เรือนรักเรือนเสน่หา (เรือนคุณพระ)

โดย: ชนิตร์นันท์ / จำปาลาว / Mrs.Lily



ตอนที่ 12 : วิวาห์จำยอม 1


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ ๓

วิวาห์จำยอม

          เสียงมโหรีบรรเลงท่วงทำนองตับวิวาห์พระสมุทรและต่อด้วยแขกมอญบางขุนพรหม ทำให้คนที่นั่งนิ่งอยู่ในห้องถึงกับเกร็งไปถึงแนวสันหลัง เพราะทั้งเสียงผู้คนจากด้านนอกและเสียงดนตรีขับกล่อมดังไปทั่วทั้งเรือน ยืนยันได้ว่างานมงคลในวันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเวลาที่สำคัญ

          บุษบามองผ่านบานหน้าที่กรุผ้าม่านเป็นลูกไม้สีชมพูเอาไว้ ใจจริงหล่อนอยากจะเดินออกไปดูว่าเสียงขันหมากที่โห่มานั้นมีใครมาบ้าง ทว่าอาการหน่วงเหนี่ยวในอกกับร่างกายที่สั่นอย่างรู้สาเหตุ ก็ทำให้หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะลุกขึ้นจากตั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งนี้

          เสียงผู้ใหญ่ในบ้านเชื้อเชิญขบวนขันหมากดังมาก็ยิ่งทำให้บุษบาสั่นมากขึ้น ในยามนี้หล่อนอยากให้ใครสักคนเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วโอบกอดให้กำลังใจ หรือจริงๆ แล้ว หล่อนอยากลั่นดานปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามาได้ แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไง ในเมื่อวันนี้คืองานแต่งงานของหล่อนกับผู้ชายที่หล่อนไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ แต่ด้วยหน้าที่หล่อนจึงจำยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้

          แม้หล่อนจะถูกส่งไปเรียนกับกลุ่มสตรีต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในสยาม ได้เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่กุลสตรีสยามมีความกล้ามากขึ้น กล้าคิดกล้าแสดงออกและกล้าที่จะบอกความต้องการของตัวเองออกไป ดังนั้นกลุ่มสตรียุคใหม่จึงไม่นิยมการคลุมถุงชน เพราะหล่อนนั้นล้วนคิดว่าสตรีสยามมีปัญญาไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ หล่อนสามารถเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยได้ ดังเช่นแต่โบราณมาก็จะพบว่าสตรีนั้นอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุรุษทุกๆ สมัย ทว่าในยุคนี้สตรีมิได้จำเป็นต้องอยู่เบื้องหลังบุรุษอีกแล้ว

          ทว่าหล่อนกลับได้เรียนรู้ด้วยตนเองแล้วว่า แนวคิดนั้นใช้ไม่ได้กับครอบครัวส่วนใหญ่ อย่างเช่นหล่อนในเวลานี้ ที่สุดท้ายก็ต้องยอมแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักเพียง เพื่อความสบายใจของพ่อและเพื่อบอกตนเองว่าหล่อนกำลังทำหน้าที่ลูกที่ดี

          บุษบาปล่อยความคิดให้ดำดิ่งไปเมื่อเดือนก่อนเมื่อครั้งที่คุณพ่อและคุณย่าน้อยเรียกหล่อนเข้าพบ คำพูดของคุณพ่อแทบทำให้หัวใจหล่อนหยุดเต้น เมื่อท่านถามความสมัครใจว่าหล่อนยินดีที่จะแต่งงานกับพระวิจิตรดุริยางค์หรือไม่

          ในยามนั้นหล่อนอยากปฏิเสธเพราะเรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในความคิด ทว่าเหตุและผลของคุณย่าน้อยกลับทำให้หล่อนต้องชั่งใจและเก็บมาคิดให้ถ้วนถี่ เพราะหล่อนต้องไม่ลืมว่าหน้าที่ของลูกนั้นสำคัญกว่าหัวใจ ยามนั้นหล่อนเข้าใจหัวอกของแม่อุไรแล้ว ในยามที่ต้องเลือกหน้าที่มากกว่าหัวใจนั้นรู้สึกเช่นไร เมื่อหล่อนก็ต้องทำหน้าที่ของลูกเช่นกัน

          ‘คุณพ่อกับคุณย่าต้องการให้ลูกออกเรือนหรือคะ

          ‘พ่อไม่ได้ต้องการดอกแม่บุษ แต่พ่อมองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม และลูกก็อายุพอควรสำหรับการออกเรือนแล้ว หากนานกว่านี้ก็ไม่แคล้วจะเป็นเหมือนพี่ของลูก แม่บุษลองดูสิ ปีนี้แม่พิกุลก็อายุสามสิบห้าปีแล้ว ส่วนแม่ประยงค์ก็สามสิบสามปี อยู่เป็นสาวเทื้อคาเรือนกันทั้งคู่ และหากมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกคน เรือนพระนาฏกรรมฯ จากที่เคยมีลูกสาวสามใบเถา คงกลายเป็นสาวเทื้อสามใบเถาเป็นแน่

          ‘แค่คุณพ่อกลัวว่าลูกจะเป็นสาวเทื้อเหรอคะ ถึงอยากให้ลูกออกเรือนไปเสียให้ได้ ทั้งที่ลูกก็ไม่ได้รู้จักคุณพระวิจิตรฯ เลยสักนิด ยามนั้นหล่อนอยากจะร้องไห้ น้อยอกน้อยใจว่าคุณพ่อเกรงคำครหาของคนอื่น มากกว่าจะเห็นแก่ความสุขของหล่อน ทว่าเหตุผลของคุณพ่อกลับทำให้หล่อนต้องฟัง

          ‘นั่นคือเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ หากสิ้นพ่อ สิ้นคุณย่าน้อย แล้วเหลือเพียงลูกทั้งสามคน ยามนั้นบ้านเมืองจะเปลี่ยนไปอีกเท่าไรก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ถ้าลูกทั้งสามคนไม่มีหลักยึด ไม่มีผู้คุ้มครอง พ่อก็คงจะนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่

          ‘แต่บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะคะคุณพ่อ คุณพนักงานตำรวจก็มี แม้ลูก คุณพี่พิกุล คุณพี่ประยงค์ จะไม่ได้ออกเรือน แต่ลูกก็ดูแลกันได้นะคะ คุณพ่อสอนลูกให้พึ่งพาตัวเองเสมออย่าได้คิดพึ่งพาผู้ชาย แล้วเหตุใดวันนี้คุณพ่อถึงได้เห็นว่า ลูกควรจะออกเรือนเพื่อให้มีผู้ชายมาคุ้มครองเล่าคะ”

          ‘นั่นมันก่อนที่บ้านเมืองจะเป็นเยี่ยงนี้นะแม่บุษ ยามนั้นเพราะต้องการให้ลูกเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างที่เข้ามาในสยาม ให้ลูกรู้ภาษา รู้วิถีการใช้ชีวิตของพวกฝรั่งที่เข้ามา ให้ลูกไม่กลัวที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า พ่อจึงต้องสอนให้ลูกเก่งกล้า แต่ในยามนี้ เมื่อพ่อแก่ตัวลงก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่งที่รอเวลาผุพัง พ่อกลับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คิดทั้งหมดนั้นคือดีแล้ว ตั้งแต่มีสงครามพ่อแทบจะนอนหลับไม่เต็มตื่นเลยสักคืน พ่อกลัวไปหมด กลัวว่าหากพ่อไม่อยู่ แล้วลูกของพ่อโดนรังแก แม้ว่าแม่พิกุลจะเก่งกล้ารู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย ทว่านั่นก็เป็นแค่การพึ่งพาอาศัยไม่ใช่คนในครอบครัว ยิ่งแม่ประยงค์พ่อยิ่งห่วงหนักอย่างที่ลูกเห็นแม่ประยงค์นั้นอยู่แต่ในเรือนไม่เคยก้าวทันสิ่งที่สยามเปลี่ยนแปลง เรื่องใดก็ตามแม่ประยงค์ได้รู้ล่ากว่าคนอื่นเสมอ และตัวลูกแม่บุษ พ่อและคุณย่าน้อยปั้นลูกโดยหัวใจ ใคร่อยากเห็นแม่บุษบาของพ่อ งดงามเป็นแม่ศรีแม่เรือนกับชายที่คู่ควร ไม่ใช่ว่าพ่อจะเห็นชายสำคัญกว่าหญิงดอกนะ เพียงแต่เรือนหากขาดผู้ชาย คนไม่ดีทั้งหลายก็จะเอาเปรียบเสียได้ แม่บุษบาเข้าใจที่พ่อพูดไหมลูก

          ลูกเข้าใจค่ะคุณพ่อ แต่ลูก...

          ‘หรือลูกมีคนที่ลูกพึงใจอยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นพ่อก็จะได้วางใจว่าลูกจะมีคนดูแล บอกพ่อสิลูก ว่าเขาเป็นลูกบ้านใด ประกอบกิจการงาน หรือถือบรรดาศักดิ์ใดอยู่ พ่อจะได้ช่วยลูกดูว่าเหมาะว่าสมกันแล้วหรือไม่

          ‘ไม่ค่ะคุณพ่อ ลูกไม่มีใคร เพียงแต่ลูกยังอยากทำงาน และงานที่โรงละครก็สนุกมาก ลูกได้พูดคุยกับนายห้างหลายท่าน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านงานละครและบทบาทของสตรีสยามให้นายแหม่มของนายห้างเหล่านั้นด้วยค่ะ บางท่านก็ชักชวนให้ลูกไปทำงานด้วย เพราะเห็นว่าลูกน่าจะช่วยประสานงานค้าขายของเขาได้ ลูกจึงไม่อยากออกเรือน

          ในยามนั้นหล่อนจนใจที่จะหาสาเหตุมาตอบ ด้วยจะบอกคุณพ่อได้อย่างไรว่าผู้ชายที่หล่อนพึงใจนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ได้ หล่อนรู้แต่ว่าเขาเป็นหนึ่งในเจ้าพนักงานดนตรีของวงเครื่องสายฝรั่งหลวง แม้หล่อนจะทันสมัยร่ำเรียนภาษาฝรั่ง แต่หล่อนก็ยังเป็นสาวสยามเต็มตัว แค่พึงใจในตัวชายก่อนก็น่าอับอายพอแล้ว ถ้าคุณพ่อได้รู้ว่าระยะเวลาพึงใจนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ ๕ ปีก่อนด้วยล่ะก็ หล่อนคงจะถูกตำหนิที่แก่แดดแก่ลมไปแอบมอบหัวใจให้ผู้ชายก่อน

          ‘เยี่ยงนั้นรึแม่บุษ แต่พ่อไม่บังคับลูกดอกนะ ลูกลองตรองดูก็แล้วกัน เห็นควรเช่นไร วันพรุ่งค่อยมาบอกพ่อ สิ่งใดที่แม่บุษตัดสินใจแล้ว พ่อจะถือดีตามนั้นด้วย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha