กับดักเสน่หา (จบแล้ว)

โดย: สลิลฉัตร



ตอนที่ 7 : เป้าหมายของการลักพา 50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป




3

เป้าหมายของการลักพา

 

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสมาพันธ์โรมแรมระดับภาคแล้วคุณมนต์ก็กลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง ทันทีที่มาถึงห้องทำงานคุณมนต์ก็ต้องแปลกใจที่พบบุตรสาวคนโตนั่งหน้างอคล้ายไม่พอใจอะไรสักอย่างจึงอดที่จะถามไม้ได้แม้ว่าจะเหนื่อยจากการประชุมและการเดินทางก็ตาม

“เป็นอะไรหน้ามุ่ยเชียว หรือใครขัดใจผู้บริหารคนเก่งของพ่อ” คุณมนต์ถามน้ำเสียงติดเย้าเล็กๆหวังจะให้บุตรสาวอารมณ์ดีขึ้น

“ไม่มีใครขัดใจมิ้นต์หรอกค่ะ แค่หงุดหงิดที่เลขาฯทำงานพลาดทำให้มิ้นต์เสียหน้า” เมษญายังหงุดหงิดไม่เลิกจากการถูกมิมะยั่วโมโหเมื่อช่วงกลางวัน

“ใจเย็นค่อยๆคุยค่อยๆถาม คนเราผิดพลาดกันได้” ผู้เป็นบิดาพยายามพูดเตือนสติเพื่อให้เมษญาใจเย็นลง

“มิ้นต์พยายามใจเย็นที่สุดแล้วนะคะคุณพ่อ แต่เรื่องนี้มันไม่น่าพลาด”

ผู้เป็นบิดาโคลงศีรษะด้วยความระอาใจเล็กในความเจ้าอารมณ์ของบุตรสาวคนโตที่แตกต่างกับเมริศาลูกสาวคนเล็กราวกับน้ำแข็งกับไฟ “อ่ะ...ไหนบอกพ่อสิว่าเรื่องอะไร” คุณมนต์ถามเพราะต้องการรู้ต้นสายปลายเหตุ

“คุณพ่อรู้เรื่องที่เซเว่นสตาร์โกลบอลลัคชัวรี่ส่งคนมาตรวจสอบมาตรฐานโรมแรมเราหรือเปล่าคะ”

“รู้สิ ก็ทางสมาพันธ์ส่งจดหมายแจ้งมาตั้งเกือบเดือนแล้วนี่ อย่าบอกนะว่า...เลขาฯลูกไม่ได้แจ้ง” คุณมนต์ถามกลับด้วยความสงสัย

“คุณพ่อเข้าใจถูกแล้วค่ะ และที่น่าโมโหนายคะ....คนที่สมาพันธ์เซเว่นสตาร์ส่งมายังแฝงตัวทำทีเป็นลูกค้าเช็คอินเข้าพักเป็นเดือนๆ” หญิงสาวเกือบจะเผลอหลุดปากเรื่องที่ถูกมิมะฉวยโอกาสกับเธอให้บิดาได้รู้ ดีที่ฉุกคิดได้ทันไม่อย่างนั้นมีหวังได้ได้ร่ายยาวถูกสอบสวนกันชุดใหญ่

“มันเป็นวิธีของทางสมาพันธ์ยู่แล้วที่จะแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบของลูกค้าเพื่อต้องการดูในเรื่องการบริการและภาพรวมของโรงแรมที่ถูกตรวจสอบ เรื่องแค่นี้พ่อว่าไม่เห็นจะเสียหน้าตรงไหน ส่วนเรื่องที่เลขาฯหนูลืมบอกก็ตักเตือนกันไปก็พออย่าลืมนะคนเก่งที่ทำงานให้เราได้หายากนะลูกจำไว้” คุณมนต์เตือนสติเมษญาอีกครั้งก่อนจะเอนหลังยังเก้าอี้ทำงานประจำตำแหน่งก่อนจะมองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าแต่ราคาแพงลิบที่บอกเวลาใกล้เลิกงานเต็มที

“ใกล้เวลาแม่เรากับยัยเมร์จะมาแล้วมั้ง พ่อว่าเราไปเคลียร์งานแล้วโทรถามสิว่าสองคนนั่นอยู่ไหนกันแล้ว”

“นั่นสิคะ ลืมไปเลย ถ้าอย่างนั้นมิ้นต์ขอตัวก่อนนะคะ” เมษญายิ้มรับก่อนจะก้าวออกจากห้องประธานใหญ่ของเกรทสตาร์ตรงไปยังห้องทำงานของตนโดยไม่ลืมโทรหาเมริศาน้องสาวของเธอ

“อยู่ไหนแล้วยัยเมร์” สาวมั่นถามน้องสาวปลายสาย

“กำลังจะไปที่โรงแรมแล้วค่ะ ไม่น่าเกินชั่วโมงคงไปถึงค่ะพี่มิ้นต์ ว่าแต่โทรมาตามนี่คิดถึงหรือว่าคุณพ่อสั่งคะ” ปลายสายบอกน้ำเสียสดใสแบบฉบับสาวขี้อ้อน

“คุณพ่อสั่งย่ะ ไม่ต้องมาทำเป็นอ้อซะให้ยากเลย เพราะพี่ไม่หลงกลเราเหมือนคุณแม่คุณพ่อหรอกนะ” เมษญาแกล้งทำเสียงดุก่อนจะวางสายหลังจากนัดหมายกับเมริศาเรียบร้อย ส่วนเธอก็รีบเคลียร์งานบนโต๊ะก่อนจะลงไปรอบิดาที่ล้อบบี้ด้านล่าง

ร่างบางคว้ากระเป๋าสะพายก้าวออกจากห้องทำงานตรงไปยังล้อบบี้ด้านล่าง แต่ในระหว่างที่เมษญากำลังรอลิฟต์อยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวก็ดังขึ้น หญิงสาวมองดูเลขหมายปลายทางที่โทรเข้ามาด้วยความแปลกใจเพราะไม่คุ้นเอาเสียเลยทำให้เธอลังเลที่จะกดรับสาย สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะตัดสายทิ้งอย่างไม่สนใจเพราะคิดว่าน่าจะโทรผิดมากกว่า แต่ผิดคาดเมื่อหมายเลขที่เธอกดสายทิ้งนั้นโทรเข้ามาอีกครั้งคราวนี้เมษญาไม่รีรอกดรับสายทันทีเพราะอยากจะรู้ว่าใครกันที่โทรเข้ามา

“สวัสดีค่ะ”  หญิงสาวเอ่ยทักน้ำเสียงยังติดแววกระด้างเล็กๆด้วยความรู้สึกหงุดหงิด

“เสียงหวานจังนะครับคุณมิ้นต์” ปลายสายเปิดฉากยั่วโมโหหญิงสาว

“คุณ!! รู้เบอร์โทรฉันได้อย่างไร” ผู้บริหารสาวถามน้ำเสียงตกใจ

“เรื่องนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร เอาเป็นว่าผมคิดถึงเสียงแหวแปร๋นๆๆของคุณก็แล้วกัน”

“คนบ้า คุณนี่ว่างมากหรือไงถึงได้เที่ยวกวนประสาทชาวบ้านเขาแบบนี้ หรือว่าอาการโรคจิตกำเริบ” เมษญาเหลืออดกับแขกพิเศษของโรงแรมคนนี้จริงๆ

“ก็ไม่ได้ถึงกับว่างมากแต่อยากได้ยินเสียงคุณก็เท่านั้นเอง อย่าลืมนะว่าคุณต้องเจอหน้าผมอีกเป็นเดือนๆ” มิมะพูดอย่างอารมณ์ดีตรงกับกับเมษญา

“คุณโทรมาแค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้วางสาย”

“ใจคอคุณจะปล่อยให้แขกวีไอพีอย่างผมต้องนั่งทานข้าวเย็นคนเดียวแบบนี้หรือครับ ช่างเป็นการต้อนรับที่แห้งแล้งเหลือเกิน แบบนี้ให้คะแนนการบริการเท่าไรดีน๊า...”  มิมะรีบสวนทันควันด้วยกลัวสาวมั่นจะชิงวางสายเสียก่อน

เมษญาหมั่นไส้ชายหนุ่มเหลือกำลังจนอยากจะตะโกนใส่ต้นสายให้หูดับซะให้รู้แล้วรู้รอด “เชิญคุณตัดคะแนนตายสบายเพราะด้วยเย็นนี้ฉันมีนัดทานข้าวกับครอบครัว คงไม่ว่าไปนั่งทานข้าวเย็นกับลูกค้าวีไอพีอย่างคุณ แค่นี้นะคะ” เมษญาตัดบทแล้วรีบวางสายทันทีก่อนที่เธอจะรีบลงไปยังล้อบบี้ชั้นล่าง คนถูกตัดสายไม่ได้รู้สึกเสียอารมณ์แต่อย่างใดเพราะรู้ดีว่ายังมีเวลาอีกมาที่เขาจะตอแยกวนอารมณ์หญิงสาว

รถเมอร์ซิเดสเบนซ์คันงามค่อยๆขับเคลื่อนจอดเทียบหน้าโรงแรมก่อนที่คุณมณีมาศและเมริศาจะก้าวลงจากรถหรูตรงไปยังร้านอาหารของโรงแรมซึ่งคุณมนต์และเมษญารออยู่ก่อนแล้ว ภายในร้านอาหารออลเซ็นไดซึ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่ทางโรงแรมนำมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าผู้รักสุขภาพซึ่งคุณมนต์เห็นว่าเมริศาโปรดปรานและชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นจึงต้องการเอาใจบุตรสาวคนเล็ก

“แหม...ลูกสาวคนเล็กกลับมาบ้านก็โอ๋กันใหญ่เลยนะคะ ลูกสาวคนโตอย่างมิ้นต์ก็หมดความนิยมไปชั่วขณะสิคะแบบนี้” เมษญาแกล้งบ่นเพื่อเรียกความสนใจกับบิดาซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เมริศาและคุณมณีมาศก้าวเข้ามาพอดี

“รอกันนานไหมคะ” เมริศาถามพร้อมกับนั่งลงข้างๆเมษญาผู้เป็นพี่สาว

“ไม่หรอกลูก” คุณมนต์ชิงตอบก่อนเมษญาพร้อมกับส่งเล่มเมนูให้กับภรรยาและบุตรสาวคนเล็ก หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยคุณมนต์จึงเปิดประเด็นเรื่องแฟชั่นการกุศลที่ทางสมาพันธ์จัดขึ้น

“พ่อเห็นว่าน่าจะเหมาะกับเมร์ก็เลยเสนอชื่อลูกไป” คุณมนต์เอ่ยกับบุตรสาวคนเล็กที่ดูจะอึ้งเล็กน้อยเพราะเธออยากพักผ่อนเงียบๆโดยปราศจากเรื่องงานอันแสนวุ่นวายเข้ามารบกวนวันพักผ่อนของเธอ

“แล้วงานจะมีขึ้นเมื่อไหร่คะ” เมริศาถามเพื่อที่เธอจะได้ดูคิวงานว่าตรงกันหรือไม่

“ปลายเดือนหน้าน่ะลูก พ่อขอโทษนะที่ไม่ปรึกษาเราก่อน”

เมริศาไม่อยากทำให้ผู้เป็นบิดาคิดมากเธอจึงรับปากพร้อมกับยิ้มหวานให้คุณมนต์ “ไม่เป็นไรค่ะพ่อถือว่าได้ทำงานการกุศลด้วยได้ช่วยงานคุณพ่อด้วยแค่นี้จิ๊บๆค่ะ” หญิงสาวพูดติดตลกเล็กๆเพื่อให้บิดาสบายใจและก็ดูเหมือนจะได้ผลคุณมนต์ดูโล่งใจพร้อมกับขอบใจบุตรสาวที่ยอมรับงานเดินแบบการกุศลในครั้งนี้

“ขอบใจนะลูก” คุณมนต์ลูบศีรษะทุยสวยของบุตรสาวคนเล็ก ก่อนที่อาหารเย็นแสนอบอุ่นของครอบครับชาญวิริญาเริ่มต้นขึ้นโดยมิได้รู้เลยว่าหลังจากนี้จะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปสำหรับเมริศา แต่สำหรับเมษญาซึ่งกำลังอิ่มอร่อยกับซูชิแซลมอนเมนูโปรดที่เธอไม่เคยพลาดเวลามาทานอาหารญี่ปุ่น พลันต้องวางมือตะเกียบลงเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นหญิงสาวไม่รอรอดูหมายเลขสายที่โทรเข้ามาก่อนที่เธอจะรีบกดตัดสายทิ้งเมื่อเห็นเป็นหมายเลขของมิมะแขกวีไอพีของโรงแรมที่คอยตามตอแยเธอไม่เลิก

“ทำไมไม่รับสายล่ะยัยมิ้นต์” คุณมนต์ถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเมษญากดตัดสายโทรศัพท์ด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนแปลกๆ

“เบอร์ใครก็ไม่รู้ค่ะ โทรเข้ามาตั้งหลายครั้งแล้วก็ไม่พูดสงสัยจะเป็นโรคจิต มิ้นต์ไม่อยากด่าให้เสียบรรยากาศเลยใช้วิธีนี้ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวบอกก่อนจะใช้ตะเกียบคีบปลาแซลมอนชิ้นโตสีส้มสดที่จุ่มโชยุผสมกับวาซาบิจนชุ่มเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆๆอย่างเอร็ดอร่อย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะกลืนซูชิชิ้นโตแสนอร่อยลงคอเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“แม่ว่ารับสายไปเถอะยัยมิ้นต์ เผื่อเป็นลูกค้าจะได้ไม่เสียงาน” คุณมณีมาศเอ่ยขึ้นทำให้เมษญาจำต้องออกมาด้านนอกก่อนจะกดรับสายด้วยความรู้สึกหงิดหงุดใจที่มิมะกวนประสาทเธอแม้กระทั่งเลิกงานแล้วก็ตาม

“นี่คุณว่างมากหรือไงถึงโทรหาฉันทุกชั่วโมงแบบนี้” เมษญาแหวใส่ทันทีที่ก้าวพ้นจากรัศมีของครอบครัว

“เช็ดปากก่อนดีไหมคุณ ผมเห็นโชยุเลอะมุมปากคุณด้วยน่ะหรือว่าจะรอให้ผมไปเช็ดให้เหมือนเมื่อกลางวันในลิฟต์”

เมษญายกมือขึ้นเช็ดปากพลางกวาดสายตามองด้วยความตื่นตระหนกสงสัยว่าชายหนุ่มอยู่ตรงส่วนไหนของร้านถึงได้รู้ว่าความเคลื่อนไหวของเธอ

คนบ้า โรคจิต!! นี่คุณสะกดรอยตามฉันหรือหรือไง” หญิงสาวแหวน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว  

“ทึกทักเองตลอดเลยนะคุณ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว ผมจะสะกดรอยตามคุณมาทำไม ในเมื่อร้านอาหารใครๆก็มากันได้ทั้งนั้นถ้าหิวและมีเงินจ่ายจริงไหม” ชายหนุ่มตอบกลับยียวนก่อนจะก้าวเข้ามาหาสาวมั่นที่ตอนนี้ไม่หลงเหลือความมั่นในตัวเมษญานอกจากอาการตื่นตะลึงอย่างไม่คาดคิด

“คะ....คุณ” เสียงหวานอุทานก่อนจะรีบหันหลังหมายจะกลับเข้าไปภายในร้านอีกครั้ง แต่ถูกมือหนารั้งต้นขาไว้เสียก่อน

“จะรีบไปไหนล่ะคุณ ทานมื้อเย็นเป็นเพื่อนผมหน่อยจะเป็นอะไรไป” มิมะรั้งร่างบางให้เดินตามเขาเข้าไปในร้าน แต่มีหรือที่คนอย่างเมษญาจะยอมให้ชายหนุ่มมาบังคับหรือบงการเธอได้ตามอำเภอใจ

“ปล่อยฉันนะคุณ!! เดี๋ยวพ่อกับแม่ฉันเห็นคุณจะเดือดร้อน” หญิงสาวยกเอาบิดามารดามาอ้างเพื่อให้ชายหนุ่มยอมปล่อยเธอ แต่เธอคิดผิดถนัดเพราะมิมะนั้นบ้าดีเดือดกว่าที่เธอคิดไว้นัก

“จริงหรือคุณ ไหนล่ะท่านทั้งสองนั่งอยู่ตรงไหนผมจะได้ขอไปร่วมโต๊ะในฐานะ....ว่าที่ลูกเขย!! อ๋อ...ไม่ใช่พูดผิดต้องในฐานะลูกค้าคนสำคัญของโรงแรม” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับจ้องมองเมษญาด้วยตาเป็นประกายวิบวับ ริมฝีปากเข้มที่เคยฝากรอยประทับบนกลีบปากหญิงสาวคลี่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เมื่อเจอมุขนี้เขาเล่นเอาสาวมั่นอย่างเมษญาถึงกับไปไม่เป็นไม่รู้จะจัดการกับผู้ชายตรงหน้านี้อย่างไร

“ฉัน...ขอร้องนะคะ คุณอย่าแกล้งฉันแบบนี้เลย วันนี้ครอบครัวฉันออกมาทานข้าวพร้อมกัน ถ้าฉันหนีไปทานกับคุณแล้วคุณพ่อคุณแม่จะคิดว่าอย่างไร” หญิงสาวเริ่มใช้ไม้นวมด้วยการพูดดีๆพร้อมกับเหตุผลและก็ดูเหมือนมิมะจะยอมรับฟังแต่โดยดี

“ก็ได้วันนี้ผมยกให้วันนึง แต่ผมจะตัดคะแนนด้านบริการเพราะคุณขัดใจผม” มิมะเลิกคิ้วสูงพร้อมกับปล่อยแขนหญิงสาวก่อนที่เขาจะเลือกมุมที่ลูกค้าไม่พลุ่งพล่านนักนั่งทานอาหารประจำชาติตัวเอง ในขณะที่เมษญาก็รีบกลับไปยังห้องลูกค้าวีไอพีของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังเพื่อกลับไปนั่งทานมื้อเย็นด้วยใจที่ไหวระรัว

 

หลังจากเข้าพบนักธุรกิจหนุ่มเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือบุตรชายไม่ให้ต้องเสียอนาคตอดีตเลขาฯสูงวัยจึงคิดจะตอบแทนด้วยการเป็นสื่อกลางให้กับสุธนาและเมริศาได้รู้จักกัน นายบุญรัตน์จึงโทรไปหานายเจริญซึ่งเป็นเศรษฐีประจำท้องถิ่นของภูเก็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวเมริศาบุตรสาวคนเล็กของนักธุรกิจชื่อดังตามแผนการบางอย่างที่เขาคิดไว้ในใจ เมื่อได้ข้อมูลรายละเอียดที่ต้องการแล้วก็เหลือแค่รอเวลาเท่านั้นในการดำเนินตามแผนการ

“ขอบคุณพี่เจริญนะครับสำหรับข้อมูล”

“ว่าแต่แกถามถึงอยากได้ข้อมูลบุตรสาวคุณมนต์” เศรษฐีท้องถิ่นอดถามไม่ได้ด้วยความสงสัยที่ปกติแล้วนายบุญรัตน์จะสนใจแต่เรื่องธุรกิจและเศรษฐกิจท้องถิ่นเท่านั้นเพื่อเป็นข้อมูลในการมองหาโลเกชั่นให้กับคุณธนวัฒน์ วงศ์นพกานต์บิดาของนักธุรกิจหนุ่มสุธนา เจ้าของโรมแรมและรีสอร์ตชื่อดัง

“ไว้ผมจะบอกพี่นะครับแต่ตอนนี้ผมขอความช่วยเหลือเท่านี้ก่อนครับ” อดีตเลขาฯมือดีบอกปัดเพราะยังไม่อยากให้แผนการที่เขาคิดไว้ต้องรั่วไหลจนกว่าจะถึงเวลาและโอกาสเหมาะมาถึง

“อืม...ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เอง แกก็เคยช่วยเหลือฉันไว้ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่สบายเหมือนทุกวันนี้ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกแล้วกัน” นายเจริญบอกกับต้นสายด้วยน้ำเสียงยินดีและเต็มใจ

“ครับ ขอบคุณพี่เจริญอีกครั้งนะครับ” นายบุญรัตน์วางสายจากเพื่อนสนิทรุ่นพี่พร้อมกับลอบยิ้มในใจ คุณธนาจะต้องพอใจมากๆแน่สำหรับของขวัญที่ผมจะมอบให้ในเร็วๆนี้

กับดักเสน่หา
สลิลฉัตร
www.mebmarket.com
“คุณมันคนเจ้าเล่ห์ ฉันไม่คิดเลยนะว่าคุณจะเป็นพวกลิ้นสองแฉกตลบตะแลง นี่น่ะหรือสุธนา วงศ์นพกานต์ทายาทเวิร์ลเรียลเอสเตทผู้มั่งคั่ง แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากอสรพิษ” เมริศาโพล่งออกไปอย่างเหลืออดพร้อมกับระดมกำปั้นเล็กๆทุบตีไปตามอกกว้าง แม้เรี่ยวแรงที่หญิงสาวประทุษร้ายจะไม่ได้สร้างความระคายเคืองให้กับสุธนาเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยแรงโทสะเพราะความดื้อดึงอวดดีของหญิงสาวทำให้สุธนาลืมตัว “ผมก็ไม่คิดว่านางแบบสาวลูกเศรษฐีอย่างคุณจะปากคอเราะร้ายไม่ต่างจากแม่ค้าในตลาดติดแอร์”“แล้วไอ้โจรชั่วบ้ากามคนไหนที่ใช้ให้ลูกน้องไปจับตัวแม่ค้าปากตลาดอย่างฉันมา” เมริศาทิ้งมาดนางแบบสาวมานิ่งกลายเป็นสาวปากร้ายต่อปากต่อคำอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ“มันจะมากไปแล้วนะเมริศา” “มันน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างคุณ...” เสียงหวานเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคก็ถูกริมฝีปากร้อนกดประทับเรียวปากสีอิ่ม “อื้อ อนอ้า อ่อยอ๊ะ (คนบ้าปล่อยนะ)” หญิงสาวพยายามเปล่งเสียงร้อง แต่ดูอีกฝ่ายจะไม่สดับรับฟังเธอเลยสักนิดนอกจากเพิ่มแรงกดบดเคล้าขยี้จนริมฝีปากบางชอกช้ำด้วยความเอาแต่ใจสุธนาดันร่างบางชนชิดติดกำแพงโดยไม่ยอมถอนจุมพิตร้อนจากกลีบปากแสนหวาน ร่างหนาเบียดชิดจนอกแกร่งบดเบียดกับความนุ่มหยุ่นของทรวงอกอวบจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่านางแบบสาวหุ่นบอบบางจะซ่อนความอวบใหญ่ไว้ภายใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ ร่างสูงถึงกับอดใจไม่ไหวที่จะสัมผัสเนื้อแท้ของความอวบอิ่มนั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha