หลงไฟมาร [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 7 : ตอนที่ 3 ศึกชิงตัว-2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

สองสัปดาห์ถัดมา ในช่วงค่ำของวัน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีหมั้นในช่วงเช้าไป สำหรับการแต่งงานของ ปิ่นมุก อิทธิเชษฐ์ และนักธุรกิจหนุ่มลูกชายเพื่อนรักของบิดา เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่ใหม่ก็ออกมาต้อนรับแขกเหรื่อหน้างานที่ถูกจัดขึ้นกลางห้องบอลรูมของโรงแรมชื่อดัง

“น้องปิ่นเหนื่อยไหมครับ” อธิป เจ้าบ่าวแสนดีและไม่เคยคิดขัดคำสั่งของบิดามารดาเอ่ยถามเจ้าสาวแสนสวยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม พลางยิ้มให้กับเจ้าสาวคนสวย เขายอมรับว่าตกหลุมรักว่าที่เจ้าสาวตัวเองนับตั้งแต่ผู้เป็นบิดาเข้าไปเจรจาทาบทามหญิงสาว แม้ก่อนหน้านั้นจะรู้จักเจ้าสาวมาบ้างแต่ก็แค่ผิวเผินจนเขาไม่คิดว่าจะหลงรักหญิงสาว

“นิดหน่อยคะพี่อธิป แล้วพี่อธิปล่ะคะ เหนื่อยไหมคะ” เจ้าสาว    คนสวยยิ้มเอียงอายแล้วย้อนถาม พลางยื่นมือซับเหงื่อให้เจ้าบ่าว อธิปยิ้มอย่างปลาบปลื้ม

“ไม่หรอกจ้ะ พี่ไม่เหนื่อยเลย พี่ดีใจมากต่างหากที่ได้แต่งงานกับ   น้องปิ่น ทั้งที่เราไม่ค่อยได้พบกัน” อธิปว่าพลางยกมือซับหน้าเจ้าสาว      คนสวยไปพลาง

ภาพน่ารักน่าเอ็นดูของคนทั้งคู่ พานทำให้ผู้ใหญ่ยิ้มปลื้มอกปลื้มใจไม่น้อย ทว่าก็มีอยู่คนหนึ่งที่ยืนเบ้ปากแล้วก็เบื่อหน่ายเต็มทน เพราะถูกบิดาบังคับให้มาร่วมงานแต่งของน้องสาวฝาแฝด ทั้งที่ตนบอกว่าจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศแต่ต้องเปลี่ยนแผนกะทันหันนั่นก็เพราะพี่ชายตัวดีไม่รู้เอาเงินมาจากไหนตั้งสิบล้านไปจ่ายหนี้ แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่ากำลังจะเอาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายค่าดอกเบี้ยธนาคารอีก บ้านที่อยู่อาศัยมาแต่เด็กเลยไม่ต้องถูกยึดไม่ต้องถูกขายไปโดยปริยาย

“คุณแม่คะ เปรมกลับได้หรือยังคะ เบื่อมากแล้วนะคะ” ปิ่นสุดาหันไปบ่นกับมารดาด้วยสีหน้าหงุดหงิดหลังจากบิดาถูกแขกในงานเชิญตัวไปพูดคุยด้วย ทำให้สองแม่ลูกที่ต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มโล่งอกไปตามๆ กัน

“เอาน่ายัยเปรม อดทนอีกนิดเถอะ รอให้ยัยปิ่นขึ้นไปกล่าวขอบคุณบนเวทีเสียก่อน แม่ก็จะกลับเหมือนกัน” คุณปภาดาหันมาหว่านล้อมบุตรสาวคนโต

“โอ๊ย! แล้วมันเมื่อไหร่กันล่ะคะคุณแม่ เปรมเบื่อจะแย่แล้วนะคะ แล้วนี่พี่ปัดหายหัวไปไหนเนี่ย คุณพ่อนะคุณพ่อไม่รู้จะบังคับเปรมมาทำไม น่าเบื่อจะตายชัก ก็แค่งานแต่งงานกระจอกๆ”

ปิ่นสุดาบ่นกระปอดกระแปดแล้วเดินเลี่ยงออกไปจากงาน หวังจะออกไปหามุมพักผ่อน ส่วนคุณปภาดาก็รั้งบุตรสาวไว้ไม่ทันเพราะมารดาของเจ้าบ่าวเดินยิ้มเข้ามาพร้อมแขกเหรื่อในงาน แม้ตนจะไม่ชอบบุตรสาว     คนเล็กเพียงใด ทว่าหน้าตาทางสังคมจำเป็นต้องรักษาจึงหันไปยิ้มทักทายตามคำแนะนำของแม่เจ้าบ่าว

 “หนูเปรมไปไหนแล้วล่ะคะคุณภา” มารดาเจ้าบ่าวแสนดีเอ่ยถามอย่างนึกห่วง

“ยัยเปรมบอกอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกน่ะค่ะ แต่อีกเดี๋ยวคงกลับเข้ามา” คนถูกถามตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจกลับเบื่อหน่ายเหลือทน ด้วยไม่ชื่นชอบในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปิ่นมุก ลูกสาวฝาแฝด    อีกคน ที่หน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับผู้หญิงที่เป็นศัตรูหัวใจมาตั้งแต่เรียนมหาลัย แล้วยิ่งมารู้มาเห็นว่านิสัยของปิ่นมุกเหมือนตวงรัตน์ อดีตคนรักของคุณกิตติไม่มีผิด ท่านเลยยิ่งชังน้ำหน้าปิ่นมุก

“อ๋อค่ะ หนูเปรมคงจะเหนื่อย” มารดาเจ้าบ่าวยิ้มอย่างเอ็นดูยามพูดถึงแฝดพี่ของลูกสะใภ้ที่คงมีนิสัยไม่ต่างกัน เพราะปิ่นมุกเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน มีสัมมาคารวะ แล้วพูดคุยกันอีกสักครู่ก่อนที่มารดาของเจ้าบ่าวจะขอตัวไปพบปะแขกเหรื่อท่านอื่น คุณปภาดาจึงฉวยโอกาสนั้นออกไปตามหาบุตรสาวคนโต กระทั่งได้พบบุตรสาวคนโตอยู่กับชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง

“ยัยเปรม! แกทำอะไร” คุณปภาดาชักสีหน้าใส่บุตรสาวเมื่อได้เห็นบุตรสาวยืนกอดจูบกับชายหนุ่มที่ท่านไม่คุ้นหน้าตาเอาเสียเลย

“เปรมทำอะไรล่ะคะคุณแม่” ปิ่นสุดาย้อนถามเสียงเหนื่อยหน่าย

“แกยังจะมีหน้าถามฉันอีกเหรอยัยเปรม ก็ที่แกยืนจูบอยู่กับผู้ชายยังไงล่ะ ทำงามหน้าจริงๆ แล้วถ้านักข่าวบังเอิญถ่ายภาพแกได้ แกจะทำยังไง หัดคิดซะบ้างสิ”

คนเป็นแม่ถามด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว แต่ไม่ใช่ว่าตนจะไม่รู้ว่าบุตรสาวคนโตกำลังคบหาหนุ่มๆ อยู่หลายคนในเวลาเดียวกัน แต่ถึงจะรู้อยู่เต็มอกแต่ห้ามไปแล้วลูกสาวก็ไม่ฟัง ท่านจึงต้องปล่อย แต่ พอมาเห็นตำตาก็ชักทนไม่ไหวเช่นกัน

“โธ่คุณแม่คะ คุณแม่คิดว่างานแต่งกระจอกๆ ของนังปิ่น จะมีนักข่าวแห่มาทำข่าวหรือไงคะ แล้วไหนล่ะคะ เปรมไม่เห็นหัวมันสักคน” คนเป็นลูกเถียง พลางเบ้ปากหยันๆ

“มีไม่มี แกก็ไม่ควรกอดจูบผู้ชายกลางสาธารณะแบบนี้นะยัยเปรม เห็นแก่หน้าฉันบ้าง เพราะแค่แกเรียนไม่จบปริญญา ฉันก็ไม่รู้จะเอาหน้าเอาไปไว้ที่ไหนแล้ว” พอได้โอกาสคนเป็นแม่เลยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พานทำให้ปิ่นสุดาทำเสียงฮึดฮัดใส่มารดา

“คุณแม่! คุณแม่ห้ามเอาเปรมไปเปรียบกับนังปิ่นนะคะ ไม่งั้นเปรมจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ” คนไม่รักเรียนขู่มารดาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“อย่าเชียวนะยัยเปรม แกก็รู้แล้วนี่ว่าพี่ชายแกหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้แล้ว แล้วอีกหน่อยก็คงหมดแล้วละ เพราะฉะนั้นลูกเปรมห้ามหนีแม่ไปไหนเด็ดขาดนะคะ ลูกรัก” ความกรุ่นโกรธจางหายไปทันทีเมื่อบุตรสาวอ้างจะหนีไปอยู่ต่างประเทศคุณปภาดาเลยรีบโอ๋

“ก็ได้ค่ะคุณแม่ เปรมรักคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ ว่าแต่เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านกันสักทีล่ะคะคุณแม่ เปรมอยากออกไปเที่ยวมากกว่า เอ่อ...แล้วเปรมขอเงินเพิ่มด้วยนะคะคุณแม่” บุตรสาวคนโตอ้อนพลางแบมือรอเงิน

“อะไรกันยัยเปรม แม่เพิ่งจะให้ไปเองนะ” คนเป็นแม่ว่าพลาง     ทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ

“คุณแม่ขา เปรมรู้นะคะว่าพี่ปัดเอาเงินให้คุณแม่ตั้งหลายแสน    คุณแม่ก็แบ่งให้เปรมบ้างสิคะ นะคะคุณแม่ขา แบ่งให้เปรมบ้าง อีกอย่างเดี๋ยวพี่ปัดก็เอาเงินมาให้คุณแม่อีกแหละค่ะ นะคะคุณแม่ขา” เพราะรู้วิธีประจบประแจงทำให้ปิ่นสุดาออดอ้อน

คุณปภาดาแม้จะอ่อนอกอ่อนใจกับนิสัยของบุตรสาว ทว่าตัวท่านก็ไม่เคยตำหนิและให้เงินตามที่บุตรสาวขอไปในที่สุด จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินกลับเข้าไปในงานที่แสนจะน่าเบื่อสำหรับปิ่นสุดา ทว่าสองแม่ลูกยังไม่ทันจะเดินไปถึงงาน เสียงโหวกเหวกก็ดังออกมาจากงานแต่ง ไฟในห้องบอลรูมก็ดับสนิท ความโกลาหลเริ่มขึ้นเมื่อมีเสียงเจ้าสาวร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าบ่าวเริ่มควานหาตัวเจ้าสาวทันทีหลังจากหายตกใจ ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่กี่นาทีต่อมาไฟก็สว่างพึ่บภายในงานเหลือเจ้าบ่าวบนเวทีพร้อมพิธีกรของงาน บนพื้นพบแหวนแต่งงานถูกถอดทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า อธิปคว้าขึ้นมาแล้ววิ่งออกไปจากงานอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเพื่อนฝูง พ่อแม่ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเมื่อมีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกกล่าวว่าเห็นเจ้าสาว     ถูกลักพาตัวไปยังด้านหลังของโรงแรม

ส่วนที่ด้านหลังของโรงแรมมีรถตู้สีดำจอดรอรับอยู่ ปิ่นมุกพยายามดิ้นรนทุบตีคนที่ลากเธอออกจากงานแต่งด้วยความตระหนกตกใจ น้ำตาปริ่มคลออย่างหวาดกลัว คนพวกนี้สวมหมวกปิดบังใบหน้ากันทุกคน ทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นว่าเป็นใครมาจากไหน ครอบครัวเธอและครอบครัว  พี่อธิปจะรู้จักหรือไม่ แต่เหตุผลคือเธอไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครมาก่อน

“ปล่อยฉันนะ พวกแกเป็นใครกัน” คำถามซ้ำซากดังจากมาเจ้าสาวคนสวยไม่หยุด หลังจากเธอถูกพามาใกล้ถึงรถตู้คันใหญ่ ทว่าปิ่นมุกไม่ได้รับคำตอบ เธอจึงออกแรงดิ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องหาอิสรภาพของตัวเอง ไม่นานก็มาถึงรถที่เปิดประตูรอรับ จังหวะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถเสียงของเจ้าบ่าวก็ดังขึ้น ปิ่นมุกยิ้มด้วยความดีใจ เธอถลาเข้าไปหาเจ้าบ่าวทว่าถูกกลุ่มคนปิดบังใบหน้าขัดขวางไว้

“เฮ้ย! พวกแกถ้าไม่อยากถูกตำรวจจับ รีบปล่อยเจ้าสาวคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” อธิปสั่งเสียงกราดเกรี้ยว พร้อมกับกลุ่มคนที่ตามมาจากงานก็มาถึงนับสิบคน ต่างพากันเฝ้ามองด้วยลุ้นระทึก

“ถ้าไม่อยากตายหมู่ ก็กลับเข้าไปในงานซะ” เสียงเหี้ยมจาก     ชายปิดบังหน้าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงภาษาไทยแปร่งปร่าแล้วจัดการปิดประตูรถส่งสัญญาณให้พรรคพวกขึ้นรถเตรียมออกไปจากที่นี่

“เฮ้ย! พวกแกส่งเจ้าสาวของฉันคืนมา พวกแกต้องการเงินใช่ไหม เท่าไหร่! บอกมาว่าเท่าไหร่ แล้วเอาตัวเจ้าสาวของฉันคืนมา” อธิปต่อรองเสียงเครียด ด้วยใจร้อนรนเพราะเป็นห่วงเจ้าสาวคนสวย

“ฉันไม่ต้องการเงินของพวกแกว่ะ หลีกไป! ถ้าไม่อยากตาย” พูดจบก็ก้าวขึ้นรถปิดประตูอย่างรวดเร็ว เสี้ยวนาทีต่อมารถก็เคลื่อนตัวจากจุดเดิม ทว่าอธิปถลาเข้าไปใกล้รถพร้อมไม้ในมือฟาดเข้าหน้ากระจกเป็นรอยร้าว

เปรี้ยง!

สิ้นเสียงอาวุธปลิดชีพพร้อมเสียงกรีดร้องของผู้คน ร่างของเจ้าบ่าวก็ทรุดลงไปกองแทบพื้น เลือดไหลโชกจากหัวไหล่และหัวเข่าด้านซ้ายพร้อมกับรถตู้สีดำก็ทะยานหายไป พ่อเจ้าบ่าวและพ่อเจ้าสาวต่างกรูกันเข้าไปดูเจ้าบ่าวที่กำลังหมดสติจากนั้นได้พานำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ผู้คนในงานต่างเริ่มจับกลุ่มคุยกันเสียงอื้ออึงทั่วห้องบอลรูม แต่ดูเหมือนพี่สาว     ฝาแฝดของเจ้าสาวจะยิ้มพอใจไม่ใช่น้อย

“คุณแม่ขา .คุณแม่ว่าคนที่มาลักพาตัวนังปิ่นไป จะเป็นพวกเจ้าหนี้คุณพ่อหรือเปล่าคะ ดีนะคะที่มันไม่มาฉุดเปรมไป สมน้ำหน้านังปิ่นนัก”     ปิ่นสุดากระซิบกระซาบกับมารดาระหว่างพากันเดินออกจากงาน

“มันจะเป็นใครก็ช่างมันเถอะ ขอเพียงอย่าให้พวกมันมาแตะต้อง   ลูกเปรมของแม่ก็พอ แล้วต่อไปนี้ลูกต้องระวังตัวให้มากๆ นะลูกเปรม แม่  ไม่ไว้ใจได้พวกเจ้าหนี้เท่าไหร่”

คุณปภาดาพูดขึ้นโดยไม่คิดจะใส่ใจลูกสาวอีกคนที่ตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม ส่วนคนเป็นพี่ก็เหยียดยิ้มสมน้ำหน้าน้องสาวฝาแฝดของตน    อีกทั้งยังภาวนาขอให้ไปแล้วไปลับ

“แล้วคุณแม่ไม่ไปเยี่ยมนายอธิปหรือไงคะ” ปิ่นสุดาถามอย่างอยากรู้เมื่อเข้ามาอยู่ในรถเรียบร้อย โดยไม่คิดสนใจว่าบิดาจะไปอยู่ที่ไหน ส่วนทางด้านคุณกิตติขณะนำตัวเจ้าบ่าวส่งโรงพยาบาลก็ต้องมาฟังภรรยาของเพื่อนคอยต่อว่าไม่หยุดหย่อน ทั้งที่ใจตนนั้นห่วงแสนห่วง ลูกสาวคนเล็กมากเหลือเกิน แต่เจ้าบ่าวก็ละทิ้งไปไม่ได้ โดยตัวท่านได้สั่งให้ลูกน้องคอยตามหารถคันดังกล่าวไปแล้วทว่าจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ข่าวคราว

“คุณแม่ขา ตกลงจะไปดูหน้านายอธิปอะไรนั่นหรือเปล่าคะ” ปิ่นสุดาเอ่ยถามอีกครั้ง

“ไปทำไมล่ะ ในเมื่อพ่อแกก็ไปอยู่แล้ว” คนเป็นแม่ตอบเสียงเรียบ พลางเอนหลังพิงกับเบาะรถ

“ก็ดีค่ะ เปรมก็ไม่อยากไปเหยียบโรงพยาบาลเหมือนกัน คนก็เยอะ แถมมีแต่คนป่วยทั้งนั้น เชื้อโรคก็ต้องเยอะแน่ๆ น่าเบื่อจะตายไป แต่จะว่าไปทำไมคุณพ่อต้องไปส่งนายอธิปนั่นด้วยก็ไม่รู้ แทนที่จะรีบกลับบ้านไปพักผ่อน” ปิ่นสุดาพูดจบก็หยิบเครื่องสำอางมาเติมแต่งบนใบหน้าเพราะเธอจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนต่อ คนเป็นแม่เลยออกปากห้ามทว่าปิ่นสุดาก็    ออดอ้อนขอออกไปเที่ยวอีกจนได้ทั้งที่ภายในบ้านเกิดเรื่อง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha