หลงไฟมาร [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 3 : ตอนที่ 1 ลูกรักลูกชัง-3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

สามวันถัดมาภายในสนามบินสุวรรณภูมิ อดีตนักธุรกิจหนุ่มใหญ่พร้อมคนรับใช้ คนสวนและคนขับรถได้มายืนรอคุณหนูคนเล็กของ     ตระกูลอิทธิเชษฐ์อย่างใจจดใจจ่อ ครู่ต่อมาจึงได้แลเห็นหญิงสาวรูปร่าง  บอบบางเดินตรงมาและไม่กี่วินาทีต่อมาปิ่นมุกก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบิดา หญิงสาวยกมือไหว้บิดาพร้อมรอยยิ้มสดใสที่คนเป็นพ่อเห็นคราใดก็มีความสุขเมื่อนั้น จากนั้นสาวน้อยรูปร่างบอบบางก็หันไปไหว้และทักทายคนอื่นๆ อย่างไม่ถือตัว ทำเอาบรรดาคนรับใช้ต่างปลาบปลื้ม ปิ่นมุกเหลือบสายตามองหามารดา พี่ชายและพี่สาวฝาแฝดก็หน้าเสียไปเมื่อมองไม่เห็นบุคคลทั้งสามก่อนที่ เจ้าตัวจะหันมายิ้มหวานให้บิดาแทน

“ลูกปิ่น” คุณกิตติขานเรียกชื่อบุตรสาวที่ถูกลืมของครอบครัวด้วยเสียงสั่นเครือ เพราะท่านเข้าใจความรู้สึกของบุตรสาวคนเล็กดี ปิ่นมุกน้ำตาซึมและโผเข้าสู่อ้อมกอดของบิดา เธอกอดท่านด้วยความคิดถึง

“คุณพ่อสบายดีนะคะ ปิ่นคิดถึงคุณพ่อมากที่สุดเลยค่ะ” เสียงหวานใสคล้ายน้ำทิพย์ชโลมรดใจคนเป็นพ่อให้ระบายยิ้มแบบที่คนรับใช้ไม่ได้   พบเห็นมานานมากแล้วก็พลอยยิ้มดีใจไปด้วย

“สบายดี...พ่อสบายดี แล้วลูกล่ะเป็นยังไงบ้าง แล้วไหนล่ะ มีหนุ่มผมทองตามด้วยหรือเปล่าลูก” คุณกิตติกล่าวสัพยอกบุตรสาวคนเล็กนิสัยแสนดีของตน พลางยกมือลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน คิดไปว่าหากปิ่นสุดาอ่อนหวาน น่ารัก ได้สักนิดของปิ่นมุกก็คงดีและท่านคงมีความสุขมากที่สุด

“แหมคุณพ่อก็ ปิ่นชอบหนุ่มไทยลูกผสมต่างหากล่ะคะ ไม่ได้ชอบฝรั่งเสียหน่อย อย่ามาแซวปิ่นน่า เดี๋ยวปิ่นงอนจริงๆ ด้วย” ปิ่นมุกยิ้ม    แก้มปริก่อนตอบบิดาด้วยเสียงกระเง้ากระงอด

“แล้วพ่อจะไปรู้หรือลูก บ้างทีลูกปิ่นอาจเปลี่ยนใจไปชอบพวก   ฝรั่งมังค่าแล้วก็ได้” คุณกิตติพูดเย้า พลางโอบบุตรสาวเดินทางออกจากสนามบินเพื่อพากลับบ้านหลังใหญ่ที่ปิ่นมุกจากไปหลายปี จนเมื่อพากันมาถึงรถที่จอดรออยู่สองพ่อลูกก็พูดคุยกันด้วยความคิดถึง ร่วมชั่วโมงเศษก็มาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ ปิ่นมุกเดินออกจากรถมายืนมองและสำรวจบ้านหลังใหญ่ด้วยความคิดถึง ที่ถึงแม้จะดูเก่าไปมากแต่ก็ยังสวยเช่นเดิม

“เข้าบ้านกันเถอะลูกปิ่น ครอบครัวของเราจะได้ทานอาหารกลางวันด้วยกัน”

หลังจากบิดาพูดจบ ปิ่นมุกก็หวนให้นึกถึงอดีตที่เธอไม่มีโอกาสได้เข้าไปทานอาหารร่วมกับครอบครัวเลยหรือจะมีโอกาสครั้งใด มารดาก็จะชักชวนให้พี่ปัดและพี่เปรมออกไปหาอะไรทานข้างนอกตลอด ราวกับว่าท่านรังเกียจที่มีเธอนั่งร่วมอยู่ด้วย จากนั้นเธอก็ถูกมารดาห้ามให้มาร่วม    โต๊ะอาหารด้วย เธอไม่รู้หรอกว่าบิดาจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะตัวท่านจะออกไปทำงานแต่เช้าและกลับมาอีกครั้งก็ดึกดื่น

“แต่ว่า...” บุตรสาวคนเล็กก้มหน้าอ้ำอึ้งน้ำตาซึม ไม่กล้าพูดต่อ

“พ่อรู้หมดแล้วลูกปิ่น ต่อไปนี้ปิ่นไม่ต้องหลบออกไปทานในครัวอีกแล้วลูก เพราะเราจะทานอาหารร่วมกัน”

คุณกิตติเอ่ยปลอบบุตรสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยกมือลูบศีรษะเล็กไปมา เพราะท่านเข้าใจความรู้สึกของลูกคนนี้ดีแต่ต่อจากนี้ไป   ปิ่นมุกต้องพบแต่ความสุข เมื่อตนหวังจะให้ปิ่นมุกลงเอ่ยกับลูกชายของเพื่อนรัก ชายหนุ่มผู้มีหน้าที่การงานที่ดีและยังกตัญญูต่อบิดามารดา ซึ่งท่านก็หวังจะฝากฝังบุตรสาวคนเล็กให้อธิปเป็นคนดูแล

“แต่คุณแม่คงไม่ยอม” ปิ่นมุกค้าน เพราะหากการที่เธอจะเข้าไปร่วมโต๊ะทานอาหารกับครอบครัว แล้วเป็นเหตุให้บิดามารดาต้องทะเลาะกัน เธอขอเข้าไปทานในครัวเช่นเดิมเสียดีกว่า

“ต้องยอมสิลูกปิ่น เพราะปิ่นก็คือลูกสาวคนหนึ่งของครอบครัว เราเข้าบ้านกันเถอะลูกปิ่น ลูกจะได้ไปอาบน้ำพักสักหน่อย แล้วค่อยลงมา   ทานมื้อกลางวันด้วยกัน” พูดจบก็ยิ้มเอ็นดูบุตรสาวคนเล็ก แล้วหันไปทางสาวใช้สองคนพร้อมทั้งสั่งให้เอากระเป๋าสัมภาระต่างๆ ตามปิ่นมุกขึ้นไป จากนั้นคนเป็นพ่อก็เดินเข้าไปพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่นโดยมีคุณปภาดาและ   ปิ่นสุดาคอยมองอยู่


 

ภายในห้องนั่งเล่น

“ฉันบอกไม่ให้คุณไปรับยัยปิ่น คุณก็ยังจะไป” คนเป็นภรรยาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แล้วเดินตามเข้าไปนั่งปรึกษาหารือกันเรื่องหนี้สินอีกครั้ง ก่อนที่ปิ่นสุดาจะเดินตามมารดาเข้าไป

“คุณพ่อรักแต่นังปิ่น ไม่เห็นรักเปรมบ้างเลย”

บุตรสาวคนโตตัดพ้อด้วยแววตาชิงชังแฝดผู้น้อง ยิ่งได้รู้ได้เห็นว่าน้องสาวฝาแฝดเรียนจบกลับมาพร้อมเกียรตินิยม เธอก็ยิ่งริษยาและอยากจะขจัดน้องสาวออกไปให้พ้นทาง

“พอทีเถอะทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ จะมากระแนะกระแหนกันทำไมกับเรื่องแค่นี้ คุณก็น่าจะรู้นะคุณภา ว่าทำไมผมต้องไปรับยัยปิ่น”

ประมุขของบ้านปรามเสียงเข้ม ยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาเพราะไม่อยากจะสนทนากับผู้เป็นภรรยาที่ดีแต่เสี้ยมสอนให้ลูกเกลียดชังกัน

“ฉันจะรู้อะไรล่ะคุณกิต คุณก็พูดมาสิ พูดให้ฉันเข้าใจหน่อย แล้วนี่คุณไม่คิดจะหาเงินหาทองไปใช้หนี้เขาหรือไง หรือเพราะคุณหวังจะเอา   ยัยเปรมไปยกให้เจ้าหนี้ที่มาเก๊ากันล่ะ” คุณปภาดาโต้กลับอย่างเหลืออดกับท่าทีนิ่งเฉยของสามี เพราะไม่เมื่อวันก่อนก็เพิ่งจะได้รับจดหมายเตือน    เรื่องหนี้สินกับธนาคาร

“เปรมไม่ไปเด็ดขาด! เพราะมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเปรม     คุณพ่อคุณแม่ห้ามยกเปรมให้เจ้าหนี้เด็ดขาด” ปิ่นสุดาค้านเสียงกราดเกรี้ยว จากนั้นก็หันไปแบมือขอเงินจากมารดาหวังจะเอาไปเที่ยว

“อะไรกันยัยเปรม เมื่อสองวันก่อนแม่ก็เพิ่งจะให้ไปสามหมื่น หมดอีกแล้วหรือไงลูกเปรม” คนเป็นแม่ถามเสียงอ่อน พลางทำหน้าลำบากใจเพราะตนเพิ่งจะให้คนรับใช้เอาสร้อยเพชรไปขายได้มาแค่แสนกว่าบาทเท่านั้น จนป่านนี้ก็ยังนึกเคืองร้านรับซื้อไม่ได้ที่กดราคาจนน่าโมโห

“โธ่คุณแม่ขา เงินแค่สามหมื่นจะให้เปรมใช้อะไรได้ล่ะคะ นะคุณแม่ขา เปรมขอห้าหมื่นนะคะ” ปิ่นสุดาออดอ้อนพลางบีบน้ำหูน้ำตา เพราะรู้ว่ามารดาจะใจอ่อนทุกครั้ง ส่วนคนเป็นพ่อก็ได้แต่มองอย่างเอื้อมระอา หากจะผิดก็ผิดทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละที่เลี้ยงดูลูกแบบผิดๆ

“เดือนนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนะยัยเปรม” คนเป็นแม่บอกอย่างอ่อนอกอ่อนใจ แต่ก็สงสารบุตรสาวจึงหันไปคว้ากระเป๋ามานับเงินให้ลูกสาวที่      ยิ้มหน้าบานต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ

“คุณแม่ขา แต่นี่มันเพิ่งจะวันที่สิบสองของเดือนเองนะคะ แล้วถ้าห้าหมื่นหมด เปรมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของกันล่ะคะ”

หลังจากนับเงินจนครบและเก็บลงกระเป๋าเรียบร้อย ปิ่นสุดาก็ถามขึ้นเพราะสิ้นเดือนนี้เธอนัดเพื่อนๆ ไปเที่ยวเกาะที่จังหวัดตราดด้วยกัน เพื่อนๆ เธอบอกว่าเกาะเหอฮวาของมหาเศรษฐีหนุ่มลูกเสี้ยว สวย บรรยากาศก็ดีมากและที่สำคัญเจ้าของเกาะแห่งนี้ยังเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่จะโสดหรือไม่ เธอต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองในวันที่เธอจะเดินทางไปยังเกาะที่อยู่ใกล้กับเกาะเหอฮวาเพื่อหวังจะได้พบหน้าเจ้าเกาะรูปหล่อ แต่หากเธอไปแบบไม่มีเงิน เธอได้อับอายเพื่อนฝูงเป็นแน่

“นะคะคุณแม่ คุณแม่ก็รู้ว่าเงินแค่ห้าหมื่น มันไม่พอใช้หรอกค่ะ” ปิ่นสุดาออดอ้อนอีกครั้ง หลังจากมารดาเงียบไป

“ก็หัดใช้ให้มันประหยัดซะบ้างสิยัยเปรม แกจะรอให้แม่แกขน    ของเก่าออกมาขายให้หมดบ้านก่อนหรือไง ถึงจะมีหัวคิดเหมือนยัยปิ่นบ้าง” ผู้เป็นพ่อทนไม่ไหวจึงได้เอ่ยปากสั่งสอนเสียงดุ

“คุณพ่อ! อย่าเอาเปรมไปเปรียบกับนังปิ่นนะคะ เพราะเปรมสูงส่งกว่านังปิ่นตั้งเยอะ หน้าตาของมันจืดชืดยังไม่พอ ยังหน้าโง่อีกต่างหาก นี่ก็ไม่รู้ไปเรียนต่อหรือว่าไปขายตัวกันแน่”

ปิ่นสุดากอดอกหน้าเชิดโต้กลับบิดา แล้วก็ให้นึกชังน้องสาวฝาแฝดมากยิ่งขึ้นเมื่อถูกบิดาเอาเธอไปเปรียบเทียบกับปิ่นมุก

“ยัยเปรม! ทำไมแกถึงไปว่าน้องแบบนั้น” คุณกิตติตวาดใส่บุตรสาวคนโต ก่อนปรายตามองคนเป็นแม่อย่างเอือมระอา

“คุณจะมามองฉันแบบนี้ทำไมคุณกิต ก็หรือมันไม่จริงอย่างที่       ยัยเปรมพูดกันล่ะ คุณก็ไม่ได้ตามไปนั่งเฝ้ายัยปิ่นตลอดเวลาเสียหน่อย ป่านนี้ไม่รู้มันเละเทะแค่ไหน ดีไม่ดีอาจอุ้มท้องลูกไอ้ฝรั่งมังค่าอยู่ก็ได้ รออีกหน่อยเถอะ จะได้งามหน้ากันทั้งตระกูล แล้วก็ไม่รู้ด้วยมั้งว่าใครเป็นพ่อ”

คุณปภาดาไม่ได้มีท่าทีจะห้ามปรามบุตรสาวคนโตแม้แต่น้อย แต่ก็กลับช่วยกันถากถางลูกสาวคนเล็ก โดยไม่รู้ว่าปิ่นมุกได้ลงมาจากชั้นบนนานแล้วเพราะต้องการเอาของฝากมาให้ทุกคน สองมือที่กำถุงของฝากสั่นเทา น้ำตาคลอสองตาคู่สวยก่อนจะพากันไหลรินอาบสองแก้มด้วยความเสียใจ ก่อนที่เธอจะหมุนตัววิ่งกลับขึ้นห้องส่วนตัวสวนกับมะลิพี่เลี้ยงสาววัยสามสิบกว่าเข้าคว้าแขนคุณหนูคนเล็กของบ้านเอาไว้

“คุณปิ่น” พี่เลี้ยงสาวขานเรียกน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ปิ่นมุกโผเข้าซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น มะลิจึงประคองปิ่นมุกกลับขึ้นห้องและพูดปลอบอยู่   พักใหญ่ จนน้ำตาจากความเสียใจ น้อยใจกับถ้อยคำของมารดาเริ่ม      เหือดหายไปบ้าง

“ขอบคุณค่ะพี่มะลิ” ปิ่นมุกกล่าวเสียงอ้อมแอ้มแล้วหันไปหยิบถุงของฝากเต็มที่ไปด้วยช็อกโกแลตหลากรสมายื่นให้พี่เลี้ยงสาว

“ปิ่น ฝากเอาไปให้ทุกคนด้วยนะคะพี่มะลิ แล้วนี่ก็ของพี่มะลิ พี่อุ๊ แล้วก็ป้าช้อยค่ะ เป็นเสื้อน่ะค่ะ ปิ่นเห็นว่าสวยดีเลยซื้อมาฝากทั้งสามคนเลย” คุณหนูคนเล็กของบ้านเอ่ยบอกสีหน้ายิ้มแย้ม หากแต่ใจนั่นอกตรมไม่น้อย เธอไม่คิดว่ามารดาและพี่สาวจะยังจงเกลียดจงชังเธออยู่

“โธ่คุณปิ่น คราวหลังไม่ต้องลำบากขนมาอีกนะคะ แค่พี่ได้เห็นหน้า เห็นรอยยิ้มคุณปิ่น พี่ก็ดีใจมากแล้วละค่ะ”

สองมือของพี่เลี้ยงสาวปาดเกลี่ยน้ำตาบนพวงแก้มของปิ่นมุก      แผ่วเบา อดจะสงสารไม่ได้ที่คุณปิ่นมุกไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นจากคุณปภาดาสักครั้ง เธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมคุณปภาดาถึงได้เกลียดชัง  ลูกสาวคนนี้นัก ทั้งที่หน้าตาก็ออกจะเหมือนกันคุณเปรมเพราะทั้งสองเป็น  คู่แฝดกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha