เสน่หาเพลิงมายา

โดย: คีตะธารา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : พลังบริสุทธิ์ต้านพลังภูต


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เมื่อแม่สุภาวางสาย โทรศัพท์มือถือของกานต์ก็ดังขึ้น เขามองหน้าเธอพร้อมกับค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการขออนุญาต แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ

“ผม กานต์รับสายครับ”

“ไอเองนะคะกานต์”

“มีอะไรหรือครับ”

“ต้องมีด้วยหรือคะ แค่ไอคิดถึงคุณ”

กานต์ยิ้มเย็นก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะที่น่าฟัง ทำให้มัชฌิมาลอบมองดูใบหน้าและแววตาของเขา ยามที่เขาได้ยินเสียงในโทรศัพท์ ซึ่งเธอเดาว่าคนที่โทรมาต้องมีความสำคัญกับเขาอย่างมาก จึงทำให้ผู้ชายที่อบอุ่นคนนี้หัวเราะออกมาอย่างน่าฟัง

“ไอไปหาคุณนะคะ”

“อย่าเลยครับดึกมากแล้ว”

“ทำไมล่ะคะ ก็ไอคิดถึงคุณ หรือว่าคุณมีใครอยู่ด้วย เลยไม่อยากให้ไอไปหาคะ”

กานต์ตวัดสายตามามองหน้ามัชฌิมาที่รีบหลุบเปลือกตามองอาหารในจานของเธอ

“ไม่หรอกครับ ผมเองก็เหนื่อยมาทั้งวัน อยากจะพักผ่อน อย่าลำบากมาเลยนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหา ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

เขาพูดจบก็วางสายแล้วตักอาหารทานต่อ ทำให้ไอลดากำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ ผู้หญิงคนนั้นต้องมีความสำคัญกับเขาอย่างมาก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าโกหกหล่อนได้ เมื่อคิดอย่างนี้ทำให้ไอลดาไม่สามารถจะข่มตาให้หลับลงไปตลอดทั้งคืน

เช่นเดียวกับมัชฌิมา แม้จะรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน แต่เธอก็นอนมองไปยังปราสาทสีงาช้างนั้นโดยไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลย เพราะว่าเธอสามารถมาอยู่ใกล้ป้าของเธอแค่นี้ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือหล่อนออกมาได้ มันทำให้เธอเจ็บปวดใจอย่างหนัก

 

เมื่อมัชฌิมาได้มาอยู่ใกล้ ๆ ทำให้คำหยาดสามารถรับรู้ถึงกระแสพลังหนึ่งที่หล่อนคุ้นเคย และแน่ใจว่า ต้องมีอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับเมืองลับนคร แต่แล้วก็ทำให้หล่อนฉุกนึกถึงหลานสาวคนเดียวของหล่อน

“มัชฌิมา”

หล่อนเรียกชื่อของหลานออกมาเหมือนละเมอพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง แม้จะเจ็บปวดเจียนขาดใจกับบาดแผลที่ถูกทรมานอย่างสาหัสนั้น

“หรือเพราะมัชฌิมา ได้ถูกจับมาแล้ว โอ! ไม่ ขออย่าเป็นอย่างนั้นเลย”

คำหยาดหลับตานิ่งด้วยหัวใจที่เจ็บร้าว แม้ร่างกายภายนอกจะบอบช้ำอย่างสาหัสแต่เมื่อคิดว่าหลานสาวคนเดียวจะต้องตกอยู่ในอันตราย แล้วจะเป็นต้นเหตุให้มนต์ดำกลับเป็นมนุษย์แล้วสร้างเวรกรรมกับคนเมืองลับ หล่อนก็แทบบ้า

“ชุติมณี ดวงวิญญาณของท่านอยู่ที่ไหน ช่วยปกป้องคุ้มครองมัชฌิมาด้วยเถอะนะ ท่านเจ้าเมืองภพธรรม ขอท่านแผ่บารมีช่วยคุ้มกันธิดาของท่านให้รอดพ้นจากเงื้อมมือภูตมนต์ดำที่โหดร้ายตนนี้ด้วยเถิด”

คำหยาดพยายามยกมือพนมแล้วตั้งจิตอธิษฐานถึงบิดาและมารดาของมัชฌิมา เป็นเวลาเดียวกับที่รศยา เข้ามาที่นั่นพร้อมภูตบริวารของภูตมนต์ดำ

“เปิดประตูให้ข้า”

รศยาร้องสั่งภูตที่เตรียมวางอาหารไว้นอกกรงขัง

“มิมีคำสั่งจากนายท่าน”

“แต่ข้าเป็นเมีย หน้าที่ของพวกเจ้าคือทำตามคำสั่งข้า”

รศยาออกคำสั่งทำให้ภูตบริวารตนนั้นจำต้องเปิดประตูให้รศยาก้าวเข้าไปหาคำหยาดพร้อมถาดอาหาร

“ออกไปรอด้านนอก แล้วหากเจ้าพอมีไหวพริบอยู่บ้าง คงไม่บอกเรื่องนี้กับนายของเจ้าหรอกนะ”

รศยาหันกลับไปมองภูตบริวารตนนั้นเมื่อมันยอมก้าวออกไปแล้วคอยดูต้นทางให้ จากนั้นหล่อนก็ย่อกายลงนั่งพร้อมกับวางถาดอาหารไปตรงหน้าของคำหยาดที่ช้อนสายตามองหน้าหล่อน ก่อนจะเมินไปอีกทางแต่รศยากลับยื่นมือกระชากร่างของคำหยาดให้หันมามองหล่อน

“เจ้าต้องมองข้า คำหยาด เพราะเจ้า ทำให้ข้าต้องมีมลทิน เพราะเจ้าทำให้ข้ากลายเป็นคนชั่วร้าย”

“เจ้าพูดราวกับว่าเจ้าเป็นคนดีเสียนักหนา หากก่อนหน้านี้เจ้าไม่ผลักไสชุติมณีกับมัชฌิมาให้ออกมาพ้นจากเมืองลับนคร เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้เยี่ยงใด หาใช่เพราะข้าไม่ แต่เป็นเพราะเจ้า”

“ไม่จริง”

รศยาแผดเสียงก้องพร้อมกับจ้องมองใบหน้าของคำหยาดที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงสด

“หากไม่เพราะสตรีที่เจ้าเปรียบดังน้องสาวเจ้า หวังครอบครองท่านเจ้าเมืองเพียงคนเดียว ข้าหรือจะทำเยี่ยงนั้น แถมยังใช้ให้มัชฌิมาเรียกร้องความสนใจไปจนหมด ข้าไม่เคยได้รับความรักและการเหลียวแลเลยสักนิด”

“หากเจ้าไม่วางแผนเลวร้ายด้วยการบิดเบือนประเพณี ทำให้ท่านเจ้าเมืองตกหลุมพรางของเจ้า หลงเสน่ห์ของเจ้า ถูกเจ้ามอมเมาจนได้เสียเจ้า ความพินาศของเมืองลับคงไม่บังเกิด”

“ใครใช้ให้น้องสาวเจ้า แย่งท่านเจ้าเมืองไปจากข้าเล่า ราชินีของเมืองลับนคร มันควรเป็นของข้า”

“หากแต่หัวใจของท่านเจ้าเมืองมิมีเจ้าอยู่ เจ้าจักโทษใครได้เล่ารศยา”

คำหยาดเอ่ยออกมาแล้วหัวเราะเบา ๆ ทำให้รศยากำมือแน่นด้วยความชิงชัง เพราะสิ่งที่คำหยาดพูด มันคือความจริงซึ่งบางครั้งทำให้หล่อนอดที่จะโทษตัวเองเสียไม่ได้ ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นที่รักของชายที่หล่อนเฝ้ารักและหวังจะเป็นชายาของเขาแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อเขาไม่เลือกหล่อนก็ทำให้หล่อนหาทางที่จะไปอยู่กับเขา แม้จะเป็นที่สองก็ขอเพียงให้มีโอกาสอยู่กับเขา ทำให้หล่อนวางแผนทุกอย่างเพื่อจุดมุ่งหมายคือการได้เป็นชายาของท่านเจ้าเมืองภพธรรม บิดาของมัชฌิมา

“หากเจ้าสำนึกผิดบาปที่เคยทำไว้ ทำให้ต้องสูญเสียแม้ชายอันเป็นที่รักและทำให้แผ่นดินต้องมัวหมอง จงช่วยข้าออกไป เราต้องกลับเมืองลับนคร”

รศยามองหน้าคำหยาดแล้วเมินไปอีกทาง

“เจ้าคิดหรือว่าข้าใคร่ทำเช่นนี้ เจ้าคิดหรือว่าข้าอยากทำร้ายเจ้า ที่มีเชื้อสายคนเมืองลับนครเช่นเจ้า เจ้าคิดหรือว่า ข้าปรารถนาจะได้ชื่อว่า หญิงสองผัว แถมผัวที่สองมันคือภูต แล้วเป็นภูตที่เลวร้ายอย่างมนต์ดำ เจ้าคิดว่าข้าพอใจกระนั้นหรือคำหยาด”

คำหยาด ค่อย ๆ ช้อนสายตามองหน้ารศยาอีกครั้งนิ่งและนาน

“เพลานี้ เจ้าหาได้อยู่ภายใต้อาคมของภูตเลวนั่น ใยช้าอยู่เล่า”

“เจ้าคิดว่าเราจะออกไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ กระนั้นหรือ”

“หากมัชฌิมา มาที่นี่ ทุกอย่างต้องจบ หากมันได้ครอบครองมัชฌิมา หรือแม้แต่ได้เลือดของมัชฌิมา มันจักกลับกลายเป็นมนุษย์ มันจะกลับเมืองลับนคร ครอบครองที่นั่น ผู้คนจะเป็นเช่นไร”

รศยามองหน้าคำหยาด

“เหตุใดเจ้ามิปลิดชีพตนเองเสียเล่า มันจะได้จบ”

รศยาพูดจบก็เดินออกไปจากที่คุมขังแห่งนั้น ทิ้งให้คำหยาดได้แต่นั่งนิ่งด้วยอาการตรึกคิดอย่างที่รศยาบอก

“ใช่ เหตุใดข้ามิตายเสียเล่า ทุกอย่างจะได้จบ”

คำหยาดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะมองไปที่ถาดอาหาร

“เพียงข้าตายเท่านั้นเอง”

หล่อนหยิบช้อนมาถือไว้ พร้อมกับมองดูด้ามช้อน แล้วจับมาวางมาที่คอ แล้วเงื้อขึ้นกระแทกลงที่คอของตนเองอย่างแรง

“โอ๊ะ..”

หล่อนพยายามแข็งใจกระชากด้ามช้อนออกแล้วปักลงที่คออีกหลายครั้งหวังให้ตายสมใจ

“อะไรนั่น!

บริวารภูตของมนต์ดำที่เตรียมเข้ามาปิดกรงขังมองเห็น รีบถลาเข้ามาแย่งช้อนจากมือของคำหยาดแต่หล่อนก็ต่อสู้หมายจะเอาช้อนที่เปื้อนเลือดกลับมา เมื่อภูตตนนั้นแข็งแรงกว่าเพราะเป็นชาย ทำให้คำหยาดผลักร่างของมันแล้วถลาออกมาหมายจะวิ่งหนี แต่ไม่ว่าหล่อนจะวิ่งไปไกลแค่ไหน ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากบริเวณที่เป็นเหมือนที่คุมขังทรงกลมได้เลย

จนกระทั้งหล่อนมีความรู้สึกเหนื่อยอ่อนหมดเรี่ยวแรง ร่างบางที่ผ่ายผอมก็ทรุดฮวบลงแทบพื้น สถานที่นั้นเปลี่ยนเป็นห้องโถงกว้างที่มีกลิ่นอับชื้น เหม็นหืนจนสุดทน

 

“อยากตายกระนั้นคือคำหยาด คิดหนีไปจากที่นี่กระนั้นหรือ เพราะเหตุไรเล่า ข้าดูแลเจ้าอย่างดี ให้อาหารสามมื้อ สถานที่โอ่อ่าสวยงามออกเพียงนี้ ไยมิถูกใจเจ้าเล่า”

เสียงที่ดังอยู่เบื้องหน้า ทำให้ดวงตาที่ปรือจนเกือบปิดเพราะความเหนื่อยเพลียและอาการบาดเจ็บ ต้องลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะสั่นผวาเมื่อมองเห็นภูตมนต์ดำ ชายร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ผมเผ้ายาวรุงรังส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน มือเท้าใหญ่โต ดวงตาเบิกโพรงเป็นสีแดงฉานราวกับเหล็กถูกเผาด้วยไฟที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา

เนื้อตัวของมันมีเพียงผ้าผิวหยาบพันธนาการช่วงล่าง เผยให้เห็นแผนอกที่กว้างและหนา พุงพุ้ยโย้ออกมาด้านหน้า ลำตัวและผิวพรรณขรุขระหยาบกระด้างเป็นสีดำด่างอย่างน่าเกลียด น่ากลัว

“คิดหนีไปใยเล่า ในมิช้าข้าจักได้เป็นหลานเขยของเจ้า รอหน่อยมิเสียเวลาเท่าไหร่หรอกหนา..ท่านป้า”

ภูตมนต์ดำพูดจบก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้อง

“ฝันไปเถอะ ไม่มีวันที่มัชฌิมาหลานข้าจักลดตัวมาเกลือกกลั้วกับภูตชั้นต่ำอย่างเจ้า”

ภูตมนต์ดำยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันซี่ใหญ่ที่เรียงสลับกันลดหลั่นอย่างน่าเกลียด ดูเหลืองดำสลับกันอย่างน่าสะอิดสะเอียน

“เจ้าก็คอยดูสิ อย่าด่วนตายจากเสียก่อน แล้วเจ้าจะได้เห็นวันนั้น วันที่ข้าได้เป็นหลายเขยของเจ้า..ท่านป้า”

ภูตมนต์ดำพูดจบก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นก็เปลี่ยนร่างกลับกลายเป็นหม่อมราชวงศ์ชายระพี รัศมี จำรูญ ถึงแม้จะมีวัยถึงหกสิบห้าปี แต่ยังดูหนุ่มแน่นและหล่อเหลา ผิวพรรณสะอาดเอี่ยมหมดจด

“แม้แต่เมียรองของท่านเจ้าเมืองยังหลงเสน่ห์ข้า ใยหลานสาวของเจ้า จะมิมีโอกาสได้ซุกกายอยู่ในอกของข้าเล่า”

“เลว อย่าหวังเลย ดวงวิญญาณของท่านเจ้าเมืองจะคอยสาปแช่งเจ้า”

ภูตมนต์ดำแสยะยิ้ม ก่อนจะหันไปมองหน้าบริวารของมันที่รีบกรูกันเข้ามาจับร่างของคำหยาดเหวี่ยงไปยังมุมหนึ่ง แล้วกลับกลายเป็นกรงขังที่จองจำของหล่อนในหลายวันที่ผ่าน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักฉบับผู้ใหญ่ ที่คุณ ๆ สามารถอ่านได้อย่างอิสระ (25+)"

คีตะธารา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha