เสน่หาสายใยรัก(จบบริบูรณ์)

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 9 : Ep9 : ใจที่โหยหา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



ใจที่โหยหา...

 

        เกือบสองเดือนมานี้นาทยสุรีได้กลับไปใช้ชีวิตเกือบจะตามปกติดีทุกอย่าง ยกเว้นก็แค่บางเรื่องราวในชีวิตเท่านั้น ที่มันยังคงฝังอยู่ในส่วนของความรู้สึกแสนเปราะบาง ยังไม่ได้จางหายหรือลบเลือนไปจากก้านสมองส่วนใดของความทรงจำ เมื่อใบหน้าของผู้ชายสารเลวใจจืดใจดำผู้นั้น ยังคงวนเวียนตามมาหลอกหลอนให้เธอต้องนอนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของทุกๆวันอยู่เลย...

 นาทยสุรีจึงตัดสินใจเอ่ยปากสารภาพ บอกเล่าความจริงทุกอย่างแก่ทุกคนในครอบครัวออกไปในเช้ารุ่งขึ้นของอีกวันหนี่ง เมื่อเธอได้พักผ่อนร่างกายจนหายจากอาการเมื่อยล้าเป็นอย่างดี และคิดว่าตัวเองคงพร้อมรับกับสถานการณ์อันเลวร้ายได้โดยจิตใจที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น หากความจริงที่เธอจะเปิดเผยพูดบอกออกไปนี้ จะทำให้คนในครอบครัว เที่ยงบูรณกำจร เกิดความรู้สึกอับอายขายขี้หน้าจนถึงขั้นทนรับไม่ได้ขึ้นมาต่อสังคม ตัวเธอเองคงต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรมในเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้ และขอไปกบดานซ้อนตัวเองยังแดนไกล สถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเธอเพียงลำพังผู้เดียวเธอก็ยอม ดีกว่าจะให้ทุกคนรู้สึกลำบากใจเพราะเรื่องของเธอ...

ทว่าทุกอย่างกลับไม่มีอะไรทำให้นาทยสุรีต้องหนักใจอย่างที่คิดเลย พอเธอเล่าเรื่องราวเลวร้ายด้วยน้ำตาอันนองหน้าจบ แต่คงยกเว้นไม่บอกไอ้คนเลวคนนั้นเป็นใคร เมื่อเธอได้รับปากสัญญากับพี่เข้มเอาไว้ เธอจึงต้องรักษาคำสัญญานั้นไว้เป็นอย่างดี

“ลูกนิ่ม!...พ่อขอโทษนะลูก....”

ร่างสั่นเทาเพราะแรงสะอื้นไห้ถูกเจ้าสัวนาทกับคุณหญิงละไมคว้าขึ้นไปสวมกอดสามคนพ่อแม่ลูกเพื่อเป็นการปลุกปลอบใจให้คลายเศร้าโศกาทันทีเมื่อได้ยินทุกอย่างออกจากปากของบุตรสาว เรื่องจดหมายนั้นเป็นเพียงกลลวงของไอ้คนร้าย นาทยสุรีไม่ได้ไปเที่ยวไหนกับอิงอรแต่กลับถูกจับตัวไปแท้ๆ ตัวเขาเองก็ชะล่าใจไม่ทันคิดอะไรมากมาย เมื่อได้อ่านจดหมายนั้นก็เชื่อเสียสนิทใจ เพราะโดยปกติลูกสาวของเขาก็มักจะแอบไปเที่ยวเตร่ตามประสาคนชื่นชมธรรมชาติกับเพื่อนสนิทอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้อาจจะดูแปลกไปบ้าง ก็ตรงที่นาทยสุรีกลับทิ้งจดหมายไว้ให้ทางบ้านรับรู้ไม่ใช่เป็นเพียงการบอกกล่าวทางคำพูดเหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา

“โธ่ลูกนิ่มของน้าทำไมถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะ...” คุณหญิงละไมโอดครวญด้วยน้ำตาไม่ต่างจากบุตรสาวเลี้ยง หัวใจคนเป็นแม่เมื่อได้ฟังเรื่องราวก็แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆให้ได้ ลูกเจ็บแม่ก็เจ็บไม่ต่างกัน

“คุณพ่อขา คุณน้าขา...ฮือๆๆๆ”

“ร้องไห้ออกมาลูก ร้องออกมาให้พอ ถ้าร้องแล้วลูกนิ่มสบายใจก็ร้องออกมาเถอะนะ พ่อกับแม่จะคอยซับน้ำตาให้หนูเอง และจงจำคำพ่อสอนเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าที่ผ่านมาลูกนิ่มจะพบเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายหรือดีงามมากสักแค่ไหน ถ้าเราเดินผ่านพ้นมันมาได้ด้วยสองขาของเราแล้ว เราจะถือว่าเรื่องนั่นมันคือประสบการณ์สอนให้ชีวิตเราเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นนะลูก...”

“ค่ะคุณพ่อ...นิ่มจะเข้มแข็งขึ้นให้ได้”

ส่วนอานนท์มองภาพครอบครัวของตัวเองด้วยความรู้สึกโกรธจัด อยากจะฆ่าไอ้สารเลวคนนั้นนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าระบายอารมณ์ออกทางกิริยาท่าทางกระแทกกระทั้น ฝ่ามือใหญ่กำเข้าหากันแน่น ดวงตาสีนิลกร้าวกระด้างชัดเจน แต่เมื่อน้องสาวสุดที่รักร้องขอให้ยุติต่อกัน เขาจึงต้องให้ความเคารพสำหรับคำร้องขอนี้ของน้องสาวไปโดยปริยาย...

นาทยสุรีกอดทั้งสองท่านเอาไว้แน่น เธอปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาจนพอใจ เมื่อวันพรุ่งนี้เธอต้องลุกขึ้นมาเข้มแข็ง เป็นนาทยสุรีคนใหม่ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อใครหากแต่เพื่อชีวิตน้อยๆในครรภ์เธอเท่านั้น...

ถึงแม้ทุกคนในครอบครัว เที่ยงบูรณกำจร ดูมีอาการตกอกตกใจกับเรื่องราวเลวร้ายแบบที่ไม่มีใครคิดหรือคาดฝันกันมาก่อน ว่าจะมีคนร้ายกล้าบุกรุกเข้ามากระทำการอุกอาจฉุดกระชากคนถึงในบ้านของตัวเองแท้ๆได้ เจ้าสัวนาทถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความโกรธที่ถูกกระตุกหนวดเสือ ส่วนคุณหญิงละไมก็หลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสายด้วยความสงสารบุตรเลี้ยงของตนเองแทบขาดใจ แต่ทุกคนก็พร้อมจะเคารพการตัดสินใจของนาทยสุรีไม่ต่างกัน

เมื่อพวกท่านได้รับฟังเหตุและผลของลูกสาวเพียงคนเดียว ถึงการไม่เอาเรื่องเอาราวให้ต้องตกเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันในทุกๆชาติ พวกท่านก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เมื่อเหตุผลหลักนั้นโยงใยไปถึงเด็กน้อยสุดแสนจะบริสุทธิ์ ซึ่งกำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกในอีกไม่ช้าข้างหน้านี้ หากต้องเกิดมาท่ามกลางคำครหา มีบิดาเป็นผู้ร้ายถูกจับติดคุกด้วยน้ำมือของมารดาตัวเองเป็นเหตุ ก็คงไม่ดีต่อสภาพจิตใจของเด็กในอนาคตได้ ทุกคนจึงลงมติความเห็นชอบตรงกัน จะไม่ข้อจดจำเหตุการณ์เลวร้ายนี้ให้รกสมองอีกต่อไป

แต่จะช่วยกันเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เจ้าตัวน้อยจะต้องเกิดมาพร้อมด้วยความรักความบริสุทธิ์จากทุกๆเรื่อง เขาจะรับรู้เพียงบิดาได้เสียชีวิตลงแล้ว และบิดาก็รักเขามาก นั่นคือสิ่งที่นาทยสุรีคิดเอาไว้ว่าจะใช้บอกกับลูกน้อย ยามเมื่อเขาถามหาบิดาของตัวเองขึ้นมาวันไหนก็ตาม...

 นาทยสุรีจึงไม่อยากไปสร้างเวรก่อกรรมให้ใครได้รับความทุกข์ทรมานใจขึ้นมาอีก ดูเหมือนทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ของเธอ และต่างก็ไม่ได้ติดใจเอาความอันใด กลับเห็นพ้องต้องกัน ให้เธอลืมเรื่องราวพวกนั้นไปเสีย อะไรที่เสียไปแล้วไม่อาจเรียกย้อนกลับคืนมาได้ ก็ต้องทำใจและตั้งสติของตนเองให้ดีเสียใหม่ ชีวิตเป็นของเรา จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น ไม่ใช่ให้ใครมากำหนดกะเกณฑ์ให้มันเป็นไปเสียหน่อย เด็กที่เกิดมาแม้จะไม่มีพ่ออยู่ข้างกาย แต่ก็ใช่จะต้องกลายเป็นเด็กขาดความอบอุ่นเสมอไป ในเมื่อเขายังมีแม่เช่นเธอ ที่พร้อมจะให้ความรักและทุกๆอย่างแก่เขาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นอยู่อีกทั้งคน...

 

*********************

 

 “ออกไปกับพี่เขาเสียหน่อยเถอะหนูนิ่ม พี่เขาก็มิได้รังเกียจรังงอนอะไรกับเราเลย ขนาดรู้ว่านิ่มท้องอ่อนๆ พี่เขาก็ยังเดินหน้าไม่ได้วิ่งหนีเราไปไหน น่าเห็นใจเขาอยู่นะ ดูสิ...ทั้งหน้าตา ฐานะ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าบ้านเราสักเท่าไหร่ พี่เขาจะหาผู้หญิงดีแสนดีกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่าที่ไหนก็ได้ แต่เขาก็ยังเลือกลูกสาวของน้า ถ้าน้าไม่เห็นใจพี่เขาก็ไม่รู้จะไปเห็นใจใครได้อีก...” 

ถ้อยน้ำคำแสนอบอุ่นใจ เอ่ยคะยั้นคะยอให้นาทยสุรีได้ออกไปเปิดหูเปิดตายังนอกบ้านเสียบ้าง ไม่ใช่วันๆเอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่กับสวนผักสวนดอกไม้ ไม่ยอมออกไปหาความบันเทิงเริงใจนอกบ้านเพื่อคลายเครียดเสียบ้างเลย อีกทั้งชายหนุ่มที่ตามเทียวไล้เทียวขื่อลูกสาวเลี้ยงของตนอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีนิสัยใจคอเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่มากพอสมควร อีกทั้งเจ้าสัวนาทและตัวนางเอง ต่างก็เห็นดีเห็นงาม หากนาทยสุรีจะลงเอยกับชายหนุ่มผู้นี้ได้ ท่านทั้งสองก็จะได้นอนตายตาหลับเสียที...

“ขอบคุณมากนะครับคุณน้า ที่ช่วยพูดให้ผมอีกแรงหนึ่ง ลำพังถ้าผมพูด น้องนิ่มไม่เคยตอบตกลงออกไปไหนกับผมสักที...”  บุรุษหนุ่มผู้ถูกเยินยอยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ

“น้ามากกว่าต้องเป็นคนเอ่ยปากขอบคุณ คุณพอล ดูสิพ่อคุณยังอุตส่าห์ให้ความรักความเมตตา ไม่คิดนึกรังเกียจอะไรลูกสาวจอมหัวดื้อคนนี้ของน้าแม้แต่น้อย...”

นวพิธเป็นบุตรชายคนโตของเพื่อนสนิทเจ้าสัวนาท เคยไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อหญิงชายทั้งคู่ได้มาเจอกัน นวพิธก็แจ้งความประสงค์ของตัวเองให้ทุกคนได้รับรู้ ชายหนุ่มต้องการจะสานความสัมพันธ์อันดีกับนาทยสุรี โดยไม่คิดรังเกียจอันใดเมื่อชายหนุ่มรับรู้นาทยสุรีกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ โดยไร้ซึ่งสามีมาคอยดูแล...

“น้องนิ่มก็ไม่เห็นมีอะไรที่ผมต้องรังเกียจนี่ครับ ถ้าจะพูดถึงเรื่องท้อง ผมบอกแล้วไงล่ะครับ ผมพร้อมจะเป็นพ่อให้กับเจ้าตัวน้อย และจะให้ความรักแก ไม่ต่างจากลูกของตัวเองเลย เพียงแค่น้องนิ่มจะเปิดโอกาสนั้นกับผม...”

“แต่ว่านิ่มเอ่อ...” นาทยสุรีมีท่าทีอึดอัดใจขึ้นมา เหลือบสายตาเกรงใจไปยังคนชวนและคนขออาสา ก็เห็นนวพิธส่งยิ้มมาให้ด้วยความจริงใจ นาทยสุรีเลยหมดคำพูดจะปฏิเสธเขาอีกครั้ง

 “ถือเสียว่าน้าขอก็แล้วกันนะ ออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนพี่เขาหน่อย ถ้าไม่ชอบหรือเหนื่อย หนูนิ่มก็ค่อยขอให้พี่เขาขับรถพามาส่งบ้านก็ได้นี่จ๊ะ...”  คุณหญิงละไมไม่ยอมเปิดโอกาสให้ลูกสาวนอกไส้ได้เอ่ยปากปฏิเสธคำใดออกมาอีก ในเมื่อทุกคนในบ้านหลังนี้ ต่างไม่เคยอับอายกับสิ่งที่นาทยสุรีเคยพลาดพลั้งเสียไปเลยสักนิด แต่กลับดีใจเสียยิ่งกว่าอะไร ในเมื่อต่อไปบ้านหลังใหญ่โตอันเงียบเหงาหลังนี้ จะไม่เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว ต่อไปคงจะมีเสียงเล็กๆวิ่งเล่นซุกซนไปทั่วทั้งบริเวณบ้านให้ตากับยายได้คลายเหงาเสียที

“พอดีเพื่อนผมเขาทำร้านอาหารอยู่ในห้างของผมนะครับคุณน้า เขากำลังจะเปิดตัวสาขาสอง เลยชวนผมให้ไปร่วมกิจกรรมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินอาหารให้น่ะครับ พอดีผมเห็นน้องนิ่มเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว ลองไปเป็นแม่ครัวแสดงฝีมืออวดคนในงานนี้ดูสักหน่อยก็น่าจะสนุกดีนะครับ...ไปนะครับน้องนิ่ม พี่รับรองงานนี้ไม่น่าเบื่อ...”  เมื่อชายหนุ่มได้ชี้แจงถึงรายละเอียดของตัวงานให้กับผู้ปกครองของหญิงสาวเสร็จ ท้ายประโยคนวพิธจึงหันใบหน้าหล่อเหลาโซนตี๋หล่อไปชักชวนหญิงสาวพร้อมด้วยรอยยิ้มดูอบอุ่นหัวใจ

นาทยสุรีจำต้องส่งยิ้มกลับคืนไปบ้าง นึกเห็นใจเขาอยู่ไม่น้อย เพราะหลายครั้งแล้วที่เธอปฏิเสธไม่ยอมออกไปไหนมาไหนกับเขาตามคำชวน เพราะยังไงเสีย เธอก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงผ่านการมีสามีมาแล้ว ถึงแม้นเรื่องราวระหว่างเธอกับผู้ชายใจร้ายคนนั้นเสมือนว่าได้ตายจากกันไปแล้วก็ตาม แต่เธอก็ไม่อยากฉุดรั้งโอกาสของใคร ให้ต้องมาจมปลักดักดานติดอยู่กับสิ่งของเหลือใช้แล้วทิ้งเช่นตัวเธอ

“ไปนะครับน้องนิ่ม ไปโชว์ฝีมือทำอาหารให้พวกนักข่าวได้ชิมกัน พี่ไปโม้กับเจ้าของร้านเอาไว้มาก ถึงรสชาติในฝีมือทำอาหารของน้องนิ่ม พวกนั้นพอได้ฟังก็อยากชิมกันยกใหญ่ ให้พี่มาชวนน้องนิ่มไปให้ได้ ถือเสียว่าเป็นของขวัญให้เพื่อนพี่ก็แล้วกันนะครับ...” นวพิธยื่นฝ่ามือมาแตะลำแขนขาวเสลาคะยั้นคะยอ

 “ดูน่าสนใจอยู่เหมือนกันนะคะ งั้นนิ่มขออนุญาตคุณน้าไปกับพี่พอลนะคะ เอ่อ...ว่าแต่งานเลิกดึกหรือเปล่า นิ่มไม่อยากนอนดึกค่ะ กลัวเจ้าตัวเล็กจะต้องนอนดึกตามไปด้วย...” ฝ่ามือน้อยลูบลงบนหน้าท้องแผ่วเบา นวพิธมองตามนิ้วมือเรียวเสลาจึงระบายยิ้มอบอุ่นส่งไปให้หญิงสาวที่เขาพึงใจและเกิดความสงสารเธอขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เขารู้แค่ว่า ไม่ได้นึกรังเกียจอะไรกับหญิงสาวที่ท้องไม่มีพ่อ กลับนึกเห็นใจและยกย่องเธอเสียมากกว่า

“ไม่ดึกแน่นอนครับน้องนิ่ม คงไม่น่าจะเกินสองทุ่ม ถ้ายังไงพี่จะพานิ่มออกมาก่อนงานเขาเลิกก็ได้ครับ คนกันเองทั้งนั้นไม่เป็นอะไรหรอก นิ่มไม่ต้องกังวลไปนะ พี่แค่อยากให้นิ่มออกไปคลายเครียดข้างนอกกับเขาบ้าง อยู่แต่บ้านคงจะน่าเบื่อแย่...”

“เขาก็นิสัยแบบนี้แหละค่ะคุณพอล เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ชอบออกไปสุงสิงกับใคร น้าถึงได้เป็นห่วงอยู่อย่างนี้ไงคะ นี่ถ้าได้คุณพอลมาคอยดูแลลูกสาวน้าเพิ่มอีกคน น้ากับท่านเจ้าสัวคงเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยล่ะ...”  น้ำเสียงเนิบช้าเอ่ยบอกความในใจออกไปให้ชายหนุ่มรุ่นลูกได้รับฟัง

“คุณน้าคะ!” แต่คนโดนฝากฝังถึงกับทำหน้าไม่ถูก

“จ๊ะ...ว่าไงเรา หรือจะเถียงน้าว่าไม่เป็นเรื่องจริง” คุณหญิงละไมยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยของบุตรสาวเลี้ยงด้วยความเอ็นดู

“ก็นิ่มไม่ชอบไปในที่ที่เสียงมันดังนี่คะคุณน้าก็ทราบ...” หญิงสาวอ้อมแอ้มตอบ

“แล้วอีกอย่างนิ่มกลัวจะต้องไปเป็นภาระให้กับพี่พอลด้วย คงไม่เป็นการดีแน่ๆ หากจะมีคนเห็นพี่พอลควงกับผู้หญิงท้องลูกไม่มีพ่ออย่างนิ่ม...” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ ไม่คิดอยากทำให้ใครต้องมาลำบากใจเพราะตัวเธอเป็นต้นเหตุ นวพิธยิ่งจัดเป็นหนุ่มเนื้อหอมในแวดวงธุรกิจห้างสรรพสินค้าใหญ่โตไหนจะธุรกิจโรงแรมอีก การจะมาเดินควงกับผู้หญิงท้องโย้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ก็คงไม่คลาดแคล้วต้องตกเป็นขี้ปากให้คนอื่นซุบซิบนินทาให้รำคาญใจกันอยู่ดี

“พี่เต็มใจครับน้องนิ่ม อย่ากังวลกับเรื่องนี้อีกเลย หากน้องนิ่มพร้อมจะให้พี่เป็นคนดูแลน้องนิ่มแล้วก็เจ้าตัวน้อย พี่ก็พร้อมและเต็มใจอย่างยิ่งครับ พี่ไม่สนใจคำพูดของคนอื่นมากกว่าความรู้สึกของตัวพี่เอง เพราะฉะนั้นน้องนิ่มก็สบายใจได้เลย พี่พร้อมทุกเมื่อหากน้องนิ่มจะยอมเปิดโอกาสให้พี่ได้เป็นคนดูแลน้องนิ่มกับเจ้าตัวน้อย...” น้ำใสใจจริงของนวพิธนับตั้งแต่ที่เขากับเธอได้พบหน้ากัน นาทยสุรีสัมผัสมันได้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ

“ขอบคุณค่ะพี่พอล...” นาทยสุรียกมือขึ้นไหว้ขอบคุณน้ำใจอันล้นเหลือของชายหนุ่ม แต่การจะเปิดใจยอมรับให้ใครเข้ามาดูแลหัวใจที่มันแตกสลายไปแล้วง่ายๆ หญิงสาวเองก็ทำใจไม่ได้ตอนนี้เช่นกัน และแม้นถึงคนที่เธอเฝ้ารอเขาจะหายสาปสูญไปไร้การติดต่อมาเป็นเวลานาน หากตอนนี้เขาจะกลับเข้ามาหาเธอ ทุกอย่างมันดูจะสายไปแล้วเช่นกัน เธอไม่อาจรักใครได้อีกแล้ว คนเดียวที่เธอจะรักและทุ่มเทชีวิตให้ทุกลมหายใจ นั่นก็คือเจ้าตัวน้อยในครรภ์ของเธอตอนนี้เท่านั้น...

“งั้นนิ่มขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนชุดข้างบนก่อนก็แล้วกันนะคะ

เมื่อไม่อาจให้คำตอบในสิ่งที่ชายหนุ่มผู้แสนดีต้องการได้ นาทยสุรีจึงตัดบทด้วยการขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนชุดยังบนห้องนอนของตัวเองเสียเลย

นวพิธได้แต่นั่งระบายลมหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง  ส่ายศีรษะของตัวเองอย่างยอมจำนนไปทางคุณหญิงละไม แต่ก็คิดเอาไว้ในใจ ไว้ว่านานสักแค่ไหนเขาก็จะรอนาทยสุรีเพียงคนเดียว...

 

**********************

 

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวร้านอาหารสาขาสองของเพื่อนสนิทนวพิธ เป็นไปอย่างสนุกสนานเฮฮา กิจกรรมโดยส่วนมากก็คือการแข่งขันการทำอาหาร โดยแบ่งเป็นสามทีม และหนึ่งในสามทีมก็คือ ทีมของนาทยสุรีกับนวพิธ ที่ได้ผันตัวเองจากหนึ่งในคณะกรรมการ มาเป็นลูกมือให้กับหญิงสาวเสียเอง ใบหน้าสดชื่นที่มาพร้อมกับรอยยิ้มไม่หุบ เรียกความสนใจให้กับบรรดาเพื่อนพ้องคนสนิท ต้องสะกิดชี้ชวนให้ดูกันเป็นตาเดียวด้วยความสนอกสนใจ เมื่อเพื่อนชายเจ้าของใบหน้าตี๋หล่อ ดูจะไม่ธรรมดากับหญิงสาวใบหน้าสวยหมดจดเสียแล้วสิ...

“งานนี้ไอ้พอลมันดูเอาจริงนะ ดูสิ...มันเคยทำตัวเป็นแมวหง่าวให้ผู้หญิงคนไหนชี้นิ้วสั่งมาก่อนหรือเปล่า ตั้งแต่ข้าคบกับมันมาก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละ รู้สึกมันจะเช้าถึงเย็นถึงกับคุณนิ่มคนนี้ด้วยนะโว้ย...”

เสียงชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังยืนถือแก้วเหล้าวนน้ำสีเหลืองอำพันทองไปมาเอ่ยขึ้น สาธิตคอยยืนรอบมองสังเกตการณ์พร้อมกับส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์สองหนุ่มสาวบนเวทีอย่างสนุกปากไปพร้อมๆกับบรรดาเพื่อนสนิทในกลุ่มคนอื่นๆ

 ยิ่งเห็นนวพิธคอยหยิบจับเครื่องปรุงอาหารยื่นส่งให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ด้วยท่าทางเชื่องแสนเชื่อง ยิ่งทำให้บทหัวข้อสนทนาในกลุ่มเพื่อนสนิทยิ่งเพิ่มรสชาติให้กับอาหารและเครื่องดื่มมึนเมาได้เป็นอย่างดี

 “ก็นั่นน่ะสิ ข้าเห็นตอนแรกยังอดชอบคุณนิ่มอะไรนี่ไม่ได้เหมือนกัน ทั้งสวยทั้งสะดุดตาแล้วอีกอย่างนะโว้ย คุณนิ่มเธอเป็นถึงลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวนาท นามสกุลก็ติดอันดับมหาเศรษฐีของเมืองไทย มันก็ไม่แปลกอะไรนี่หว่า ถ้าหากไอ้พอลมันจะตกหลุมรักคุณนิ่มขึ้นมาแบบนี้ มันก็ครองตัวเป็นหนุ่มโสดรอให้บรรดาสาวๆมาสอยมันลงจากคานอยู่เป็นนานสองนาน นี่ถ้ามันไม่มัวแต่เล่นองค์เลือกอยู่นั่น ป่านนี้มันคงมีลูกโตแซงหน้าพวกเราไปแล้วล่ะมั้ง...”

“เออวะ...ข้าเห็นด้วยกับไอ้น่านมัน ขนาดข้าเห็นคุณนิ่มเดินมาแต่ไกลยังอดตะลึงจนตาค้างไม่ได้เลย ผู้หญิงอะไร สวยฉิบหายเลย สวยจนข้านึกอิจฉาไอ้พอลมัน...” เสียงหนึ่งในกลุ่มสนับสนุนพูดขึ้นมาบ้าง แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยสักคน ร่างอวบอิ่มยวนตานั้นไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ตอนนี้ในท้องของเจ้าหล่อนกลับมีอีกหนึ่งชีวิตได้ฝากฝังตัวอยู่ในสายเลือด เพื่อรอวันลืมตาขึ้นมาดูโลกอันแสนงาม...

“แต่เราว่างานนี้พอลดูท่าจะแห้วนะ ดูคุณนิ่มเธอเฉยๆ ไม่ค่อยจะอะไรกับเพื่อนของเรานักน่ะสิ...” เจ้าของงานสาวเดินเข้ามาสมทบกับเพื่อนชาย เอ่ยเสนอความคิดเห็นอย่างที่ตัวเองได้สัมผัสมา เมื่อตอนนวพิธแนะนำให้เธอได้รู้จักกับนาทยสุรี แววตาของเพื่อนเธอฉายชัดถึงความรักอย่างไม่ปิดบัง ต่างกลับสายตาของอีกคนนั้น พิมพาไม่สามารถสัมผัสมันได้เช่นเดียวกันกับเพื่อนสนิทของเธอเลยสักนิด...

“ทำไมพูดอย่างนั้นวะแก้ว หรือเธอแอบไปได้ยินอะไรมา...” พิมพายักไหล่สวยเก๋  

“เปล่าหรอก แก้วไม่ได้ยินอะไรมาทั้งนั้นแหละ แต่ไม่รู้สิ...แก้วว่าคุณนิ่มเธอดูนิ่งๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายกับเพื่อนของเรา...”  ไม่ใช่เธอไม่คิดจะเชียร์เพื่อนในกลุ่มให้มีคนรัก แต่ดูท่าทางการวางตัวเรียบนิ่งของฝ่ายหญิง ทำให้พิมพาไม่อยากคิดเข้าข้างเพื่อนของตัวเองมากจนเกินไปนัก ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่คิดจะมีใจตอบรับให้ กลัวเพื่อนรักของเธอจะเจ็บหนักเอาเสียเปล่าๆ

“เอ๊ะ! นั่นเสือนี่...” 

บทสนทนากำลังจะไปต่อกันยืดยาวตามประสาเพื่อนสนิทที่นานๆครั้งจะนัดพบปะกันสักทีหนึ่ง  หากเจ้าของงานจะไม่เหลือบสายตาออกไปยังด้านนอกประตูของร้าน แล้วบังเอิญพบเข้ากับเพื่อนชายสมัยที่เธอเรียนต่อยังต่างประเทศเสียก่อน

“เราขอตัวแป๊บนะ พอดีบังเอิญเจอกับเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันที่อเมริกาน่ะ...”  พิมพาบอกกล่าวกับบรรดาเพื่อนชายทั้งหลาย ซึ่งต่างกำลังติดลมพูดคุยวิเคราะห์คนบนเวทีอย่างสนุกปาก

“ตามสบายแก้ว พวกเราดูแลตัวเองกันได้ แก้วไปรับแขกคนอื่นต่อเถอะแต่ถ้ามีอะไรให้พวกเราช่วยก็บอกมาได้เลยนะ พวกเราคงจะยืนจับกลุ่มกันอยู่แถวๆนี่แหละ...” วิษณุหันมาเอ่ยปากไล่เพื่อนสาวเจ้าของงานด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทไม่ใช่แขกเหรื่ออะไรที่จะต้องมาคอยดูแลกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว มาวันนี้ต่างก็คิดจะมาช่วยเหลือเพื่อนด้วยน้ำใสใจจริง

“ได้สิณุ แก้วขอบใจมากนะ ถ้างั้นแก้วขอตัวก่อนสักครู่ก็แล้วกันนะจ๊ะเดี๋ยวแก้วมา...” พิมพายิ้มให้กับบรรดาเพื่อนชายของตัวเอง ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไปยังนอกร้าน เมื่อยังเห็นเพื่อนชายสมัยเรียนต่างประเทศ กำลังยืนเหมือนรอใครสักคนอยู่แถวๆบริเวณเสื้อผ้าของสตรียี่ห้อดัง

“เสือ...เสือคะ...” พอเดินใกล้จะถึง พิมพาเลยส่งเสียงทักทายเพื่อนชายออกไปก่อน จนเจ้าของชื่อต้องเอี้ยวตัวหันใบหน้าหล่อเหลากลับมาตามเสียงเรียกชื่อของตนเอง ปวีณจึงได้เห็นหญิงสาวใบหน้าคุ้นเคย คิ้วเข้มบนใบหน้าสะอาดคมคายเลิกขึ้นมองเจ้าของเสียงเรียก และพอมองเลยผ่านเข้าไปยังร้านอาหารเปิดใหม่ ซึ่งดูเหมือนตอนนี้กำลังจัดงานเปิดตัวกันอย่างครื้นเครง ปวีณจึงส่งยิ้มตอบรับไมตรีไปยังเพื่อนสมัยเรียนด้วยความดีใจเฉกเช่นเดียวกัน

“อ้าวแก้ว...สวัสดีครับ สบายดีนะไม่ได้เจอกันนานเลย...” 

ปวีณเปิดยิ้มกว้างให้เพื่อนสาวก่อนจะเดินเข้าไปหา เพราะเขาเองก็ชักเริ่มจะเบื่อหน่ายที่ต้องคอยเดินตามถือของให้แม่น้องสาวตัวดี ที่เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้เป็นว่าเล่น ไม่รู้ลูกหว้าจะสรรหาซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ไปทำไมกันนักหนามากมาย ทั้งๆที่ตัวเองก็ท้องโย้จวนเจียนใกล้จะคลอดเต็มที ซื้อไปก็ไม่ได้ใส่ตอนนี้ แทนที่จะอยู่บ้านพักผ่อนให้มากๆ แต่นี่เจ้าตัวกลับชอบออกมาเดินช้อปปิ้งเกือบจะทุกวัน ก่อนเขาจะเข้ามากรุงเทพฯมารดาก็โทรไปบ่นให้เขาฟังอยู่เป็นเนือง ลูกหว้าไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านนัก มักจะหาเรื่องออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านเกือบจะทุกวันก็ว่าได้...

พอคิดถึงลูกหว้าขึ้นมา สมองของเขาก็ไพล่หวนคิดถึงคนท้องอีกคนหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดให้ต้องนึกถึงเลยสักนิด ดูเหมือนนาทยสุรีกับลูกน้อยของเขามันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาไปโดยปริยาย ต่อให้ทำอะไรอยู่ที่ไหน เขาก็มักจะคิดถึงคนทั้งคู่อยู่ทุกลมหายใจ และก็มีบ่อยครั้งที่เขาทนต่อความคิดถึงโหยหาและความห่วงใยไม่ไหว จนต้องแอบขับรถมาจอดซุ่มดูเจ้าหล่อนอยู่ตรงรั้วประตูบ้านพอให้หายทรมานจิตใจลงได้บ้าง

ยิ่งเมื่อได้เห็นหญิงสาวยังอยู่ดีมีสุข ไม่ได้คิดทำลายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอย่างที่เขาเคยนึกหวั่น ใจเขาก็คลายความเป็นห่วงเป็นกังวล ได้แต่คอยแอบมองเธออยู่ไกลๆด้วยใจโหยหาอาดูร แต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจตัวเองอีกนั่นแหละ ตัวเขาเองได้กระทำการชั่วช้าอะไรกับหญิงสาวเอาไว้บ้าง และการกระทำเลวทรามทุกอย่างของเขา มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาจนหาความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้อีกเลยแม้แต่สักวันเดียว...

ถึงแม้นทุกอย่างหลังจากเขาปล่อยตัวนาทยสุรีกลับบ้าน จะไม่เป็นไปตามแผนการอย่างที่เขาคิดหวังเอาไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อครอบครัวบูรณกำจรไม่ได้อับอายจากผลการกระทำของเขา แถมยังไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องไปถึงผู้กระทำเลวทรามกับลูกสาวของพวกตนอีกด้วย เมื่อนักสืบที่เขาว่าจ้างให้ไปสืบกลับมารายงานเขา เพื่อจะได้ตั้งรับได้ทันการณ์หากคนของบ้านบูรณกำจรจะแจ้งความจับคนฉุดลูกสาวของตน นักสืบได้กลับมารายงานให้เขาฟังจากการสืบถามจากปากคนรับใช้ของบ้านบูรณกำจร ปรากฏว่านาทยสุรีไม่ขอเอาเรื่องใดๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น และขอให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของเวรกรรมไป นั่นจึงก็เป็นจุดตัดสินใจเด็ดขาด เขาจะยุติความแค้นระหว่างเขากับไอ้นนท์ไอ้เพื่อนเลวนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเช่นกัน

นาทยสุรีเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก มากจนเขาได้แต่นึกละอายแก่ใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา เขามันเป็นผีห่าซาตานชั่วช้าเลวระยำจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมากล่าวด่าตัวเองดี เขาทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆเพียงคนเดียวแล้วปล่อยให้เธอเผชิญชะตากรรม ถูกสังคมตราหน้ากล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงใจง่ายท้องไม่มีพ่อได้อย่างหน้าตาเฉย แต่นาทยสุรีกลับไม่หวั่นไหวกับคำครหาเหล่านั้น เธอยังคงใช้ชีวิตดีงาม พร้อมกับตอบคำถามต่อสังคมโดยไม่สะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น...

 “เสือ...เสือคะ! ตายแล้วนี่ใจลอยไปไหนแล้วคะเนี่ย แก้วถามเสือตั้งนานไม่เห็นตอบสักที..” เสียงของสตรีเรียกชื่อเขาซ้ำๆทำให้ปวีณตื่นจากภวังค์ความคิด

“เอ่อ...ครับแก้ว แก้วว่าอะไรนะครับเมื่อกี้นี้...” ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเก้อๆออกมาให้เพื่อนสาว พิมพาเองก็ขมวดคิ้วสงสัยกับท่าทีใจลอยของเพื่อนหนุ่มเช่นกัน

“แก้วถามเสือว่ามาซื้อของหรือคะวันนี้ แต่เอ...นั่นมันร้านเสื้อผ้าของผู้หญิงนะ ทำไมถึงไปยืนอยู่ตรงนั้นล่ะคะ หรือเสือพาใครมาด้วยกันเอ่ย...”

พิมพาเอ่ยถามแซวยิ้มๆ ถึงครั้งหนึ่งเธออาจจะเคยพึงพอใจในบุรุษหนุ่มผู้นี้มาก่อน แต่เมื่อฝ่ายชายไม่ได้คิดกับเธอเกินเลยจากคำว่าเพื่อน พิมพาจึงถอยหลังให้กับความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ต้องคิดมากให้เปลืองสมอง  หญิงสาวพร้อมจะกลับมายืนตรงคำว่าเพื่อนดุจเดิมหากฝ่ายชายจะไม่เล่นด้วย ขอเพียงแค่ได้เป็นเพื่อนกันแค่นี้เธอเองก็มีความสุขมากพออยู่แล้ว  ไม่คิดจะพยายามฉุดรั้งฝืนใจใครให้มารัก ถ้าหากเขาไม่คิดกับเธอเหมือนกับที่เธอคิดกับเขา...

“ผมพาน้องสาวมาซื้อของน่ะแก้ว ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไหนหรอก แก้วคงจะจำลูกหว้าได้นะ น้องสาวคนที่เคยไปหาผมที่อเมริกาเมื่อตอนแกยังเด็กๆน่ะ คนนั้นนั่นแหละ...”  ปวีณเท้าความไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เขากับพิมพาเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วยกัน และเมื่อได้ยินชื่อน้องสาวของปวีณ ใบหน้าสวยเก๋ก็ถึงกับเบ้ออกทันที

“อ้อจำได้สิ ทำไมแก้วจะจำไม่ได้ล่ะเสือ ก็แหม่นะ...น้องลูกหว้าออกจะป๊อบในหมู่เพื่อนๆของเราออกขนาดนั้น มีใครบ้างที่จะจำลูกหว้าไม่ได้ จริงไหม...”

พิมพา กล่าวออกไปในทำนองประชดประชันเสียมากกว่าจะเอ่ยชมจากใจ ก็ทำไมเธอจะจำไม่ได้ล่ะ เด็กอะไรก็ไม่รู้ แก่แดดแก่ลมเกินกว่าอายุจริงๆเสียอีก ที่ต้องทำให้เธอคิดแบบนั้นน่ะเหรอ ก็เพราะยามลับหลังของปวีณ เธอเคยแอบเห็นลูกหว้ามักจะเล่นหูเล่นตา ส่งซิกเชื้อเชิญให้ท่ากับบรรดาหนุ่มๆในหอพักนักศึกษาเป็นว่าเล่นน่ะสิ ถ้าไม่ป๊อบก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

“ตอนนั้นก็ป๊อบตามประสาเด็กๆนั่นแหละ...” ปวีณกล่าวแก้คำชื่นชมโดยไม่ล่วงรู้ถึงความจริงสำหรับคำเยินยอนั้น ใช่ออกมาจากความจริงใจของเพื่อนสาวไม่ ลูกหว้าสำหรับเขา ก็คือน้องสาวผู้เรียบร้อยบริสุทธิ์สะอาดไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของใคร จนสุดท้ายก็ถูกไอ้เพื่อนชั่วหลอกกระทำย่ำยีพอได้จนหนำใจก็ทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีจนเกือบจะคิดฆ่าตัวตาย...

“แล้วนี่จะเดินกันไปไหนต่ออีกหรือเปล่าคะ พอดีวันนี้แก้วเปิดร้านอาหารสาขาสองน่ะ ไปหาอะไรทานกันที่ร้านแก้วกันก่อนดีกว่าไหม ตอนนี้กำลังสนุกกันอยู่เลย พอดีเรามีแคมเปญจัดให้มีการแข่งขันทำอาหาร เสือไปช่วยเป็นคณะกรรมการตัดสินให้แก้วก็ได้นะพาลูกหว้าไปด้วยกันสิ...”  พิมพาขยับเข้ามาเกาะลำแขนของปวีณเพื่อชักชวนให้ไปร่วมสนุกกันยังร้านเปิดใหม่ของตัวเอง ปวีณมองเข้าไปในร้านเสื้อยี่ห้อดังแล้วก็พยักหน้า

“ลูกหว้าคงอีกนาน เดี๋ยวผมโทรบอกน้องก็ได้ ถ้าซื้อเสื้อเสร็จเมื่อไหร่แล้วให้ตามเข้าไปในร้านของแก้วเลย  นี่ผมก็รู้สึกชักหิวขึ้นมาตงิดๆแล้วเหมือนกันครับ เดินเป็นคนรับใช้ให้ลูกหว้ามาตั้งแต่เช้า จนป่านนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยเหมือนกัน...”

“งั้นก็ไปกันเลยค่ะ...วันนี้มีแขกคนสำคัญมาลงแข่งขันทำอาหารให้ลองชิมด้วยนะ ถ้าเสือได้ลองชิมรสชาติฝีมือของเธอผู้นี้ รับรองจะติดใจค่ะ เพราะแก้วยังติดใจจนต้องขอให้เธอสอนพ่อครัวของแก้วให้ทำตามเลยนะคะ...”   พิมพารีบนำเสนอรสชาติอาหารฝีมือของบุคคลสำคัญของเจ้าของสถานที่หรือก็คือเพื่อนชายคนสนิทของเธอนั่นเอง เพราะไม่เพียงแต่นาทยสุรีจะมาร่วมกิจกรรมเข้าร่วมแข่งขันประชันฝีมือการทำอาหารกับเชฟมีชื่อเสียงคนอื่นๆเท่านั้น ทว่าหญิงสาวสวยแถมยังมีน้ำใจงามยังอุตส่าห์เข้าครัว ทำสลัดผักออแกนนิคสีสันน่ารับประทานเป็นหนึ่งในเมณูในร้านอาหารของเธอให้อีกด้วย

และเมื่อพูดถึงเรื่องรสชาติของอาหาร ปวีณต้องรู้สึกโหยหาไปถึงรสชาติฝีมือของแม่เมียทาสของเขาขึ้นมาอีกจนได้ ใบหน้าเข้มจึงดูหมองหม่นเศร้าลง พิมพาไม่ทันสังเกตอะไรจากใบหน้าของเพื่อนชาย เพราะหญิงสาวเอาแต่ชวนคุยเรื่องร้านอาหารของตัวเองไปเรื่อย จนเมื่อเธอพาปวีณมาหยุดยืนอยู่ตรงปากประตูทางเข้าหน้าร้าน ปวีณก็ถึงกับก้าวขาเดินต่อไปไม่ไหว เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับหญิงสาวโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวบนเวทีการแข่งขัน

ซ้ำร้ายหนักไปยิ่งกว่า จนดูเหมือนหัวใจของเขามันรู้สึกปวดตุบๆขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ ก็เมื่อนาทยสุรีมีชายหนุ่มหน้าตาดีแถมมีดีกรีเป็นถึงเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังยืนเคียงข้างเจ้าหล่อนคอยจับนู่นยื่นนี่ส่งให้ด้วยนี่น่ะสิ ปวีณนี้แทบอยากจะกระโจนขึ้นบนเวที แล้วกระชากร่างอวบอิ่มกลับคืนมาเป็นของเขาดุจเดิมเสียให้ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อย่างที่ใจคิด นอกจากยืนกำหมัดของตัวเองเข้าหากันจนแน่น ดวงตาสีดำนิลมองจ้องเขม็งไปบนเวทีอย่างกลับจะกินเลือดกินเนื้อของหญิงสาวบนเวทีให้ได้

ให้มันได้อย่างนี้สิแม่ตัวดี พอห่างหายจากผัวของตัวเองเข้าหน่อย ทำเป็นระริกระรี้รีบหาพ่อใหม่ให้ลูกของตัวเองทันทีเลยเชียวนะ เฮอะ!ยัยผู้หญิงหน้าไม่อาย คงอยากหาผัวใหม่เต็มแก่แล้วล่ะสิท่า ถึงได้ทำหน้าชื่นบานจนน่าหมั่นไส้ให้ไอ้หน้าตี๋นั่นอยู่ได้ ปวีณต่อว่าต่อขานคนบนเวทีด้วยความเดือดดาลอยู่ภายใน

แต่คนถูกจ้องกลับยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ใบหน้าหวานยังคงระบายรอยยิ้มสดใสส่งไปให้ลูกมือผู้ใจดี นาทยสุรีมีความสุขทุกครั้งยามเมื่อเธอได้ทำอาหาร ไม่ใช่เป็นเพราะเธอมีนวพิธยืนเคียงข้างอย่างที่คนจะกินเลือดกินเนื้อด้านล่างนั้นเข้าใจ

แต่พอผ่านไปได้สักพักใบหน้าของหญิงสาวก็เบ้ลง เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นจากสายเลือดในครรภ์ของตัวเอง  นาทยสุรีจึงหยุดมือทำอาหาร ค่อยๆลูบไล้บนหน้าท้องของตัวเองผ่านเนื้อผ้าเบาสบาย เพื่อปลุกปลอบเจ้าตัวน้อย หญิงสาวไม่เข้าใจเหตุใดเจ้าตัวน้อยของเธอถึงได้ดิ้นรุนแรงขึ้นมาเหมือนดีอกดีใจอะไรสักอย่างหนึ่ง หรืออาจเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยของเธอกำลังตกใจกับเสียงดังของผู้คนในร้านอาหารแห่งนี้ก็อาจเป็นได้...

“เจ้าตัวเล็กดิ้นหรือครับนิ่ม...” นวพิธนิ่วหน้าถามหญิงสาว สายตาเอื้ออาทรจ้องมองบนมือขาวนวล ซึ่งกำลังลูบไล้ไปมาอย่างนึกเป็นห่วง

“ค่ะ...แกคงพึ่งตื่น พอได้ยินเสียงดังเลยตกใจ ดิ้นประท้วงเสียยกใหญ่เลยค่ะพี่พอล...”  ว่าที่คุณแม่ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มๆ นวพิธจึงยิ้มตอบ

“ทำอาหารกันต่อเถอะค่ะพี่พอล แกสงบลงแล้ว คงจะตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจมั้งค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากนักหรอกค่ะ นิ่มเจอฤทธิ์ของแกมาเยอะกว่านี้อีก ยิ่งตอนนิ่มมีแกใหม่ๆ นิ่มแพ้ท้องจนทานอะไรไม่ได้สักอย่างจนต้องเดือดร้อนถึงคุณน้าอีกตามเคยนั่นแหละค่ะ ท่านต้องคอยหาของมีประโยชน์มาบำรุงนิ่ม กว่าเจ้าตัวยุ่งจะสงสารแม่ของแก แล้วเริ่มทานอาหารได้ก็เมื่อเดือนที่แล้วนี่เองล่ะค่ะ...”

สองหนุ่มสาวทอดสายตาอ่อนโยนมองลงยังสายใยเล็กๆแล้วหลุดเสียงหัวเราะเอ็นดูเจ้าตัวน้อยออกมาพร้อมๆกัน

 และการกระทำของทั้งสองยิ่งตอกย้ำ ทำให้คนมองตาเขม็งทุกการกระทำของหนุ่มสาวบนเวที ได้แต่ยืนตัวชาวาบ รู้สึกปวดแปลบในใจเหมือนมีใครเอามีดมากีดซ้ำๆจนกลายเป็นแผลเหวอะหวะ ปวีณนึกละอายแก่ใจตัวเองเกินกว่าจะทนเห็นภาพบาดตานั้นได้อีกต่อไป เขาจึงแสร้งบอกพิมพาว่ามีสายเรียกเข้าจากลูกหว้า และน้องสาวของเขาก็ไม่อยากรับประทานอาหารแต่อยากกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนมากกว่า ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากขอตัวกลับทันที...

พิมพาเข้าใจและไม่ได้เหนี่ยวรั้งปวีณเอาไว้ ก็ดีเหมือนกันเพราะใช่เธออยากจะเห็นหน้าของน้องสาวเพื่อนชายเสียเมื่อไหร่ เด็กผู้หญิงคนนั้นตีสองหน้าได้เก่งจนเธอเคยมอบตุ๊กตาทองให้ในใจ ต่อหน้าปวีณก็ทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์ แต่พอลับหลังลวดลายร่านแรดก็ออกมาจนเธอได้แต่นึกสมเพชและขยะแขยง แต่ก็ไม่กล้าเล่าบอกปวีณให้ได้เห็นถึงพฤติกรรมอันแท้จริงของลูกหว้า เพราะใครๆต่างก็รู้ดี ปวีณรักน้องสาวคนนี้มากแค่ไหน...

 

*********************

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha