หลงไฟมาร [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ลูกรักลูกชัง-2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“คุณแม่พูดถึงใครครับ” ปฐวี บุตรชายคนโตวัยยี่สิบหกปีเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะหันมองบิดาและมารดาสลับกันไปมา โดยมีปิ่นสุดาช่วยถามย้ำ

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น แม่ก็แค่พูดเผื่อเอาไว้แค่นั้น ปัดกับเปรมอย่าไปสนใจเลย ตอนนี้แม่ว่าเรามาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าจะทำยังไงถึงจะหาเงิน   แปดสิบล้านมาใช้หนี้ที่พ่อแกไปก่อเอาไว้” คุณปภาดาบอกปัด พลางหันไปจ้องคู่ชีวิตที่นั่งหน้าเครียดมากกว่าเดิม

“คุณพ่อเป็นคนก่อเรื่อง ก็ต้องคิดหาทางเองสิคะ เปรมไม่ช่วยหรอกค่ะ เปรมไม่ชอบคิด เพราะมันน่าเบื่อจะตายไปค่ะ” ปิ่นสุดากล่าวจบก็     เบ้ปากออก

ทางด้านบิดาเงยหน้ามองด้วยความผิดหวังกับถ้อยคำของบุตรสาวคนโต ที่หากตนได้รับคำปลอบใจดีๆ สั้นๆ จากคนเป็นลูกบ้าง ตัวท่านคงมีกำลังใจต่อสู้ปัญหาได้มากกว่านี้ จากนั้นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ก็ถอนใจออกมาเบาๆ หลับตาอย่างคนคิดไม่ตก หากจะขายบ้านหลังนี้ก็คงไม่เพียงพอ แล้วไหนจะยังโรงแรมนั่นอีกที่ใกล้จะถูกฟ้องล้มละลายเพราะตนไปกู้เงินมาลงทุนและปรับปรุงเมื่อสี่ปีก่อน แต่งบก็มาบานปลายประกอบกับเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก อีกทั้งคู่แข่งก็มีมากมายปัญหาเลยรุมเร้า

“คุณกิต คุณจะมานั่งเงียบแบบนี้ไม่ได้นะ จะเอายังไงก็บอกฉันมาสิ” คุณปภาดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด พลางจ้องหน้าคู่ชีวิตด้วยความผิดหวัง พร้อมเสียงถอนใจหนักๆ ไปกับความนิ่งเฉยของคู่ชีวิต ก่อนหวน    นึกถึงอดีตที่หากรู้ว่าต้องมาตกอยู่ในภาพเช่นนี้แล้วละก็ เธอไม่ผสมยาให้  คุณกิตติดื่มในคืนสังสรรค์เมื่อยี่สิบหกปีก่อนเป็นแน่

“คุณกิต! พูดมาสิว่าคุณจะเอายังไงกันแน่ กับปัญหาที่คุณไปก่อไว้” ฝ่ายผู้เป็นภรรยาอดทนไม่ไหวกับการนิ่งเฉยจึงเอ่ยถามคู่ชีวิตเสียงดังลั่น

“คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าผมมีทางใช้หนี้ได้ทางไหนบ้าง” ประมุขของบ้านกล่าวออกมาอย่างช้าๆ แต่ตัวท่านไม่คิดทำเช่นนั้นแน่ เพราะทางเจ้าหนี้ต้องการให้ส่งบุตรสาวไปใช้หนี้ในตำแหน่งเมียเก็บ ซึ่งหากทำเช่นนั้นก็เหมือนส่งลูกไปลงนรกชัดๆ และไม่ว่าลูกคนไหน ท่านไม่คิดจะส่งไปชำระหนี้ ในวันนั้นตัวท่านยอมรับว่าตกใจจนแทบช็อกเมื่อตัวแทนของเจ้าหนี้ได้ยื่นภาพถ่ายของปิ่นสุดามาให้ดูพร้อมบอกความจำนง

“ก็พูดมาสิ ว่าต้องทำยังไง ก่อนที่คนละแวกนี้จะรู้ว่าเราจะหมดตัว แต่คุณอย่าบอกเชียวนะว่าจะขายบ้านหลังนี้ ฉันไม่ยอมแน่ๆ” คนเป็นภรรยาพูดดักคอ ส่วนบุตรชายและบุตรสาวก็ตาลุกด้วยความดีใจเมื่อบิดามีหนทางแก้ปัญหาครั้งเสียที

“เจ้าหนี้ต้องการให้ผมส่งยัยเปรมไปเป็นเมียเก็บ” คุณกิตติเอ่ยตอบภรรยาอย่างช้าๆ ชัดๆ แล้วมองหน้าบุตรสาวและถึงอย่างไรท่านก็ไม่มีวันส่งลูกสาวไปเป็นเมียเก็บใคร ไม่ว่าจะเป็นปิ่นสุดาหรือปิ่นมุก

“เรื่องอะไรคุณพ่อจะมายกเปรมไปใช้หนี้แทน ในเมื่อคุณพ่อเป็นคนก่อเรื่องเอาไว้เอง ฉะนั้นคุณพ่อนั่นแหละที่ต้องไปใช้หนี้แทน เปรมไม่เกี่ยว เปรมไม่ไปไหนเด็ดขาด คุณพ่อห้ามมาบังคับเปรม” ปิ่นสุดาค้านเสียงแหลมสูงแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จากนั้นก็กระทืบเท้าดิ้นเร่าๆ อย่างขัดใจ

คุณปภาดาเห็นเข้าก็รีบเข้าปลอบบุตรสาวคนโตให้ใจเย็นเสียก่อน ก่อนที่ตัวท่านจะเผยยิ้มมุมปากกับสิ่งที่คาดการณ์อยู่ในใจนั่นคือ เจ้าหนี้ที่ว่านั่นเป็นใครและรวยหรือไม่ แล้วถ้ารวยถึงขึ้นมหาเศรษฐี ตนยินดีส่งปิ่นสุดาไปให้ เพื่อให้บุตรสาวคนโตจะได้สุขสบายไปตลอดชาติ เป็นเมียเก็บคนรวย ใช่ว่าจะไม่ดีเสียเมื่อไหร่กัน หากรู้จักออดอ้อน ฉอเลาะ ประจบประแจงเข้าหน่อย ขี้คร้านพวกผู้ชายจะหลงจนโงหัวไม่ขึ้น

“พ่อก็ไม่คิดจะส่งลูกคนไหนไปให้ใครทั้งนั้น แกวางใจเถอะยัยเปรม” คนเป็นพ่อบอกสีหน้ายิ้มนิดๆ เมื่อได้เห็นสีหน้าของบุตรสาวระบายยิ้มด้วยความโล่งใจ ผิดจากคนเป็นแม่นักที่กำลังครุ่นคิดไม่ตก

“แล้วคุณจะทำยังไง จะหาเงินจากที่ไหนไปใช้หนี้ ส่วนไอ้โรงแรมนั่นก็จะถูกฟ้องอยู่อีกไม่กี่วัน” คุณปภาดาถามเสียงอ่อนลง พลางหันไปสำรวจบุตรสาวของตนที่มีรูปร่างหน้าตาไม่ได้น้อยหน้าใคร คนเป็นแม่ก็ลอบยิ้มอยู่ในใจ คาดเดาว่าเจ้าหนี้ของสามีคงจะรวยระดับเจ้าพ่อแน่

“เราต้องขายบ้านหลังนี้ แล้วเอาเงินไปใช้หนี้บ้างส่วน ผมว่ามันคงได้สักสิบล้านขึ้น” ประมุขของบ้านพูดขึ้นเสียงเครียด รอยยิ้มซีดเซียวเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น

“ไม่ได้! ยังไงฉันก็ให้คุณขายบ้านหลังนี้ไม่ได้ คุณคิดบ้างสิ ถ้าเรา ขายบ้านไปแล้ว เราจะอยู่ที่ไหนกัน” คนเป็นภรรยาค้านเสียงแข็ง

“เราก็ไปหาซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคาไม่กี่ล้านอยู่ก็ได้ คุณเลิกยึดติดกับหน้าตาทางสังคมบ้างเถอะคุณภา” เอ่ยอย่างตำหนิปนอ่อนอกอ่อนใจ เพราะฝ่ายภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาหลายปียึดถือแต่หน้าตาและออกงานสังคมเป็นว่าเล่น แม้กระทั่งเงินทองกำลังขัดสน ผู้เป็นภรรยาก็ไม่เคยคิดจะหยุด

“ฉันไม่ไปอยู่หรอก บ้านหลังเล็กเท่ารูหนู แถมราคาก็แค่ล้านสองล้าน” คุณปภาดายังค้านเสียงแข็งเช่นเดิม

“เปรมก็ไม่ไปเหมือนกันค่ะคุณแม่ เปรมว่าบ้านที่คุณพ่อบอก ห้องน้ำ ห้องนอนคงเล็กน่าดู เปรมอยู่ไม่ได้หรอกค่ะคุณพ่อคะ คุณพ่อห้ามขายบ้านหลังนี้เด็ดขาด ไม่งั้นเปรมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าเพื่อนๆ ของเปรมแวะมาที่บ้าน อีกอย่างถ้าต้องไปอยู่บ้านหลังเล็กเท่ารูหนูอย่างที่คุณแม่บอกจริงๆ เปรมอยู่ไม่ได้แน่ เพราะเปรมอายเพื่อน” บุตรสาวคนโตค้าน  ผสมโรงกับมารดา ทำเอาประมุขของบ้านถอนใจหนักๆ แล้วส่ายศีรษะให้กับสองแม่ลูก

“ใช้แล้วละลูกเปรม คุณกิต...คุณห้ามขายบ้านหลังนี้นะ เห็นใจลูกบ้างเถอะ ถ้ามีบ้านหลังเล็กๆ ลูกคงได้อายเพื่อนๆ แน่ ส่วนฉันก็ทำใจไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ ไม่ได้หรอก”

“มันจะเล็กหรือใหญ่ก็ไม่สำคัญ เพราะบ้านหลังนี้ถูกยึดแน่ ถ้าเรา ไม่มีเงินไปใช้หนี้ธนาคาร คุณคิดบ้างสิคุณภา ส่วนแก...ยัยเปรม แกอย่า   ทำตัวยึดติดสิ่งของนอกกายเหมือนแม่แกจะได้ไหม” ผู้เป็นพ่อโต้กลับอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“คุณแม่! คุณพ่อว่าคุณแม่ชอบยึดติดกับของนอกกายค่ะ” ปิ่นสุดาหันไปฟ้องมารดาด้วยเสียงแหลมสูง

“คุณกิต คุณอย่ามาว่าลูกฉันนะ อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรทั้งนั้นแหละ แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ยอมขาย ไม่ยอมให้ธนาคารมายึดบ้านหลังนี้ไปเด็ดขาด” คนเป็นภรรยาต่อว่าเสียงสูง พลางเชิดหน้าใส่ผู้เป็นสามี

ขณะที่ปฐวีกำลังครุ่นคิดถึงหญิงสาวผู้มีฐานะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีคนหนึ่ง คนที่ตนบังเอิญไปรู้จักเมื่อครั้งไปเที่ยวเชียงใหม่ หญิงสาวลูกผสมไทย-ฮ่องกงคนนั้นก็ทำให้เขาพอใจตั้งแต่เห็นหน้าและเขาก็จัดการรวบหัวรวบหางเป็นเจ้าของเธอ จากนั้นก็คบหากันต่อราวสองเดือนเศษ ก่อนที่เขาจะหนีหายไปเพราะเริ่มเบื่อหน่ายและรู้ว่าฝ่ายนั้นเกิดท้องขึ้นมา แต่หากรู้ว่าครอบครัวจะเกิดปัญหาเช่นนี้ เขาคงไม่ทิ้งหล่อนมาแน่ๆ เพราะอย่างน้อยบริษัทผ้าไหมของเธอ ก็พอจะทำให้ครอบครัวของเขาพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

เขาควรกลับไปหาเธอ แล้วก็ปั้นเรื่องหลอกเธอสักนิด แค่นี้ก็อยู่หมัด ปฐวีคลี่ยิ้มเล็กน้อยกับแผนการที่คิดอยู่ในใจ เพราะผู้หญิงอย่างฮุ่ยจื่อ เป็นคนใจอ่อนมาก แถมยังออกจะซื่อจนโง่ด้วยซ้ำไป

“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีผมต้องรีบเดินทางไปเชียงใหม่” ปฐวีพูดขึ้นเมื่อภายในห้องโถงมีแต่ความเงียบและตึงเครียด

“เกิดเรื่องขนาดนี้ แกยังมีกะจิตกะใจออกไปเที่ยวอีกหรือไงเจ้าปัด” บิดาเอ่ยอย่างตำหนิ

“ผมไม่ได้ไปเที่ยวครับคุณพ่อ ผมจะไปหางานทำ พอดีผมมีเพื่อนอยู่ที่นั่น” ปฐวีเอ่ยบอก ก่อนหลบสายตาจับผิดของบิดา เพราะปิดบังเรื่องไปทำผู้หญิงท้องที่เชียงใหม่เอาไว้

“งานอะไรของแก ตาปัด” คนเป็นแม่ถามด้วยความสงสัย ใจก็อดจะหวั่นๆ ไม่ได้เพราะกลัวบุตรชายจะไปก่อเรื่องเข้าให้อีก เพราะแค่เรื่องหนี้สินก็กลุ้มใจเกินจะทนอยู่แล้ว

“ก็คงทำงานตามที่เรียนมาครับ คุณแม่อย่าลืมสิครับว่าผมเรียนจบนะครับ ไม่ได้เหมือนยัยเปรมที่เข้าเรียนที่ไหนก็ไม่จบ ผมขอไปเตรียมตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องโถงแต่ต้องหยุดชะงัก    ปลายเท้าเอาไว้ พร้อมเสียงกรีดร้องอย่างขัดใจของปิ่นสุดาที่ถูกพี่ชาย     กระแนะกระแหนแต่เธอยังไม่ทันได้ต่อว่าพี่ชายแม้แต่คำเดียว บิดาก็ยกมือห้ามเสียก่อน

“ยัยปิ่นจะกลับมาอยู่แล้ว ทำไมแกไม่อยู่รอน้องก่อนล่ะ เจ้าปัด” คุณกิตติพูดขึ้นเมื่อหยุดเสียงของบุตรสาวคนโตได้ โดยมีปิ่นสุดาเบ้ปากออกอย่างนึกชังแฝดน้องที่ได้ไปร่ำเรียนถึงเมืองนอก

“ยัยปิ่นคงไม่อยากเจอผมนักหรอกครับ มีแค่คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็  ยัยเปรมไปรับที่สนามบิน ยัยปิ่นก็ยิ้มแก้มปริแล้วละครับ ส่วนผมขอตัวเพราะต้องรีบไปหางานทำ เผื่อจะได้ช่วยคุณพ่อได้บ้าง” ปฐวีพูดเสียงเรียบๆ หวนนึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มของน้องสาวฝาแฝดอีกคนที่มารดาสั่งให้เขาเกลียดเธอ

“ใครบอกว่าเปรมจะไปรับนังปิ่น เพราะน้ำหน้าอย่างมัน แค่ให้    คนสวน คนขับรถไปรับก็พอแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นต้องไปยืนขาแข็งรอมันสักนิด ใช่ไหมคะคุณแม่ขา” ปิ่นสุดาโพล่งขึ้น พลางจ้องหน้าพี่ชายได้  แววตาขุ่นเคือง

“ใช่แล้วจ้ะลูกเปรม เพราะคุณแม่ก็ไม่ไปเหมือนกัน ส่วนคุณก็ไม่ต้องไปรับยัยปิ่นหรอก อยู่บ้านพักผ่อนสบายๆ ดีเสียกว่าไปยืนรอรับยัยปิ่น      ตาปัด แกจะรีบไปจัดกระเป๋าไม่ใช่หรือไง รีบไปได้แล้ว”

พูดจบคุณปภาดาก็ฉุดมือบุตรสาวให้ลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องรับแขกตามหลังลูกชายคนโต ทำให้ต้องยุติการถกเถียงเรื่องหนี้สินไปโดยปริยาย ภายในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงคุณกิตติที่ยังคงนั่งกลัดกลุ้มใจอยู่ ก่อนที่ป้าช้อยและสาวใช้สองคนจะเข้ามาดูแลประมุขของบ้าน เมื่อคุณ ปภาดาและปิ่นสุดาขับรถออกไปจากบ้าน ประมุขของบ้านหันไปยิ้มบางๆ ให้กับคนรับใช้และแม่ครัวคนเก่าแก่ที่เลี้ยงดูปิ่นมุกมาตั้งแต่เด็กเล็กน้อย ก่อนที่ท่านจะขอตัวขึ้นไปพักผ่อนด้วยสีหน้าทุกข์ระทม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha