เสน่หานางไพร

โดย: กนกรส มาศอุไร



ตอนที่ 7 : Ep7 : ผู้ป่วยความจำเสื่อม (จบบท) nc+


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Ep7

 (ผู้ป่วยความจำเสื่อม)

 

 

ดวงตาใสแจ๋วมองคนป่วยอาการโคม่าด้วยอาการตื่นตะลึง เขารู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆหรือเนี่ย ทั้งที่อาการเขาไม่น่าจะหายภายในไม่กี่วันแท้ๆ เธอยังคอยนั่งเป็นกังวล กลัวเขาจะตายก่อนตาสยาของเธอจะกลับมาถึงเรือนนี้เสียด้วยซ้ำ

เหมือนมีปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านคงช่วยชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ไว้ ท่านคงไม่อยากให้ชายหนุ่มผู้นี้มานอนตายอยู่ในหมู่บ้านตะนาวขอเป็นแน่แท้

ดีใจจัง!

ขวัญไพรยิ้มกว้างให้เขา และด้วยอารามดีใจที่เห็นเขาฟื้นขึ้นมาได้เสียที หลังจากเธอต้องคอยเฝ้าเขาไม่คาดสายตามาหลายวัน ทั้งคอยพอกยาตามเนื้อตัวเขาป้องกันไม่ให้เนื้อสมุนไพรแห้งกรังติดแผล ทั้งคอยกรอกยาหม้อให้เขากินเพื่อประทังอาการไข้ขึ้นสูง และนอกจากเขาจะฟื้น เขายังสามารถขยับตัวได้เล็กน้อย ถือว่าอาการโดยรวมมีเค้าในทิศทางดีเชียวละ

ร่างเล็กเลยกระโจนเข้าใส่ เขย่าลำแขนเป็นมัดกล้ามที่มันโผล่พ้นผ้าห่มออกมาจนร่างหนาสั่นคลอน

“คุณฝืนแล้ว...” ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กเกือบทั้งปาก ไม่หลงเหลือความรู้สึกหมั่นไส้ใดที่มีต่อเขาอีกแม้แต่น้อย มีแต่ความดีใจที่เห็นเขายังไม่ตาย

“โอ๊ย!เบาๆหน่อยสิคุณ คนเจ็บอยู่นะครับ...” คนป่วยรีบซูดปากเตือนเสียงสั่น สีหน้าแสดงอาการเจ็บปวด

ชาคร์หันใบหน้าคมคายแหงนเงยขึ้นมองแม่คนมือหนักด้วยสายตาไม่พอใจเล็กน้อย แต่มีอันต้องสะดุดเมื่อได้ยลโฉมเต็มสองลูกตา ชาคร์กะพริบตามองคนร่างเล็กผอมบางตรงหน้า เขาขมวดคิ้ว

ยัยมือหนักคนนี้เป็นใครกันละหว่า ชายหนุ่มเริ่มคิดหนัก และเขารู้สึกเริ่มปวดบริเวณขมับ

“อุ้ย! ขอโทษจ้ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

 ขวัญไพรรีบปล่อยลำแขนล่ำพร้อมยิ้มแป้นแล่นส่งให้คนป่วย นัยน์ตาวาวใสตื่นเต้นยินดี เพราะนี่เป็นคนป่วยอาการหนักรายแรกที่เธอลงมือรักษาเขาแบบงูๆปลาๆแล้วเขาอาการดีขึ้น

จะว่าอย่างนั้นคงไม่ผิดนัก เพราะเธอไม่เคยรักษาใครที่อาการเป็นตายเท่ากันแบบเขามาก่อน ส่วนใหญ่ที่เธอลงมือรักษา ก็มีแต่พวกเริ่มมีอาการไข้เล็กน้อย พอช่วยตาสยาให้เบาแรงได้หน่อย

 เขาถือเป็นคนป่วยรายแรกที่เธอสามารถยืดอกโม้กับตาสยาได้เสียที ว่าเธอเองก็มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนกว่าตาสักเท่าไหร่

“คุณปวดหัวหรือจ๊ะ” เพราะเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยดี สาวน้อยเลยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ชาคร์ส่ายหน้าแม้อันที่จริงเขาจะมีอาการปวดศีรษะ แต่ก็พอทนได้อยู่

“ฉันหิวน้ำ ขอน้ำกินหน่อยสิ” ชาคร์ร้องขอน้ำดื่มเมื่อเขารู้สึกกระหายและแสบคออย่างหนัก เขาไอเล็กน้อยตอนเอ่ยขอน้ำแก่แม่สาวปริศนา

“ได้สิ...รอแป๊บนึงนะคุณ”

ขวัญไพรพยักหน้าแล้วรีบกุลีกุจอคลานเข่าเพื่อตักน้ำจากโอ่งใบเล็กซึ่งวางอยู่ตรงข้างฝาที่ทำจากต้นไผ่ขัดสานกันไว้อย่างแน่นหนา ชาคร์มองตามร่างเล็กพร้อมแอบพิจารณา เด็กสาวคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงได้มาอยู่ในห้องนอนนี้กับเขาเพียงลำพัง

หรือว่าเจ้าหล่อนจะเป็น...

ฉับพลันความคิดหนึ่งวูบไหล่เข้าสู่สมอง ชายหนุ่มมองร่างแน่งน้อยนั้นไม่คาดเคลื่อน หัวใจหนุ่มรู้สึกเต้นระส่ำกระหน่ำลั่นยิ่งกว่าตีกลองรัวเสียอีก จนเมื่อขวัญไพรหันร่างกลับมามอง ชายหนุ่มถึงกับต้องรีบดึงสายตาสับสนเสขึ้นมองเพดานทำจากใบจากแทนร่างกลมกลึงนั่น

“คุณดื่มน้ำสิ...” พอได้สิ่งที่ต้องการสาวน้อยจึงคลานเข่าขยับเข้ามานั่งใกล้คนเจ็บ

“มาฉันช่วย...” เธอวางขันใบเล็กไว้ข้างลำตัว แล้วโน้มกายเพื่อช้อนเข้าใต้ลำคอของชายหนุ่ม เป็นการช่วยประคองให้เขาผงกศีรษะขึ้นสูง ก่อนเอื้อมลงหยิบขันน้ำแล้วจอริมฝีปากแห้งผาก

ชาคร์ได้กลิ่นกายหอมระรื่นลอยฉิวผ่านมาให้เขาได้สัมผัสทางโพรงจมูกโด่ง เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย รีบสูดดมกลิ่นหอมแปลกประหลาดไว้ในอก  

“ค่อยๆดื่มนะจ๊ะ เดี๋ยวได้สำลักน้ำกันพอดีหรอกคุณ...” ขวัญไพรพูดเตือนเมื่อเห็นเขาดื่มน้ำจากขันอย่างคนหิวกระหาย ทั้งที่ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวเพราะเขาคงรู้สึกเจ็บตามบาดแผล

“เธอเป็นเมียของฉันเหรอ?” พอได้ดื่มน้ำจนชุ่มคอ ชาคร์ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความสงสัยนานนัก เขารีบเอ่ยถามในข้องสงสัยขึ้นทันทีจนเกือบทำให้ขันน้ำในมือน้อยหลุดร่วง

“ม...” สาวน้อยกำลังอ้าปากปฏิเสธ ทว่าบังเอิญเหลือเกินเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านตะนาวขอแกโผล่ร่างผอมเข้ามาทักดักคำพูดปฏิเสธนั้นไว้พอดี

“เป็นไงบ้างลูก ไอ้หมอนี้มันอาการดีบ้างไหม” คนเข้ามาทีหลังเดินย่องด้วยฝีเท้าเบากริบเนื่องจากแกกลัวถ้าหากย้ำเท้าลงน้ำหนักเสียงดังแล้วจะรบกวนคนป่วยเอาได้

ชาคร์หันหน้ามองชายแก่อายุน่าจะเกินหกสิบขึ้น ดูได้จากผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่นอีกทั้งรอบหางตาของแกนั้นมีรอยจีบขึ้นเป็นลิ่ว ทว่าร่างกายกลับดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงเกินอายุ เขามองด้วยความรู้สึกสงสัยอีกเช่นเคย ทำไมหนอเขาถึงจำใคร หรืออะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

ชาคร์ยู่หน้าเมื่อมีอาการปวดแถวขมับ

“พ่อเบิ้ม เขาฟื้นแล้วจ้ะ” ขวัญไพรเบี่ยงตัวหลบให้ชายชรา สีหน้าแสดงความดีใจ

 “อ้าวฟื้นแล้วเหรอพ่อหนุ่ม แล้วนั่นเป็นอะไร ปวดหัวรึไง?” แกทอดเสียงเอื้ออารีตอนเอ่ยถาม

“ครับ...ผมรู้สึกปวดหัวตอนที่ต้องใช้ความคิด แต่ว่า...ที่นี่ที่ไหนหรือครับ แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

ชาคร์พยายามข่มอาการปวดหัวพร้อมกัดฟันถามถึงความข้องใจ ขวัญไพรทอดสายตามองชายหนุ่มก่อนจะหันหน้าหวานมาหาพ่อเบิ้มของตนเอง

ผู้ใหญ่เบิ้มเลิกคิ้วสูงมองคนป่วยด้วยสายตาฉงน ก่อนแกจะตอบคำถามของชายหนุ่มหน้าตาแปลกแตกต่างจากพวกตน ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นเป็นเหลี่ยมใต้คางบุ๋มลึกเข้าไปเล็กน้อย จมูกโด่งเป็นสันยาวรับกับดวงตาใหญ่สีเขียวน้ำทะเล ถึงตอนนี้ใบหน้าของไอ้หนุ่มผู้นี้จะมีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มไม่ได้ดูสะอาดสะอ้าน แต่ทว่าไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาจางหายลงแม้แต่น้อย 

“ที่นี่หมูบ้านตะนาวขอ อยู่ในป่าลึกพอสมควร แล้วเอ็งล่ะ เป็นใคร ไปโดนอะไรเล่นงานมาถึงได้มานอนเจ็บอยู่ตรงชายป่าด้านนู้นของหมูบ้านข้า” เบิ้มถามกลับบ้าง สายตาของแกจับจ้องมองคนเจ็บเขม็ง สีหน้ามากวัยเริ่มส่อความวิตกกังวล

หรือมันจะความจำเสื่อม?

“ผมไม่รู้...ผมคิดอะไรไม่ออกเลยครับตอนนี้” ชาคร์ตอบพร้อมส่ายหน้า ถือเป็นการตอกย้ำความคิดของหัวหน้าหมู่ สิ่งที่แกคิดนั้นไม่ผิด ไอ้หนุ่มผู้นี้คงความจำเสื่อม

“ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับ” เขาว่าเสริมนัยน์ตาเริ่มพร่ามัว สับสน มึนงง เขาหลับตาเมื่อความปวดตรงขมับเริ่มรุนแรง

“นั้นเอ็งยังไม่ต้องคิดอะไรให้มากมาย เอาไว้พักรักษาตัวให้หายดีแล้วค่อยคิดก็แล้วกัน สมองเอ็งคงได้ความกระทบกระเทือนถึงยังจำอะไรไม่ได้ ถ้าอาการดีขึ้น คงจะจำได้เอง”

“นั้นสิจ๊ะ คุณอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก” ขวัญไพรเห็นด้วยกับผู้ใหญ่เบิ้ม

“ไอ้หนุ่มนี้มันฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว เพราะตาสยาของเอ็งมันเพิ่งส่งข่าวมาบอกข้าเมื่อกี้นี้ คงอีกสักสามวันถึงจะกลับออกมาจากป่าได้”

เบิ้มหันมาทางสาวน้อยของแก มือเหี่ยวลูบศีรษะทุยด้วยความรักใคร่ไม่ต่างจากลูกหลานตนเองแท้ๆ ก็เลี้ยงแม่สาวน้อยลอยแพรมาพร้อมกับไอ้เฒ่าสยาเพื่อนเกลอนั่นแหละ ใครหน้าไหนถึงไม่กล้าทำอะไรขวัญไพร

ไอ้แฝดยวนที่ตนส่งมันกับน้องชายฝาแฝดของมันเพื่อเข้าไปรับเฒ่าสยาออกมาจากป่า มันเพิ่งวิ่งออกมาส่งข่าวให้เขารับรู้เมื่อสักครู่ ก่อนตัวมันจะวิ่งกลับเข้าในป่าอีกรอบ เมื่อคืนนี้มีพายุหนักทางเดินมันลื่นและชันมาก เลยทำให้เฒ่าสยาล้มจนขาแกหักเดินไม่ได้ บวกกับเส้นทางถูกน้ำป่าสัดจนเสียหายเดินลำบาก ถ้าจะให้สองแฝดแบกแกลงมาตอนนี้ มันก็อันตรายเกินไป

“ทำไมล่ะจ๊ะพ่อเบิ้ม ตาสยาของขวัญเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงกลับลงมาตอนนี้ไม่ได้”

สาวน้อยถึงกับหน้าตาตื่นตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับตาสยาของตนเอง ชาคร์เองอดเหลือบตาขึ้นมองสาวน้อยใบหน้าหวานด้วยความสนใจไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้สวยหมดจด ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ไม่น่าเกิดมาเป็นสาวชาวป่าธรรมดา แต่เจ้าหล่อนเป็นเมียของเขานี่นา

 นั่นสิ...ถึงดูไม่ธรรมดาไง

“ไม่ได้เป็นอะไรหรอกลูก เพียงแต่ถนนมันถูกน้ำป่าสัดเสียหาย ถ้าฝืนเดินลงมาตอนนี้คงอันตรายน่าดู แต่มันฝากยาสมุนไพรห่อนี้มาให้ลูกขวัญ เอาไว้ต้มรักษาแผลภายในให้ไอ้หนุ่มผู้นี้มันกินประทังอาการไว้ก่อน” เบิ้มวางห่อใบไม้แห้งที่ยวนหิ้วเอามาให้ลงตรงหน้าของสาวน้อย ขวัญไพรหยิบมันขึ้นมาพิจารณาแล้วพยักหน้าเข้าใจ

“เอ็งก็พักผ่อนเยอะๆนะไอ้หนุ่ม เดี๋ยวตอนหัวค่ำถ้าข้าเสร็จธุระเร็ว ข้าจะเข้ามาดูอาการเอ็งอีกครั้งก็แล้วกัน” เบิ้มบอกก่อนตัวแกจะขยับลุกขึ้นยืน ชาคร์ยกมือขึ้นไหว้พร้อมเอ่ยขอบคุณ

“พ่อเบิ้มจะกลับแล้วหรือจ๊ะ” ขวัญไพรร้องถามแล้วขยับตัวลุกขึ้นตาม

“อืม...พ่อจะไปบ้านไอ้นาคมันหน่อย จะไปคุยกับมันเรื่องตามล่าไอ้เสือลายตัวที่มันหลุดออกมาอาละวาดพวกชาวบ้านแถวริมธารฝั่งกระนู้น ขืนปล่อยไว้นานเดี๋ยวจะลามมาทางหมู่บ้านของเรา”

“นั้นขวัญเดินไปส่งพ่อเบิ้มนะจ๊ะ”

“ไม่ต้องๆ เอ็งดูอาการไอ้หนุ่มมันต่อเถอะ เห็นมันชอบนิ่วหน้า คงจะปวดแผลนั่นแหละ”

 เบิ้มโบกมือไล่ ขวัญไพรเลยนั่งลงตามเดิมแล้วเหลียวสายตามองยังคนป่วย เธอจึงเห็นจริงตามพ่อเบิ้มบอก เขาชอบนิ่วหน้าตลอดเวลา คงเพราะรู้สึกเจ็บบาดแผล

“เดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนสมุนไพรให้ใหม่ ทนเจ็บหน่อยแล้วกันนะ แผลจะได้หายไวๆไง อีกไม่นานคงกลับมาเดินป๋อได้เหมือนเดิม” เธอปลอบเขาไม่ต่างจากการปลอบเด็กตัวเล็กๆในหมู่บ้าน 

ชาคร์มองใบหน้าหวานแล้วเผลอยิ้มมุมปาก นอนนิ่งให้เจ้าหล่อนลอกสมุนไพรกลิ่นไม่สู้ดีเอาเสียเลยออกตามร่างกายตนโดยไม่ปริปากพูดอะไร...

 

 

ชารีนผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงตนเอง เมื่อหูเธอได้ยินเสียงกุกกักตรงแถวหน้าประตูห้องพัก พอเพ่งสายตามองตรงลูกบิดดูเหมือนมันมีการเคลื่อนไหว เหมือนมีใครกำลังบิดมันเพื่อหวังเปิดเข้ามาให้ได้ ดีที่ยังมีกลอนด้านในกั้นขวางไว้อีกต่อหนึ่ง ยังพอทำให้เบาใจได้หน่อย

“ใครกัน มาเสียดึกดื่นป่านนี้?หรือจะเป็นพี่วาด แต่พี่วาดจะมาหาเธอดึกดื่นขนาดนี้ทำไม...”

สาวน้อยนึกเอะใจสงสัย คิ้วสวยขมวดมุ่น หัวใจสาวน้อยเริ่มเต้นโครมครามไม่ยินดีกับแขกผู้มาเยือนยามดึกสงัดเลยสักนิด เธอได้แต่นึกหวาดหวั่นกับภัยมืดที่มองไม่เห็น หากจะไม่แลเห็นสายตาเกลียดชังจากผู้หญิงของคนใจร้าย ก่อนเธอจะถูกส่งตัวกลับลงมาจากบนตึกใหญ่

 ตอนเธอเดินผ่านหน้าเขากับผู้หญิงของเขา ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง คิดแล้วอยากจะตีตัวเองเหลือเกิน เมื่ออยู่ดีๆแข้งขามันดันอ่อนแรงเลยเซจะล้มต่อหน้าของสองคนนั่นให้ได้อาย ดีที่เมโรไหวตัวได้เร็วกว่าเลยเข้าช่วยประคองร่างเธอไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้เธอคงได้ล้มหัวฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บไปนานแล้ว แต่ถึงจะเจ็บตัวจริง ไอ้ความรู้สึกรุนแรงนั้น ยังสู้ความรู้สึกน้อยใจในตัวผู้ชายใจร้ายอย่างนายสิงห์ไม่ได้สักกระผีกเดียว

เพราะเขาไม่แม้แต่จะแลตามองหรือคิดจะถามไถ่อาการกันเลยสักคำ เอาแต่ยืนประกบผู้หญิงของเขาไม่ห่างกาย เฝ้าทะนุถนอมรักใคร่ปานดวงใจ

 ทั้งที่เอาเข้าจริง เพราะเขาคนเดียวแท้ๆที่ทำให้เธอแข้งขาอ่อนแรงจนทรงตัวเดินแทบไม่ไหว ถ้าไม่ก่อนหน้าเธอถูกกระทำทารุณเยี่ยงสัตว์ป่า เธอคงไม่เกิดอาการดังกล่าว เขาสมสู่รังแกเธออย่างไร้ความปราณี ทำเหมือนเธอไม่ใช่คน แต่เป็นตัวอะไรสักอย่าง เพื่อเอาไว้คลายกำหนัดเท่านั้น

 พอนึกถึงช่วงเวลาโหดร้ายขึ้นมาทีไร หัวใจเธอเริ่มปวดหนึบ มันเจ็บและทรมานจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมมันไว้ให้อาการพอทุเลา...

เฝ้าภาวนาขอพรจากพระเจ้า ขอให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งทุกข์ใจสาหัสนี้ไปให้เร็วด้วยเถิด...

 พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เวลานั้นล่วงเลยจนดึกดื่นเพราะเธอได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูเรียก พริบตาต่อมาประตูจึงถูกเปิดออกจนปรากฏร่างสูงใหญ่ของเมโร ลูกน้องคนสนิทของนายสิงห์ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น

“ผมมารับกลับห้องพัก...เอ่อ...ครับ”

เมโรบอกเสียงเรียบออกติดขัดก่อนเจ้าตัวจะแบนสายตามองไปยังจุดอื่นที่ไม่ใช่เรือนร่างขาวนวล ชารีนรีบก้มมองตัวเองด้วยว่าเธอเห็นสายตากับโหนกแก้มของชายหนุ่มดูไม่ค่อยปกติ และพอก้มมองตามสายตาคมกล้า ดวงตากลมโตถึงกับตื่นตระหนกรีบขยุ้มชายเสื้อเชิ้ตห่อปกปิดตัวเองไว้ทันที

“ผมขอโทษครับ” เขายังเอ่ยปากขอโทษ ชารีนรู้สึกอับอาย เขาคงรู้แล้วสินะเธอกับเจ้านายของเขาก่อนหน้านั้นทำอะไรกัน

ชารีนจัดการติดกระดุมเสื้อตัวเองมือไม้สั่นจนเรียบร้อย เมโรเลยเอ่ยเสียงเยียบเย็นขึ้น พร้อมด้วยร่างใหญ่เตรียมหันหลังเดิน

“ไปกันเถอะครับ คุณสิงห์กับคุณมาฤดีกลับมาถึงเมื่อสักครู่”

“แล้วนี่กี่โมงแล้วคะ” เมโรชะงักเท้ากำลังยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเพื่อบอกคนถามแต่เขาได้ยินเสียงหวานพูดขึ้นมาเสียก่อน

“อ้อ...สี่ทุ่มกว่า” ชารีนขยับขาลงแต่ต้องนิ่วหน้า เธอยังเจ็บระบบตรงจุดซ่อนเร้นไม่หาย มันรู้สึกขัดตอนเธอก้าวขาจะเดิน ฝืนแทบตายเพราะรู้สึกอายกับสายตาของบอดี้การ์ดคู่ใจนายสิงห์ตอนมองมาอย่างเห็นใจ

“ถึงได้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกหิวข้าวจัง ดึกป่านนี้แล้วนี่เอง” ตอนเดินมาถึงร่างสูงเธอแหงนมองใบหน้านิ่งสงบเป็นนิจ แล้วบอกเขายิ้มๆจนตาหยี   

เมโรเลิกคิ้วนิดเดียวแล้วก็ย่นเข้าหากัน

“คุณยังไม่ได้ทานข้าวหรอกเหรอครับ” เมโรเอ่ยถามและชารีนส่ายหัว

“แต่ผมใช้ให้กำไรเขายกถาดอาหารขึ้นมาให้แล้วนะ ทำไมถึงยังบอกไม่ได้ทานอาหารอีกล่ะ”

เขาพูดเสียงเย็นพร้อมพ่นลมหายใจเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ และพอมองผ่านร่างเล็กเข้าไปด้านในห้องทำงานของเจ้านาย บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟากลับดูว่างเปล่า ไม่มีถาดอาหารวางอยู่จริงๆ กำไรคงไม่ได้ยกถาดอาหารขึ้นมาตามคำสั่งของเขาสินะ ใบหน้าคมคายเลยพาลแข็งกระด้าง เอาไว้พรุ่งนี้เขาต้องจัดการคนที่ขัดคำสั่งของเขาให้หลาบจำเสียบ้าง

“หนูเปิดประตูออกไปข้างนอกไม่ได้ มันถูกล๊อคจากด้านนอก”

ชารีนบอกคล้ายฟ้องเสียงอ่อย แล้วเสียงร้องประท้วงว่าเธอหิวจริงกลับดังแทรกผ่านเสียงถอนหายใจของผู้ชายร่างยักษ์ เมโรเผยอยิ้มตรงมุมปาก รู้สึกเอ็นดูเชลยสาวของเจ้านายอย่างบอกไม่ถูก

“นั้นรีบลงไปด้านล่างกันเถอะครับ เดี๋ยวผมต้มมาม่าให้คุณทานก็แล้วกัน ดึกป่านนี้ในครัวคงเก็บทำความสะอาดกันหมดแล้ว ปานกับป้าปานดาวก็คงเข้าห้องไปพักผ่อน คงไม่มีใครอยู่ในครัวพอจะทำอาหารให้คุณทานได้”

“หนูสร้างความเดือดร้อนให้คุณเมโรอีกแล้วสินะ เพราะหนูทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง...” ชารีนเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน สีหน้าขาวกระจ่างเจือร่องรอยของความเกรงใจ

เมโรพยักหน้าแล้วเดินนำหญิงสาวลงไปด้านล่าง เขาเร่งฝีเท้าเดินเพื่อหวังหลบหน้าใครบางคน ไม่อยากให้เจ้านายกับมาฤดีเข้ามาพบสาวเชลยผู้อ่อนเยาว์คนนี้เข้าเสียก่อน เขาบอกตามตรง เขารู้สึกสงสารเจ้าหล่อน ไม่อยากให้ถูกเอ็ดหรือถูกใครมองด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนตอนเช้านั่นอีกเลย

แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์ เพราะเมื่อทั้งคู่เดินพ้นเชิงบันไดมาจนถึงเกือบจะพ้นประตูทางออก สองร่างที่กำลังเดินคลอเคลียหัวร่อต่อกระซิกไม่ต่างจากคู่รัก บังเอิญเลี้ยวจะเข้ามาด้านในคฤหาสน์พอดีเช่นกัน

คนทั้งสี่ชะงักเพราะไม่คิดว่าจะมาเจอกันตรงบริเวณนี้  

“อุ๊ย!...” ชารีนที่ไม่ทันมองทางมัวแต่เฝ้าคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเกือบสะดุดขาตัวเองล้ม เมโรทันได้ยินเสียงร้องอุทานนั้นเลยเบี่ยงกายคว้าประคองร่างเล็กไว้ได้ทัน เขากอดร่างนุ่มนั้นไว้อย่างนุ่มนวลโดยไม่ทันเงยหน้ามองสายตาดุกร้าวของใครบางคน แท้จริงนั้นสิงห์อยากถลาเข้าไปรองรับร่างหอมละมุนของแม่สาวเชลยเสียเอง แต่ติดที่เขายังอยู่กับมาฤดีเลยทำไม่ได้อย่างใจคิด

“เซ่อซ่า หน้าด้าน...” เสียงแหลมแหวขึ้น เจ้าหล่อนขึงดวงตาดุร้ายใส่พร้อมกับชี้หน้าผู้หญิงไร้ยางอายมือไม้สั่น

“แล้วนี่ทำไมแม่นี่ถึงยังหน้าด้านอยู่ในบ้านของพี่สิงห์อีกล่ะ เมโร!ทำไมนายไม่เอานังผู้หญิงขายตัวมันออกไปจากบ้านพี่สิงห์เสียที ไม่รู้หรือไงว่าเสนียดจัญไรมันจะติดบ้าน”  

มาฤดีรู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน เธอเกรี้ยวกราดด่าทอคำหยาบสารพัด พลางปล่อยมือออกจากลำแขนล่ำของสิงห์ หวังอยากตบใบหน้านวลใยให้หายหมั่นไส้สักฉาด เมื่อเธอยังเห็นผู้หญิงหน้าไม่อายมันยังยืนอยู่ในบ้านของพี่สิงห์ แทนที่มันได้เงินแล้วจะรีบไสหัวออกจากที่นี่ตั้งแต่เช้า นี่อะไรกัน...มันยังสาระแนหน้าด้านหน้าทนไม่ยอมไปไหนอีกหรือเนี่ย

“ผมกำลังจะพาเธอกลับครับ”

เมโรขยับเข้ามาปกป้องเมื่อเขาเห็นคุณหนูของบ้านขยับเข้าใส่คนตัวเล็กในอ้อมแขน พอเหลือบสายตาขึ้นมองเจ้านาย สิงห์เอาแต่ยืนกอดอกใบหน้าบูดบึ้งทว่ากลับไม่ห้ามปรามกิริยาไม่เหมาะสมของมาฤดี

ก็คงพอกันทั้งพี่ทั้งน้อง เมโรแอบคิดในใจพร้อมลากร่างอ่อนปวกเปียกให้เดินออกมาจากตรงนั้น พลางก้มมองร่างเล็กที่สั่นเป็นลูกนก เธอร้องไห้เงียบๆไม่พูดไม่จาและพอถึงห้องครัวเขาจับร่างไร้เรี่ยวแรงนั่งลงบนโต๊ะกลางห้องครัว ก่อนจัดแจงลื้อค้นหาอุปกรณ์เครื่องปรุงเพื่อทำอาหารง่ายๆให้เจ้าหล่อนได้กินคลายอาการหิว โดยไร้เสียงพูดคุยใดสักคำ เมื่อต่างคนต่างตกอยู่ในความคิดของตนเอง...

“หนูอยากกลับบ้าน” คนหิวข้าวเปรยขึ้นเสียงเบา

“ผมคงช่วยคุณไม่ได้” ถือเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายแล้วทุกอย่างจึงกลับเข้าสู่ความเงียบสงัดดังเดิม

ชารีนตักอาหารในถ้วยกินได้ไม่กี่คำเธอจึงวางช้อนพร้อมกับลุกเดินออกจากห้องครัวเพื่อกลับห้องพักของตนเอง เมโรไม่ได้ลุกตามหรือเรียกเจ้าหล่อนไว้ เพราะตัวเขานั้นพูดปลอบใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิ...

 

 

เสียงกุกกักตรงหน้าประตูดังถี่ขึ้น...

ชารีนกระเถิบร่างขึ้นนั่งเบียดชิดกับหัวเตียงพร้อมยกมือขึ้นลูบลำแขนเรียวเสลาเมื่อเธอรู้สึกหนาวเหน็บไปจนถึงขั้วหัวใจ ตอนเห็นสายตาเกรี้ยวกราดของผู้หญิงคนนั้น สาวน้อยกอดตัวเองไว้แน่นแล้วถอนหายใจหนัก เหลือบสายตามองไปยังบานประตูเป็นระยะอย่างรู้สึกหวาดหวั่น เพราะกลัวมันจะถูกพังเข้ามาเหลือเกิน

 เธอรู้หลายคนที่นี่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าของเธอนัก แม้อันที่จริงเธอนั้นไม่เคยสร้างความขุ่นใจให้กับใครก่อนสักครั้ง นอกจากถูกพวกนี้กระทำกับเธอก่อน ชีวิตของลูกนกไร้ปีก อยากบินหนีแต่ก็ทำไม่ได้ ภายในใจทำได้เพียงเฝ้าคิดถึงพี่ชาคร์ รอวันให้เขาบุกเข้ามาช่วยเธอหลุดจากกรงขังที่ไม่ต่างจากขุมนรกแห่งนี้เสียที

ไม่รู้วันนี้เธอจะโดนอะไรอีกบ้าง ในแต่ละวันมีแต่เรื่องทำให้เธอรู้สึกขวัญผวาไม่ปลอดภัย และเสียงหน้าประตู ทำให้หญิงสาวร้องถาม

“ใครคะ?...”

ชารีนถามโดยที่สายตาหวานสีน้ำตาลเข้มกวาดมองหาอาวุธสำหรับป้องกันตัวเอง และพอเห็นโคมไฟตรงหัวเตียง เธอถลาหยิบมันมาถือไว้ ด้วยว่าด้านนอกนั้นไม่ยอมส่งเสียงตอบกลับมาว่าเป็นใครกันแน่

“ฉันถามว่าใครคะ?” ชารีนลุกขึ้นยืนพร้อมค่อยๆเดินย่องจนถึงบานประตูห้อง แนบใบหูเพื่อฟังการเคลื่อนไหวจากภายนอก

“ฉันเอง...” เสียงห้าวดังแทรกผ่านบานประตูขึ้นมาในที่สุด เป็นเหตุให้สองเท้าเล็กรีบขยับถอยห่างด้วยสีหน้าไม่สู้ดี โคมไฟในมือถูกกำเข้าหากันแน่นขึ้น

“เปิดประตูให้ฉันหน่อย” และมีคำสั่งจากน้ำเสียงเข้มดุ ชารีนส่ายหน้าให้กับคำสั่งนั้น เธอไม่ยอมให้เขาเข้ามาเด็ดขาด

“เร็วสิ!

คนข้างนอกยังคงเร่งเร้าเสียงเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ทว่าคนด้านในกลับถอยหลังชิดกำแพงอีกด้าน ดวงตาหวานมีน้ำตาคลอด้วยรู้สึกกลัวจับใจ

สิงค์กระแทกลมหายใจรุนแรงตามอารมณ์โกรธกรุ่น เขายกมือหมายทุบบานประตูสีเปลือกไข่ให้พังพินาศมันเสียเดียวนี้ ถ้าไม่ติดว่าจะทำให้พวกคนงานในบ้านต่างแตกตื่นตกใจแล้วแห่กันออกมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเขาเสียก่อน ป่านนี้ประตูตรงหน้าคงกลายเป็นเศษไม้ไปนานแล้ว

นึกโมโหแม่ตัวเล็กเหลือใจ เขาอุตส่าห์ข่มใจใช้น้ำเสียงราบเรียบเรียกขานตั้งนานยังไม่ยอมลุกมาเปิดบานประตูให้เขาเข้าไป กว่าเขาจะกล่อมให้มาฤดีกลับห้องตนเองเพื่อพักผ่อน เล่นเอาเขาแทบหมดความอดทน วันนี้ลากเขาไปนู่นมานี่ตะลอนเที่ยวทั้งวันยังไม่พอ ตกดึกยังโผล่หน้าเข้ามาคลอเคลียเขาไม่เลิกรา ถ้าไม่ติดเป็นนอกสาว เขาคงไล่ตะเพิดเจ้าหล่อนเสียนานนม คงไม่ปล่อยให้มาเป็นตัวมารขัดการมาหาความสุขของเขาได้แน่นอน

แล้วยิ่งต้องมาเจอความสุขแสนดื้อด้าน อารมณ์เขาเลยเดือดเป็นน้ำร้อน

“ชารีน ฉันบอกให้เธอเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้ไง”

 เสียงห้าวแนบกระซิบกับบานประตูไม้ในเชิงออกคำสั่ง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเพราะต้องกักเก็บน้ำเสียงไม่พอใจเอาไว้ เขาไม่กล้าตะเบ็งทำเสียงดังมากไปกว่านี้ เพราะไม่อยากให้ใครเสนอหน้ามาเห็นเข้า มองซ้ายมองขวาเพื่อความแน่ใจ ห้องพักทุกห้องยังคงอยู่ในความเงียบ นั่นแสดงว่ายังไม่มีใครได้ยินเสียงผิดปรกติจนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานั่นเอง

สาวน้อยยังคงส่ายหน้าพร้อมน้ำตาอาบแก้มสาว เธอจำเสียงของคนใจร้ายได้ดีความเจ็บทรมานเมื่อตอนเช้าทำให้เธอไม่กล้าขยับเขยื้อนเพื่อเปิดประตูให้แก่เขา

เธอยังเจ็บระบม หวาดกลัวเขาจะทำรุนแรงกับเธออีก

ส่วนคนด้านนอกกระแทกกำปั้นลงบนฝ่ามือ ดวงตาของสิงห์ร้ายวาวโรจน์เมื่อถูกแม่หนูตัวเล็กขัดใจ ชายหนุ่มสะบัดใบหน้าคมคายเดินเลี้ยวขึ้นตึกใหญ่ เขาไม่ได้ถอดใจแต่ยอมเสียเวลาเพื่อกลับขึ้นมาเอาสิ่งนี้

สิงห์ชูลูกกุญแจพวงขนาดกลางขึ้นมองด้วยสายตามาดร้าย คอยดูถ้าเขาเข้าไปได้เมื่อไหร่ ชารีนไม่ได้นอนหลับอย่างสบายแน่คืนนี้ เขาจะดื่มด่ำกับความสุขทั้งคืน

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน แม่เนื้อหวานแสนอร่อย” สิงห์เดาะลิ้นหมายมาดกับสิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วลงส้นเท้าเดินกลับออกจากตึกใหญ่ตรงดิ่งไปยังห้องที่เขาอยากเปิดเข้าไป

 หึ...แม่หนูน้อย คิดว่าจะหนี้เงื้อมมือของเขาพ้นอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ ไม่มีสิ่งใดที่เขาอยากได้แล้วจะไม่ได้ แม้แต่น้องสาวศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างเจ้าหล่อนเขายังสามารถคว้าเอามาครอบครองได้เลย นับประสาอะไรกับอีแค่บานประตูเท่าฝ่ามือ มันจะมาขัดขวางเขาไม่ให้เข้าไปหาความสุขได้ยังไง

ชารีนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาคงหมดความอดทนจนเดินกลับขึ้นตึกใหญ่ไปแล้ว เพราะเสียงเคาะหรือแม้แต่เสียงลูกบิดนั้นเงียบลง และพอฝืนใจลองเดินเอาหูแนบฟัง ด้านนอกนั้นไร้เสียงการเคลื่อนไหว

 สาวน้อยแตะกลอนประตูเพื่อให้มั่นใจว่ามันยังแข็งแรงดีพอ ลองขยับเล็กน้อย ก่อนร่างเล็กจะรีบกระโดดกลับขึ้นเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อต้องการปิดกั้นเสียงอื่นใดที่อาจทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาได้อีก  

ร่างกายของเธอรู้สึกเพลีย อ่อนล้า และเธอต้องการพักผ่อนเต็มทีแล้วในเวลานี้ แต่ทว่าคนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราได้ไม่นานมีอันต้องเบิกตาโพลง เมื่ออยู่ดีๆร่างกายเธอเหมือนถูกทับไว้ด้วยของหนัก

“คุณ!

 สิงห์ตะปบริมฝีปากอิ่มป้องกันไม่ให้เจ้าหล่อนแหกปากร้องเสียงดัง ส่วนอีกมือนั้นเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างขาวนวลด้วยความชำนาญ ชารีนเองพอหายตกใจเจ้าหล่อนเริ่มดิ้นรนผลักไสคนตัวโต แต่มันไม่ต่างจากเอาไม้ซีกงัดกับไม้ซุงทรงพลัง เพราะคนใจร้ายเลื่อนฝ่ามือหนาออกแทนที่ด้วยริมฝีปากร้ายกาจ

เขาบดจูบริมฝีปากอิ่มอย่างเอาเป็นเอาตายพยายามส่งลิ้นร้ายเข้ามาพัวพันกับปลายลิ้นเล็ก สาวน้อยอ่อนเดียงสาสู้เท่าที่แรงตนเองจะพอต่อกรกับเขาได้ แต่เพียงไม่นานร่างน้อยมีอันต้องยอมสยบ  อ่อนเปลี้ย ปล่อยให้คนใจร้ายตักตวงความสุขได้ตามอำเภอใจ ตอนเมื่อเรียวขาเสลาถูกผลักออกกว้างและมีสิ่งแปลกปลอมยาวใหญ่เท่าลำแขนเสือกทะยานเข้ามาสร้างความอึดอัดไปพร้อมกับความเสียวซ่าน

เธอไม่รู้เขาเข้ามาได้ยังไง ทั้งที่มีกลอนล๊อกจากด้านใน แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักหรอก ในเมื่อนี่มันเป็นบ้านของเขา เขาย่อมรู้ทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี

สิงห์ดันร่างหอมละมุนให้นอนคว่ำหน้า ดึงสะโพกกลมกลึงสูงโด่งโดยที่แก่นกายใหญ่โตยังคงเสียบคาไว้ในแหล่งอุดมสมบูรณ์แห่งวัยสาวแรกแย้ม เขาคลึงเคล้นบั้นท้ายกดดันเข้าใส่ส่งความเสียวสยิวให้แล่นพล่าน ชารีนหลับตาพริ้มยอมทำตามเขาทุกท่วงท่า ลีลาของคนแกประสบการณ์สามารถชักจูงให้สาวน้อยหัวหมุนจนสามารถแตะดินแดงแห่งสวรรค์ได้นับครั้งไม่ถ้วน

สิงห์เองก็สามารถปลดปล่อยความต้องการออกมาได้หลายครั้ง ร่างกายแข็งแกร่งชุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ มือหนาคอยเฝ้าวนเวียนบีบเคล้นเต้าเต่งตรึง จงใจโหมแรงจากส่วนล่างเข้าใส่เป็นจังหวะสร้างความสุขอิ่มเอมให้สาวน้อยไม่เบา เธอแอ่นหยัดก้นงอนให้รับแรงส่งจากด้านหลัง สะบัดเอวคอดกิ่วเข้าสู้ไม่หยุดหย่อน คอยเบียดสองก้อนนุ่มเข้าหาฝ่ามือร้อนเพื่อต้องการคลายความเสียวซ่าน 

“อ๊าห์...ซี้ด...ชารีนจ๋า สุขเหลือเกิน ฉันมีความสุขอะไรอย่างนี้” สิงห์ครางเสียงระโหยด้วยความรู้สึกสุขสมทุกครั้งยามที่ตนเองส่งความดิบปนเสียวเข้าใส่ร่างเล็ก เขากระเด้าสะโพกหนั่นแน่นอัดใส่โพรงเนื้อนุ่มเมื่อบั้นท้ายงอนงามกระดกขึ้นในท่าที่พร้อมรับแรงเขาได้เต็มที่ ทุกการเคลื่อนไหวไม่ได้เจ็บปวดเหมือนตอนช่วงเช้า ชารีนเลยเผลอไผลสมยอมให้สิงห์เสพสมเรือนร่างตนเองได้เต็มที่

“อืม...อะห์...หนูเสียว”

“ฉันก็เสียวมากแม่หนูน้อยของฉัน”

 สิงห์ป้อนคำหวานหยดโดยลืมเลือนความขุ่นข้องก่อนเข้ามาภายในห้องพักแคบเท่ารูหนู  เตียงนอนขนาดกลางส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ในช่วงเวลาแห่งความสุขสิงห์ไม่คิดสนใจว่าห้องด้านข้างอาจได้ยินเสียงเตียงสั่นโยกตามแรงอารมณ์ใคร่ที่มันทะลุถึงจุดเดือด

“เสร็จพร้อมกันนะสาวน้อยของฉัน” ชารีนดึงผ้าปูเตียงขึ้นมากัดไว้ในปากเพื่อป้องกันเสียงกรีดร้องของตนเอง เธอยังพอมีสติอยู่บ้างเล็กน้อยเลยนึกละอายแก่ใจหากใครดันแอบมาได้ยินตอนเธอเสพสังวาสกับเจ้าของคฤหาสน์เจ้านายเหนือหัวของทุกคนในบ้านหลังนี้เข้า

 สาวน้อยพยักหน้าให้กับชายหนุ่มเพื่อส่งสัญญาณว่าอนุญาต ด้วยรู้ว่าอีกประเดี๋ยวสิงห์คงเร่งเคลื่อนเพื่อต้องการพาตนเองกับเขาเยี่ยมเยือนวิมานฉิบพลีเป็นแน่แท้ นี่ไม่ใช่หนแรกนับตั้งแต่เขาจู่โจมเข้ามา แต่มันครั้งที่เท่าไหร่เธอนั้นอ่อนใจที่จะจำ

“อ๊าห์...อ๊ะห์...” สองเสียงร้องประสานกันแผ่วผิวก่อนที่ร่างเล็กจะกระตุกงึกงักรู้สึกอุ่นวาบในช่องท้อง แล้วร่างใหญ่กว่าพลังมากกว่าสั่นสะท้าน สิงห์ครางลั่นพร้อมอัดบั้นเอวตอกตึงเข้าใส่โพรงสวาทอีกสามสี่ครั้งก่อนชายหนุ่มจะดันร่างเล็กให้นอนราบทาบทับไว้ด้วยน้ำหนักเพียงครึ่งเดียว

“ชารีนจ๋า...ฉันมีความสุขเหลือเกิน เธอล่ะ สุขเหมือนอย่างที่ฉันสุขไหม” เขาถามพร้อมพรมจูบไปทั่วหัวไหลนวลเนียน ลากปลายลิ้นชิมรสเค็มของเหงื่อไคลโดยไม่นึกรังเกียจ ดุ้นร้ายที่เริ่มอ่อนตัวปวกเปียกมันเริ่มถูกไถแถวซอกร่องก้นขาว

“ฉันยังไม่อิ่มเลยคนดี ขอฉันเอาเธออีกสักรอบนะชารีน”

 คนถูกถามไม่ได้ตอบเพราะเธอไม่หลงเหลือแรงใดแม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกาย เขาไม่ได้ต้องการคำตอบหรอกแต่เขาถามเพื่อต้องการจุดไฟราคะเพื่อแผดเผาเธออีกมากกว่า เมื่อฝ่ามือแสนซุกซนนั้นไม่ได้หยุดนิ่ง มันขยับขยำเต้าอวบของเธอที่มันทับอยู่ในฝ่ามือของเขาไม่หยุดหย่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาดูดดื่มนมจากเต้าทรวงงามไม่ต่างจากเด็กทารกแรกเกิด เล่นเอาหัวจะงอยเธอบวมเปล่งแดงก่ำ และเธอเองก็ไม่มีแรงพอจะขัดขืน จำต้องปล่อยให้คนแรงม้าพลังช้างรังแกเธอต่ออีกหลายครั้ง ยอมรับว่าเธอเองนั้นมีความสุขไม่น้อยกับสิ่งที่เขาปรนเปรอมาให้

จนในที่สุดสาวน้อยทนต่อความเหน็ดเหนื่อยกับการถูกยัดเหยียดความวาบหวามต่อไปไม่ไหว เจ้าหล่อนสลบคาอ้อมอกกำยำของสิงห์ ชายหนุ่มยังคงตั้งหน้าตั้งตากระเด้าเอวสอบเข้าหาความคับแน่นตอดรัด หวังปลดปล่อยรอบนี้เป็นหนสุดท้าย เพราะเขาเองนั้นรู้สึกสงสารแม่สาวน้อยแสนน่ารักเหมือนกัน

สิงห์ดึงร่างงามเข้ามากอดไว้แนบอกด้วยความรู้สึกหวงแหนสุดหัวใจ ถ้าชารีนไม่ติดเป็นน้องของไอ้ชาคร์ ไอ้ศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขา ป่านนี้เขาคงยกย่องเจ้าหล่อนได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ ไม่ใช่จำใจต้องเก็บซ่อนเธอไว้ในสถานที่แบบนี้เพื่อไม่ให้ใครผิดสังเกตต่อความรู้สึกที่แท้จริงที่เขามีต่อหญิงสาว...

 

*********************

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha