เสน่หาเพลิงมายา

โดย: คีตะธารา



ตอนที่ 2 : หัวใจรำลึกรัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“คุณบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ แล้วเพราะอะไรถึงต้องหนีผม แล้วทำไม ผมไม่เห็นคุณ จนกระทั่งผมเกือบจะขับรถเหยียบคุณ”

กานต์เฝ้าถามตัวเองอยู่นานแม้เขาจะขับรถเข้ามาในบ้านนานแล้วก็ตาม สายตาของเขายังมองดูที่ผ้าคลุมหน้าของเธอ พร้อมกับพยายามคิดทบทวนว่าเพราะอะไรเขาจึงไม่เห็นเธอ ทำไมถึงเห็นเธอเอาตอนเกือบจะเหยียบเธอ

หรือเธอไม่ใช่คน จงใจให้เขาเห็นเพียงแค่แวบเดียว หากเป็นอย่างนั้นแล้วเพราะอะไรถึงฝากผ้าคลุมหน้าเอาไว้ แต่ที่ยิ่งกว่าสิ่งใดคือภาพใบหน้าของเธอที่เขาจดจำได้ไม่รู้ลืม ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา

                                               

“บาดเจ็บขนาดนี้ หนูควรไปหาหมอนะลูก”

แม่ชีรูปหนึ่งร้องบอกเธอ เมื่อเธอซมซานกลับไปยังวัด ทำให้เธอแปลกใจมากที่แม่ชีวัยหกสิบกว่าสามารถมองเห็นเธอได้

“แม่เห็นลูกหรือคะ”

เธอเอ่ยถามเบา ๆ ก่อนจะอธิษฐานกับลูกแก้วขอให้แม่ชีเห็นเธอ

“หนูอยู่ในวัดนี้มาหลายวันแล้ว ใบหน้าไม่สดใส แววตาเศร้าหมอง หนูคงจะมาจากดินแดนลี้ลับใช่ไหม”

มัชฌิมานิ่งอยู่ชั่วครู่ เพราะบาดเจ็บจนแทบทรงกายไม่อยู่ ทำให้เธอค่อย ๆ นั่งลงแล้วเอนหลังพิงโต๊ะตัวหนึ่งพร้อมกับระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะวางมือที่ไหล่เมื่อมันรู้สึกเจ็บเหมือนจะหัก และแสบอย่างมาก

“แม่เห็นหนูตั้งแต่ก้าวแรกที่หนูเข้ามาที่นี่แล้วละลูก”

แม่ชีถนอมศรีก้าวมาหยุดตรงหน้าเธอก่อนจะย่อกายลงนั่งพลางสำรวจมองดูสภาพของเธอที่บาดเจ็บอย่างหนัก

“ไปหาหมอเถอะลูก แม่จะพาไปเอง”

เธอยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“ไม่ได้หรอกค่ะ ลูกจะออกไปให้ใครเห็นไม่ได้ ถ้ามีคนเห็นลูกมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งลำบาก คนรอบข้างลูกก็จะลำบาก”

“แล้วหนูจะทนได้อย่างไร”

มัชฌิมาหยิบลูกแก้ววิเศษออกมาแล้วตั้งจิตอธิษฐาน จับลูกแก้วไล้มาตามที่เจ็บปวด มันเหมือนมีกระแสพลังที่พุ่งออกมารักษาอาการบาดเจ็บของเธอให้ทุเลาลงแทบทันที อีกทั้งบาดแผลที่เลือดไหลก็เลือนหายไป

แม่ชีถนอมศรีมองเห็นแล้วก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนก่อนจะหันหลังเตรียมก้าวออกไปจากกุฏิหลังเล็กนั้น แต่ทว่ามัชฌิมากลับคลานเข้าไปแล้วก้มลงกราบแทบพื้น

“ลูกต้องกราบขอโทษแม่ด้วยนะคะ ที่เข้ามาอยู่ในกุฏิของแม่โดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นเพราะว่าลูก”

“ช่างเถอะ อยู่ให้สบายนะลูก”

แม่ชีถนอมศรีพูดจบก็เตรียมก้าวออกไปจากประตู

“แม่ชีเจ้าขา บอกลูกได้ไหม ว่าใคร..”

“อย่าถามแม่เลยนะลูก ทุกคำตอบที่หนูสงสัย..อยู่ในตัวหนูแล้วลูก”

มัชฌิมาได้แต่มองทางด้านหลังของแม่ชีผู้ที่แววตานิ่งสงบ กิริยาสำรวมระวัง เธอรู้สึกสงสัยตั้งแต่ที่ท่านเห็นเธอ ในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็นแล้ว แสดงว่าแม่ชีท่านนี้ต้องไม่ธรรมดา ท่านจะต้องรู้แน่ ๆ ว่าใครคือคนที่เธอตามหา

“แม่ชีคะ”

มัชฌิมาร้องเรียกอีกครั้งแม้ลูกแก้ววิเศษจะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเธอให้ทุเลาได้ แต่ก็ไม่ได้หายสนิท ทำให้เธอยังไม่สะดวกในการเดินมากนัก

แต่เมื่อออกมาจากห้องพยายามเหลียวมองหาแม่ชีรูปนั้น เธอก็ไม่สามารถเห็นท่านอีก จากนั้นอีกหลายวันที่เธอพักฟื้นตัว ก็ไม่เห็นแม่ชีรูปนั้นผ่านมาให้เห็นอีกเลย ทำให้เธอร้อนรนอย่างมาก จึงออกจากกุฏิไปยังศาลาของวัด เพื่อมองหาแม่ชี แต่ได้พบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งอายุเกือบเจ็ดปี ท่านกำลังกวาดลานวัดอยู่

 

เธอก้มลงกราบท่านสามครั้งพร้อมพนมมือไหว้ แต่พระสงฆ์รูปนั้นก็ยังคงกวาดใบไม้อยู่เช่นเดิม ทำให้เธอรวบรวมความกล้าลุกเดินไปใกล้อีกนิดแล้วนั่งคุกเข่าลงพร้อมกับพนมมือ

“พระคุณท่านเจ้าขา ลูกมาหาแม่ชีรูปหนึ่งเจ้าค่ะ”

พระสงฆ์รูปนั้นฟังแล้วก็หยุดค่อย ๆ หันมาหาเธอ

“อย่าตามหาเลยนะโยม สิ่งที่โยมสงสัยและตามหา มีคำตอบอยู่ในตัวของโยม”

“หมายความว่าไงเจ้าคะ”

“อาตมาพูดกระจ่างแล้ว ไม่ว่าอาตมาหรือแม่ชีก็ไม่สามารถบอกโยมได้มากกว่านี้ หาคำตอบเองนะโยม ทุกอย่าง อยู่ในตัวของโยมแล้ว”

พระสงฆ์รูปนั้นท่านพูดจบก็กวาดใบไม้ของท่านต่อไป ทำให้เธอก้มลงกราบสามครั้งแล้วก้าวห่างออกมาด้วยความสงสัยที่ไม่อาจจะหาคำตอบได้ แต่ที่มั่นใจที่สุดคือเธอคงไม่สามารถหาใครคนนั้นจากที่วัดนี้ได้

แต่ทว่า ในบัดดลทำให้เธอนึกถึงใบหน้าสี่เหลี่ยมได้รูปที่หล่อเหลาของชายวัยสามสิบปีคนนั้น ชายที่มองเห็นใบหน้าของเธอเป็นคนแรก ด้วยประเพณีของคนเมืองลับนคร สาวพรหมจรรย์ที่เตรียมเข้าสู่พิธีบูชายัญหากมีชายใดได้เห็นใบหน้าของเธอก่อนทำพิธี หรือแม้แต่หญิงที่ได้กรีดเลือดอธิษฐานในปราสาทศักดิ์สิทธิ์ ชายใดได้เห็นหน้าเธอเป็นคนแรก ชายนั้นได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ และหญิงนั้นได้ชื่อเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว

“ผู้ชายคนนั้น..”

เธอระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อนึกได้ว่าผ้าคลุมหน้าของเธอปลิวไปหาเขา แล้วเขาได้มองเห็นใบหน้าของเธอเป็นคนแรก เพราะฉะนั้น ในชีวิตนี้ เธอจะไม่สามารถมีสามีหรือชายอื่นได้อีก นอกจากเขาเท่านั้น

“เขาคนนั้น..คือสามีของเรา”

เธอบอกตัวเอง แล้วก็ทำให้นึกถึงป้า ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่วัน คืนเพ็ญก็จะมาถึง ป้าของเธอจะถูกทรมาน หากเธอยังหาใครคนนั้นไม่พบ ป้าของเธอจะต้องเจ็บปวดเจียนขาดใจ

“ต้องไปหาเขา”

เธอเดินกลับมาที่กุฏิของแม่ชี แล้วครุ่นคิดว่าจะหาทางพบเขาได้อย่างไร

“ใช่แล้ว เราพบเขาใกล้ปราสาทแห่งนั้น ต้องไปรอเขาที่นั่น เขาต้องอยู่แถวนั้นอย่างแน่นอน”

มัชฌิมาคิดได้อย่างนั้นก็เฝ้ารอเวลาที่จะไปดักรอกานต์ยังบริเวณที่เธอถูกเขาขับรถชน

 

“เย็นนี้ดินเนอร์กันนะคะกานต์”

ไอลดามาหากานต์ที่บริษัท เจ้าหล่อนนั่งลงยังเท้าแขนเก้าอี้ตัวที่เขานั่ง พร้อมกับวางท่อนแขนพาดไปตามพนักเก้าอี้ แล้วเอนอกอวบแนบไปกับไหล่กว้างของเขา ก่อนจะยกมืออีกข้างลูบไล้ที่แผ่นอกของเขาเบา ๆ พลางกวาดสายตามองเครื่องหน้าที่คมเกลี้ยงหล่อสะอาดของเขาด้วยสายตาที่ชื่นชมและรักใคร่

“ตั้งแต่คุณกลับมา เรายังไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันเลยนะคะ ทำแต่งาน ก่อนหน้านี้คุณก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเรียน พอเรียนจบก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับรุ่นน้อง พอกลับมาเมืองไทยก็ทำแต่งานอีก”

เขาปิดคอมฯแล้วหันไปมองหน้าหล่อน พลางยิ้มเย็น

“งานที่บริษัทนี้ ผมให้คุณลุงท่านรับภาระหนักมานานมากแล้ว ตอนนี้ผมกลับมา ก็ต้องการจะสะสางให้เรียบร้อยกว่านี้สักหน่อย จากนั้นผมจึงจะสามารถหยุดพักได้บ้าง”

เพียงเท่านั้นเจ้าหล่อนก็ยิ้มหวานออกมา อาการปั้นปึ่งก็อันตรธานหายไปแทบสิ้น

“จริงหรือคะ แล้วอีกนานแค่ไหนคะว่าคุณจะว่าง”

“ประมาณสักสองปีครับ”

“อะไรนะ!

เพียงแค่ได้ยินคำตอบ เจ้าหล่อนลุกพรวดขึ้นยืนจ้องหน้าเขานิ่ง แต่เขากลับหัวเราะออกมาอย่างน่าฟัง

“กานต์คะ นี่ล้อเล่นอีกแล้วใช่ไหม มีเรื่องอะไรที่เป็นจริงเป็นจังบ้างคะ ไอเครียดอยู่นะคะ คุณทำแบบนี้เหมือนเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แล้วการที่ไอรอคุณตั้งหลายปี มันไม่มีความหมายเลยหรือคะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ คบหากับไอทำไมคะ ทำไมไม่เลิกกันไปตั้งแต่ไอยังเด็กกว่านี้”

เขาหมุนเก้าอี้มองหน้าหล่อนตรง ๆ รับฟังทุกคำพูดของหล่อน

“นี่ไอเกือบสามสิบแล้วนะคะ ไอรอคุณมาตั้งกี่ปี พอไอมีอายุมากขึ้นคุณก็จะถีบหัวส่งหรือคะ ทำแบบนี้ได้อย่างไรคะ หากจะทิ้งกันทำไมไม่ทิ้งตั้งแต่ไออายุน้อย ๆ ควงไออยู่ทำไม จับจองไอทำไมคะ หากคิดจะไม่จริงจังแบบนี้”

“พูดจบหรือยังครับ..หือ”

เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม นุ่มละมุน จนหัวใจของหล่อนอ่อนยวบลงกับความสุภาพของเขา ที่หล่อนทั้งรักและหวงแหนถึงขนาดตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า หากไม่ใช่ผู้ชายที่ชื่อกานต์คนนี้หล่อนจะไม่ยอมแต่งงานกับใครเป็นอันขาด

“อย่าโกรธเลยนะคนดี งานที่ผมต้องสะสางมีมากจริง ๆ ครับ มีความผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งระบบการบริหาร ทางตลาด มันปรวนแปรไปหมด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมมันเกิดเรื่องยุ่งยาก”

เขานิ่งไปชั่วครู่

“มันเหมือนบ้านที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานานเป็นปี น้ำ ไฟ ถูกตัด หญ้าขึ้นรกจนแทบมองไม่เห็นหลังคาบ้าน แต่..มีคนอยู่ในบ้าน..ทั้งที่มันเต็มไปด้วยฝุ่นและไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัย”

ไอลดามองหน้าเขาด้วยความฉงน

“คุณพูดอะไรของคุณคะกานต์”

“งานที่บริษัท มันชะงักไป เหมือนไม่มีการทำอะไรเลยเกือบปี ทุกอย่างเหมือนถูกช๊อตให้นิ่งสงบจนผมก็ตกใจ”

เขามองหน้าหล่อน

“สองปี ผมว่ามันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำกว่าผมจะทำตัวให้ว่าง”

“แล้วไหนว่าคุณลุงของคุณท่านดูแลงานที่บริษัทให้ไงคะ”

“ใช่ครับ ท่านดูแลให้ แต่ระยะหลังมานี่ ท่านป่วย ท่านส่งข่าวไปบอกผมว่าให้กลับบ้านเพื่อมาดูแลงาน”

“แล้วคุณก็กลับมา”

“ครับ จากนั้นอีกครึ่งปีกว่า ผมจึงได้กลับมา แต่ว่าคุณลุงท่านก็แข็งแรงดี น่าแปลกก็ตรงที่ งานบริษัทเหมือนถูกช๊อต”

ไอลดาผ่อนลมหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเดินเข้ามาหาเขา สอดมือมาเกาะแขนเขาแล้วมองหน้าเขา

“เร็วกว่านั้นได้ไหมคะ สองปีมันนานเกินไป”

“รอไม่ไหวหรือครับ”

หล่อนขว้างค้อนให้เขาเสียวงใหญ่

“ไม่อยากจะรอหรอกนะคะ หากไม่รัก”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha