เสน่หาสายใยรัก(จบบริบูรณ์)

โดย: กนกรส มาศอุไร



ตอนที่ 3 : Ep3 : เชลยหัวใจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เชลยหัวใจ...

 

เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...” 


ความโกลาหลเกิดขึ้นภายในคฤหาสน์ตระกูลเที่ยงบูรณกำจรจนดูวุ่นวายไปทั่ว หลังจากเสร็จสิ้นงานเลี้ยงได้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าเท่านั้น เมื่อเจ้าสัวนาทเรียกหาบุตรสาวคนเล็ก แต่กลับไม่มีใครพบเห็นหญิงสาวเลยสักคนเดียว

“หนูนิ่มไปไหน?...ใครก็ได้ช่วยไปตามหนูนิ่มมาพบฉันที...” เจ้าสัวนาทเรียกหาบุตรสาวเสียงดัง เมื่อท่านเข้ามาพักยังด้านในตัวคฤหาสน์ แต่กลับไร้วี่แววลูกสาวคนเดียวของท่าน มานั่งคลอเคลียออดอ้อนเหมือนเช่นทุกครั้งไป...

                ครั้งสุดท้าย ตอนทุกคนได้เห็นหญิงสาว คือตอนที่นาทยสุรีเดินลงมาจากเวทีพร้อมกันกับครอบครัว หลังจากขึ้นไปกล่าวคำขอบคุณบรรดาแขกเหรื่อผู้มีเกียรติทั้งหลาย ที่มาร่วมแสดงยินดีในงานเลี้ยงวันนี้ ก็ไม่มีใครได้พบหรือพูดคุยกับหญิงสาวอีกเลย นมแจ่มเดินเข้าไปตรวจความเรียบร้อยในครัว ส่วนคนอื่นต่างก็ยุ่งอยู่กับแขกคนพิเศษของตนเอง จนไม่มีใครสนใจใครจะอยู่ตรงมุมไหนซอกไหนของตัวบ้าน เมื่อไม่มีใครจะคาดคิด จะเกิดเหตุอันตรายอันใดขึ้นภายในบ้านของตัวเองแท้ๆเช่นนี้มาก่อน...

                “คุณพ่อครับ น้องไม่ได้อยู่ในห้องนอนครับ...” อานนท์เดินลงมาจากชั้นบนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ใบหน้าหล่อเหลาดูเคร่งเครียด น้องสาวของเขาจะหายตัวไปไหนได้ ในเมื่อตอนเจอกันเมื่อช่วงงานเลี้ยง เขายังเห็นน้องน้อยของเขาส่งยิ้มให้เขาอยู่เลย น้องไม่น่าจะมีปัญหาอะไรคิดมาก ถ้าอย่างนั้นแล้วน้องนิ่มจะหายตัวไปหลบอยู่ไหนเสียล่ะ...

                “แล้วนี่มีใครเข้าไปหาหนูนิ่มในครัวแล้วหรือยัง...” เจ้าสัวนาทตะโกนถามอย่างร้อนใจ

                “ในครัวก็ไม่มีเหมือนกันค่ะคุณพี่...” คุณหญิงละไมส่งเสียงมาก่อนตัว เธอกำลังเดินเข้ามาสมทบกับบุตรชายอีกคน ใบหน้าตบแต่งดูงามสง่าย่นหัวคิ้วกดต่ำคิดหนักไม่ต่างกัน แววตาของนางดูเป็นกังวล ไม่คิดว่าการบังคับให้หญิงสาวออกไปพบเจอผู้คนในวันนี้ จะทำให้ลูกสาวคนเล็กถึงขั้นคิดหนีออกจากบ้านไปเช่นนี้...

                “หรือหนูนิ่มจะเดินเข้าไปในสวนดอกแก้วคะ...มีใครเดินไปดูมาแล้วหรือยัง” คุณหญิงละไมร้องทักขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ สถานที่โปรดปรานของบุตรสาวอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าลูกสาวน่าจะไปที่นั่น             

“อิฉันไปดูมาแล้วค่ะคุณผู้หญิง...คุณหนูไม่ได้ไปที่นั่นเหมือนกัน...” นมแจ่มเดินเข้ามารายงานเสียงสั่นเทา ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววกังวลไม่แพ้คนอื่นในห้องโถงนี้

                “อะไรกัน!คนทั้งคนเชียวนะ หายไปทางไหนทำไมถึงไม่มีใครเห็น รถก็อยู่ครบทุกคัน ค้นดูทุกห้องทุกมุมก็ไม่เห็น มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของกูกันแน่วะ! ไหน?ใครก็ได้บอกกูมาที...”  

เจ้าสัวนาทขึ้นเสียงตวาดกร้าวลั่นห้องรับแขก ท่านชี้หน้าบอร์ดี้การ์ดทุกคนเรียงตัว ชี้ไปทางใครทางนั้นต่างก็พากันก้มใบหน้าลงงุด...

                “มันน่าไล่ออกไปให้หมดนักไอ้พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก”

                เมื่อไม่มีใครพบตัวบุตรสาวของท่านสักคนเดียว อารมณ์ของท่านเจ้าสัวจึงสูงขึ้นด้วยความเป็นห่วงในตัวลูกสาวคนเล็ก กลัวจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นมากกว่ากลัวสิ่งอื่นใด แต่นี่มันในบ้านของตัวเองแท้ๆ ยังจะมีใครหน้าไหน กล้าเข้ามากระตุกหนวดเสืออย่างตัวท่านได้อีกหรือไง ถึงจะเป็นเสือแก่ก็เถอะ แต่เขี้ยวเล็บยังคมกริบเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน...

                “ใจเย็นๆสิคะคุณพี่ ลูกสาวเราคงไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ แกคงอยู่ในบ้านนี่แหละ คงจะโกรธพวกเรา ที่ชอบไปบังคับให้แกออกไปงานเลี้ยงบ่อยๆน่ะค่ะ ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่อยากออกไปสักเท่าไหร่ นี่คงเห็นแก่พี่ชาย ไม่อย่างนั้นคงจะงอแงหนักยิ่งกว่านี้อีกนะคะคุณพี่...” คุณหญิงละไมเดินมาทรุดกายนั่งลงข้างๆกับสามี เอื้อมมือไปจับมือใหญ่มากุมเอาไว้ เพื่อให้กำลังใจ หากนาทยสุรีหนีออกจากบ้านเนื่องจากสาเหตุนี้จริงๆ ตัวนางเองก็มีส่วนผิดอยู่มาก ที่ดันไปบังคับจิตใจให้นาทยสุรีทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดอยากทำ...

                “เหลวไหลใหญ่แล้วไอ้ลูกคนนี้ ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่คงต้องพูดกันให้รู้เรื่องสักที จะอะไรกันนักหนา กะอีแค่ให้ออกไปเจอกับผู้คนภายนอกเสียบ้าง ทำอย่างกับเราบังคับให้แกไปตาย...ฉันไม่ได้บังคับเขาให้ออกไปเจอกับสิ่งที่ไม่ดีเสียหน่อยนะคุณหญิง ฉันหวังดีกับแกมากแค่ไหน ทำไมหนูนิ่มไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่ออย่างฉันเสียบ้างเลย...”  เจ้าสัวนาทกระชับมือของตนกับภรรยาคู่ยาก

                “ก็น้องไม่ชอบนี่ครับ คุณพ่อก็ไม่น่าจะไปบังคับแกมาก...” อานนท์พูดแทรกขึ้น เขาได้แต่ส่ายหัวไปมา หากน้องสาวของเขาหายตัวไปเพราะสาเหตุนี้จริงๆ

                “แล้วชาตินี้เมื่อไหร่หนูนิ่มจะได้แต่งงานแต่งการเป็นหลักเป็นฐานของตัวเอง ขืนอยู่แต่ในบ้าน แล้วใครมันจะมาเห็นความงดงามของน้องสาวแกกันฮะ ฉันให้เขาไปตกระกำลำบากหรือก็เปล่า แค่ให้ออกไปพบปะผู้คนภายนอกเสียบ้าง มันจะอะไรนักหนาหึ...”

                นาทยสุรีโตเป็นสาวสะพรั่งแล้วก็สวยมากด้วย สวยจนหัวกระไดบ้านเขานั้นไม่เคยแห้ง ทว่าเสียอย่างเดียวนาทยสุรีไม่ชอบสุงสิงกับใครมากเป็นพิเศษ ทำตัวไม่ต่างจากหุ่นยนต์ไขลาน ถามคำก็ตอบคำ อย่างนี้แล้วผู้ชายคนไหนมันจะอยากสร้างสัมพันธ์ด้วยต่อ พอเจอลุคนี้ของลูกสาวเขาเข้า ต่างก็เบือนหน้าส่ายก้นหนีกันเป็นทิวแถว

 ลูกสาวของเขาไม่เคยคิดจะแลชายตามองผู้ชายคนไหนสักคน พาออกงานกี่งานต่อกี่งาน ก็มักทำตัวงอแงอิดออดไม่ยอมไปมันเสียทุกครั้ง ไอ้เราก็อยากให้ลูกได้พบปะผู้ชายดีๆสักคน จะได้ผูกสมัครรักใคร่เรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันเอาไว้บ้าง แต่ดูเหมือนยิ่งผลักยิ่งดัน นาทยสุรีก็ยิ่งทำตัวเหลวไหลไปกันใหญ่ ถ้าถึงขั้นมาหนีออกจากบ้านแบบนี้ เขาคงต้องหาผู้ชายสักคนแล้วจับแต่งไปกับลูกสาวของเขาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียแล้วล่ะ ขืนถ้าปล่อยเอาไว้ให้เวลาเนิ่นนาน ลูกสาวของเขาคงได้แก่ขึ้นคานกันพอดี...

                “เอาเถอะค่ะ ถ้าลูกไม่ชอบก็อย่าไปบังคับใจแกให้มากนักเลย เดี๋ยวแกจะหนีเตลิดไปกันยกใหญ่ เท่าที่วันนี้หนูนิ่มแกยอมให้ความร่วมมือ ไม่ค่อยอิดออดเหมือนเท่าที่ผ่านมา ก็ถือว่าดีถมเถไปแล้วค่ะ คุณพี่ก็ต้องหัดใจเย็นๆบ้างสิ อย่าไปบังคับใจแกให้มากนักเลย คนเราถ้าเป็นเนื้อคู่กันแล้วต่อให้อยู่ไกลฟ้าเขียวแค่ไหน สักวันเขาทั้งคู่ต้องได้มาเจอกันอยู่ดี เชื่อน้องนะคะคุณพี่...”

                “คงจะมีหรอกนะคุณหญิง ไอ้เนื้อคู่ของหนูนิ่มน่ะ...”  เจ้าสัวนาทกระแทกเสียงประชดภรรยาคู่ใจ

                “มีสิครับทำไมจะไม่...มี” อานนท์เผลอหลุดความจริงบางอย่างออกไป แต่ก็ต้องรีบหุบปากของตัวเองลงฉับพลันเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ทันคนอาบน้ำร้อนมาก่อน เมื่อนางได้ยินสิ่งที่บุตรชายเอ่ยออกมาเมื่อสักครู่นี้เต็มสองหู

                “หมายความว่าอย่างไงหรือนนท์...” ประมุขหญิงของบ้านหันมาทางบุตรชาย หัวคิ้วยกขึ้นด้วยความสงสัย

                “ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ นนท์ก็แค่หมายความว่า คนเราถ้าเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันแล้ว ต่อให้อยู่ในถ้ำลึกสักแค่ไหน สักวันก็คงตามหากันเจอเองนั่นแหละครับ” อานนท์ตอบมารดายิ้มแหย เพราะกลัวปัญหาบางอย่างจะล่วงรู้ถึงหูของท่านเข้า และคราวนี้เรื่องราวคงได้ใหญ่โตไปกันยกใหญ่แน่นอน

                คุณหญิงละไมกดดวงตาอ่อนแสงเพื่อจับพิรุธลูกชายคนโต มันจะต้องมีเรื่องอะไรสักเรื่องที่อานนท์ต้องการปิดบังเอาไว้...

                “นนท์คงไม่มีอะไรปิดบังแม่อยู่หรอกนะ ถ้าลูกรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับน้องก็รีบๆบอกแม่กับพ่อมาซะตอนนี้ดีกว่ามาปิดบังกันเอาไว้ เผื่อบางทีเราจะได้ช่วยเหลือน้องได้ทัน...”

ทั้งสายตาและน้ำเสียงของคุณหญิงละไมแสดงออกมาชัดเจน นางไม่คิดจะเชื่อคำพูดของบุตรชายสักทีเดียว คำพูดของอานนท์ฟังดูมีลับลมคมในอยู่ไม่น้อย เลี้ยงกันมาจะสามสิบปีแล้ว ทำไมตัวนางจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของบุตรชายตัวเองดี อานนท์ไม่เคยโกหกนางได้สำเร็จสักเรื่องเดียว แต่ในเวลานี้คงต้องปล่อยไปก่อน เอาไว้ค่อยเรียกเจ้าตัวมาสอบถามกันภายหลังเป็นการส่วนตัวก็แล้วกัน เพราะตอนเรื่องของนาทยสุรีสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด...

                “เอ่อ...ขอประทานโทษครับคุณท่าน...” เสียงตื่นตระหนกดังขัดจังหวะการปะทะคารมของสองแม่ลูก เจ้าสัวนาทเอี้ยวตัวไปหาต้นเสียง

                “ว่าไงนายสร...วิ่งหน้าตื่นมาเลย แกเจอหนูนิ่มแล้วหรือไง” เจ้าสัวนาทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ความหวังวูบเข้ามาในหัวใจ

                “เปล่าหรอกครับท่านเจ้าสัว...แต่ผมเจอจดหมายนี่ตกอยู่ตรงประตูรั้วหน้าบ้านครับ...” นายสรยื่นจดหมายให้กับเจ้านายมือไม้สั่น เมื่อหน้าซองของจดหมายระบุชื่อของผู้ส่งว่าเป็นใคร

                “จดหมาย! อะไร?หรือคะคุณพี่...” คุณหญิงละไมเอ่ยถามอย่างร้อนใจไม่ต่างกับผู้เป็นสามี

                “จดหมายของหนูนิ่ม” สามีเฉลยข้อสงสัย และเมื่อทุกคนได้ยินว่าเป็นจดหมายของผู้ใดทำหล่นเอาไว้ ต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ยังพอมีเบาะแสให้รู้ได้บ้าง นาทยสุรีหายตัวไปไหน

                ท่านเจ้าสัวเปิดจดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว เมื่อหน้าซองระบุชื่อของบุตรสาวที่หายตัวไป ก่อนจะปิดลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกไปที...

                “ลูกบอกว่าอย่างไรบ้างคะ...แกหายไปอยู่ที่ไหนกัน?” คุณหญิงละไมละล่ำละลักถามด้วยความอยากรู้

                “ไปเหนือ...บ้านของหนูอิงอร เขามารับกันไปตั้งแต่ลูกลงมาจากเวทีนั่นแล้วล่ะ ในจดหมายบอกเพียงต้องรีบไปแค่นั้น...” เจ้าสัวเอ่ยปากบอก เพื่อให้ทุกคนได้เบาใจ...

                เป็นอันรู้กันภายในครอบครัว อิงอรคือเพื่อนสนิทของนาทยสุรี สองคนนี้มักไปมาหาสู่กันยิ่งกว่าเพื่อนแท้ เป็นยิ่งกว่าพี่น้องกัน ถ้าอิงอรลงมากรุงเทพฯ ก็มักจะมานอนค้างยังบ้านของนาทยสุรี หรือถ้า นาทยสุรีอยากเปลี่ยนบรรยากาศ เข้าหาธรรมชาติ ก็จะขึ้นเหนือไปพักยังบ้านของอิงอรอยู่เป็นเดือนๆแทนก็มี...

                “อ้าว...แล้วทำไมน้องถึงไม่บอกใครไว้เลยสักคนล่ะครับ จะไปไหนมาไหนทั้งทีก็น่าจะบอกกันเอาไว้บ้าง ไม่ใช่หนีหายแล้วทิ้งจดหมายเอาไว้เฉยๆเสียแบบนี้...” คนเป็นพี่ชายเอ่ยเสียงดุ เมื่อครั้งนี้นาทยสุรีทำไม่ถูกต้องนัก จะไปไหนมาไหนก็น่าจะบอกกับใครเอาไว้สักคนก็ยังดี ไม่ใช่มาเขียนจดหมายทิ้งไว้อย่างนี้ ทำตัวยิ่งว่าเด็กสามขวบ นี่ถ้ากลับบ้านมาหนนี้ เขาในฐานะพี่ชายจะต้องเรียกมาคุยกันให้รู้เรื่องสักทีเสียแล้วแม่น้องสาวคนนี้เนี่ย...

                “น้องคงโมโหที่เราไปบังคับแกให้ออกไปในงานเลี้ยงน่ะสิ ถึงได้ไม่ยอมบอกใครว่าจะไปบ้านของหนูอร...”  คุณหญิงละไมยังคงพูดให้ท้ายลูกสาวตามเคย ถึงจะมีศักดิ์เป็นเพียงแม่เลี้ยง แต่ใครๆก็รู้ว่าคุณหญิงละไมนั้น ทั้งรักทั้งเอ็นดูนาทยสุรีมากเสียยิ่งกว่าอานนท์ลูกชายแท้ๆของตนเองเสียอีก

                “คุณแม่ก็เป็นเสียแบบนี้ทุกที ให้ท้ายกันตะพึดตะพือตั้งแต่เล็กจนโต เห็นไหมเล่าครับน้องเลยเอาแต่ใจ จะไปไหนมาไหนก็ไม่คิดจะบอกใครเอาไว้สักคน ถึงจะบอกว่าโมโหก็เถอะครับ แต่ก็ต้องบอกกันสิมันถึงจะถูกต้อง ทำไมถึงชอบทำตัวแบบนี้นะ...ปล่อยให้คนอื่นเขาต้องคอยเป็นห่วง ออกตามหาตัวเองกันให้วุ่นวายกันไปหมด  แล้วสุดท้ายเป็นไงครับ แม่น้องสาวสุดที่รักของผม เลยหนีไปเที่ยวเล่นอย่างสบายใจเฉิบเสียนี่ คิดว่าสนุกนักหรือไง ถึงชอบทำให้คนอื่นเขาต้องมาวุ่นวายเป็นห่วง คอยดูนะถ้าเจอตัวเมื่อไหร่ นนท์จะตีให้ก้นลายเลย”

                “ก็ลองทำอย่างที่ปากพูดดูสิ แม่นี่แหละ...จะเป็นคนจับนนท์มาตีให้ก้นลายตอนอายุสามสิบกว่าๆ ให้ได้อายกันบ้างเสียเอง เรื่องอะไรจะต้องไปตีน้องด้วย แม่เลี้ยงของแม่มา แม่ยังไม่เคยตี เราเป็นแค่พี่ชายจะมาตีน้องได้ยังไง แม่ไม่ยอมหรอกนะจะบอกให้...”

                “ก็คอยให้ท้ายกันอย่างนี้ไงครับ น้องถึงได้เคยตัวเอาแต่ใจตัวเอง จะไปไหนมาไหนก็ไม่เคยคิดจะบอกใคร ทำให้วุ่นวายกันไปทั้งบ้าน” บุตรชายหันไปทำหน้างอใส่มารดา

                “เอ๊ะ! ตานนท์นี่อะไรกันหนักหนานะ กะอีแค่น้องอยากไปพักผ่อน จะมานั่งบ่นให้มันได้อะไรขึ้นมา”

                “พอๆ ทั้งสองคนแม่ลูกเลย เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะนะ วันนี้ฉันต้องขอบใจพวกเราทุกคนมากๆด้วย  เอาไว้สิ้นเดือนนี้ฉันจะตอบแทนน้ำใจของทุกคนด้วยการเพิ่มเงินให้ก็แล้วกัน แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว...” ท่านเจ้าสัวนาทเมื่อยุติสงครามน้ำลายระหว่างแม่ลูกเสร็จ ท่านจึงหันไปขอบใจบรรดาคนรับใช้ทั้งหลาย ซึ่งต่างช่วยวิ่งวุ่นกันไปหมด

                “งั้นเราสองคนก็ขึ้นไปพักผ่อนกันบ้างเถอะนะคุณหญิง เลยเวลาทานยาก่อนนอนมานานแล้ว เดี๋ยวอาการเธอก็กำเริบขึ้นมาอีกจนได้หรอก...”  เมื่อหันไปไล่บรรดาคนงานให้ไปพักผ่อนจนหมดแล้ว ท่านเจ้าสัวจึงหันมาสนใจภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก โอบหลังจับจูงกันเดินขึ้นไปชั้นบน โดยมีสายตายิ้มล้อของบุตรชายมองตาม

                “แล้วพรุ่งนี้โทรหาน้องด้วยล่ะนนท์ ว่าถึงบ้านของหนูอรแล้วหรือยัง อ้อ...แล้วนนท์ไม่ต้องดุหรือต่อว่าอะไรน้องอีกล่ะ ปล่อยให้หนูนิ่มไปพักผ่อนให้หายเบื่อก็ดีเหมือนกัน เอาไว้พ่อจะหาเวลาขึ้นไปดูที่ดูทางเอาไว้เป็นของตัวเองสักหน่อย หาซื้อเอาไว้ปลูกบ้านพักตากอากาศสักหลังคงจะดี หรือว่าไงคุณหญิง เธอคงจะชอบล่ะสิ บ้านเพื่อนของเธออยู่ที่นั่นด้วยไม่ใช่หรือไง...” เมื่อหันไปสั่งเสียบุตรชายเสร็จ เจ้าสัวนาทเลยหันมาถามความคิดเห็นของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากต่อ

                “ค่ะ...บ้านของปานดาว ก็ดีเหมือนกันนะคะน้องชอบอากาศทางเหนือ มันบริสุทธิ์หายใจเข้าไปก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้...” คุณหญิงละไมยิ้มรับกับความคิดนี้ของสามี

                ลูกชายระบายยิ้มเต็มวงหน้า นึกอิจฉาความรักของท่านทั้งสองอย่างบอกไม่ถูก...

                “หวานกันเหลือเกินนะครับคุณพ่อ คุณแม่...” อานนท์ได้ทีเอ่ยแซวบิดา มารดา แม้ว่าภายในใจของเขา ยังอดแอบเป็นห่วงน้องสาวของตัวเองไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าน้องสาวของตัวเองไม่ได้ตกอยู่ในที่อันตราย แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้เสียทีเดียวนัก

                “เอาไว้พรุ่งนี้เขาจะโทรไปถามข่าวคราวของน้องนิ่มแต่เช้าก็แล้วกัน...” ชายหนุ่มพึมพำอยู่คนเดียว ก่อนจะลุกเดินตามบิดาและมารดาขึ้นไปพักผ่อนยังห้องนอนของตัวเองบ้าง

 

**************************

               

ร่างอวบอิ่มเริ่มขยับตัวเบียดชิดเข้าหาความอบอุ่น หญิงสาวซุกใบหน้านวลเนียนเข้าหาความอุ่นร้อน เธอสัมผัสมันได้ด้วยความเคยชินยามเมื่อยู่ในห้องนอนบนเตียงกว้างของตัวเองความอุ่นนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้เลยหากไม่ใช่หมอนข้างคู่ใจ ที่เธอมักใช้นอนกอดอยู่ทุกค่ำคืน แต่สิ่งที่ทำให้นาทยสุรีนึกแปลกใจ ทำไมหมอนข้างวันนี้กลับรู้สึกแข็งๆผิดปกติไปได้...

                แต่เพราะอาการง่วงงุนบวกกับความเหนื่อยล้าของร่างกาย ทำให้นาทยสุรีหยุดสงสัยกับหมอนข้างคู่ใจ ถึงจะรู้สึกว่ามันแข็งขึ้นกว่าเดิมไปมาก อาจเป็นเพราะเธอไม่ได้ซักมันมานานแล้วก็อาจเป็นได้ รอยยิ้มหวานจึงผุดขึ้นตรงมุมปาก เมื่อย้อนคิดไปถึงที่มาที่ไปของหมอนข้างใบโปรดปรานใบนี้...

                “อ่ะ...ให้”  เด็กหญิงผมเปียมองของขวัญในมือของเด็กชายผิวสีแทน เขายื่นส่งมาให้เธอตรงหน้า เด็กหญิงกระพริบตามองด้วยนึกแปลกใจ แต่ยังไม่ยอมยื่นแขนกลมป้อมออกไปรับเสียทีเดียว เพราะยังฉงนกับของขวัญที่หนูน้อยได้รับอยู่ไม่หาย มันหมายความว่าอะไร คนอย่างพี่เสือน่ะเหรอ จะให้ของขวัญแก่เธอได้...

                “รีบๆเอาไปสิ ฉันหนักไม่เห็นหรือไง...”  เมื่อเกิดอาการกระดากอาย เสียงที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มจึงเร่งเร้าให้เด็กหญิงผมเปียรีบๆรับมันไปซะ ก่อนใบหน้าของเขาจะเกิดสีแดงไปมากกว่าที่เป็นอยู่...

                นาทยสุรีมองหมอนข้างในมือพี่ชายสุดหล่ออย่างช่างใจเล็กน้อย...

                “หมอนข้างหรือคะ! รอยยิ้มเล็กจึงผุดขึ้นอย่างดีใจ

                “นี่พี่เสือให้หนูนิ่มจริงๆหรือคะ...” ดวงตาใสแจ๋วจ้องมองหมอนข้างสลับกับคนที่ยื่นมันมาให้ด้านหน้าตาใสแจ๋ว

                เด็กชายไม่ตอบคำถามหากเปลี่ยนเป็นพยักหน้ารับแทน แต่มิวายยังคงใบหน้าติดจะบึ้งตึงเสียมากกว่า แถมยังเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ เมื่อเด็กหญิงไม่ยอมยื่นมือออกมารับของขวัญ จากมือเขาเสียที ไม่รู้บ้างหรือไงกว่าเขาจะตัดใจกล้าเอาของขวัญออกมามอบให้ เขาต้องใช้ความกล้ามากขนาดไหน

                “เอ้าแล้วตกลง...จะเอาไหม ถ้าไม่เอาจะได้เอาไปทิ้ง” เมื่อไม่เห็นว่าเด็กหญิงนิ่มยื่นมือออกมารับเสียที เจ้าหมอนข้างสีชมพูลายเสือน้อยก็ถูกกระแทกลงบนมือป้อมอย่างกระแทกกระทั้น

                “ถ้าไม่ชอบก็ทิ้งไป ไม่ได้อยากให้นักหรอกนะ” เด็กชายเสือเอ่ยขึ้นเสียงแข็งกระด้างกระเง้ากระงอดใส่ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างอายๆ แสร้งทำมองเมินไปทางอื่นแทนใบหน้าเล็กกลมขาวจั๊วะของเด็กหญิงที่เขารู้สึกหมั่นไส้ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้า

                ส่วนเด็กหญิงนิ่มเมื่อได้รับของขวัญแล้วก็เอาแต่ยืนยิ้มเปิดปากกว้างด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าพี่ชายที่เป็นลูกของเพื่อนคุณแม่ จะมีน้ำใจให้ของขวัญกับเธอเป็นที่ระลึกก่อนเธอจะกลับกรุงเทพฯ แทนการดึงหางเปียของเธออย่างทุกครั้ง ก่อนเธอจะขึ้นรถกลับ...

                “ขอบคุณค่ะพี่เสือ...สวยจังเลย หนูนิ่มชอบค่ะ มือเล็กป้อมขาวอวบยกขึ้นไหว้ขอบคุณ ก่อนจะยืนกอดหมอนข้างใบนั้นไว้ด้วยความหวงแหน ใบหน้าเล็กกลมยิ้มจนเห็นฟันขาวซี่เล็กๆ ยืนบิดไปบิดมาด้วยความเขินอาย

                “ขึ้นรถได้แล้วค่ะหนูนิ่ม...ขอบใจมากนะจ๊ะลูกเสือ โธ่...ยังมีแก่ใจให้ของขวัญกับน้อง ดูสิน่ารักเชียวเด็กคนนี้ เอาไว้วันหลังป้าจะพาน้องมาเล่นด้วยใหม่นะจ๊ะ...” คุณหญิงละไมย่อตัวลงตรงหน้าเด็กชาย ลูบแก้มขาวด้วยความเอ็นดู เด็กชายเสือยิ้มรับเก้อๆ ก่อนที่คุณหญิงละไมจะยืดตัวขึ้นแล้วจับจูงบุตรสาวตรงไปยังรถตู้           

“ฉันกลับแล้วนะดาว เอาไว้ถ้ามีเวลาว่างอีก จะขึ้นมาเที่ยวใหม่ ขอบใจเธอจริงๆนะ มารบกวนเธอเสียหลายวันเลยคราวนี้ ถ้ายังไง...ถ้าเธอขึ้นไปกรุงเทพฯอีกเมื่อไหร่ก็อย่าลืมโทรหาฉันด้วยล่ะ ฉันจะไปหาเธอ”

                “ได้สิละไม...ฉันเห็นเธอแข็งแรงขึ้นมากแบบนี้ ฉันก็อดดีใจด้วยไม่ได้ ถ้าอากาศในกรุงเทพฯมันแย่นัก ก็มาหาที่หาทางปลูกบ้านที่นี่ก็ได้นะ เราจะได้เจอกันบ่อยๆไง คุณประภพก็เอาแต่ทำงาน อยู่คนเดียวในบ้านมันเลยอดเหงาๆไม่ได้ มีเธอมาอยู่เป็นเพื่อนคุย ฉันเสียอีกที่ต้องขอบคุณเธอที่ยังไปมาหาสู่กันเสมอ...” สองเพื่อนสนิทยิ้มส่งให้กันเป็นการบอกลา

                “เอาไว้ฉันจะลองปรึกษากับท่านเจ้าสัวดูอีกทีก็แล้วกันนะดาว...ป้าไปก่อนนะจ๊ะลูกเสือ เอาไว้เที่ยวหน้าป้าจะพาตานนท์ลงมาด้วย เป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่หรือไง นี่ถ้าพ่อเขาไม่ติดว่าจะพาไปสมัครเรียนพิเศษ ก็คงไม่พลาดจะตามลงมาเที่ยวด้วยเหมือนกัน รายนั้นเขาชอบธรรมชาติ แต่ก็ติดสบายจนเคยตัว”

            “ครับคุณป้า...เสือจะรอนนท์นะครับ”

                เมื่อคุณหญิงละไมกล่าวล่ำลากับเพื่อนรักเสร็จ นางจึงจูงมือบุตรสาวเลี้ยงขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกสดชื่นมากขึ้น มันปลอดโปร่งด้วยความสบายใจทุกครั้ง การมาเที่ยวเชียงใหม่ก็เท่ากับการมาพักฟื้นให้กับร่างกายไปในตัวด้วยเหมือนกัน...

 

**************************

 

                ร่างใหญ่โตนอนหลับสบายมาตลอดทั้งคืน เริ่มรู้สึกตัวตื่นเมื่อร่างกายถูกเบียดด้วยร่างหอมๆของแม่เมียเนื้อหวาน หญิงสาวที่เขาพึ่งได้มาเป็นเมียหมาดๆ ดวงตาคู่คมจับจ้องลงยังใบหน้าสวยหวานด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่เมื่อสติย้ำเตือนบางเรื่องขึ้นมา สายตาคมกริบไม่ต่างจากเสือร้ายกลับแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ขึ้นจนดูน่ากลัว...

                เราจะมามัวหลงใหลเพียงแค่ได้เห็นหน้าสวยงามนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด อย่าลืมสิ เราจับนาทยสุรีมาเพื่อเหตุผลอะไร?...ความคิดหนึ่งผุดขึ้นย้ำเตือนให้ปวีณได้ตระหนัก เขาต้องทำให้ไอ้นนท์ไอ้เพื่อนนิสัยเลวทราม มันเจ็บจนกระอักเป็นสายเลือด เหมือนอย่างที่มันทำไว้กับลูกหว้าไม่ต่างกัน และคนเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้แผนการทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี นั่นก็คือ...นาทยสุรีนั่นเอง

            เขาจะทำให้เธอท้อง พอเธอท้องเขาก็จะทิ้งเธออย่างไม่ดูดำดูดี เขาจะทำเหมือนอย่างที่ไอ้นนท์มันทำกับน้องสาวของเขาไม่ผิดเพี้ยน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันถึงจะสาแก่ใจของเขา...

                เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างใหญ่จึงขยับออกห่างร่างงามเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพลิกร่างงามให้นอนหงายราบไปกับพื้นเตียง ชายหนุ่มใช้สายตากวาดมองร่างเปลือยเปล่าขาวละออด้วยความพึงพอใจ ร่างสวยสมส่วนนี้ไม่เพียงแค่ขาวสะอาดแต่ยังไร้จุดตำหนิใดๆให้สะดุดตาอีกด้วย ตั้งแต่เขาเกิดมาแล้วรู้จักเรื่องเซ็กส์ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนจะสวยสมบูรณ์แบบได้เท่าผู้หญิงตรงหน้าของเขาเลยสักคนเดียว...

เมื่อปวีณใช้สายตาสำรวจร่างงามทุกซอกทุกมุมอย่างพอใจเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงขยับร่างใหญ่ของตัวเองขึ้นค่อมอยู่เหนือร่างหอมกรุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาได้ตักตวงความหอมหวานจากปากอิ่มรสเลิศได้อย่างถนัดถนี่มากยิ่งขึ้น คนกำลังนอนหลับสบายไม่อาจปัดป้องช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อความรู้สึกเลือนรางเหมือนอยู่ในความฝันแสนรัญจวนนั้นทำให้นาทยสุรีเคลิบเคลิ้ม จนริมฝีปากอิ่มเผยอขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลิ้นร้อนชอนไชเข้าไปหยอกล้อกับลิ้นเล็กแต่หวานล้ำได้อย่างสะดวกสบายจนปวีณพอใจร้องฮึมๆขึ้นในใจ  ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาตักตวงสิ่งที่ตัวเองโหยหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะดึงใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมามองใบหน้างามแล้วก็ส่ายหน้าอย่างระอากับความขี้เซาของหญิงสาว...

                เขาทำเธอถึงขนาดนี้แล้ว หากเจ้าหล่อนยังไม่คิดจะลืมตาขึ้นมาดูเลยด้วยซ้ำ...

“ตื่นได้แล้วแม่คุณจ๋า นี่กะจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกัน สายโด่งจนตะวันเลียก้น ยังไม่คิดจะตื่นขึ้นมาอีกหรือไง...” เสียงห้าวทุ่มดังขึ้นแถวๆขมับของหญิงสาว ทำให้แพขนตางอนงามกระพือขึ้นเล็กน้อย แต่เปลือกตายังคงปิดสนิทอยู่เนื่องจากความอ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้นาทยสุรีไม่อาจลืมตาขึ้นมามองได้อย่างใจต้องการ

                “อืม...” เสียงอืออ้าดังขึ้นด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ เมื่อเธอถูกรบกวนในเวลานอนเช่นนี้

                “เอ้า...นี่ไม่คิดจะตื่นขึ้นมาจริงๆใช่ไหม...ได้ ฉันมีวิธีปลุกเธอแบบใหม่ก็แล้วกัน...”

ปวีณทำหน้าเจ้าเล่ห์เมื่อคิดหาวิธีปลุกหญิงสาว ชายหนุ่มระบายยิ้มพึ่งใจ กลับวิธีการปลุกแบบใหม่สดๆร้อนๆเมื่อครู่ที่เขาคิดขึ้นมาได้ เล่นเอาร่างขาวอวบถึงกับสะดุ้งจนต้องรีบลืมตาโพลงขึ้นมาด้วยอาการเจ็บจี๊ดตรงส่วนของความไวต่อความรู้สึก เมื่อมันถูกทักทายทีเดียวเสียทั้งลำใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว

                “กรี๊ดๆๆๆๆๆ!เจ็บ...เอามันออกไปนะไอ้เลว...ไอ้ชั่วช้า...”

ร่างเล็กรีบเบิกตาโพลงส่งเสียงร้องพร้อมกับก่นด่าออกมาด้วยความเจ็บปวดปนเจ็บแค้น แต่คนคิดแผนการปลุกไม่ได้อนาทรร้อนใจแต่อย่างใด เมื่อความอ่อนนิ่มภายในโพรงแสนงามกำลังบีบรัดเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายหนุ่มได้แต่ส่งยิ้มยั่วให้คนใต้ล่าง แม้ตอนนี้ใบหน้าของเขาจะดูบิดเบ้เพราะความเสียวซ่านเข้าเล่นงานก็ตามที

                “ซี้ดส์...เธอนี่มันแน่นเป็นบ้าเลยวะ...แถมยังเอามันฉิบหาย...”

 ปวีณสบทคำพูดหยาบคายออกมาเมื่อเขาส่งแรงกระแทกเข้าไปจนมิดทั้งลำอวบ ก่อนจะหมุนวนอยู่ภายในผนังถ้ำให้หญิงสาวได้ปรับตัวเอง นิ้วยาวเรียวบดบี้เม็ดเล็กสีชมพูกลางกายสาว เพื่อช่วยเร่งเร้าให้นาทยสุรีขับน้ำหวานเพื่อช่วยในการไหลลื่นลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง ไม่ใช่เขาจะใจจืดใจดำต้องการมีความสุขอยู่เพียงฝ่ายเดียวเสียเมื่อไหร่ ยิ่งเมื่อเห็นอาการดิ้นรนเอาเป็นเอาตาย ปวีณก็ยิ่งต้องข่มความปรารถนาร้อนแรงของตัวเอง แล้วรอคอยให้หญิงสาวขับเคลื่อนไปพร้อมๆกับตนเองให้ได้

                “อ้าขากว้างๆออกสิคนสวย ฉันจะได้กระแทกเธอให้หายเจ็บไง...” ปวีณกัดฟันสั่งร่างเปลือยเปล่าขาวละออตา เธอกำลังแอ่นสะโพกเข้าหานิ้วมือของเขาอย่างลืมตัว

                “เสียวไหมหึ เมียจ๋า...” ริมฝีปากหยักได้รูปขยับถาม แต่คนเสียวแทบขาดใจกลับปฏิเสธส่ายหน้าจนผมดำขลับกระจายเต็มหมอนใบโต

                “ดื้อ...แล้วแบบนี้ล่ะ...เสียวหรือเปล่า...” ปวีณจงใจละเลงปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ลงบนเม็ดเล็กสีชมพู มันสร้างความกระสันซ่านให้กับหญิงสาวหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ

                “แก!...อือ...ไม่...อย่านะ...โอ้ย...” เสียงเล็กพูดออกมาตะกุกตะกักดิ้นรนร่างงามออกห่าง               “ก็ผัวถามดีๆ เมียก็ตอบมาสิจ๊ะ เสียวหรือไม่เสียว”

“เสียวค่ะ...ฉันเสียวหรือเกิน...” เมื่อหญิงสาวทนต่อแรงบีบบี้ไม่ไหวอีกต่อไปจึงจำต้องกัดฟันตอบเขาออกไป เพียงหวังให้เขาหยุดทรมานร่างกายของเธอเสียที

“อาร์...ซี้ดส์...ช่วยนิ่มด้วย นิ่มจะไม่ไหวอยู่แล้ว...”  เมื่อเธอไม่เพียงแต่ถูกเขากระแทกกระทั้นจนต้องยอมทำตามโดยการอ้าขาออกให้กว้าง แต่เขายังฉกใบหน้าคมเข้าหาสองเต้าทรวงของเธอแล้วดูดดึงมันไม่ต่างจากทารกน้อยยามดูดนมมารดาเพราะความหิวโซ ปลายลิ้นของเขานั้นก็ร้ายกาจ ทั้งสะบัดและไล้เลียเม็ดเชอร์รี่สลับไปมาจนนาทยสุรีแทบขาดใจ

                “โอ้ย!!!ซีดส์...ได้โปรด...ช่วยฉันด้วยค่ะ ฉันขอร้องล่ะ ทำอะไรก็ได้ ช่วยพาฉันให้ออกไปจากความทรมานนี้สักทีเถอะนะ...” เธอร้องขอเมื่อทนต่อแรงเสียดเสียวนี้ จากกระทำของเขาไม่ไหวอีกต่อไป

                “ร้องขอฉันดังๆสิ แม่ยอดยาหยี ร้องขอให้ฉันเอาเธอแรงๆยังไงล่ะ...”

                “ไม่...ไอ้คนบ้า”

                “แล้วถ้ายังนี้ล่ะ...” อย่างนี้ของเขาคือการจับเธอหันหลังนอนคว่ำหน้า มือหนายกสะโพกผายขาวล้อตาขึ้นตั้งคลุกเข่า เขายกฝ่ามือฟาดไปบนก้นงอนสองทีติดกันด้วยความหมั่นเขี้ยว

                “โอ้ย!ไอ้โรคจิต แกมาตีก้นฉันทำไม” นาทยสุรีส่งเสียงสั่นประท้วงหลับตาลงแน่น เมื่อกลีบผกาช่อใหญ่แบะออกกว้างเพื่อรองรับแท่งสวรรค์อวบใหญ่ของเขา

                “ไม่ตีก็ได้ ทำแบบนี้มันกว่าเป็นไหนๆ เพราะฉันอยากได้ยินเสียงเธอร้องดังๆ”

                “โอ๊ะ!!!อย่าแรงนักสิ ฉันเจ็บนะ”

                “เดี๋ยวก็หายเจ็บน่า อย่าทำเป็นดัดจริตไปหน่อยเลย ขี้คร้านเธอจะบอกให้ฉันอึบเธอแรงขึ้น หนักขึ้น...”

                “ไม่มีทาง ไอ้บ้า ไอ้หื่น ปล่อยฉันนะ...” นาทยสุรีส่ายสะโพกหนีการรุกราน หากปวีณคว้ารวบเอวจับไว้ทั้งสองมือเพื่อให้เธอหยุดดิ้นหนีไปไหน ก่อนจะส่งแรงกระแทกผลุบเข้าผลุบออกจนนาทยสุรีกำข้อมือจิกผ้าปูเอาไว้แน่น เมื่อมันทั้งเสียวปนเจ็บจุกจนเธอแทบแยกไม่ออก อะไรคืออาการเจ็บอะไรคืออาการเสียวกันแน่...

                “อืม! ซีดส์!  ความพยายามของนาทยสุรีมีอันสิ้นสุดลง ต่อให้เธอเม้มริมฝีปากป้องกันไม่ให้หลุดเสียงร้องอันน่าอับอายออกไปมากขึ้นเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเธอต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับความเสียวซ่านทั้งจากด้านบนและด้านล่างจนหมดท่า แม้ต้องฝืนใจร้องขอในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่ แต่ตอนนี้ความรู้สึกทรมานมันเล่นงานเธอจนไม่อยากมีลมหายใจ เธออยากจะให้เขาช่วยปลดปล่อยเธอออกไปจากความทรมานตรงนี้เสียก่อนที่เธอจะสิ้นใจตายเพราะความเสียวสุดยอดเสียก่อน...

                “ได้โปรด ช่วยฉันที...”

                “ฉันจะโปรดเธอแน่นอนแม่เมียจอมร่าน...”  ปวีณให้คำมั่นก่อนจะดึงความอลังการออกมาแล้วสวนกระแทกเน้นๆเข้าไปใหม่ เขาทำอย่างนั้นอยู่หลายทีก่อนจะกระแทกอัดเข้าและดึงออกถี่ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อได้รับการตอบสนองจากหญิงสาวใต้ร่าง ปวีณก็ยิ่งได้ใจ ชายหนุ่มจึงห่มสะโพกแกร่งของตัวเองกระแทกเข้าหาความอ่อนนุ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

“เธอมันนางมารร้ายจริงๆนะแม่หนูน้อย...” 

ปวีณเปลี่ยนท่าโดยจับนาทยสุรีนอนหงายอีกครั้ง เขาสวมใส่แท่งอวบสวนทันทีเมื่อแยกขาเรียวเสลาออกกว้าง นาทยสุรีอดใจไม่ไหว เธอยกฝ่ามือนุ่มนิ่มขึ้นลูบไล้ร่างงดงามมันเลื่อมของชายหนุ่ม จึงส่งผลให้คนถูกลูบไล้ด้วยความไร้เดียงสาหลับตาลงหลุดเสียงคำรามลั่นห้องเพราะความเสียวสะท้านกาย สะโพกหนาขยับหมุนวนสลับกันไปเรื่อยๆกับโยกโยนเข้าใส่ นาทยสุรีแหงนเงยใบหน้างามขึ้นมองสำรวจร่างกายของผู้ชายใจทรามด้วยความเผลอไผล เมื่อผิวกายของเขาสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดจนทำให้เธอรู้สึกดีเหลือเกิน อีกทั้งรูปร่างของเขานั้นก็ช่างใหญ่โตแถมยังหนันแน่นเต็มไปด้วยมัดก้ามน่าลูบไล้และสัมผัสยิ่งนัก

“อย่าดึงตรงนั้นสิ...โอ๊ะ!!!” ปวีณสูดปากซีดซาด

เมื่อลำนิ้วเรียวสะดุดเข้ากับกลุ่มขนสีดำเส้นหยิกหนา ทำให้บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา หญิงสาวจึงลองดึงสิ่งนั้นเล่นเพื่อต้องการเอาคืนไอ้ผู้ชายใจทรามบ้างเล็กๆน้อยๆ เป็นผลให้ใบหน้าคมฉกเข้าหาก้อนเนื้อเต่งตึง ครอบริมฝีปากร้ายกัดกินเนื้ออวบขาวถือเป็นการเอาคืนส่วนด้านล่างก็ส่งแรงกระแทกเข้าใส่จนร่างแน่งน้อยสะเทือนไปทั้งสรรพางค์กายก็ว่าได้

                “กรี๊ด....อาร์...ซี๊ดส์ๆๆๆ”  นาทยสุรีต้องส่งเสียงร้องลั่นแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองเพดานตาเบิกกว้าง เมื่อถูกเขาเอาคืนอย่างเน้นหนักทั้งด้านบนและด้านล่างจนสองกลีบผกาปลิ้นเข้าปลิ้นออกมาพร้อมกับน้ำรักสีขุ่นขาว

                “แน่นฉิบ...อาร์...” ปวีณห่มสะโพกแกร่งของตัวเองเพื่ออัดเข้าช่องหลืบคับแน่นอย่างถี่ยิบ ส่วนนาทยสุรีก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันเมื่อหญิงสาวยกสะโพกงอนงามขึ้นรับแรงกระแทกทุกๆครั้งยามเมื่อเขาโยกกายเข้าหา

                สองเต้างามกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงโยกย้ายของร่างงาม จนปวีณเห็นแล้วก็เกิดอาการหมั่นเขี้ยวไม่ไหว ต้องฉกริมฝีปากลงไปดูดดึงเม็ดเชอร์รี่พร้อมกับขบเม้มเบาๆสร้างความเสียวซ่านให้บังเกิดกับเจ้าของสองเม็ดเชอร์รี่ยิ่งนัก

                “เสียวค่ะ...นิ่มจะไม่ไหวแล้วนะ...ได้โปรดช่วยแรงกว่านี้อีก...กระแทกเข้ามาแรงๆเลยค่ะ” นาทยสุรีร้องขออย่างลืมอาย ก่อนจะปล่อยเสียงครวญครางดังหนักขึ้นเมื่อคำร้องขอของเธอได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงที ร่างหนาโซมไปด้วยเหงือกัดฟันตัวเองกรอดๆเมื่อลำเอ็นใหญ่ถูกด้านในบีบรัดจนหายใจติดขัด

                “ฉันก็เสียว...เสียวไปทั้งลำเลยล่ะแม่เนื้อหวานเอ่ย...เราไปพร้อมกันนะคนดี...” เมื่อปวีณเพิ่มแรงกระแทกและแรงโยกเข้าออกรุนแรงมากขึ้นตามคำร้องขอ ใบหน้าของทั้งสองคนจึงบิดเบ้ไม่เป็นรูป

                “กรี๊ด/โอ๊ะ!...” 

เสียงกรีดร้องพร้อมกับเสียงคำรามดังลั่นห้องพร้อมๆกัน เมื่อปวีณปลดปล่อยน้ำเชื้อสีขาวขุ่นออกมาจนล้นโพรงสวาทก่อนจะไหล่ย้อยเปรอะเปื้อนเต็มง่ามขาขาว ร่างหนากระตุกอยู่สามถึงสี่ทีก่อนจะฟุบกายทาบทับลงบนร่างอรชร  

                “เธอนี้มันสะเด็ดสะเดาใช่เล่นเลยนะหนูนิ่ม ยิ่งกว่าพวกมืออาชีพเวลาฉันไปปลดปล่อยเขาบริการฉันเสียอีก ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่าเธอนะมันใหม่สดซิงๆ...”  เมื่อลมหายใจถี่เริ่มกลับมาคงที่ ปวีณจึงเอ่ยวาจาดูหมิ่นหญิงสาวออกไป แต่ทางเชื่อมของสองร่างยังคงแนบสนิท เมื่อปวีณยังคงไม่อิ่มเอม เช้าๆอย่างนี้เขามีพลังงานเหลือเฟือเชียวแหละ จะให้เขาฟัดแม่นี้ต่ออีกสักสองยกก็ยังไหว

                “แกเป็นใครกันแน่ แล้วจับตัวฉันมาทำไม...” หญิงสาวใต้ร่างเริ่มดิ้นรนผลักไสร่างหนาให้พ้นกาย แต่ยิ่งผลักไสเขาออกห่างมากแค่ไหน เขาก็ยิ่งบดเบียดสิ่งที่ยังคั่งค้างในร่างกายเธอมากขึ้นเท่านั้น

                “ไอ้เลวเอาของแกออกไปจากร่างของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ...”

                “ไม่ล่ะ...ฉันชอบเข้าไปในร่างกายเธอแบบนี้นี่นา มันให้ความรู้สึกกระสันดีเชียวล่ะ หรือเธอไม่เสียวเวลาฉันอึบเธอแรงๆ”

                ปวีณหัวเราะในลำคอหึๆเมื่อเห็นลูกหนูตัวน้อยๆเริ่มแผงฤทธิ์เดชใส่ แต่เพราะความขาวละออตาไปทุกสัดส่วนยามไล้สายตามองบวกกับความนุ่มลื่นยามเมื่อสัมผัสกันเลยทำให้กระแสไฟที่มอดดับเริ่มจุดปะทุขึ้นมา จนนาทยสุรีต้องนิ่วหน้าอ้าปากมองใบหน้าคมคายตาเบิกโพลง...

                “จะโทษฉันไม่ได้นะแม่หนูตัวน้อย ต้องโทษที่เธอมันหวานแล้วก็หอมไปทั้งตัว ขอฉันเอาเธออีกสักรอบนะเช้านี้ แล้วฉันจะปล่อยให้เธอพัก...”  นั่นไม่ใช่คำขอ แต่เป็นแค่เพียงคำบอกกล่าวต่างหาก เมื่อจบคำปวีณก็ตั้งหน้าตั้งตาดื่มกินร่างงามจนตัวเองอิ่มเอมสำราญใจ ก่อนเขาจะปล่อยให้ร่างเปล่าเปลือยสลบไสลไปเพราะชายหนุ่มบ้าพลังไปนิดได้นอนพักเอาแรง ส่วนตัวเขาเองก็จัดแจงลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะออกไปดูไร่สวนตามปกติ ก่อนออกไปชายหนุ่มไม่ลืมจะจัดการใส่กุญแจล็อคห้องขังเชลยสาวเอาไว้อย่างแน่นหนา รอเวลาให้ถึงอาหารเที่ยงเสียก่อน เขาถึงจะย้อนกลับเข้ามาดูเจ้าหล่อนอีกที...

 

***************************************

                


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha