เทพบุตรจอมวายร้าย

โดย: วรดร/กัญนิชา



ตอนที่ 14 : บทที่14.มารผจญ...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ความสุขคือสิ่งที่ทิพยอาภาแทบจะไม่ค่อยได้สัมผัส...ดังนั้นหล่อนจึงไม่อยากจะเชื่อว่าขณะนี้ตัวเองได้รับสิ่งนั้นไว้กับตัว หญิงสาวยังหวาดระแวง ทุกครั้งที่เธอหลับตา ทิพยอาภาจะภาวนา ขอให้ทุกสิ่งยังคงอยู่ตอนที่เธอลืมตา

                เหมือนเช่นวันนี้...

                เธอลืมตาตื่นในเวลาเช้าตรู่!! เสียงนกร้องจุบจิบที่ต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านของต้นไม้ต้นนั้นแผ่มาติดริมหน้าต่าง

                “แอะๆ” เสียงแองเจลิน่าร้องแอะๆ บุตรสาวของเธอคงตื่นขึ้นมา และกำลังเล่นคนเดียวโดยไม่คิดจะกวนคนเป็นแม่

                ทิพยอาภาพลิกตัวนอนคว่ำ เธอยื่นหน้าไปมอง และเด็กน้อยก็มีปฏิกิริยาสนองตอบ ทันทีที่ม่านตาของเขาสัมผัสสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า...แม่

                มือเล็กๆ โบกไปมา...ขยับยิ้มจนมองเห็นฟันสองซี่ในปาก

                “อุ้ย!! ฟันขึ้นอีกแล้วนะคะคนเก่ง”

                เธอยื่นปลายนิ้วให้บุตรสาวจับ แองเจลิน่าก็รีบจับทันใด พร้อมกับยิ้มแฉ่งอวดฟันอีกสองซี่ที่โผล่พ้นเหงือกแดงแจ๋

                “หิวยังคะคนสวย...วันนี้เราจะกินอะไรดี?”

                เธอยังคุยกับบุตรสาวบนเตียงต่อ แม้เวลาจะเคลื่อนไปช้าๆ

                ก๊อกๆ

                เสียงเคาะประตูทำให้ทิพยอาภาตัดสินใจลุกจากที่นอน...เธอมองหาแมทธิว...แต่ไม่เห็นเขาในสายตา...เขาออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนบ่าย หลังจากที่นำเธอมาส่งไว้ที่นี่ หายไปทั้งคืน และไม่ได้ติดต่อมา...หญิงสาวระบายความรู้สึกหน่วงๆ ในอก ออกมาทางลมหายใจ...เอาเถอะ!! เธอสมควรไว้ใจเขา...เมื่อเขาออกปากให้คำมั่นไว้กับเธอ...สิ่งแรกที่เธอควรคิด...คือความเชื่อใจ...เมื่อสู้อุตส่าห์ยอมเดินถอยหลังกลับมา...อะไรจะเกิดเธอก็ต้องพร้อมเผชิญหน้า

                ทิพยอาภาเดินไปเปิดแง้มประตูหน้าห้อง สิ่งที่เธอเห็นคือสาวใช้...รูปร่างอวบอัดยืนสงบอยู่ตรงนั้น

                “ขออนุญาตทำความสะอาดค่ะ”

                เสียงของหล่อนเรียบกริบ ไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมาเหมือนก่อนๆ

                เพราะว่าหล่อนคือ...ไวโอเล็ต สาวใช้ที่เขม่นใส่เธอเป็นประจำ

                หญิงสาวเบี่ยงตัวให้...หล่อนจึงรีบเดินจ้ำเข้ามาด้านใน และลงมือทำงานตามหน้าที่อย่างแข็งขัน

                ทิพยอาภาเกรงว่าจะอยู่ขวางทาง เธอจึงอุ้มลูกน้อยเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อชำระคราบหมักหมมบนร่างกาย ทั้งแม่ ทั้งลูก ตามความตั้งใจของหญิงสาว หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอจะพาลูกน้อยไปหามาดามแพชี่ พร้อมกับหาอาหารเช้าใส่ปาก ใส่ท้อง...

                แต่สิ่งที่ทิพยอาภาไม่รู้ หลังจากเธอหันหลังให้

                สาวใช้คนนั้นช้อนสายตาวาววับมองตาม มุมปากหล่อนกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรี้ยม แววตาจัดจ้าเหมือนหมาป่าจ้องมองเหยื่ออันโอชะ

                ไวโอเล็ตก่นด่าผู้หญิงชั้นต่ำแบบทิพยอาภาในใจ แม่นั่นกับตนเองไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย

                หากเปรียบเทียบรูปร่าง...เธอมั่นใจว่าตัวเอง ดูดีกว่าผู้หญิงผอมบางอย่างทิพยอาภาเยอะแยะ เมื่อเธอมีรูปร่างชวนฝัน หนุ่มๆ ที่เคยหลับนอนกับเธอ เอ่ยปากชมทุกราย

                และลีลาเธอช่ำชองไม่แพ้ใคร เธอเชื่อว่าหากเจ้านายหนุ่ม ได้ลองนอนกับตัวเองสักครั้ง...เขาต้องรีบสลัดยัยนั่นทิ้งเป็นแน่!!

                ที่สำคัญเลย...ทิพยอาภาไม่รู้...ไวโอเล็ตไม่ได้มีหน้าที่ทำความสะอาด ส่วนปีกตึกด้านซ้ายไม่ใช่ที่ทางของเธอ หากต้องการทำความสะอาดห้องนอนของแองเจลิน่าจริงๆ ชิเอลจะยืนคุมแบบไม่คลาดสายตา พ่อบ้านคนนั้นไม่เคยปล่อยให้สาวใช้คนไหนได้เยี่ยมกรายเข้ามาในห้องของ ทายาทดีแลน เพียงลำพัง

                หากเธออยากได้เจ้านายรูปหล่อของเธอมาครอง...เธอต้องช่วยฉัน

                ข้อเสนอของชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาทักไวโอเล็ตในวันก่อนที่เธอออกมาเที่ยวนอกคฤหาสน์ ชายผู้นั้นเดินเข้ามาทักทายเธอ พร้อมกับข้อเสนอที่เธอไม่คิดปฏิเสธ เมื่อสิ่งที่เขาต้องการทำ เป็นความต้องการของตนเองเช่นกัน...กำจัด ผู้หญิงคนนั้น ออกไปจากวงจรชีวิตแมทธิว!!

            ดังนั้นไวโอเล็ตจึงลองเสี่ยง เธอเดินวนไปวนมาแถวนี้ และเมื่อทางสะดวกจึงไม่รอช้าที่จะลงมือ

                ซองยาสีขาวที่เธอซุกไว้ในชั้นใน ไวโอเล็ตล้วงออกมาเธอมองซ้าย มองขวา ก่อนจะบิเม็ดยานั้น ใส่ลงในขวดน้ำสะอาดที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะรีบเร้นกายออกไปจากห้องนอนเด็กอ่อนแบบเงียบกริบที่สุด...

                สองแม่ลูกที่เพิ่งอาบน้ำจนฉ่ำปอด เดินออกมาจากห้องน้ำ หญิงสาวอมยิ้ม เพราะภายในห้องไม่มีบุคคลที่สาม และห้องนอนถูกทำความสะอาดไปบ้างพอสมควร ทิพยอาภาหย่อน...ลูกน้อยลงบนที่นอน เธอเดินไปหยิบชุดเด็กน่ารักมาสวมให้เจ้าตัวอ้วนที่นอนยิ้มเผล่ ก่อนจะกราดตามองหาเสื้อผ้ามาสวมบนร่างกาย

                ตู้เสื้อผ้าแบบบิ้วอินในห้องแต่งตัวที่เก็บของใช้ประจำของเธอ คือเป้าหมาย

                ทิพยอาภายืนหมุนอยู่หน้าตู้ เธอขมวดคิ้วนิดๆ เมื่อเสื้อผ้าบนราว มีเต็มไปหมด แต่ไม่มีตัวไหนที่เธอจะสวมได้สักตัว เมื่อเป็นของใช้ของ สวีตตี้ ส่วนของเธอนั่นอยู่ในกระเป๋า เธอลืมทิ้งไว้ที่สนามบิน มันถูกโหลดขึ้นเครื่องบินลำนั้นไป และปานนี้คงวิ่งวนอยู่บนลู่ที่ประเทศไทย...

                “อริสๆ อุ้ย!! คุณผู้หญิง”

                สวีตตี้เจ้าเดิม...หล่อนถือวิสาสะเปิดประตูห้องเจ้านายคนใหม่เข้ามา เพราะเคาะอยู่นานสองนาน แต่คนด้านในไม่ได้ยิน อีกอย่าง...เจ้าของห้องตัวจริงคงไม่ถือสา สาวใช้ตัวอวบจึงกล้า...

                “สวีตตี้ มีอะไรหรือเปล่า เรียกทิพ ว่าทิพก็ได้ ทิพไม่ถือ”

                ทิพยอาภาเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เธอยิ้มให้เพื่อนเก่า แม้สถานะจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างสำหรับเธอเหมือนเดิม

                “หูยยย ไม่ได้หรอกค่ะ คุณผู้ชายดุจะตาย หากสวีตตี้เรียกคุณผู้หญิงเสียสนิทแบบนั้นกลัวจะโดนแฉ่งสิคะ”

                “ตามใจ...มีอะไรหรือเปล่าล่ะ?”

                หญิงสาวกระเซ้า สาวใช้ของดีแลน แบ่งเป็นสองส่วน ปีกซ้ายกับปีกขวา จะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แบ่งหน้าที่ทำงานไว้แบบชัดเจน

                “นี่ไง...คุณผู้หญิง...ว้า...มึน ไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงให้เข้าใจ” สาวใช้ตัวอวบยกชุดสวยขึ้นชูพร้อมกับบ่นพึม เมื่อเวลานี้มีคุณผู้หญิงเพิ่มมาอีกหนึ่ง...

                “มาดามให้เอามาเหรอจ้ะ” เธอยืนมือออกไปรับ เพราะคุณผู้หญิงที่สวีตตี้กล่าวถึง คงไม่พ้นมาดามแพชี่

                “ค่ะ มาดามกลัวอริส!! อุ้ย!! คุณผู้หญิงไม่มีชุดใส่ เห็นมาแบบฉุกละหุก”

                “เรียกทิพนั่นแหละ จะได้ไม่งง กำลังว่าจะไปหามาดามพอดี...” ทิพยอาภารับชุดสวยจากมือสวีตตี้ ก่อนจะเดินหายไปในห้องแต่งตัวแมทธิว

                “คุณผู้หญิงก็กำลังชะเง้อรอ เธอคิดถึงคุณหนูค่ะ”

                 มาดามแพชี่หลงรักหลานนอกไส้แบบเต็มหัวใจ และเมื่อแองเจลิน่าถูกคืนสู้อ้อมกอดมารดาตัวจริง นางจึงทำได้แค่ชะเง้อคอรอ

                “รอแปบนะ แต่งตัวเสร็จเราจะไปหาท่านด้วยกัน”

                หญิงสาวอมยิ้ม ความยุ่งยากที่เคยประสบ เธอเพิ่งจะนึกรำคาญเอาก็ตอนที่ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญของคฤหาสน์ดีแลนอีกคนหนึ่ง!!

                “ดีค่ะ...”

                สวีตตี้เหลียวซ้ายแลขวา เธอหิวน้ำจนคอแห้ง เนื่องจากต้องรีบนำชุดมาส่ง พอดีสายตาไปสะดุดกับขวดน้ำบนโต๊ะ หลังชั่งใจอยู่เสี้ยววินาที หล่อนจึงเดินไปฉวยแก้วสะอาด พรางรินน้ำดื่มใส่ ก่อนจะยกขึ้นจิบแก้กระกาย เป็นการกระทำที่แสนละลาบละล้วง...เนื่องจากของทุกชิ้นในห้องเป็นของเจ้านาย สาวใช้ไม่สมควรหยิบมาใช้...แต่เป็นโชคดีของทิพยอาภา เพราะหากหล่อนหรือใครก็ตามที่ดื่มน้ำปนเปื้อนอะไรบางอย่างที่ไวโอเล็ตใส่ไว้...คงเกิดอันตรายขึ้นแน่ๆ

                และสวีตตี้เป็นเหยื่อครั้งนี้...

                หลังน้ำใสใสไหลลงไปในลำคอ...สาวอวบยกมือจับคอดวงตาเหลือกลาญ รู้สึกเหมือนมีก้อนไฟแดงๆ ไหลลงไปในปาก เจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว เธอกุมมือไว้ อยากจะร้องดัง ๆ แต่ปากเธอกลับชา...และก่อนที่เธอจะหมดสติ...สวีตตี้เห็นแค่ ใบหน้าตื่นตระหนกของอดีตเพื่อนร่วมงานที่บัดนี้ ทิพยอาภากลายเป็นภรรยาของหลานชายเจ้าของคฤหาสน์เสียแล้ว...

                “ว้าย!! สวีตตี้ๆ เป็นอะไรไป...ช่วยด้วย!!...ใครก็ได้ช่วยที ใครอยู่ข้างนอกบ้าง...เรียกคนมาช่วยสวีตตี้หน่อยค่ะ”

                แม่ลูกอ่อนร้องวี้ดๆ เธอทรุดฮวบลงไปจับแขนสาวใช้ตัวอวบ พรางเขย่าแรงๆ ส่งเสียงร้องเรียกหาคนช่วย สลับกับการพยายามจะปลุกสติของสวีตตี้ หญิงสาวมองเพื่อนร่วมงานด้วยแววตาตื่นตกใจ น้ำลายเป็นฟองฟอดไหลฟูมปาก กับดวงตาเบิกโพลงและร่างกายที่แข็งเกร็ง...ของคนตรงหน้า...

                เกิดอะไรขึ้น?!!

                ชิเอลอยู่ไม่ไกล เขาเดินเตร่ไปมา หน้าห้องเจ้านายน้อย จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

                พ่อบ้านวัยดึกจึงตัดสินใจผลักประตูห้องของแองเจลิน่า แล้วจึงกระโจนเข้ามา เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น

                ความวุ่นวายบังเกิด...หนุ่มคนงานถูกตามตัวขึ้นมาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปจากห้อง...และสวีตตี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลแบบเร่งด่วน เมื่ออาการของเธอน่าเป็นห่วง...

                หญิงสาวอุ้มลูกแนบอก เธอมึนหัวไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสวีตตี้...

                “เกิดอะไรขึ้น มีใครเป็นอะไรไปเหรอ?”

                มาดามแพชี่รีบเดินมาจากห้องตนเอง นางเดินกึ่งวิ่ง เมื่อเธอได้ยินสาวใช้นางหนึ่งซุบซิบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันน่ากลัวเสียจนมาดามแพชี่หัวใจสั่น

                “มาดาม!!

                ทิพยอาภาผวาเข้าหา เธอตัวสั่นงันงกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้า

                “แมทธิวไปไหน?”

                นางไม่เห็นลูกเลี้ยงอยู่ในสายตา จึงถามหาเสียงค่อนข้างเคร่ง

                หญิงสาวส่ายหน้า เธอเองก็ต้องการแมทธิวที่สุดในเวลานี้ แต่จะไปตามหาเขาที่ไหนล่ะ?

“ช่างเถอะ!! เดี๋ยวเขาก็คงกลับมาเอง...แต่นี่ใครเป็นอะไร?”

                “สวีตตี้ค่ะมาดาม จู่ๆ ก็ล้มฟุบน้ำลายฟูมปากเลย ชิเอลเพิ่งพาไปโรงพยาบาลเมื่อสักครู่”

                ทิพยอาภารีบบอก เธอตัวสั่นไปหมด กับสภาพคนใกล้ตายที่เกิดขึ้นตรงหน้า

                เห้อ!! สาวใหญ่ถอนใจเฮือก เธอกราดตามองไปรอบๆ จนไวโอเล็ตรีบถอยหลบ เธอมาคอยจับตามอง และก่นด่าสาวใช้ตัวอ้วนในใจ อีนั่นดันทะเล่อทะล่าเข้ามาขวางทาง ไม่อย่างนั้นคนที่ถูกหามส่งโรงพยาบาล คงเป็นอีหน้าสวยที่ดอดเข้ามาฉกเจ้านายสุดหล่อของหล่อนไปครอง

                “ที่นี่คงไม่ปลอดภัยสำหรับเธอแล้วล่ะทิพยอาภา ไปอยู่กับฉันที่ห้องฉันดีกว่า...จนกว่าแมทธิวจะกลับมาจัดการ...คนร้ายที่ลงมือเหี้ยมโหดคนนั้น” มาดามแพชี่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย นางอยู่ในส่วนของนาง ไม่ยุ่มย่ามในส่วนของมาดามจูเลีย แต่เมื่อถึงคราวคับขัน...ฝั่งมารดาสามีไม่มีผู้ปกครอง นางก็ต้องกางปีกป้องแทน...เมื่อนางก็เป็นเจ้านายคนหนึ่งของดีแลน

                ทิพยอาภาจึงอุ้มลูกเดินตามมาดามแพชี่ไป ด้วยหัวใจสั่นเทา...

 

                “อะไรนะ!! พลาด...แล้วแกจะอยู่เสนอหน้ารอให้ไอ้เวรนั่นจับได้เรอะ!!

                ไวโอเล็ตน้ำตาเล็ด เธอโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวคนว่าจ้าง แต่กลับถูกตวาดกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน

                หญิงสาวเม้มปาก แหงนหน้ามองยอดตึก...วาสนาของเธอคงไม่ถึงชายหนุ่มผู้นั้น...

                เพราะนับจากวันนี้...เธอคงไม่ได้เห็นเขาอีก เมื่อทำงานพลาด และแมทธิวอาจจะสาวมาถึงตัวเธอได้...ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

                ดังนั้น...เมื่อเธอยังมีเวลาหนี ก็ควรจะรีบเผ่นไปเสียก่อน

                30นาทีต่อมา...ไวโอเล็ตจึงเร้นกายออกจากคฤหาสน์ดีแลน...เธอเดินแทรกผู้คนที่เดินสวนไปสวนมาบนถนน พยายามไม่ทำตัวให้มีพิรุธ...และอีกไม่กี่ช่วงตัว...เธอก็จะถึงบ้านของตัวเอง...หญิงสาวเดินก้มหน้าเข้าไปในซอยแคบๆ ทางลัดที่จะไปบ้าน เธอเดินบนถนนเส้นนี้ตั้งแต่เล็กจนโต...ไม่เคยมีอันตราย...

                แต่วันนี้ไม่เหมือนวันเก่าๆ เธอกลืนน้ำลายฝืดๆ ลง คอ...ตรงมุมมืดของซอยนี้ มีผู้ชายไม่น่าไว้ใจคนหนึ่ง ยืนซุ่มอยู่ตรงนั้น หญิงสาวรวบรวมความกล้า เธอซอยเท้าให้เร็วขึ้น เพราะหากผ่านตรงนี้ไปได้ เบื้องหน้านั่น คือบ้านของเธอเอง

                ปุ!

                มัจจุราชสีดำมะเมื่อมปลายกระบอกปืนมีที่เก็บเสียง...และเมื่อกระสุนถูกดันออกจากรังเพลิง พุ่งใส่เรือนกายของไวโอเล็ต...

                เธอยังไม่ทันได้อ้าปากร้องด้วยซ้ำ ลมหายใจของเธอก็ปลิดปลิวไปเสียแล้ว...

                อนิจจา...ชีวิตของคนๆ หนึ่ง...จบสิ้นเพราะความริษยาแท้ๆ หากหล่อนไม่มีความละโมบ...ไวโอเล็ตคงไม่ตาย...แบบไม่มีใครรู้แบบนี้

                ชายผู้นั้นใช้ผ้าเช็ดเขม่าปืน...เก็บอาวุธที่ปะหัตประหารไว้ใต้เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่...เขาถอดเสื้อโค๊ททิ้งในถังขยะ...และช่างเป็นเรื่องบังเอิญ รถขยะเก็บไปพอดี...เป็นการทำลายหลักฐาน...แบบที่กว่าจะตามกลิ่นเจอ คนร้ายก็ล่องหน หายตัวไปเสียแล้ว...

 

                แมทธิวใจร้อนดั่งไฟ เขารีบกระโจนขึ้นรถยนต์ที่จอดรอท่าหน้าตึกดีแลนคอมแพล็กซ์ เพื่อเดินทางกลับบ้าน...เพราะมีเรื่องร้ายแรง...เมื่อคืนเขาไม่ได้กลับบ้าน เมื่อต้องรีบทำคะแนน เขาทำตัวเป็นหลานที่ดีนอนเฝ้ามาดามจูเลีย ไม่เคยคิดว่าสถานที่ปลอดภัยที่สุดเช่นบ้านของเขา...จะมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น...และเขาต้องรู้ให้ได้...ใครเป็นตัวการ...

                “แมท...เด็กนั่น!! เป็นไงบ้าง...”

                ไม่ใช่แมทธิวคนเดียวที่รู้ข่าวร้าย มาดามจูเลียเองก็ทราบเช่นกัน

                นางนั่งไม่ติด รีบเช็คข่าวกับหลานชายทันที...

                “ลูกผมปลอดภัยครับคุณย่า...รวมถึงทิพด้วย...มีสาวใช้คนหนึ่งรับเคราะห์แทน...ผมกำลังรอข่าวจากจาคอปเหมือนกัน”

                ทันทีที่ทราบข่าว แมทธิวกับจาคอปแยกกันคนละทาง เขาตรงกลับบ้าน เพราะป่านนี้ทิพยอาภาคงกำลังขวัญเสีย ส่วนจาคอปออกไปควานหาข่าว...ภายใน24 ชั่วโมงนี้ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครกันแน่ที่หวังร้ายกับเมียและลูกของเขา...

                “รู้หรือยังว่าใครทำ? ต้องให้ย่าช่วยไหม?”

                มาดามไม่ได้เหน็บแหนม นางเองก็อย่างรู้ ใครกันที่กล้าล้วงคองูเห่าดีแลนทั้งตระกูล

                “ขอบคุณครับคุณย่า ไม่น่าจะพ้นมือจาคอป...อีกไม่นานเราก็น่าจะรู้ครับ”

                แมทธิวตอบเสียงเข้ม เขายิ้มเครียด...ใครก็ตามที่กล้าเข้ามาลองเชิง...ครั้งนี้ ฝ่ายนั้นคงพร้อมแล้วที่จะตาย...

                แมทธิวคงไม่เก็บคนร้ายไว้ เมื่อมันเกือบทำให้คนที่เขารักที่สุด...เป็นอันตราย...เพราะฉะนั้น...ก่อนที่เขาจะเก็บมัน...เขาต้องสาวให้เจอว่าใครกันแน่...อยู่เบื้องหลัง เป็นการจัดการปัญหาให้ถึงราก ถึงโคน...

                แต่งานนี้เหมือนจะคว้าน้ำเหลว...

                จาคอปกลับมาพร้อมกับข่าว...ไวโอเล็ต กลายเป็นศพ ในตรอกเล็กๆ เป็นการฆ่าตัดตอนไม่ให้สาวไปถึงคนว่าจ้าง

                “ตามต่อ...มันต้องลงมืออีกแน่...เมื่อมันคิดฆ่าทิพ...”

                แมทธิวสั่งเสียงกร้าว เขาผุดลุกขึ้นยืน สอดมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เดินไปหยุดที่ขอบหน้าต่าง มองเหม่อออกไปด้านนอก ในสมองคิดสาระตะ...แต่ก็ไม่สามารถคาดเดาได้...คนร้ายคือใคร? มันต้องการอะไรกันแน่...

 

                เพล้ง!!

            แก้วไวน์ถูกใครบางคนขว้างไปกระทบกับพนัง...ไวน์กระจายเปื้อนเป็นวงกว้าง...สีที่ติดอยู่บนกำแพงคล้ายสีเลือด...เขาคนนั้นมองคราบสีแดงชาด พร้อมกับกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม...

 

แคลิฟอร์เนีย...อเมริกา...

                แพขนตาหนาเป็นปื้นกระพือวิบวับ...เมื่อสายตาจับภาพที่น่าสนใจได้ ผู้ชายคนหนึ่งไม่ได้หล่อเหลาสะดุดตานัก แต่มีบางอย่างในตัวของเขาที่เร้าอารมณ์จนไทรีสขนลุกซู่!! แววตาของเขานุ่มลึก มองดูลึกลับและชวนค้นหา ประกอบกับสายตาจัดจ้าที่เขามองตรงมายังตนเอง เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ความในที่รู้กันแค่สองคน

                หนุ่มร่างใหญ่ใจหญิงที่วันนี้ปลอมแปลงเป็นผู้หญิงครบทั้งตัว ไม่ว่าจะวิกผมสีดำสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางสีฉูดฉาด ลิปสติกสีแดงสดเหมือนผิวแอปเปิ้ลสุก ชุดเดรสผ้าบางเบาห่อหุ้มร่างกายบึกบึน แต่หากมองผ่านๆ ก็จัดว่าน่าสนิท เสน่หาพอสมควร...หากชายผู้นั้นชอบเพศที่สาม...

                “มาคนเดียวหรือพ่อรูปหล่อ?”

                ไทรีสโฉบเข้าไปทัก อิงสะโพกกับขอบเค้าน์เตอร์ แสร้งทำเป็นมองไปที่ฟลอร์เต้นรำ ทั้งๆ ที่กำลังลุ้นคำตอบด้วยหัวใจเต้นตึกตัก

                หนุ่มแปลกหน้ากดมุมปากโค้งลง ก่อนจะเกลื่อนสีหน้าและแววตา เมื่อเงยหน้าขึ้นตอบ “ผมนั่งอยู่คนเดียว ก็ต้องมาคนเดียวสิครับ”

                “อิๆ” ไทรีสหัวเราะเสียงพลิ้ว “ดีเลย ฮั้นก็มาคนเดียว หากไม่รังเกียจ เราไปหาที่คุยกันดีมั้ย?”

                เสื่อผืนใหญ่ที่ไทรีสปูไว้ตรงหน้า กับสะพานเสริมใยเหล็กที่ทอดรอ หวังให้หนุ่มแปลกหน้าที่ยังไม่ได้ถามชื่อ ก้าวเดินขึ้นมาบนนั้น...

                ไม่มีคำตอบ แต่การไหวไหล่น้อยๆ แล้วก็ลุกขึ้นยืนนั่น...

                หนุ่มรูปร่างใหญ่ กำยำ แทบจะกระโดดม้วนตัวสามตลบ เพื่อแสดงความดีใจ ให้เพื่อนพ้องชาวสีม่วงได้รู้ วันนี้นาง...ฉวยได้ชิ้นปลามันตัวใหญ่ๆ ที่ทั้งแซ่บ และน่าจะอร่อยลิ้น...หลังกวาดตามองรูปร่างกำยำของอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า จากการที่เขายืนขึ้นเต็มความสูง

                “ทางนี้ดีกว่าฮ่ะ”

                ไทรีสเดินนำ อาการกระดี๋กระด๋า จนคนที่เดินตามหลังแอบเบ้ปาก...

                มุมอับสายตา สถานที่ที่กระเทยโปรดปราน ไทรีสทิ้งตัวนั่ง เขาตบมือลงบนเบาะข้างๆ และไอ้หนุ่มหน้ามนก็ทิ้งตัวนั่งตาม มือแข็งแรงวางพาดบนขอบเกาะอี้ ทำเหมือนโอบกอดคนตัวใหญ่กรายๆ

                “ดื่มอะไรดีฮ้า ฮั้นมีเมมเบอร์ที่นี่” คลับเจ้าประจำที่ไทรีสนิยมมาหมกตัว เพื่อเล็งหาเหยื่อหนุ่มๆ ไปนอนกก

                “อะไรก็ได้ ผมไงก็ได้ครับ” คำตอบเป็นที่ถูกใจ พร้อมกับสายตาวาววามที่มองมายังตนเอง มันเหมือนกับว่าตนเองกำลังได้เจอเนื้อคู่...เนื้อคู่ที่สวรรค์ส่งมาให้

                บรั่นดีรสนุ่ม ถูกรินใส่แก้วบางใส แซกยกขึ้นดื่มอักๆ เพื่อสกัดความขยะแขยงที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ตรงคอหอย...เขาลงทุนทุ่มสุดตัว เพื่องานใหญ่ที่รับมา หลังจากแผนแรกเหลวไม่เป็นท่า...และไม่มีทางไหนเข้าถึงตัวทิพยอาภาได้...ยกเว้น...ทางที่เขากำลังทำ...

                ไทรีสยิ้มกริ่ม...งานนี้คงได้ปีนบันไดสวรรค์ เหมือนส้มหล่นปุตรงหน้า จู่ๆ เทวดาก็ส่งผู้ชายหอมอร่อย มาอ่อยให้น้ำลายยืด แบบนี้... จะมัวรอช้าอยู่ใย...มือใหญ่ไม่ต่างอะไรกับใบโพธิ์ แสร้งคืบคลานไปที่โคนขา...และฝ่ายตรงข้ามกับทำทีท่าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สะดุ้งสะเทือนแม้เข้าจะคืบลึกเข้าไปอีก

                ซี๊ด!! ไทรีสสูดน้ำลายในปากที่ไหลเออออกมาจ่ออยู่ในอุ้งปาก เขากระหยิ่มยิ้มกว้าง...คืนนี้คงได้สุขซ่าน เพราะรสชาติผู้ชายตรงหน้า

                แซกกัดกรามกรอดๆ เขาข่มใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เสยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกถี่ขึ้น เพื่อสกัดความขยะแขยงที่พวยพุ่งจนแทบจะอาเจียน

                ตู๊ดดดดด....

                เสียงสัญญาณมือถือดังแทรกขัดจังหวะ ก่อนที่ไทรีสจะตะปบเป้ากางเกงของหนุ่มข้างตัว

                แซกเบี่ยงกายหนี...เขาสอดมือเข้าไปล้วงตรงกระเป๋ากางเกง พรางยิ้มแหย

                “ขออนุญาตไปรับโทรศัพท์นะครับ...ในนี้เสียงดัง...ไม่เกิน10 นาที”

                ชายหนุ่มแทบจะกระโจนพรวด เพราะหากยังอยู่ตรงนี้อีกสัก1 นาที เขาคงได้คายของเก่า เพราะความสะอิดสะเอียน

                “กว่าจะรับได้...ทำอะไรอยู่!!

                เอ็มม่าแหวลั่น หล่อนทนฟังเสียงเรียกเข้าเป็น10 ครั้ง แต่ปลายสายไม่ยอมรับสักที

                “กำลังติดพัน...มีอะไรหรือเปล่า?” แซกถามกลับแบบติดรำคาญนิดๆ

                “มีเวลาว่างขนาดพาอีตัวไปกก...แกเห็นข่าวอีนั่นหรือยัง...ศพมันขึ้นอืดอยู่ในตรอกไม่ไกลบ้านมันเลย...”

                แผนการบางอย่าเอ็มม่ารู้ แต่ไม่ได้รู้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเห็น ไวโอเล็ตกลายเป็น ศพ หล่อนจึงนั่งไม่ติด...

                “มันสมควรตายนะ... ถ้าไม่เก็บมันก่อน...ไอ้กากแมทธิวก็ตามดมกลิ่นจนมาถึงคุณกับผมสิ!!

                แซกพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา กับการปลิดชีพใครสักคน...

                “แผนแรกพลาด...แล้วมีแผนการต่อไปมั้ย?”

                “มี...ผมกำลังลงมือ ทางที่ดี คุณอยู่เฉยๆ เถอะเอ็มม่า อย่าติดต่อผมบ่อยนัก เดี๋ยวจะมีพิรุธ!!

                หนุ่มใจโหดเตือน...หากหล่อนจุ้นจ้าน มันจะพลอยทำให้งานเขาเสียไปด้วย

                “อืม...ก็ได้...ฉันจะรอดูผลงาน อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ...”

                หญิงสาวตัดบทการสนทนา หล่อนกดวางสาย ก่อนจะยืนยิ้มกริ่ม...หากกำจัดอีมารความสุขไปได้ เปอร์เซ็นที่ตัวเองจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็มากขึ้น เมื่อในนาทีนี้...หากวัดกันที่ความเหมาะสม...ไม่มีใครเหมาะคู่ควร กับแมทธิวได้ เท่ากับตัวเอง...

                แซกยัดโทรศัพท์เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง เขาล้วงซองบุหรี่ติดมือมาด้วย ซองสีเงินถูกกระแทกกับสันมือ จนม้วนบุหรี่กระฉอกออกมา เขาหยิบม้วนบุหรี่คาบไว้มุมปาก ควานหาไฟแซ็กขึ้นมาจากซอกกระเป๋าเสื้อ จุดประกายไฟจ่อที่ปลายม้วน ก่อนจะดูดแรงๆ จนไฟติดสีแดงวาบๆ ชายหนุ่มอัดสารนิโคตินเข้าปอดเฮือกใหญ่ๆ จนม้วนบุหรี่หดสั้นไปกว่าครึ่ง เขาดีดบุหรี่ม้วนนั้นโยนไว้ที่พื้น ยกปลายเท้าขึ้นย่ำแรงๆ จนไฟมอดสนิท

                “ถุย!!

                น้ำลายเหนียวๆ ถูกถ่มลงบนพื้นคอนกรีต...เขาเบ้ปากเมื่อตัดใจเดินกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง...

                แซกกรอกเหล้าแทบไม่นับจำนวน เขาต้องการเมาเพื่อจะได้ไม่รับรู้อะไร เมื่อเวลานี้เขากำลังจะเอาตัวเข้าแลก สิ่งที่ชายหนุ่มต้องการคือความวางใจ

                “ไหวไหมฮ้า...หูยยย...แบบนี้ ฮั้นทำอะไรลงไป อย่ามาว่ากันน๊า”

                ไทรีสปิดปากหัวเราะคิกคัก...เมื่อหนุ่มหล่อเมามาย แทบไม่มีสติ

                แซกถูกหนุ่มใหญ่หัวใจสีชมพูหิ้วปีก...กลับมายังอาพาร์ทเม้นท์ของเขา...ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กเปียกน้ำพอหมาดถูกเช็ดไปบนใบหน้าคมคาย แววตาฉ่ำพราวจ้องมองโครงหน้าของเขาแบบมีความหมาย...แต่ไทรีส กลับไม่ได้ลงมืออย่างที่ใจปรารถนา เขารู้สึกถูกชะตากับผู้ชายคนนี้...จนถึงกับวางแผนการในอนาคต...

                ไทรีสอาบน้ำล้างคราบเหงื่อ แล้วจึงมาซุกตัวนอนด้านข้าง มือของเขาสอดกอดเอวหนาไว้ เอียงแก้มซบแผ่นหลังบึกบึน และหลับสนิทแบบมีความสุข...โดยยังไม่ได้ลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ชายแปลกหน้าที่ทำให้เขาหัวใจชุ่มฉ่ำ!! สักนิด...

                แซกผวาตื่นตอนสายๆ เขาได้ยินเสียงกรนดังเหมือนหวูดรถไฟอยู่ข้างตัว...ชายหนุ่มรีบกระถดตัวหนี เขายกมือปิดปาก กลั้นอาการสำรอก...เมื่อรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอ้วก...

                “ตื่นแล้วเหรอฮ้า...” วิกผมถูกถอด ใบหน้าที่เคลือบเครื่องสำอางถูกล้างจนหมดจด... ที่เห็นนอนปรือตาอยู่ตรงหน้า ไม่ต่างอะไรกับเขาเลย ดูไทรีสจะกำยำมากกว่าเขาเสียอีก...

                “ครับ...ผมเมาไม่รู้เรื่องเลย ขอบคุณนะที่พาผมกลับมาด้วย” แซกกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ เขาเบี่ยงกายลงไปยืนที่พื้น ถอนใจแผ่วๆ เมื่อยังไม่มีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับตัวเอง

                “ไม่เป็นไรฮ้า...อีกอย่างน๊า ฮั้นไม่รู้จะพาคุณ...เออ” ชายหนุ่มหัวใจสีชมพูเว้นช่องไว้ เมื่อแม้แต่ชื่อแซ่ ก็ยังไม่ทันได้ถาม

                “แซกครับ ผมชื่อแซก” แซกรีบตอบ...

                “ไทรีสฮ้า ยินดีที่ได้รู้จัก...คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอ?”

                “มาเที่ยวนะครับ ผมตกงาน...ก็เลยกะว่าจะเที่ยวสักพักแล้วค่อยหางานทำ” แซกตอบแบบที่คิดเอาไว้

                “ดีเลย...ฮั้นกำลังเหงา...กำลังหาเพื่อนเที่ยวอยู่พอดี” ไทรีสรีบฉวยโอกาสไว้ เขายิ้มกริ่มนัยน์ตาพราว

                “ดีครับดี...ผมกลับก่อนดีกว่า เผื่อคู่รักคุณมา...จะเกิดความเข้าใจผิดกันเสียเปล่า”

                “ฮั้นโสดฮ่ะ...ไม่มีใครสักคน” ไทรีสรีบตอบกลับ

                “อ้าว...เห็นว่าเหงา ผมก็นึกว่าคุณมีแฟนแล้ว...แต่แฟนอาจจะไม่อยู่”

                หนุ่มใหญ่หัวใจหญิงรีบกระพือเปลือกตาถี่ๆ ส่งแววตาออดอ้อนให้กับหนุ่มหล่อที่ตัวเองถูกใจ “ที่เหงาน่ะ เพราะเพื่อนคนเดียวของฮั้น...ย้ายไปอยู่อีกเมือง...ก็เลยไม่มีเพื่อนสนิทไว้คุยหลังเลิกงาน...มันเหงาจนอยากจะมีใครสักคน...”

                “อ๋อออ...แบบนั้นเอง เหงาก็ไปหาสิครับ ไม่เห็นจะยาก...” แซกรับพยักหน้า แสร้งทำเป็นเข้าใจ

                “ก็ว่าจะไปอยู่ แต่ขับรถคนเดียวมันน่าเบื่อ ก็เลยยังไม่ได้ไปสักที”

                “ผมว่างนะ หากอยากมีเพื่อนคุยระหว่างทาง...ผมไปเป็นเพื่อนคุณได้”

                ชายหนุ่มยิ้ม...เขากระหยิ่มในใจ นี่ไงล่ะ สิ่งที่เขาต้องการ...เมื่อทิพยอาภาถูกปกป้องเหมือนไข่ในหิน หล่อนมีกำแพงหนาๆ คอยโอบอุ้มไว้...ทางเดียวที่จะเข้าใกล้หล่อนได้...ก็ต้องมีคนพาไป...

                และคนๆ นั้น คือผู้ชายตัวใหญ่ ตรงหน้าเขานี่ไงล่ะ...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha