เสน่หาสายใยรัก(จบบริบูรณ์)

โดย: กนกรส มาศอุไร



ตอนที่ 13 : Ep13 : ชีวิตแลกชีวิต


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



ชีวิตแลกชีวิต...

 


การลักลอบเข้าเกาะส่วนตัวของผู้อื่นไม่ใช่อุปสรรคหนักหนาอะไรสำหรับปวีณเลยสักนิด เมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำตัวไม่ต่างจากผู้ก่อการร้าย คอยแอบซุ่มดูความเคลื่อนไหวของแม่เมียตัวดี แต่การหักห้ามใจไม่ให้ตรงดิ่งเข้าไปกระชากร่างอวบอิ่มซึ่งดูมีน้ำมีนวลมากขึ้นกว่าแต่ก่อนให้ถอยห่างออกจากไอ้หน้าปลาจืดนั่นทำได้ยากยิ่งกว่า เมื่อแขนและขามันคอยแต่จะพุ่งทะยานออกไปเสียทุกๆครั้ง เมื่อสองคนนั้นแอบแนบชิดสนิทกัน จนทำให้ต่อมหึงหวงของเขาโลดแล่นออกมาทำงาน ฮึมๆจนเขาอยากจะกระโดดออกไปจัดการสั่งสอนแม่น้องน้อยให้ได้หราบจำ ผู้ชายคนไหนคือผัวของเจ้าหล่อนกันแน่ จึงต้องเดือดร้อนลูกน้องคู่ใจ ต้องคอยฉุดรั้งห้ามปรามเจ้านายเอาไว้ให้ใจเย็นๆ อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามออกไปตอนนี้ เพราะมันจะไม่เป็นผลดีกับตัวของเจ้านายเองเลย...

“ใจเย็นๆหน่อยสิครับคุณเสือ ขืนคุณเสือออกไปตอนนี้เรื่องมันจะไปกันใหญ่นะครับ เพราะถึงยังไงคุณนิ่มเธอคงไม่ยอมตามคุณเสือกลับไปบ้านง่ายๆแน่ คุณเสือต้องใจเย็นๆก่อนนะครับเชื่อผมเถอะ...”  

เข้มกระซิบเตือนสติคนเลือดร้อนให้หัดใจเย็นๆเสียบ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เอาแต่อารมณ์ของตนเองเป็นหลัก หรือคุณเสือจำไม่ได้เสียแล้ว ตัวเองทำอะไรไว้กับคุณนิ่มเธอบ้าง

“จะให้กูใจเย็นแล้วนั่งมองดูเมียของกู นั่งอี๋อ๋อกับชายชู้อยู่อย่างนี้งั้นหรือวะ มึงดูสองคนนั้นทำเข้าสิ น่ารังเกียจสิ้นดี” พูดจบปวีณก็สะบัดหน้าหนีจากภาพบาดใจด้วยความรู้สึกร้อนดั่งไฟแผดเผา การนั่งมองเมียตัวเองยิ้มล้อคิกคักอยู่กับชายอื่น มันไม่ต่างจากการนั่งอยู่บนกองเพลิงดีๆนี่เอง

ส่วนเข้มมองตามอย่างที่เจ้านายบอก แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าชายหญิงกำลังนั่งสนทนากันแสนจะธรรมดาทั่วไป อาจจะมียิ้มหัวให้กันบ้างแต่นั่นก็ไม่เห็นจะน่ารังเกียจตรงไหน

“ผัวก็มีลูกก็มีแล้วยังจะกล้าทำอี๋อ๋อน่าหมั่นไส้...” คนสะบัดหน้างึมงำเสียงเบา เข้มแหล่ตามองเจ้านายถึงกับส่ายหัวระอา

“แต่รู้สึกผัวของเธอจะไม่รับผิดชอบอะไรเธอด้วยนะครับก่อนหน้านี้ แถมยังขับไล่ไสส่งอย่างไม่ไยดีเลยด้วยซ้ำเท่าที่ผมจำได้...” เข้มเปรยขึ้นมาเสียงเยาะหยัน พอนึกไปถึงการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้านายเข้มก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงดัง

เหอะ... ก่อนหน้านี้ก็ทำเป็นเสียงแข็งยืนยันจะแก้แค้นให้ได้ เตือนเท่าไหร่ก็ไม่คิดจะฟังกันบ้าง พอมาตอนนี้เป็นไงล่ะ กลับจะมากลืนน้ำลายตัวเอง ร่ำร้องต้องการเมียกับลูกคืนมาเป็นของตัวเองให้ได้ คุณนิ่มเธอคงจะยอมตามกลับไปง่ายๆหรอก ทำกับเขาเอาไว้เยอะเสียขนาดนั้น ถ้าเข้มเป็นคุณนิ่มนะ ป่านนี้คงได้เห็นดีกันไปข้างหนึ่งแล้ว เพราะจะว่าไปอิทธิพลของท่านเจ้าสัวนาท ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครหน้าไหนเลย เข้มยังนึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทำไมคุณนิ่มเธอถึงไม่บอกท่านเจ้าสัวให้จัดการกับคนร้ายแต่กลับเลือกปล่อยผ่าน เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น คนร้ายตัวจริงถึงได้ตีมึนไม่รู้สำนึกอยู่แบบนี้ไง...

“ไอ้เข้ม! หุบปากของมึงไปเลย ก่อนที่กูจะยัดกำปั้นใส่ปากมึงแทนข้าว” คนโดนสะกิดแผลให้เปิดอ้าหันขวับมาส่งสายตาเขียวปั้ดให้ลูกน้องคู่ใจ

“ก็ช่วยไม่ได้นี่โว้ย...พี่ของคุณเธอดันมาทำกับลูกหว้าก่อนทำไม กูจะแก้แค้นให้น้องสาวของกูมันผิดตรงไหน ลองขมิ้นถูกกระทำอย่างลูกหว้าดูบ้างสิ มึงก็ต้องทำอย่างที่กูทำนั่นแหละไอ้เข้ม...”  ปวีณให้เหตุผลการกระทำเลวร้ายของตัวเอง แม้นจิตใต้สำนึกมันจะค้านการกระทำชั่วช้านั้นแต่เขาก็ทำลงไปแล้วมันไม่สามารถจะกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก และไม่ใช่เขาไม่รักนาทยสุรี แต่แค้นมันก็ต้องชำระด้วยแค้นมันถึงจะสาสมกันสิ

เข้มคันปากยิบๆ อยากจะโพล่งปากพูดออกไปนัก...ก็ผิดตรงที่น้องสาวของเจ้านายไม่ได้น่าสงสารอย่างที่เจ้านายเห็นยังไงล่ะ...เข้มอยากจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ก็นั่งหุบปากตัวเองเอาไว้เสียดีกว่า เมื่อถึงเวลานั้นเจ้านายก็จะตาสว่างเลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเองนั่นแหละ เข้มคิดอย่างอ่อนใจ...

“คืนนี้กูจะพาเมียกลับบ้านกูให้ได้ มึงไปสั่งลูกน้องให้เตรียมพร้อมเอาไว้ก็แล้วกัน เพราะงานนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด เมียกับลูกจะต้องกลับบ้านพร้อมกูเท่านั้น...” เข้มพยักหน้ารับทราบคำสั่งเฉียบขาดของเจ้านาย  

“แต่คงไม่ง่ายนักนะครับคุณเสือ คนของคุณพอลกระจายอยู่เต็มเกาะไปหมด เราคงต้องลงมือให้เงียบที่สุดและใช้คนให้น้อยที่สุดด้วย...”

พอพยักหน้ารับคำของผู้เป็นนาย เข้มจึงยกกล้องกล้องทางไกลส่องมองไปทั่วบริเวณเกาะ และเห็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของเจ้าของเกาะเดินตรวจตรากันอยู่เต็มไปหมด เขาไม่ได้นึกกลัวอะไรนักหนา แต่ก็อดเป็นห่วงคนเลือดร้อนข้างๆไม่ได้ เจ้านายของตัวเองยิ่งบ้าระห่ำอยู่ด้วย กลัวปวีณจะไปท้าตีท้าต่อยกับเจ้าของเกาะนี้เสียเหลือเกิน หากถูกคนของที่เกาะนี้จับตัวได้

“แค่กูคนเดียวพอ ส่วนพวกมึงคอยดูลาดเลาอยู่บนเรือนี้แหละ ถ้ากูได้ตัวน้องนิ่มมาเมื่อไหร่จะได้รีบออกไปจากเกาะนี้ทันที...”

“ให้ผมไปด้วยคนจะดีกว่านะครับ จะได้คอยดูต้นทางตอนคุณเสือปีนขึ้นไปหาคุณนิ่มไงครับ”

“ไม่ต้อง...มึงคอยเตรียมเรือเอาไว้ให้พร้อมก็พอ เราจะได้ไปทันทีหลังจากกูได้ตัวน้องนิ่มมาแล้ว”  ปวีณหันไปสั่งลูกน้องอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มเด็ดขาด เมื่อคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาสมควรจะเข้าไปเสี่ยงคนเดียวพอ หากขืนปล่อยให้เข้มตามไปด้วย กลัวลูกน้องจะเสี่ยงอันตรายไปกับเขาด้วย

“ครับคุณเสือ...” เข้มจำใจต้องเอ่ยปากรับคำของเจ้านายออกไปเสียงอ่อนเบา การต้องปล่อยให้เจ้านายออกไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ จะไม่ให้อดเป็นห่วงได้ยังไงไหว ก็ดูอารมณ์ของคุณเสือสิ ใจร้อนไม่มีใครเหมือน...

 

********************************

 

บนโต๊ะอาหารไม้ตัวใหญ่ซึ่งถูกนำออกมาวางไว้อยู่กลางลานกว้าง โดยรอบด้านของบริเวณถูกประดับประดาเต็มไปด้วยไฟดวงเล็กๆให้สีสันสวยสดใส เน้นให้บรรยากาศโดยรวมสงบและเย็นสบายในช่วงหัวค่ำ ส่วนถัดลงไปก็เป็นน้ำทะเลสีฟ้าครามกว้างจนสุดลูกหูลูกตาก็ว่าได้

  สองหนุ่มสาวบนโต๊ะอาหารต่างพูดคุยตอบโต้กันไปมาอย่างออกรสออกชาติ เมื่อนวพิธเอ่ยถึงเรื่องร้านอาหารของพิมพา ซึ่งทั้งสองได้เคยไปช่วยงานในวันเปิดร้านสาขาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ เลยปล่อยให้อีกหนึ่งสาวเอาแต่นั่งก้มหน้างุดไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาพูดจากับใคร มือก็คอยแต่เขี่ยอาหารในจานเล่นไปมาเพราะด้วยใจไม่ได้อยู่ติดกับตัวเองสักเท่าไหร่ ทว่ามันกลับล่องลอยไปไกลแสนไกลโดยที่เจ้าตัวเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ รู้เพียงตอนนี้เธอยังไม่อาจสู้หน้ากับคนนั่งตรงข้ามกับเธอได้อย่างเต็มตา ในเมื่อการกระทำเมื่อตอนเย็นมันล่อแหลมต่อหัวใจให้เธอรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาแปลกๆ

“แก้วเขาปลื้มนิ่มมากรู้ไหมครับ เอ่ยชมนิ่มกับพี่ไม่หยุดปากเลย รบเร้าจะให้พี่พามาหานิ่มตลอด เขาอยากจะมาขอบคุณนิ่มด้วยตัวของเขาเองน่ะ ติดตรงที่พี่งานเยอะเลยขอเลื่อนแก้วมาตลอด ถ้ากลับไปคราวนี้นิ่มไปทานอาหารร้านแก้วกับพี่กันนะครับ แก้วเขาจะได้เลิกมากวนใจพี่สักที”

“ได้สิค่ะ นิ่มก็อยากนำเสนอเมนูใหม่ให้คุณแก้วลองชิมดูอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าพี่พอลงานเยอะนิ่มไปคนเดียวก็ได้ค่ะ”

“สำหรับนิ่มพี่ว่างเสมอครับ ต่อให้งานยุ่งแค่ไหนพี่ก็มีเวลาให้นิ่ม ถ้านิ่มเพียงต้องการ...” คำตอบแฝงเพื่อเอาใจสตรีตัวเล็กตรงหน้า เรียกให้สายตาคู่หวานของอีกคนวูบไหวลง อิงอรก้มหน้ามองช้อนในมือตัวเองตาไม่กะพริบ ก็อีแค่ช้อนทำไมมันวันนี้มันถึงได้รู้สึกหนักจนไม่อาจยกขึ้นมาได้ง่าย

“ขอบคุณค่ะ...”  นาทยสุรีเอ่ยคำพูดพร้อมส่งสายตาขอบคุณออกมาจากหัวใจสื่อผ่านไปยังชายหนุ่มผู้แสนดี ถึงแม้นเธอจะเข้าใจความหมายในคำพูดที่นวพิธต้องการสื่อบอกเธอเป็นนัยๆได้ เพียงแต่เรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้นี่สิที่มันทำให้เธอต้องหนักใจมากกว่า

“เอาเถอะครับนิ่ม พี่บอกแล้วว่าจะรอ ก็จะรอจริงๆครับ...”  มือหนาเอื้อมไปบีบมือน้อยเบาๆ นวพิธได้แต่ส่ายหน้าให้กับหญิงสาว เขาเองก็ไม่คิดจะเร่งเร้าให้นาทยสุรีตอบตกลงอะไรในตอนนี้ ถ้าหากใจสองดวงไม่อาจรวมเป็นดวงเดียวกันได้ เขาเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน

“ไม่อร่อยหรืออร นิ่มไม่เห็นอรค่อยกินอะไรเข้าไปเลย หรือว่าไม่สบาย ไหนนิ่มดูหน่อยสิ”  เพราะอาการนั่งเงียบของคนช่างพูดช่างคุยทำให้คุณแม่ท้องอ่อนๆรู้สึกผิดปกติ เธอจึงอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ หากทว่าคนใจลอยกลับไม่ได้ยินเสียงทัก แต่ก็มาสะดุ้งตกใจเมื่อนิ้วเรียวยาววางแหมะลงบนหน้าผากมนของตนเอง

“อุ้ย! อารามตกใจอิงอรเลยเผลอตัวปัดมือออกจากหน้าผากของตนเองออกโดยไม่ตั้งใจ สร้างความแปลกใจให้กับคนถูกปัดมือออกและชายหนุ่มซึ่งนั่งตรงกันข้าม นวพิธถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจก่อนจะตวัดสายตาเขียวปั้ดไปยังคนตัวเล็กอย่างคาดโทษ

“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะอร อาหารไม่ถูกปากเหรอ...”  ว่าที่คุณแม่ขมวดคิ้วเอียงหน้าเข้ามาถาม ไม่เข้าใจอาการสะดุ้งตกใจของเพื่อนสาวเมื่อสักครู่นี้เลย อิงอรเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้มานั่งใจลอยเขี่ยอาหารในจานเล่นเหมือนมีเรื่องหนักใจอะไรให้คิด แต่เมื่อเห็นไม่ได้อยู่กันตามลำพังสองคน นาทยสุรีเลยไม่คิดจะคะยั้นคะยอให้เพื่อนตอบคำถาม เอาไว้อยู่กันสองคนเสียก่อนแล้วเธอจะค่อยๆเรียบๆเคียงๆถามไถ่ก็แล้วกันกัน เหตุใดแม่เพื่อนจอมซ่าถึงได้นั่งเงียบเป็นเป่าสากได้ถึงขนาดนี้

“เปล่าๆเราไม่ได้เป็นอะไรหรอกนิ่ม อาหารก็รสชาติอร่อยดี เพียงแค่เรารู้สึกเพลียๆแค่นั้นเอง นิ่มทานข้าวต่อเถอะ อรไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ด้วยแต่ว่าอยากจะไปพักมากกว่า ถ้ายังไงอรขอตัวเลยก็แล้วกัน อยากจะนอนหลับสักงีบ ตื่นขึ้นมาอาจจะดีขึ้นน่ะ เราไปก่อนนะ”  อิงอรรีบพูดตัดบทโดยไม่แหงนเงยใบหน้าไปทางสายตาเขียวๆนั้นอีก ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันหลังรีบสาวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าบ้านพักโดยไม่รอให้ใครเอ่ยอะไรออกมาทั้งนั้น

อย่างน้อยเธอต้องการหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้เสียก่อน ว่าไอ้ความรู้สึกวูบโหวงยามเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยเอื้ออาทรต่อกันและกันระหว่างไอ้หน้าขาวกับเพื่อนรัก มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงและเกิดมาจากสาเหตุอะไรกันแน่ แต่ให้ตายเถอะ!...เพียงแค่เสียจูบแรกให้กับไอ้บ้านั้น มันทำให้เธอเป็นเอามากถึงขั้นนี้เลยเชียวหรือ ก็แค่จูบฉาบฉวยของผู้ชายเฮ็งซวย ไยเธอจะต้องรู้สึกรู้สาเก็บเอามันมาคิดมากมายด้วยทำไม...

นวพิธมองตามร่างบางแต่หอมยวนใจด้วยอารมณ์ฉุนๆ อารมณ์อยากหักคอสวยๆของแม่นั่นไม่ได้เจือจางลงแม้แต่น้อย ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ยิ่งแค้นก็ยิ่งอยากจะเดินตามยัยผู้หญิงซาดิสไปจัดการให้สาสมนัก นี่ถ้าหากเขาสิ้นเผ่าพันธุ์ลงที่รุ่นเขา ยัยทอมบอยจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ด้วยไม่เชื่อก็ลองดู...

 

***********************************

ปัง!!!

เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วทั้งเกาะ เป็นเหตุให้คนกำลังปีนขึ้นไปยืนอยู่บนระเบียงเรีบร้อยดี ต้องรีบยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาเพื่อสำรวจรอบด้าน

ปวีณแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เชียวล่ะ ไอ้เสียงปืนปะทะกันอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่คนของเขากระทำอย่างแน่นอน ในเมื่อคำสั่งของเขาถือเป็นเด็ดขาด ลูกน้องคนไหนของเขาก็ไม่เคยมีสักครั้งจะทำนอกเหนือคำสั่งจากที่เขาประกาศมั่นเอาไว้ เพราะผลจากการกระทำนอกลู่นอกทางจากคำสั่งของเขา เพราะผลของมันหลังจากกระทำการนอกลู่มันไม่คุ้มค่าเสียเลยน่ะสิ บรรดาลูกน้องของเขาต่างรู้ดีแก่ใจกันทุกคนในเรื่องนี้...

ปัง...ปัง...ปัง...

เสียงปืนยังคงยิงปะทะกันอย่างรุนแรง ซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่ามาจากฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนกันแน่ แต่ปวีณไม่มีเวลามากพอจะสืบหาคำตอบให้กับตัวเอง เมื่อภารกิจของเขาสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ยังไงเสียวันนี้เขาจะต้องพานาทยสุรีกลับบ้านสวนให้จงได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟเขาก็พร้อมจะทำ เพื่อให้ได้เมียกับลูกกลับคืนมาในสู่อ้อมอกของเขาอีกครั้ง ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแรกเขาก็ยอม...

“ใครคะ?” เสียงหวานเอ่ยทักเมื่อได้ยินเสียงย่ำเท้าเดินอยู่ตรงระเบียงห้อง เธอสะดุ้งตื่นเมื่อหูแว่วได้ยินเสียงของปืนดังลั่น และก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อคนที่เธอหนีเขามา ได้มายืนหน้าตาถมึงทึงอยู่ตรงเบื้องหน้าของเธอแล้ว

นาทยสุรีกำลังจะอ้าปากส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกไป ร่างใหญ่ดุจขุนเขาก็ปาดเข้ามาคว้าร่างบางแล้วยกมือหนาปิดปากเอาไว้เสียก่อน

“ชูว์...ใจเย็นๆก่อนสิแม่เมียตัวดี เธอต้องถูกลงโทษอย่างสาสมแน่ แต่ตอนนี้เราต้องไปกันแล้ว...”  ปวีณรีบแนบร่างทาบทับบนร่างอวบเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว เมื่อเขาปล่อยมือออกจากใบหน้างดงามไร้ที่ติ ปากหยักหนาก็ฉกวูบลงมาแทนที่ด้วยความเร็วรี่ จนนาทยสุรีมึนงงไปหมด ปวีณลงโทษสถานเบากับเมียตัวน้อยพอหอมปากหอมคอ ก่อนชายหนุ่มจะรีบยันตัวเองลุกขึ้นจากความหอมยวนใจ แล้วฉวยเอาร่างอิ่มติดมือตามไปด้วยกันติดๆ

“เราต้องรีบไป ไม่รู้ใครลักลอบขึ้นเกาะต่อจากพี่อีก แต่คิดว่าคงไม่ได้มาดีแน่ๆ” ปวีณหันไปบอกหญิงสาวให้รับรู้

“หมายความว่ายังไง ฉันไม่ไปกับคุณหรอกนะ ฉันจะไปหาพี่พอล...”  

คำบอกกล่าวของคนใจร้ายในความรู้สึกของเธอ ยิ่งกระตุ้นให้หญิงสาวนึกเป็นห่วงเจ้าของเกาะขึ้นมา นาทยสุรีไม่คิดจะเชื่อคำพูดของคนใจดำเสียทีเดียว ก็ถ้าไม่ใช่คนของเขาแล้วจะเป็นของใครที่กล้าอาจหาญทำเช่นนี้ได้

“คิดว่าพี่จะยอมปล่อยให้นิ่มวิ่งไปหาไอ้หน้าจืดนั่นง่ายๆอีกหรือไงล่ะ ถ้าดื้อนักล่ะก็ได้เห็นดีกันแน่” ปวีณชักสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับคำขู่ นาทยสุรีตวัดหางตามองใบหน้าคมคายอย่างเคืองๆ แต่ก็รู้ตัวไม่อาจสู้แรงมหาศาลของเขาได้ แต่จะให้เธอยอมเดินตามเขาต้อยๆนั่นก็ไม่มีทางเหมือนกัน

“เอ๊ะปล่อย! นึกว่าฉันกลัวคำขู่ของคุณนักหรือไง แล้วก็ปล่อยฉันด้วย เพราะฉันจะไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น” นาทยสุรีรีบรั้งตัวเองเอาไว้อย่างสุดกำลัง ไม่ยอมก้าวเดินตามชายหนุ่มไปง่ายๆ

“ก็กลับบ้านของเรายังไงล่ะน้องนิ่ม ชอบนักหรือไงกลับการมีผัวหลายๆคนน่ะ ผัวก็มีลูกก็มีด้วยกันแล้วยังจะวิ่งโล่มาซบอกชายชู้อยู่อีกทำไม ใครสั่งใครสอนให้หัดทำตัวแบบนี้กัน กลับบ้านสวนเราคราวนี้เห็นทีพี่จะต้องรีบให้พ่อกับแม่ไปพูดจาสู่ขอนิ่มกับคุณลุงคุณป้าให้ถูกต้องตามประเพณีเสียที จะได้ทันเจ้าตัวเล็กเกิดมาด้วยไง...”  ปวีณบอกความตั้งใจของตนเองให้หญิงสาวได้รับรู้ เพื่อเป็นหลักประกันคราวนี้ ถ้าหากหญิงสาวตามเขากลับไปบ้านสวน เขาจะไม่ทำให้เธอเสียชื่อเสียงเหมือนครั้งก่อนนั้นอีกแล้ว แต่เขาจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณี แต่การกลับไม่เป็นอย่างใจคิด เมื่อนาทยสุรีเกร็งร่างของตนเองเอาไว้ ก่อนจะหลุดเสียวเหวใส่ด้วยความโมโหสุดขีด...

“พูดพล่ามบ้าบออะไรของคุณออกมาน่ะ ใครเขาจะแต่งงานกับคุณมิทราบฮะ แล้วเด็กในท้องของฉันคนนี้ แกก็ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับคุณอีกทั้งนั้น ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ไม่ต้องมาเกี่ยวกัน แล้วถ้าหากคุณยังจำคำพูดในวันนั้นได้ วันที่คุณรับรู้ว่ามีเขาเกิดขึ้นมาน่ะ...”

พอพูดไปถึงวันนั้น มือบางอีกข้างของนาทยสุรีก็ยกขึ้นมาลูบไล้หน้าท้องของตัวเองสื่อผ่านไปยังดวงใจดวงน้อย ปวีณมองตามมือบอบบางของภรรยาด้วยความรู้สึกร้าวราน ร่างหนาถึงกับผงะถอยห่าง แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากร่างของภรรยา หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบจนแหลกเหลวจนไม่เหลือชิ้นดี มันเจ็บจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยังไง ใบของปวีณก็ถึงกับซีดเผือดลงดวงตาดุดันอ่อนแสงดูหม่นมัว หากวันนั้นเขาไม่ตาบอดจนมืดสนิท ยอมละทิ้งการแก้แค้นแล้วเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับหญิงสาวอย่างจริงจัง แล้วปล่อยให้อานนท์ได้รับผลกรรมของมันด้วยตัวเอง  ป่านนี้เขากับเมียและลูกคงจะมีความสุขกันตามประสาครอบครัวเล็กๆพ่อแม่ลูกไปนานแล้ว...

“ฉันจะขอให้มันเป็นไปตามนั้นดุจดั่งเดิมทุกประการ เราสองคนต่างคนต่างอยู่ต่างใช้ชีวิตของใครของมันโดยไม่มีการเข้ามาข้องเกี่ยวกันอีกเลย” นาทยสุรีส่งเสียงขึ้นมาพูดต่อเพื่อกล่าวเตือนสติให้ชายหนุ่มได้จดจำคำพูดของเขาในวันนั้น

“และตอนนี้ฉันก็กำลังทำตามคำแนะนำของคุณที่อุตส่าห์มีแก่ใจแนะนำให้ฉันทำ...ด้วยการหาสามีและพ่อให้ลูกของตัวเองอย่างไรล่ะคะ ก็สมความต้องการของคุณทุกอย่างทุกประการแล้วไม่ใช่หรือไง เพราะฉะนั้นก็ปล่อยฉันไปตามทางของฉันเถอะค่ะ เราต่างคนต่างอยู่แบบนี้ก็ดีแล้วไง...”  นาทยสุรีเอ่ยย้ำความต้องการของเขาขึ้นมาอีกหน ก่อนใบหน้างามจะเชิดรั้นแหงนเงยขึ้นจับจ้องใบหน้าคมกริบด้วยดวงตาเอาเรื่อง ทุกถ้อยคำบาดหัวใจที่หลุดออกจากปากของเขาในวันนั้น เธอยังคงจดจำมันอย่างฝังใจ และคิดว่าการให้อภัยกับทุกๆเรื่องจะทำให้เรื่องราวระหว่างเธอกับเขาจะจบสิ้นกันไป  แต่เขากลับกลืนน้ำลายของตัวเอง ย้อนกลับเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเธออีกเพื่ออะไร?

แต่ปวีณสลดใจได้แค่เดี่ยวเดี๋ยว นิสัยไม่เคยยอมฟังใครก็เข้ามาแทนที่...

“ไม่แต่งก็ต้องแต่ง เพราะถ้าพี่อยากได้นิ่มก็ต้องได้ ถึงแม้จะได้เพียงร่างกายพี่ก็ยอม แต่พี่จะไม่มีวันยอมให้นิ่มตกไปเป็นของคนอื่นอย่างเด็ดขาดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจด้วย วันหน้าวันหลังจะได้ไม่วิ่งโล่ไปซบอกชายชู้คนไหนได้อีก”

ปวีณประกาศกร้าวใบหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างจากเสือร้าย เขาย้ำชัดถึงความต้องการของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว โดยไมสนใจความคิดของหญิงสาวว่าจะตรงกันหรือไม่ ถึงเวลานี้นาทยสุรีไม่ต้องการอยากแต่งงานกับเขา อาจด้วยเรื่องของอดีตที่เขาเคยทำเลวระยำเอาไว้กับเธอมากมาย แต่มาวันนี้และตอนนี้เขาต้องการกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดทุกอย่าง ดังนั้นเขาก็ยอมให้หญิงสาวปฏิเสธเขาไม่ได้ด้วยเช่นกัน

“ก็ลองดูกันสักตั้งจะเป็นไรคุณปวีณ” คุณแม่ท้องอ่อนเอ่ยท้าทายเสียงกร้าว ดูผิดจากหญิงสาวอ่อนนุ่มคนก่อนโดยสิ้นเชิง ใบหน้าหวานงดงามเป็นเอกลักษณ์จึงเชิดขึ้นต่อตากับชายหนุ่มอย่างไม่กลัวเกรง ก่อนจะเปล่งวาจาเชือดเฉือนเป็นการตอบโต้ชายหนุ่มกลับไป...

“หึ...อย่าคิดว่าฉันจะอ่อนแอยอมให้คุณทำร้ายฉันซ้ำซากได้อีกง่ายๆเป็นครั้งที่สอง คุณอาจจะลืมอะไรบางอย่างไป...ฉันน่ะ ลูกของเจ้าสัวนาท บูรณกำจร ผู้มีอำนาจไม่ได้ยิ่งหย่อนหรือน้อยหน้าไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น แล้วถ้าหากฉันต้องการจะต่อกรกับคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรไม่ใช่หรือไงคะคุณปวีณ...”

พอพูดจบประโยคดี หญิงสาวก็สะบัดลำแขนของตัวเองออกจากการเกาะกุมอย่างนึกรังเกียจผู้ชายเห็นแก่ตัวเองอย่างปวีณ แม้นก่อนหน้าเธอเคยนึกสงสัยใจแทบขาด ในการกระทำเลวร้ายต่างๆนาๆที่เขาทำไว้กับเธอมากมาย ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นเธอกับเขาไม่เคยมีความแค้นต่อกันมาก่อนด้วยซ้ำ และเธอก็เลือกหันหลังเดินก้าวผ่านความสงสัยนั้นเอาไว้เพื่อเห็นแก่ลูกน้อยในครรภ์ เธอไม่ต้องการอยากให้เขาเกิดมารับรู้พฤติกรรมเลวร้ายของผู้เป็นพ่อ เมื่อครั้งหนึ่งปวีณเคยตัดสายสัมพันธ์ขาดสะบั้นเพราะไม่ต้องการเธอและลูกในชีวิตของเขาอีกต่อไปนั่นเอง...

ปัง!!!

“ว้าย!” นาทยสุรีถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อเสียงปืนนั้นดังลั่นอยู่ไม่ห่าง อาจเป็นเพราะการปะทะกันภายนอกนั้นใกล้บริเวณบ้านพักเข้ามาทุกที จึงเป็นเหตุให้ร่างงามโผเข้าหาร่างใหญ่โดยไม่รู้ตัว

“พี่เสือนิ่มกลัว...”  อารามตกใจหญิงสาวจึงลืมสิ้นว่าเธอกับเขามีเรื่องบาดหมางจนถึงขั้นตัดขาดสัมพันธ์กันมาแล้ว ปวีณได้ฟังเสียงหวานขานเรียกชื่อตัวเองอีกครั้งถึงแม้นจะออกมาเพราะความพลั้งเผลอก็ตาม แต่หัวใจของเขาก็พองโตขึ้นมาด้วยความปลื้มปิติเลยทีเดียว อารมณ์กรุ่นๆเมื่อสักครู่ก็พลันหายในพริบตา ยิ่งร่างน้อยที่โผเข้าหาสั่นไหวเพราะความตกใจ ปวีณเลยได้ใจยกมือหนาขึ้นโอบกอดเพื่อให้ภรรยาตัวน้อยคล้ายอาการหวาดกลัว

“ไม่ต้องกลัวไปนะคนดี พี่อยู่ตรงนี้กับน้องนิ่มแล้วไงครับ...” ปวีณปลุกปลอบใจภรรยาให้คล้ายความกลัว หากมีเขาอยู่ตรงนี้จะไม่มีอะไรมาแผ่วพาลเมียและลูกของเขาได้เลย เขาจะเอาชีวิตทั้งชีวิตเข้าปกป้องอย่างสุดกำลัง เพื่อเป็นการชดเชยเรื่องเลวระยำที่เขาเคยได้ทำไว้กับภรรยาของตัวเองเมื่อครั้งในอดีต

ปวีณเห็นท่าไม่ดีเพราะยังไม่ทราบการปะทะภายนอกบ้านพักนั้นมาจากใครกันแน่ ชายหนุ่มเลยตัดสินใจช้อนอุ้มร่างเหน่งน้อยขึ้นไว้แนบอก ก่อนจะหาทางเดินเลี่ยงออกมาด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ให้คนของนวพิธจับได้ ดูเหมือนลูกน้องของเขาบางส่วนต่างทยอยกันเดินหลบๆมายังบ้านพักเมื่อจับสังเกตบางอย่างมันผิดปกติไป สถานการณ์ตอนนี้ดูไม่ค่อยปลอดภัยนักสำหรับเจ้านายของตนเอง เข้มจึงจัดกำลังบางส่วน เดินเรียบตามเสียงปืนเหล่านั้นมา และพอเห็นร่างใหญ่คุ้นตาของเจ้านาย เข้มถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสาวเท้าเดินไปหาเจ้านายเพื่อคุ้มกันภัยให้อีกที...

“คนของใครวะเข้ม มึงพอจะรู้บ้างหรือเปล่า”

“คงเป็นพวกขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจของคุณพอลมั้งครับ ผมว่าพวกเรารีบขึ้นเรือไปกันตอนนี้เลยดีกว่า ก่อนพวกนั้นจะทันเห็นพวกเราเข้า” ปวีณพยักหน้าเห็นด้วย ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนเพื่อให้ร่างน้อยแนบชิดกับอกแกร่งเข้ามากขึ้น

“งั้นเรารีบไปกันเถอะ ก่อนเรื่องจะวุ่นวายหนักไปกว่านี้...”

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นนะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”  ร่างในอ้อมแขนเริ่มดิ้นรนขัดขืนเมื่อนาทยสุรีตั้งสติของตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว

“เพื่อนของฉันยังอยู่ในบ้านพัก ฉันจะกลับไปหาอร” เพราะพอตั้งสติได้นาทยสุรีก็รีบดิ้นรนเรียกหาเพื่อนสาวของตัวเอง เพราะเธอมัวแต่ทะเลาะกับปวีณแท้ๆ เลยทำให้ลืมอิงอรไปเสียสนิท

“มันอันตรายจะกลับเข้าไปได้ยังไง ประเดี๋ยวคนของไอ้หน้าจืดนั้นก็ดูแลเพื่อนของนิ่มเองนั่นแหละ ไปรออยู่บนเรือก่อนดีกว่า อย่าลืมสิตอนนี้นิ่มกำลังท้องกำลังไส้อยู่น่ะ จะเข้าไปเสี่ยงช่วยชีวิตใครเขาได้” ปวีณดุใส่ภรรยาเสียงเข้ม

“ไม่...ฉันจะไปหาอร” นาทยสุรีปฏิเสธเสียงกร้าวด้วยความเป็นห่วงเพื่อนจับหัวใจ

“ปล่อยสิ ฉันจะเดินเอง” ร่างน้อยยังคงดิ้นขลุกขลักในวงแขนแกร่ง ปวีณถึงกับถอนหายใจหนักหน่วง ไม่รู้แม่เมียตัวน้อยจะมาพยศอะไรเอาอีกตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ก็จำยอมปล่อยร่างหอมละมุนลงกับพื้นทราย ทว่าพอเท้าบางเหยียบผืนทรายได้มั่นคงดี นาทยสุรีจึงตัดสินใจผลักร่างหนาของคนใจร้าย หันหลังวิ่งหนีไปยังบ้านพักด้วยความรวดเร็ว

ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรักกับชายหนุ่มผู้แสนดี นาทยสุรีจึงไม่ฟังเสียงห้ามปรามใดๆของปวีณ จะให้เธอทิ้งทั้งสองคนนั้น แล้วตัวเองก็หนีไปกับเขาอย่างหน้าตาเชยเธอก็ทำไม่ได้ ในเมื่อการมาเที่ยวเกาะครั้งนี้ ก็เป็นเธอเองไม่ใช่หรือไงที่เรียกร้องอยากจะมา พอเกิดเรื่องก็จะหนีเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว เธอทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกนะ เธอต้องกลับไปช่วยพวกนั้น...

“อย่าไปทางนั้น น้องนิ่ม!มันอันตราย” ปวีณตะโกนเตือนอย่างร้อนใจ ก่อนสองขาจะวิ่งตามร่างอวบอิ่มของภรรยาไปติดๆ ใจเขากลัวนาทยสุรีจะวิ่งแล้วสะดุดล้ม จึงเร่งฝีเท้าตัวเองให้เร็วรี่ยิ่งขึ้น

“เข้มไม่ต้องตามกูมา บอกคนของเราให้เตรียมความพร้อม” แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะให้ไปสั่งลูกน้องคู่ใจ หากให้วิ่งตามกันมาเป็นพรวนคงไม่ได้การแน่

ทว่าพอพ้นเข้าเขตบ้านพักได้เท่านั้น...

“เฮ้ย!ยิงอีนั่นทิ้งทีสิ...” เสียงมัจจุราชตะเบ็งสั่งการอย่างเหี้ยมโหดขึ้นมาท่ามกลางการยิ่งใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

เสียงนั้นกระทบเข้าหูของคนวิ่งตามร่างอิ่มมาติดๆ ปวีณถึงกับใจร่วงลงพื้นด้วยความหวั่นใจ ดวงตาดำสีนิลคมเข้มเบิกกว้างหัวใจของเขาก็กระตุกรัวเร็ว ได้แต่ภาวนาขอให้เขาวิ่งไปทันการณ์ทีเถิด ชายหนุ่มจึงใช้พละกำลังแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มี กระโดดทีเดียวเข้ารวบร่างภรรยาสุดรักสุดหวงเอาไว้จนมิด

ปัง..ปัง...ปัง

เสียงกระสุนดังขึ้นถึงสามนัดซ้อน...

“โอ๊ะ!...

และพอสิ้นเสียงร้องร่างหนาก็ทรุดฮวบลงบนพื้นทราย ในอ้อมแขนของเขายังมีร่างสั่นเทาหลับตาปี๋อยู่ ปวีณก้มใบหน้าเหยเกสำรวจเมียรักในอ้อมแขนลูบไล้ไปทั่วกาย โดยมือหนาลูบอยู่บนหน้าท้องแบนราบเป็นนาน เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าตัวเล็กของเขาไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆทั้งนั้น

“ พ่ออยู่ตรงนี้แล้วนะครับคนดี พ่อจะไม่ยอมให้แม่กับหนูเป็นอันตรายใดๆทั้งสิ้น หนูไม่ต้องกลัวไปนะครับ เราสามคนพ่อแม่ลูกต้องได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันพ่อสัญญา...” ปวีณงึมงำปลุกปลอบลูกน้อยในครรภ์ของภรรยาสาว สายตาคมกล้ากวาดสำรวจไปทั่วร่างงาม เมื่อเห็นเมียกับลูกน้อยไม่ได้เป็นอะไร ชายหนุ่มจึงกระตุกยิ้มด้วยความโล่งอกโล่งใจ จรดปลายจมูกลงบนหน้าผากมนเพื่อเป็นการเรียกขวัญให้เมียรักไปในตัว

ส่วนคนหลับตาปี๋ ก็ถึงกับช๊อคไปชั่วขณะจิต สัมผัสอุ่นซ่านพาหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนแทบจะกระเด็นออกมา ร่างอิ่มรับรู้เพียงรางเลือนเหมือนความฝัน เมื่อร่างคุ้นเคยกระโดดเข้ามาขวางเป็นกำแพงป้องกันภัย ก่อนทุกอย่างรอบกายจะอลหม่านและหญิงสาวก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลยหลังจากนั้น

 

************************


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha