หลงไฟมาร [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 17 : ตอนที่ 9 ผู้ชายปากสกปรก ผู้หญิงน่าขย้ำ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่  9 ผู้ชายปากสกปรก ผู้หญิงน่าขย้ำ

 

 

            “ไปใส่เสื้อผ้าซะ หรือถ้าไม่อยากใส่ก็ออกไปทั้งแบบนี้แหละ” น้ำเสียงดุกระด้างดังขึ้นเมื่อถอนกายถอยห่างมาได้ไม่กี่อึดใจ ส่วนปิ่นมุกทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นเพราะหมดแรงจากการถูกเขาข่มเหง ไหนยังต้องปวดระบมกลางร่างจนอยากจะตายไปเสียตรงนี้ให้หมดเวรหมดกรรมกันเสียที

            ปิ่นมุกกัดฟันลุกขึ้นยืนแต่ก็ลำบากลำบนพอควรเมื่อได้ยินเสียงกระแทกลมหายใจของคนป่าเถื่อน ทว่าเธอยืนได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นพื้นห้องก็ดูโคลงเคลงจนทรุดลงกองแทบพื้นเป็นครั้งที่สอง โดยมีสายตาดุๆ คอยเฝ้ามองอยู่ตลอดแต่ไม่คิดจะเข้าไปช่วยเหลือ

            “ฉันสั่งให้เธอลุกขึ้นไปใส่เสื้อผ้าปิ่นมุก” ถังเฟ่ยหลงย้ำเสียงกระด้าง

“คุณมันบ้า โหดร้ายป่าเถื่อนที่สุด ฉันลุกไม่ขึ้น ฉันไปไม่ไหว ถ้าอยากจะฆ่าฉันนัก ก็ฆ่าฉันให้ห้องนี้เสียสิ ฉันยอมตายแล้ว จะทำอะไรก็เชิญ” เงยหน้าที่มีแต่คราบน้ำตาขึ้นมาตัดพ้อ พลางใช้มือสั่นเทาควานหาเสื้อผ้าที่ถูกฉีกขาดบางส่วนมากอดแนบอกพร้อมเสียงสะอื้นไห้จนตัวโยน

“หยุดร้องไห้ แล้วลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า!” ถังเฟ่ยหลงเอ่ยสั่งอย่างหัวเสีย เดินวนไปวนมารอบห้อง ครั้นจะไปเปิดประตูตอนนี้ หญิงสาวก็นั่งตัวเปลือยอยู่บนพื้นที่เห็นแล้วก็น่าจับฟาดก้นนัก

“ฉันไม่ไป ไม่ไปไหนทั้งนั้น อยากจะฆ่าก็ฆ่าเลย ฆ่าตอนนี้เลยสิ     ไอ้คนป่าเถื่อน” โต้กลับเสียงสะอื้นจนคนฟังฟังแทบพังไม่รู้เรื่อง ตามมาด้วยคำสบถหยาบๆ ของถังเฟ่ยหลง ปิ่นมุกถอยหนีเมื่อเท้าคู่ใหญ่ขยับมาใกล้

“ฆ่าเธอตอนนี้ ฉันก็หมดสนุกกันพอดีสิปิ่นมุก” พูดจบก็จับคนตัวล่อนจ้อนใส่เสื้อผ้าอย่างกระแทกกระทั้น ปิ่นมุกมองคนป่าเถื่อนตาโต พลางปัดมือใหญ่พัลวัน สลับกับยกปิดป้องร่างกายตัวเอง

“อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป ออกไปให้พ้น” ออกปากไล่ พลางจ้องมองคนป่าเถื่อนด้วยแววตาชิงชัง

“ถ้าเธอพูดออกมาอีกคำเดียว ฉันจะส่งเธอไปให้ลูกน้องท้ายเกาะของฉัน แล้วก็จำเอาไว้ ว่ามันไม่ได้มีแค่คนสองคนเท่านั้นปิ่นมุก เพราะมันมีเป็นสิบคนหรือถ้าเธอต้องการ ฉันจะส่งเธอไป เดี๋ยวนี้!

น้ำเสียงเข้มดุกระซิบเหี้ยมดังอยู่เหนือแก้มนุ่ม นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์จดจ้องเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งด้วยสายตาคมกริบ

“อะ...ไอ้...” อยากตะโกนต่อว่าไอ้คนชั่วให้ลั่นห้อง แต่มือเล็กก็รีบตะครุบปิดปากไว้ได้ทัน เพราะหวาดกลัวคำขู่ของเขา ดวงตาคู่สวยสั่นระริก น้ำตาก็เหือดหายไปบ้างแล้ว หลังจากตัวเจ้ายกมือปาดลวกๆ ระหว่างต่อสู้กับมือใหญ่ที่กุมยัดเสื้อผ้าลงบนตัวเธอ

“ฮึ! หัดกลัวไว้บ้างก็ดีนะปิ่นมุก เพราะฉัน มันเลวได้มากกว่าที่เธอเห็นแน่” ถังเฟ่ยหลงยิ้มเหี้ยม แล้วจัดการสวมเสื้อผ้าลงบนร่างเล็ก ก่อนจับให้ลุกขึ้นผลักพิงผนังห้อง เขาย่อตัวลงแล้วสั่งให้หญิงสาวยกเท้าเพื่อสวมผ้าถุง เขาดึงพรวดจนมาถึงเอวก่อนจะจับยัดใส่มือเธออย่างกระแทกกระทั้น ที่เธอกำลังมองเขาอย่างงงๆ

“ที่เหลือจัดการเองแล้วกัน เพราะฉันไม่เคยใส่ผ้าถุงให้ผู้หญิง”

ขาดคำนั้นถังเฟ่ยหลงก็ยืนหันหลังให้อย่างนึกโมโหตัวเองที่ทำลงไปแบบนั้น ทั้งที่ผู้หญิงคนนี้ไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือจากเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะมันน่าจับโยนลงทะเลนับตั้งแต่เดินทางมาถึงเกาะด้วยซ้ำ ขณะที่ปิ่นมุกก็รีบจัดการจับขอบผ้าถุงพับอยู่สองสามตลบก็เรียบร้อยก่อนหันไปคว้าผ้าห่มมาคลุมทับอีกชั้นเพราะเธอไม่มีชุดชั้นในใส่ ลำพังแค่เสื้อ          คอกระเช้าก็ไม่ได้ช่วยปิดบังอะไรได้มาก

ผ่านไปราวห้านาที ถังเฟ่ยหลงจึงได้หมุนตัวกลับมามองเชลยสาวที่ยืนพิงผนังโผล่แค่ศีรษะออกมาให้เห็น เจ้าของเกาะเหอฮวากระแทก        ลมหายใจออกมาเต็มแรง แล้วเข้าไปกระชากผ้าห่มออก ปิ่นมุกผวาคว้า     ไม่ทันจึงได้แต่ยืนตะลึง

“เป็นบ้าอะไรของเธอฮึ!” ถามเสียงห้วนๆ พลางหรี่ตามองอย่างสำรวจร่างกายของหญิงสาว จากนั้นถังเฟ่ยหลงก็หันไปสั่งคนหลังประตูให้ไปเอาเสื้อคลุมของตนลงมา จินเหลียงขานรับแล้วรีบไปจัดการโดยเร็วเพราะกลัวอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเจ้านายหนุ่ม ที่ตัวเองได้ยินเสียงเอะอะดังออกมาจากห้อง

“ฉันถาม” ย้ำเสียงดุ

“ฉัน...ไม่ได้ใส่อะไรข้างใน ฉัน...ไม่มั่นใจ” ตอบตามความจริง เพราะเธออับอายหากต้องเดินออกไปทั้งเสื้อคอกระเช้าที่ไม่ได้ปกปิดเนื้อตัวของเธอมากนัก เธอยังจำสายตาแทะโลมของสองคนที่เขาสั่งให้มาทำร้ายเธอคืนนั้นได้ดี

“ใส่ไม่ใส่ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกปิ่นมุก เพราะร่างกายของเธอ ก็มีไว้ให้พวกผู้ชายมองอยู่ดีนั่นแหละ หรือลืมรสชาติของลูกน้องฉันไปหมดแล้ว”

เขาย้อนด้วยเสียงหยันๆ หวนให้นึกสงสัยเช่นกัน แล้วสรุปไอ้สองคนนั้นมันได้ทำอะไรหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ! เพราะเขาไม่สนใจ ในเมื่ออีกไม่นาน ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องถูกเขาเฉดหัวออกไปจากเกาะอยู่ดีเมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ

“คุณมันปากสกปรกที่สุด จิตใจก็โหดเหี้ยม ทำร้ายฉันคนเดียวยังไม่พอ ยังสั่งให้ลูกของคุณมาขืนใจฉันอีก” น้ำตาปริ่ม กลีบปากสวยก็สั่นระริก เพราะหลังจากคืนนั้นเธอตื่นขึ้นมาก็ร้าวระบมไปทั้งตัว แล้วก็มีป้าแก่ๆ คอยช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ เธออยากถามเหลือเกินว่าสองคนนั้นมันทำอะไรกับเธอบ้างไหม ตอนที่เธอกรีดร้องสุดเสียงแล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย แต่สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าถาม ต้องรู้สึกเวทนาตัวเองไปมากกว่านี้

“ปากสกปรกงั้นเหรอ” ถังเฟ่ยหลงถามเสียงกระชาก พลางยื่นมือไปรั้งร่างเล็กเข้ามาปะทะอกแกร่ง

ปิ่นมุกหน้าเบ้เพราะความแข็งกระด้างของแผงอกที่มีแต่กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของแผงอกแข็งที่ทำให้รู้สึกเจ็บไม่น้อยเลย ถังเฟ่ยหลงจึงฉวยโอกาสนั้นประกบปากจูบอย่างจาบจ้วงและเต็มไปด้วยความรุนแรง เขาเคลื่อนมือใหญ่มาล็อกสองมือเล็กแล้วไพล่ไว้ด้านหลังด้วยมือเพียงข้างเดียว อีกข้างถังเฟ่ยหลงเคลื่อนมันมาด้านหน้าฟอนเฟ้นทรวงอกสวย ที่ต่อให้เคล้นคลึงอีกกี่ครั้งมันก็ยังเต่งตึงดีเหลือเกิน

“อื้อ! ปละ...ปล่อย ปล่อยฉัน” ทันทีที่ริมฝีปากร้อนผ่าวผละห่างจากกลีบปากไปกระหน่ำจูบไซ้ซอกคอ ปิ่นมุกจึงบังคับตัวเองให้ร้องห้ามเขาแต่เสียงกลับขาดหายเมื่อกลีบปากที่เพิ่งได้รับอิสระถูกครอบครองอีกครั้งด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว เขาบดเบียดดุดันมากขึ้นจนได้กลิ่นคาวเลือดจากช่องปากเล็ก

ถังเฟ่ยหลงอุปทานไปว่าเขานึกชอบรสชาติหวานล้ำผสมกลิ่นคาวเลือดจากปากของหญิงสาวเหลือเกิน ทำให้แรงบดขยี้จุมพิตมีแต่ความ     ป่าเถื่อนเนิ่นนานจนเจ้าของกลีบปากดิ้นอึกอักอยู่ในอ้อมแขนใหญ่ที่รัดรึงเพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองจะขาดอากาศหายใจตายเสียให้ได้

“โอ๊ะ!” ปิ่นมุกร้องเสียงหลง เมื่อเขาผละริมฝีปากห่าง แล้วผลักตัวเธอจนกระเด็นติดผนังห้อง ตามด้วยเรือนกายใหญ่ตามมาเบียดจนร่างกายแนบชิดกันไปทุกสัดส่วน ปิ่นมุกพยายามยกมือยันแผงอกกว้างไม่ให้แนบชิดกับทรวงอกของเธอ แต่ดูเหมือนถังเฟ่ยหลงจะไม่ยอมง่ายๆ ขยับเข้าเบียดจนเจ้าของทรวงอกรู้สึกเจ็บ

“ฉันเจ็บนะ” อุทธรณ์เสียงแผ่วๆก่อนรีบเม้มปากแน่น เมื่อใบหน้าของคนป่าเถื่อนโน้มต่ำ

“แค่นี้ก็ทนไม่ได้หรือไง” ถามเสียงหยันๆ ก่อนประกบริมฝีปากบนกลีบปากนุ่มด้วยแรงกระแทก ริมฝีปากที่เม้มสนิทเผยอออกอย่างยอมแพ้ ลิ้นอุ่นจึงลุกไล้ไล่ต้อนอย่างนายพรานป่ามือฉมัง ร่างกายส่วนล่างเริ่มตื่นตัวบดเบียดอยู่กับหน้าท้องแบนราบของเหยื่อสาว ปิ่นมุกสั่นสะท้านปนหวาดกลัวกับสิ่งที่รุกรานอยู่ตรงหน้าท้อง เธอพยายามเบี่ยงตัวหนีแต่ก็ไม่พ้นเพราะเขาตามติดไม่ลดล่ะ

“ยะ...อย่านะ ได้โปรดเถอะ ฉันรับไม่ไหวแล้ว” เพราะกลัวร่างกายจะถูกใช้งานอีกครั้ง ปิ่นมุกจึงอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ ผิวแก้มร้อนผ่าวแล้วแดงระเรื่อเหมือนคนไข้จะกลับมารุมเร้าอีกครั้ง

“รับอะไรไม่ไหวกันล่ะ” ถังเฟ่ยหลงย้อนถามเสียงกระเส่า เบียดความกำยำร้อนผ่าวแนบสนิทราวกับจะแทรกลึกเข้าสู่กายสาวเสียให้ได้ ขณะที่หน้าห้องจินเหลียงก็เดินวนไปวนมาอย่างกลัดกลุ้ม เพราะไม่กล้า     ส่งเสียงเรียกและสุดท้ายก็ตัดสินใจถอยห่างจากประตู แล้วก็เฝ้ารอให้เจ้านายหนุ่มจัดการทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย

“อะไรก็ได้ ที่คุณกำลังเอามันมาเบียดฉัน ฉันขอร้องนะ พอทีเถอะ ฉันเหนื่อยจริงๆ ฉันไม่ไหวแล้ว” ปิ่นมุกตอบกลับด้วยความอับอายเพราะเขาจงใจใช้ เจ้านั่นของเขาเบียดหน้าท้องแล้วลากต่ำลงเรื่อยๆ

“หึหึ อยู่กับเธอ นี่มันสนุกดีเหลือเกินปิ่นมุก” ถามเสียงกลั้วหัวเราะ เบียดหน้าเข้าไปใกล้แล้วประกบปากขบเม้มดูดดึงกลีบปากสวยเล่นในอาการหยอกเย้า ทว่าปิ่นมุกกลับสั่นผวาเพราะหวาดกลัวบทรักของผู้ชาย   ป่าเถื่อน

“ฉะ...ฉัน...ยังเจ็บอยู่ ได้โปรดเถอะ พอก่อนได้ไหม” คนถูกย้อนถามตอบกลับเสียงแผ่วพลิ้วทันทีเมื่อเขาถอนปากห่าง พลางก้มหน้าหนีสายตาเยาะเย้ยของเขา

“เจ็บแต่ไม่กลัวใช่ไหมปิ่นมุก” ถังเฟ่ยหลงต่อปากต่อคำอย่าง      นึกสนุก ครู่ต่อมาก็ส่งเสียงครางฮึ่มอย่างขัดใจเมื่อหญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าแล้วก็เงียบ

“ปิ่นมุก” ถังเฟ่ยหลงขานเรียกเสียงห้วน ส่วนคนที่เอาแต่ก้มหน้าตอบก็กำลังครุ่นคิดอย่างหนักเพราะกลัวคำตอบจะทำให้ตัวเองถูกทำโทษด้วยบทรักหยาบคายจากเขา

“ไม่...ไม่ใช่ ทั้งกลัวทั้งเจ็บ” เธอรีบตอบกลับเสียงสั่นๆ จนลิ้นแทบพันกัน

“ฮึ! ก็ได้ วันนี้พอแค่นี้ เพราะฉันก็เต็มอิ่มกับร่างกายเธอมากแล้วเหมือนกัน” ถังเฟ่ยหลงคลายอ้อมแขน แล้วเดินไปที่ประตูเปิดออกกว้าง พร้อมกับที่จินเหลียงก็เดินเข้ามาหาเจ้านายหนุ่มพร้อมเสื้อคลุมตัวใหญ่ในมือ ถังเฟ่ยหลงยื่นมือรับเสื้อมาแล้วหันไปเรียกปิ่นมุก ปิ่นมุกไม่คิดลังเลสักวินาทีพร้อมจัดการสวมอย่างรวดเร็ว จากนั้นมือของเธอก็ถูกคว้าหมับด้วยมือใหญ่ของผู้ชายป่าเถื่อน

“คุณถัง ป้าเอากล่องยามาให้ค่ะ” ป้าแม่บ้านหอบหิ้วกล่องยาตามมาด้วยท่าทีกระหืดกระหอบ หลังจากเด็กสาววิ่งไปบอกว่าคุณถังจะพาผู้หญิงในห้องใต้ดินไปอยู่อีกเกาะที่อยู่ห่างจากเกาะเหอฮวาพอสมควรและเป็นส่วนตัวมากกว่า

“ใครเป็นอะไร” เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม ไล่สายตามองสำรวจไปทุกคนยกเว้นปิ่นมุก

“คุณคนคนนี้แหละค่ะ เมื่อเช้าเธอเป็นไข้ ป้าคอยเช็ดตัวให้จนทุเลาไปบ้าง แต่เห็นคุณถังจะพาคุณไปอยู่อีกเกาะ ป้าเลยเตรียมยาแก้ไข้มาให้ เผื่อคุณจะไข้กลับเอาน่ะค่ะ”

รอยยิ้มเอื้อเอ็นดูส่งไปยังปิ่นมุกทำให้เธอยิ้มตอบอย่างขอบคุณ   หญิงชรา หัวใจที่เจ็บปวดดีขึ้นมาเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยๆ ก็มีป้าคอยห่วงใยเธอบ้าง

“ขอบคุณนะครับ ป้าเหม่ย” ถังเฟ่ยหลงรับกล่องยาพร้อยถ้อยคำที่ทำให้ปิ่นมุกต้องแหงนหน้ามองคนที่กุมมือเธอไว้แน่นอย่างคนไม่อยากจะเชื่อ ก่อนผวาเดินตามแรงฉุดกระชากของคนป่าเถื่อน ทันทีที่เขาสั่งไม่ให้คนในบ้านพูดถึงเธอ

 

าวยี่สิบนาทีต่อมาปิ่นมุกก็ถูกพามาที่เรือท้ายเกาะและมีเสือโคร่งสองตัวขึ้นไปนอนรออยู่บนเรือเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เธอจะถูกบังคับให้ขึ้นไปบนเรือ ปิ่นมุกรีบสั่นหน้าปฏิเสธเพราะกลัวถูกเสือขย้ำ

“ขึ้นไป!” ถังเฟ่ยหลงสั่นเสียงห้วนๆ เฝ้ามองหญิงสาวอย่าง     เหนื่อยหน่ายใจ แต่ลึกๆ ในใจก็นึกขำอยู่เหมือนกัน กับท่าทางของหญิงสาวที่กลัวเสือจนหัวหด

“ไม่เอา ไม่ขึ้น คุณจะพาฉันไปไหนกับเสือ ฉันไม่ไป ไม่ไปไหนทั้งนั้น” เพราะกลัว ปิ่นมุกจึงยื้อตัวเอาไว้สุดแรง ขณะถูกดันหลังให้ไปที่เรือ ถังเฟ่ยหลงกระแทกลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

“ถ้าเธอไม่ขึ้นไป ฉันจะให้มันขย้ำเธอตรงนี้แหละปิ่นมุก” เจ้าของสองสัตว์เลี้ยงตัวเขื่องเอ่ยขู่เสียงห้วน แววตาก็เอาจริงจนปิ่นมุกเริ่มขยาดที่ต้องมาเจอทั้งคนทั้งเสือ

“เร็ว!” คนดุไม่ต่างจากเสือเร่งเสียงห้วนตามเดิม

“ไอ้คนป่าเถื่อน” ต่อว่าคนพูด แต่สายตาของเธอจดจ้องไปยัง      เจ้าสองตัวบนเรือ ที่มันก็มองเธอเขม็งเช่นกัน

“วายุ! สายลม!

ถังเฟ่ยหลงขานชื่อสัตว์เลี้ยงตัวโปรด พร้อมเสียงครางโฮกจาก     เจ้าสองตัว ยิ่งทำให้ปิ่นมุกขวัญหนีดีฝ่อ เธอพาตัวเองไปยืนหลบอยู่ด้านหลังผู้ชายป่าเถื่อนอย่างว่องไวปานลิง โดยมีกู่ฉิน จินเหลียงและเหยียนซ่าน ยืนกลั้นยิ้มกันอยู่ ทุกคนต่างลงความเห็นเหมือนกันว่าน้องสาวของนายปฐวีคนนี้น่ารักใช่ย่อย ทั้งสามก็หวังให้คุณถังได้เห็นตัวตนแสนน่ารักของปิ่นมุกเช่นกัน โดยหารู้ไมว่าถังเฟ่ยหลงก็เผยยิ้มออกมาเหมือนกันเมื่อหญิงสาววิ่งเร็วปานลูกลิงไปยืนหลบอยู่ข้างหลังของเขา แต่รอยยิ้มก็เลือนหายไปเหลือเพียงสีหน้าเบื่อหน่ายแทน

“แกสองตัวอยากขย้ำเนื้อผู้หญิงกันไหมวะ เนื้อหวานดีนะ” ถามเหมือนมันจะฟังรู้เรื่อง ก่อนปรายตาดุๆ ไปมองคนที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง

“ปะ...ไป ไปก็ได้ ฉันจะไป” พูดจบก็ค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาทีละนิด...ทีละนิด มือไม้ก็สั่นไปหมด ต่อให้เจ้าสองตัวมันเชื่องแค่ไหนก็เถอะ แต่เธอกลัวมันอยู่ดี

“รีบขึ้นไปบนเรือ” ถังเฟ่ยหลงสั่งเสียงเรียบๆ เพราะเขาจัดการทำให้เจ้าสองตัวคุ้นเคยกับกลิ่นของปิ่นมุกเรียบร้อยแล้วและมันสองตัวก็ไม่มีวันทำอะไรปิ่นมุก

“มะ...มัน มันจะกัดฉันไหม” เหลียวมาถามเสียงเครือๆ เมื่อเท้าข้างหนึ่งเหยียบขอบเรือไปแล้ว

“อยากรู้ก็ขึ้นไปสิ เดี๋ยวเธอจะได้รู้แน่ๆ” คำตอบของถังเฟ่ยหลง ทำให้ปิ่นมุกชะงักเท้าที่ก้าวขึ้นเรือทันควันพร้อมเสียงคำรามของเจ้าสองตัวที่ร้องส่งกัน ขณะที่ปิ่นมุกก็กระโจนมายืนหลบด้านหลังถังเฟ่ยหลงเรียบร้อย

“ปิ่นมุก!”  เขาอยากจะหัวเราะเสียมากกว่าแต่ก็บังคับใจให้ตวาดเธอแทน

“ฉันกลัว” คนอยู่ข้างหลังสะดุ้งโหยงแล้วขานตอบเสียงสั่นเครือ จะร้องไห้อยู่รอมร่อ เมื่อถูกบังคับให้ไปอยู่กับเสือ

“จินเหลียง แกขึ้นไปก่อน” ถังเฟ่ยหลงสั่งคนสนิท แล้วหันไปหาคนที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง “ต่อไปก็เธอ ขึ้นไปซะ ฉันเสียเวลามามากแล้ว” สั่งต่อห้วนๆ

“ฉัน...” อยากจะค้านแต่เมื่อเจอสายตาดุดันของคนป่าเถื่อน ทำให้ปิ่นมุกจำต้องหุบปากและกลืนคำพูดลงคอ ก่อนหันไปมองจินเหลียงที่ขึ้นไปบนเรือเรียบร้อยและตอนนี้กำลังนั่งลูบหัวเจ้าสองตัวนั้นอยู่ ปิ่นมุกจึงมีความกล้าขึ้นมานิดหน่อย ก้าวเท้าไปทีละก้าวเช่นเดิม แต่ดูเหมือนจะเชื่องช้ากว่าเดิมมากจนถูกสองมือใหญ่จับลากมาที่เรือ ถังเฟ่ยหลงตวัดอุ้มร่างเล็กแล้วส่งขึ้นเรือ ก่อนเดินถอยห่างออกมา ปิ่นมุกนั่งตัวลีบตัวสั่นห่างจาก    เจ้าสองตัวแค่ไม่กี่เซ็นต์ ขนาดจะหายใจเธอยังแทบไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ ยิ่งมันส่งเสียงคำรามเธอก็ยิ่งหวาดผวา

“มันไม่ทำอะไรคุณหรอก คุณปิ่นมุก เพราะเจ้าสองตัวมันจำกลิ่นคุณได้” จินเหลียงพูดขึ้นเมื่อเห็นสาวน้อยนั่งตัวเกร็งจนแทบจะเป็นตะคริว ก่อนหันไปทำหน้าที่ขับเรือพาหญิงสาวและสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเจ้านายหนุ่มไปยังเกาะอีกแห่งหนึ่ง และเมื่อเรือแล่นห่างไปสักพัก ถังเฟ่ยหลงจึงหันมาทางลูกน้องที่ยืนเรียงรายนับสิบคน

“ฟังเอาไว้ ห้ามใครพูดถึงผู้หญิงคนนี้แม้แต่คำเดียว ถ้าใครฝ่าฝืนคำสั่ง ฉันไม่เอามันไว้ แล้วก็ห้ามใครข้ามไปที่เกาะนั้นเด็ดขาด ถ้าไม่มีคำสั่งจากฉัน และโทษของมันที่กล้าขัดคำสั่งของฉันคือตาย!

น้ำเสียงเฉียบขาดสั่งการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้งพร้อมกับพากันรับคำอย่างแข็งขัน จากนั้นทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน กู่ฉินและเหยียนซ่านก็เดินตามเจ้านายหนุ่มกลับไปยังบ้านพัก

ส่วนปิ่นมุกที่นั่งเรือมาได้สักพักใหญ่ เธอก็เริ่มมองเห็นเกาะเกาะหนึ่งและมีแสงไฟดวงเล็กๆ อยู่กลางเกาะ ดวงตาคู่สวยกวาดมองรอบๆ ทะเลที่มีแต่ความมืดมิดอย่างหดหู่ เธอคิดถึงบิดา คิดถึงทุกคนในครอบครัว แม้ว่าทั้งมารดา พี่สาวและพี่ชายไม่เคยสนใจไยดีเธอก็ตามที แต่เธอก็คิดถึงและอยากพบเจอพวกเขา เพราะไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไป ชีวิตของเธอต้องเจอกับอะไรบ้าง อาจถูกขังลืมอยู่บนเกาะ หรือไม่ก็คงถูกเจ้าสองตัวขย้ำตายอยู่ที่นี่ โดยไม่มีใครรู้ใครเห็น หนทางรอดของเธอดูมืดมนเต็มทน เพราะหากไม่มีเรือพาออกไป ก็ต้องว่ายน้ำหนี ซึ่งเธอคงได้ลอยคอตายอยู่กลางทะเลแน่ๆ หากทำแบบนั้นจริงๆ แล้วเธอก็ไม่อยากเสี่ยงเพราะหวังจะได้พบหน้าบุพการีทั้งสองอีกสักครั้ง

“คุณ ที่นี่คือที่ไหน” เอ่ยถามเมื่อจมอยู่กับตัวนานเกินพอ

“เป็นเกาะเล็กๆ อีกเกาะครับ เอ่อ...ของคุณถังแหละครับ แต่ที่นี่จะเงียบสงบกว่าที่เกาะเหอฮวา เพราะคุณถังไม่ให้ใครมาวุ่นวาย และที่เห็นแสงไฟเล็กๆ นั้นก็คือบ้านพักของคุณถัง คุณปิ่นมุกต้องพักอยู่ที่นั่นกับเจ้าวายุและสายลม”

จินเหลียงตอบด้วยความเต็มใจ เมื่อหญิงสาวคลายความหวาดกลัวลงและตอนนี้เจ้าสองตัวก็นอนนิ่งไปแล้ว

“คงรวยน่าดูสินะ มีเกาะส่วนตัวหลายเกาะเหลือเกิน” เธอประชดเสียงขุ่นๆ คิดภาวนาให้บนเกาะมีเรือสักลำทีเถอะ แล้วเธอจะหัดขับก่อนพาตัวเองออกไปจากที่นี่ให้ได้

“ก็พอประมาณแหละครับ” จินเหลียงตอบเลี่ยงๆ ก่อนค่อยชะลอความเร็วของเรือ เมื่อใกล้มาถึงเกาะที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และเงียบสงัด ทางด้านหลังของบ้านพักก็มีหน้าผาให้ปืนขึ้นไปเก็บบรรยากาศและภาพความสวยงามของทะเล เขาไม่เคยไปแต่เคยเห็นภาพถ่ายจากฝีมือ   คุณถังทำให้รู้

“ฉันต้องถูกขังลืมอยู่ที่นี่ใช่ไหม” เอ่ยถามเสียงเศร้าสร้อยพร้อมเสียงถอนใจอย่างนึกปลงกับชีวิต เธออุตส่าห์ไปร่ำเรียนถึงอังกฤษ แต่กลับไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ที่ไปร่ำเรียนมา เพราะถูกคนป่าเถื่อนจับตัวมาเสียก่อน คิดแล้วก็ยิ่งให้ท้อแท้ต่อโชคชะตา ทั้งที่เธอไม่เคยคิดร้ายใคร แต่ทำไมต้องมาเจอแต่เรื่องร้ายๆ ก็ไม่รู้

“คงไม่หรอกครับ ผมคิดว่าคุณถังคงมาหาคุณบ่อยๆ”

“แล้วเจ้านายของคุณ จะมาหาฉันทำไม” ย้อนถามเสียงเรียบๆ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสือสองตัวพากันผงกหัวขึ้นหลังจากเรือจอดสนิท

“คุณน่าจะรู้ดีนะครับว่าคุณถังจะมาหาคุณทำไม แต่ตอนนี้ผมว่า คุณปิ่นมุกลงจากเรือก่อนเถอะ จะได้เข้าบ้านไปพักผ่อน” จินเหลียงว่า พลางหันไปพาเจ้าสองตัวลงจากเรือ แล้วยื่นมือไปรับปิ่นมุกช่วยให้ลงจากเรือได้สะดวก

“ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็เดินไปยืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม เพราะเจ้าสองตัวมันจ้องแต่เธอ

“เชื่อผม มันไม่ทำอะไรคุณหรอก ไปเถอะครับ”

จินเหลียงเดินนำ ตามด้วยปิ่นมุกและมีเจ้าสองตัวเดินตามหลังและเหมือนมันสองตัวจะจำทางไปที่พักของมันได้ เพราะเดินเลี่ยงห่างไปทางซ้ายหลังจากเธอและลูกน้องของคนป่าเถื่อนเดินมาถึงบ้านพัก ที่เป็นบ้านไม้หลังไม่ใหญ่มากแต่ต้องยอมรับว่าสวยมากเหมือนกัน รอบบ้านก็ติดดวงไฟไว้รอบบ้าน ตามทางเดินขึ้นบ้านก็ประดับประดาด้วยดอกกล้วยไม้หลากสี จนเธอไม่อยากจะเชื่อว่าที่บ้านไม้หลังนี้เป็นของคนป่าเถื่อน

“เชิญครับ” จินเหลียงเปิดประตูพร้อมผายมือเชิญ ที่ภายในตัวบ้านนั้นมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ แต่ยกเว้นเครื่องมือสื่อสาร

“ฉันคงเป็นเชลยที่โชคดีที่สุดใช่ไหมคะ ที่ถูกกักขังอยู่ในบ้านไม้สวยๆแบบนี้” สำรวจจนพอใจก็กล่าวเหน็บไปถึงเจ้าของบ้านพัก จินเหลียงทำเพียงยิ้มบางเบาเท่านั้น

“คุณเข้าไปพักผ่อนเถอะครับ อ้อ! อยู่ที่นี่คุณต้องทำอาหารทานเองนะครับ ส่วนข้าวของจะมีผมนำมาให้ทุกสามวันหรือไม่ก็เป็นคุณถังที่จะมาที่นี่”

“แล้วเจ้าสองตัวนั้นล่ะ” ถามอย่างเป็นห่วงสวัสดิ์ภาพของตัวเอง เพราะถ้าเจ้าสองตัวไม่มีอาหารกินมันอาจหันมาขย้ำเธอเป็นอาหารแทน

“ผมจะเป็นคนเอาอาหารมาให้มันเองครับ คุณอย่าห่วงเลยครับ เข้าไปพักผ่อนเถอะครับ ผมต้องรีบกลับแล้วเหมือนกัน”

จินเหลียงกล่าวเสียงเรียบๆ แล้วขอตัวกลับไปที่เกาะเหอฮวาตามคำสั่งคุณถัง ส่วนปิ่นมุกก็เดินสำรวจบ้านพักอีกครั้งจนเมื่อได้ยินเสียงเรือแล่นห่างออกไปไกลจนไม่ได้ยิน เธอจึงตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำชำระล้างสิ่งที่คนป่าเถื่อนทิ้งไว้ให้ ไม่นานเธอก็ออกมาทิ้งตัวนอนบนเตียงหนานุ่มจนเผลอหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย

 

อาเรือออกไปไหนมาดึกๆ ไอ้ใหญ่” พิธานเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นเจ้าของบ้านเดินเข้ามาในห้องรับแขกที่เขาลงมานั่งเล่นได้สักพักเพราะนอนไม่หลับ

“ยังไม่นอนอีกเหรอแก” เจ้าของบ้านไม่ตอบแต่ย้อนถามเสียงเรียบ พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกับเพื่อน

“นอนไม่หลับ” ตอบเสียงเอื่อยๆ เพราะเป็นห่วงคนที่หายไป     หลายวัน

“เป็นห่วงน้องปิ่นของแกหรือไง” ถามกระเซ้าเย้าแหย่ แต่ในใจกลับรู้สึกเดือดไม่ทราบสาเหตุ และเขาไม่มีวันให้น้องสาวของคนเลวอย่าง      นายปฐวีได้คนดีๆ อย่างพิธานแน่

“น้องปิ่นไม่ใช่ของฉัน แต่ฉันก็ห่วงเธอ ตอนนี้อาการคุณลุงน่าเป็นห่วงมาก” พิธานแก้ต่าง หวนให้คิดถึงอาการของผู้เป็นลุงที่ตนได้สอบถามไปเมื่อช่วงค่ำก็พบว่าท่านเครียดมากเกินไปทำให้อาการป่วยกำเริบ

“ก็ไหนแกบอกฉันเองว่าแอบรักหล่อน” ใครไม่รู้แต่ถังเฟ่ยหลงรู้แก่ใจดีว่าเขากำลังยิ้มอย่างพึงพอใจ ที่ได้ยินเพื่อนตอบกลับมาเช่นนั้น ในเมื่อเขาไม่อยากเสียเพื่อนดีๆ ไปเพราะผู้หญิงอย่างปิ่นมุก!

“แค่แอบรัก แต่เธอไม่ใช่ของฉัน แล้วฉันก็บอกแกไปแล้วนะไอ้ใหญ่ ว่าน้องปิ่นมีสามีอยู่แล้วก็คือนายอธิป ถึงแม้งานแต่งจะล่มกลางคันก็เถอะ แต่ฉันเชื่อว่า ยังไงซะ ถ้าน้องปิ่นมีชีวิตรอดกลับมา คุณลุงก็ต้องให้น้องปิ่นแต่งงานกับนายอธิปนั่นอยู่ดี เพราะนายอธิปก็รักน้องปิ่นอยู่เหมือนกัน”

พิธานเอ่ยแย้งเสียงเรียบๆ  หวนคิดว่าถ้าหากนายอธิปไม่ยินดีที่จะรับปิ่นมุก เขานี่แหละจะเป็นคนดูแลเธอเอง ต่อให้เธอกลับมาด้วยความพิการ หรืออุ้มท้องไม่มีพ่ออย่างที่เพื่อนว่าก็เถอะ เขายินดีดูแลเธอเสมอ

“รู้สึกว่าน้องปิ่นของแกจะเสน่ห์แรงเหลือเกิน มีผู้ชายหลงรักเป็นพรวน แล้วแกยังจะรักหล่อนอยู่อีกหรือไง ฉันว่าป่านนี้คงไม่เหลืออะไรไว้ให้แกแล้วละเพื่อนรัก” คนพูดคลี่ยิ้มเยือกเย็น แล้วปรับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เมื่อเพื่อนเงยหน้าขึ้นมอง

“ฉันยังยืนยันคำเดิมนะใหญ่ว่าฉันยินดีดูแลเธอ หากไม่มีใครต้องการเธอ” พิธานตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พานทำให้คนฟังรู้สึกกรุ่นโกรธไม่น้อย แต่อย่าหวัง! ในเมื่อเขาบอกแล้วว่าจะไม่มีวันให้ปิ่นมุกได้สมหวังกับผู้ชายดีๆ อย่างพิธาน

“เผื่อใจไว้บ้างก็ดีนะเพื่อนรัก เพราะหล่อนอาจไม่ต้องการให้นายไปดูแล ฉันว่าแกไปมองหาผู้หญิงดีๆ สักคนไว้เป็นเจ้าสาวดีกว่ามานั่งรอผู้หญิงที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง”

บอกเสียงห้วนโดยไม่รู้ตัวแต่ถังเฟ่ยหลงก็ปรับโทนเสียงได้ทันก่อนที่เพื่อนจะสงสัยไปมากกว่านี้ ทั้งที่เขาไม่เคยคิดโกหกหรือปิดบังเพื่อน แต่เรื่องนี้เขายอมปกปิดและจัดการตามแผนเดิมเพื่อให้ครอบครัวอิทธิเชษฐ์ได้ชดใช้กับสองชีวิตที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

“ขอบคุณที่แนะนำ แต่ฉันจะเริ่มมองหาผู้หญิงอื่น ก็ต่อเมื่อฉันได้รู้ว่าน้องปิ่นปลอดภัย และเธอมีผู้ชายดีๆ สักคนคอยดูแล”

“ตามใจแกแล้วกัน ในเมื่อฉันเตือนแกเพราะหวังดี แต่แกยังยืนยันจะรอรับของเหลือเดน ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว” ถังเฟ่ยหลงบอกอย่างคนหัวเสีย

“แกอย่าพาลใส่ฉันได้ไหมไอ้ใหญ่ เอาน่า ฉันรับปากแกแล้วกัน ว่าจะมองหาเจ้าสาวในเร็ววันนี้ เผื่อแกจะได้สบายใจขึ้น ส่วนแก ยังไม่ตอบฉันเลยว่าเอาเรือออกไปไหนดึกๆ” พิธานเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากขุ่นเคืองใจกับเพื่อน

“ฉันเอาเจ้าวายุกับเจ้าสายลมไปไว้อีกเกาะ” พร้อมเสียงถอนใจ

“แกนี่มันใช้งานลูกน้องไม่รู้จักเวล่ำเวลาเอาเสียเลยนะคุณถังเฟ่ยหลง ว่าแต่ทำไมต้องย้ายพวกมันไปด้วย” แขวะเสียงเข้มแล้วถามต่อ

“อีกสามวันจะมีผู้หญิงมาที่เกาะ ฉันเลยไม่อยากให้มันสองตัวจ้องตาเป็นมันก็เท่านั้น” เจ้าของเกาะตอบเสียงราบเรียบ แต่ในใจกำลังคิดแผนจัดการเหยื่อรายต่อไป เพื่อที่เขาจะทำให้คนในครอบครัวอิทธิเชษฐ์เจ็บปวดทีละคน

“ฮึ! ทำยังกับไอ้เสือสองตัวนั่น มันจะมีนิสัยเหมือนแกงั้นแหละ      ไอ้ใหญ่ ที่เห็นผู้หญิงสวยแล้วอยากจะลากขึ้นเตียงไปห้ำหั่นกันข้ามวันข้ามคืน” พิธานบิดปากใส่เพื่อนรัก เพราะรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เจอสาวสวยถูกใจหน่อยไม่ได้ ต้องไปจบกันบนเตียงทุกครั้ง เขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อนรักจะบริหารร่างกายไปถึงไหน

“หาเรื่องนี้หว่า พูดแบบนี้” ถังเฟ่ยหลงว่ากลับ ส่วนพิธานก็ปิดปากหาวเพราะนี้เวลาก็ปาเข้าไปตีหนึ่งแล้ว

“ขอตัวไปนอนก่อนนะครับคุณถังเฟ่ยหลง แล้วผมก็ฝากจัดการเรื่องน้องปิ่นให้ด้วย เพราะผมเป็นห่วงน้องปิ่นมาก เออ! พรุ่งนี้เช้าฉันขอให้จิน  เหลียงไปส่งฉันกลับเข้าฝั่งได้ไหม เพื่อนรัก” เมื่อถังเฟ่ยหลงพยักหน้าให้สองสามครั้ง สองหนุ่มจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha