่การจะมาถอดผ้าต่อหน้าผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักมันคงไม่ดีนัก

        “ล่ำมาก ช่างไฟจำเป็นต้องหล่อขนาดนี้ไหม” เรณุกาพูดอยู่ในใจ ให้ตายเถอะเธอเป็นโรคแพ้ซิกแพค

        “ขอบคุณครับ” หญิงสาวร่างสูงโปร่งทายาหม่องให้จนทั่วสีข้างความแสบร้อนช่วยบรรเทาอาการลงไปได้เยอะทีเดียว

        “นี่เอาไว้ทำอะไรหรอคะ” เรณุกาแกล้งถามเพราะมีแผนการร้ายกาจอยู่ในใจ

        “อ้อ เอาไว้ให้พวกพริตตี้ยืนครับหรือไม่ก็ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่แบบคุณไม่ต้องใช้หรอกสูงขนาดนี้” เต้อธิบายประโยชน์ของแท่นบันไดแบบสามขั้นให้หญิงสาวหน้าคมฟัง

        “แล้วมันแข็งแรงไหมคะ” เรณุกาถามและทำหน้าให้สงสัยหนักมากขึ้นไปอีก

        “แข็งแรงครับ ไม่เชื่อก็ดูได้เลยขย่มขนาดนี้ยังไม่เขยื้อนสักนิด” เต้นั่งแล้วขย่มตัวแรงๆ หลายทีเพื่อโชว์ว่ามันปลอดภัยและแข็งแรงจริงๆ

        “แล้วถ้าสองคนช่วยกันขย่มมันจะรับไหวไหมคะ” เธอไปหยุดห่างเต้แค่เพียงหนึ่งก้าว ดวงตาคู่สวยมองไปทั่วร่างกำยำ

        “ก็คงต้องลองดูครับ”

        เต้นั่งอยู่ขั้นบันไดบนสุดเรณุกาจึงคุกเข่าอยู่ที่ขั้นแรก สองมือเรียวๆ รูดซิกางเกงยีนลงมาแล้วปลดปล่อยเจ้าตัวร้ายให้เป็นอิสระลิปสติกสีแดงสดเปรอะไปทั่วท่อนเนื้อของอีกฝ่าย ผ่านไปไม่กี่นาทีอาวุธคู่กายของช่างไฟสุดฮอทก็พร้อมปฏิบัติการ เรณุกาเอื้อมไปหยิบถุงยางที่มีติดกระเป๋าตลอดเวลาออกมาสวมด้วยความว่องไว

        “อ๊า” ทั้งคู่ระบายความเสียวออกมาเป็นเสียงครางพร้อมกัน เรณุกาทดสอบความแข็งแรงของขั้นบันไดด้วยการขย่มตัวขึ้นลงบนตักของเต้อย่างเอาเป็นเอาตายส่วนพ่อช่างไฟก็ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟซะอีก ความเจ็บตรงสีข้างไม่ได้ทำให้แรงของพ่อรูปหล่อตกสักนิด

        “ซี๊ดดด อ๊า” เต้จับเอวของหญิงสาวไว้เพื่อควบคุมจังหวะให้หนักแน่นกว่าเดิม

        “พั่บ พั่บ พั่บ” เสียงเนื้อกระแทกเนื้อดังลั่นห้องและเกมรักด่วนจี๋ก็ใกล้จะจบลงแล้วทั้งคู่รู้ว่ามันเสี่ยงมากจึงต้องรีบทำเวลา

        “อ๊า ใกล้รึยัง” เต้ถามหญิงสาว

        “อืม ใกล้แล้ว อีกนิด นิดเดียว” เรณุกาอัดเต้านมใส่ปากของเต้ สองมือของเธอขยี้ผมของเขาจนยุ่งเหยิงไปหมด

        “อ๊ะ อืมมมม” เลขาสาวผ่อนลมหายใจออกมากระชั้นถี่ ร่างเพรียวบางกระตุกสั่นอยู่บนตักของช่างไฟที่กำลังระเบิดเพลงรักชุดสุดท้าย

        “โอ๊วววว” สุดหล่อกระหน่ำแทงท่อนเนื้อจนน้ำรักพุ่งกระฉูดออกมาแต่เขาก็ยังคามันไว้แบบนั้น

        “อืม เต้” เรณุกายังคงนั่งอยู่บนตักของเขา ริมฝีปากร้อนๆ ระดมจูบไปทั่วเต้า

        “อีกรอบได้ไหม” ชายหนุ่มถามเสียงสั่นพร่า เรณุกาตอบด้วยการพยักหน้าความคิดว่าต้องรีบเมื่อกี้หายไปหมดสิ้น

        เต้ยืนขึ้นแล้วจับขาเรียวๆ ของหญิงสาวเกี่ยวไว้ด้านหลัง เรณุการีบคว้าคอของเขาไว้แน่นทันทีเพราะไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนมาทำท่านี้

        “อ๊ะ ตะ เต้”

        “โอ๊ววว โคตรเสียวเลย” ชายหนุ่มเผลอตัวสบถออกมายิ่งทำให้เรณุกามีอารมณ์มากขึ้นไปอีก เมื่อจบท่าลิงอุ้มแตงเต้ก็วางเธอลงกับพื้นแล้วต่อด้วยท่ามิชชันนารี่อันแสนล้ำลึก เธอกับเขาใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้วจบแต้มที่สามต่อสามเสมอกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha