กับดักเสน่หา (จบแล้ว)

โดย: สลิลฉัตร



ตอนที่ 11 : หึงหรืออย่างไร 50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



หลังจากขับรถออกจากคฤหาสน์ผู้เป็นพี่ชายแล้วนายทินกรก็รีบขับรถมาหาพรรคพวกบังบ่อนใกล้ชานเมืองเพื่อปรึกษาเรื่องสุธนาที่คอยขัดขวางแผนการเขาทุกอย่าง

“ลมอะไรหอบแกมานี่ได้วะทิน” เสริมสินอดีตนักเลงเก่าที่ผันตัวมาเป็นมือขวาของเสี่ยใหญ่เจ้าของบ่อนเถื่อนทักทายเพื่อนเก่าอย่างทินกร

“ก็ลมหงุดหงิดสิวะ แม่งเอ๊ย!” ทินกรสบถออกมาอย่างหัวเสียเมือคิดถึงคำพูดและสายตาเหยียดของสุธนา

“ใครวะแม่งทำให้นักธุรกิจใหญ่ น้องชายเจ้าของรีสอร์ตดังอย่างแกต้องเสียอารมณ์ขนาดนี้” นักเลงใหญ่ถามเสียงกร้าวประหนึ่งอวดศักดาว่าตัวเองแน่นักหนา

“ก็ไอ้สุธนา หลานชายกูนี่แหละ แม่งขัดแข้งขัดขาขวางกูตลอดไม่ว่ากูจะทำอะไร ถ้าแม่งไม่เกิดมานะ บริษัทและทุกอย่างก็คงเป็นของกูไปนานแล้ว คิดแล้วแม่งก็เจ็บใจ” ทินกรระบายความคิดในใจที่เขาเก็บไว้ให้กับเสริมสินได้ฟัง นักเลงใหญ่กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะชี้ทางสว่างให้ทินกร

“แกจะมานั่งโวยวายตีอกชกลมให้เสียเวลาทำไมวะ เก็บมันซะก็สิ้นเรื่อง” ทางออกที่เสริมสินชี้ให้นับว่าน่าสนใจไม่น้อยในความคิดของทินกร เพียงแต่มันยังไม่ใช่เวลานี้

“กูเก็บมันแน่ แต่ต้องรอโอกาสและเวลาอีกสักระยะ”

“ได้ ถ้าแกต้องการแค่บอกว่าเมื่อไหร่ที่ไหน ฉันจะส่งลูกน้องมือดีไปสอยมันให้แกเอง” คนแนะนำตบบ่าทินกรเบาๆเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจคลายกังวล

“เออ.ขอบใจว่ะ ว่าแต่วันนี้พอจะมีให้ฉันนั่งเล่นแก้เซ็งสักล้านสองล้านไหม” ทินกรเอ่ยปากทั้งที่หนี้เก่ายังค้างอยู่เกือบล้านก็ตาม เสริมสินลอบยิ้มในใจเมื่อเหยื่อผีพนันไฮโซอย่างทินกรจะติดกับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ไอ้เริ่มไปเองเงินมาให้คุณทินล้านนึง” นักเลงใหญ่หันไปสั่งลูกน้องก่อนจะส่งแก้วบรั่นดีให้กับทินกรอย่างเอาใจ ทันทีที่เงินก้อนโตวางตรงหน้าผีพนันตัวฉกาจก็เข้าสิงจนลืมสิ้นทุกสิ่งอย่างมีเพียงใจที่ฝักใฝ่ในเกมอบายมุขชั้นสูงที่เหล่าบรรดานักธุรกิจใหญ่หรือใครที่หลงเข้ามาเป็นต้องหมดตัวทุกรายกลับไป

 

ที่ห้องซ้อมเดินแบบของงานแฟชั่นการกุศลของทางสมาพันธ์โรงแรมแห่งประเทศไทยที่จะจัดขึ้นในปลายเดือน ถ้านับถอยหลังแล้วก็เหลือเวลาอีกแค่อาทิตย์เศษๆงานใหญ่ครั้งนี้ก็จะเริ่มขึ้น

“อะจ้า! หนูเมร์ก้าวลูกก้าว โอ๊ะๆๆหยุดนิดนึงค้างไว้ลูกค้างไว้ห้าวิ...แล้วโพสเท้าสะเอวจ๊ะ” ผู้ลำดับคิวบนเวทีบอกกับเมริศาซึ่งก้าวขึ้นเดินด้วยท่วงท่ามาดมั่นตามแบบฉบับนางแบบมืออาชีพที่รู้หลักและเทคนิคในจังหวะการเดิน การหยุดโพสท่ารวมทั้งจังหวะการหมุนตัวเพื่อเดินกลับเข้าหลังเวที เกือบสี่สิบนาทีที่เทริศาซักซ้อมบนเวทีซึ่งหญิงสาวก็มิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรืออิดออดแต่อย่างใดเพราะเข้าใจว่างานการกุศลทุกอย่างจึงต้องทำด้วยใจและความยินดีของตัวเอเอง

แปะๆๆๆ!!

เสียงปรบมือของทีมงานและออแกไนซ์ที่รับหน้าที่ดูแลงานนี้ปรบมือให้สัญญาหมดเวลาซ้อมสำหรับวันนี้ “วันนี้ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ เจอกันอีกทีวันซ้อมใหญ่อีกทีนะคะ” หัวหน้าคุมคิวบนเวทีบอกกับนางแบบกิตติมศักดิ์ทุกท่านเป็นการทิ้งท้าย เมริศาหลังจากพักเหนื่อยไม่ถึงสิบนาทีก็ลาพี่ๆทีมงานก่อนจะตรงกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่หน้าโรงแรมใหญ่สถานที่จัดงานในครั้งนี้โดยมิได้สังเกตว่าเธอกำลังถูกใครบางคนติดตามเธออยู่ตั้งแต่เมริศาก้าวออกจากคฤหาสน์จนกระทั่ง ณ ตอนนี้

“นายครับตอนนี้คุณเมริศากำลังขับรถกลับบ้าน นายจะให้พวกผมตามเธอต่อไปหรือเปล่าครับ” ลูกน้องของนายเจริญถามหลังจากโทรรายงานผู้เป็นนาย

“ไม่ต้อง พวกแกกลับมากันได้แล้ว เดี๋ยวใครเห็นจะผิดสังเกต” เศรษฐีท้องถิ่นสั่งลูกน้องก่อนจะวางสายเพื่อส่งข่าวให้กับเพื่อนสนิทผู้ไหว้วานให้เขาตามติดบุตรสาวคนเล็กของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของโรงแรมดังของภูเก็ต

นายบุญรัตน์เปิดข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่นายเจริญเพื่อนสนิทส่งมาให้ซึ่งเป็นภาพอิริยาบถต่างๆของเมริศารวมทั้งภาพการซ้อมเดินแบบรวมทั้งชื่อสถานที่และกำหนดการจัดงาน

“ขอบคุณพี่เจริญมากเลยสำหรับข้อมูลของคุณเมริศา” บุญรัตน์อดีตเลขาฯมือหนึ่งของนักธุรกิจใหญ่เอ่ยขอบคุณสหายเก่ารุ่นพี่ในสาย

“เรื่องเล็กน่ะ ไม่ต้องคิดมาก” นายเจริญเศรษฐีใหญ่ผู้ไม่เคยลืมบุญคุณของสหายเก่าอย่างบุญรัตน์จึงยอมร่วมมือช่วยเพื่อให้แผนการในครั้งนี้สำเร็จแม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม

“ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเวลาลงมือตามแผนเท่านั้น” คนต้นคิดของแผนการทั้งหมดเอ่ยขึ้น

“ไม่ต้องห่วงลูกน้องฉันทำงานไว้ใจได้ มือดีไม่มีพลาดแน่นอน” เศรษฐีใหญ่บอกทิ้งท้ายเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจก่อนจะกดวางสาย

 

เช้าวันใหม่ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ในการทำงานแต่สำหรับเมษญาแล้วคือวันที่น่าเบื่อเพราะเธอไม่อยากพบเจอใครบางคนที่กระหน่ำโทรหาเธอตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นจนกระทั่งเธอตัดสินใจปิดเครื่องในที่สุดเพื่อตัดหน้าชั่วคราวแม้รู้ว่ามันจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดีเท่าไรแต่เธอขอเลือกที่จะพักความสับสนทุกอย่างลงชั่วคราวก่อนที่จะรู้สึกเป็นบ้าไปเสียก่อน ผู้บริหารสาวมองสำรวจตัวเองผ่านกระจกเงาของโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้า หน้า ผม ก่อนที่หญิงสาวจะคว้ากระเป๋าถือแบรนด์หรูฝั่งยุโรปซึ่งสนนราคาใบหนึ่งเฉียดเจ็ดหลักขึ้นมาถือก่อนจะก้าวออกจากห้องด้วยท่วงท่ามั่นใจเหมือนเช่นทุกวันที่ไปทำงาน

“คุณมิ้นต์จะรับโจ๊กหรือว่าอเมริกันเบรคฟาสท์คะ” แม่บ้านสูงวัยบอกกับเมษญาซึ่งทรุดกายนั่งลงประจำที่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ขอกาแฟกับขนมปังปิ้งก็พอค่ะ” เมษญาบอกเสียงเรียบก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาจนไม่ทันสังเกตเห็นคุณมนต์ผู้เป็นบิดที่กำลังเดินตรงมาที่โต๊ะอาหารพร้อมกับคุณมณีมาศผู้เป็นภรรยา

“ทำไมวันนี้ลงมาเร็วจังล่ะยัยมิ้นต์” คุณมณีมาศถามบุตรสาวพร้อมกับทรุดกายลงนั่งประจำที่

“พอดีจะรีบไปเคลียร์งานน่ะค่ะ คุณพ่อคะเดี๋ยวมิ้นต์จะขับรถไปเองนะคะ พอดีช่วงเย็นมิ้นต์มีธุระน่ะค่ะ” หญิงสาวรายงานผู้เป็นบิดาแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มไม่กี่อึกร่างบางก็ลุกขึ้นตรงไปยังพาหนะส่วนตัวที่จอดนิ่งยังลานจอดรถของคฤหาสน์

เมษญาใช้เวลาเพียงไม่นานหญิงสาวก็มาถึงโรงแรมหรูซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเธอและดูเหมือนวันนี้เธอจะมาทำงานก่อนพนักงานในแผนกคงเพราะเธอมาก่อนเวลาเข้างานของพนักงานร่วมชั่วโมงและด้วยความเคยชินก่อนทำงานในทุกๆวันเมษญาจะต้องเดินตรวจตราในแต่ละแผนกซึ่งในวันนี้ก็เช่นเคย หญิงสาวก้าวออกจากห้องทำงานของตัวเองลงไปยังชั้นล่างเพื่อตรวจดูการทำงานของพนักงานฝ่ายลูกค้าประชาสัมพันธ์

ในระหว่างที่สาวมั่นกำลังจะเปิดประตูก้าวออกจากห้องจู่ๆร่างสูงของชายหนุ่มที่เธอพยายามหลบหน้าก็ดันประตูแล้วแทรกเข้ามาภายในห้องทำงานของเมษญาอย่างเร็วจนสาวมั่นไม่ทันได้ตั้งตัว

"คะ..คุณ ออกไปนะที่นี่ห้องทำงานผู้บริหารลูกค้าอย่างคุณไม่มีสิทธิ์มายุ่มย่าม” เสียงหวานแหวใส่พร้อมกับถอยหลังกรูดเนื้อตัวสั่น ดวงตาคู่สวยจับจ้องร่างสูงอย่างระแวดระวังทุกฝีก้าวที่ชายหนุ่มประชิดเข้ามา

“ลูกค้าวีไอพีอย่างผมน่าจะเป็นข้อยกเว้นนะครับคุณเมษญา หรือคุณจะให้ผมเขียนรายงาน ว่าโรงแรมคุณบริการลูกค้าได้แย่มาก แถมผู้บริหารยังออกปากไล่ลูกค้าซะเสียงแปร๋นอีกต่างหาก” มิมะพูดยั่วพร้อมกับสาวเท้าเข้าหาเจ้าของห้องสาว

“ฉันถามคุณจริงเถอะ คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ในเมื่อข้อมูลของฝ่ายการตลาดฉันก็ให้คุณไปหมดแล้ว” เมษญาถามเสียงเขียวด้วยความไม่พอใจที่ชายหนุ่มยังตอแยวอแวเธอไม่เลิก มิมะไม่ตอบแต่ปราดเข้าไปประชิดสาวมั่นก่อนจะโอบเอวคอดพร้อมกับรั้งร่างบางเข้าหาตัวจนเมษญารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากกายแกร่ง

“ผมก็ต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณรวมทั้ง...” ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแอบแฝงแถมยังพูดให้เมษญาคิดไปไกลด้วยความหวั่นไหวมากขึ้นไปอีก

“คนบ้า โรคจิต ฉันจะฟ้องทางเซเว่นสตาร์ว่าคุณ...อ๊าย!” สาวมั่นไม่กล้าพูดจนจบประโยคเพราะความรู้สึกกระดากอายและขวยเขินในใจเมื่อนึกถึงจุมพิตร้อนแรงที่ชายหนุ่มประทับตีตราไว้บนริมฝีปากเธอถึงสองครั้งสองครา มือบางที่พยายามผลักดันร่างสูงให้ออกห่างเปลี่ยนเป็นกำปั้นเล็กๆทุบตีไปตามแผงอกกว้างเพื่อให้ชายหนุ่มปล่อยเธอให้เป็นอิสระ

“คุณนี่ซาดิสม์ใช่เล่นเลยนะ นอกจากจะชอบวางอำนาจคนอื่นๆแล้วยังชอบใช้กำลังอีก แบบนี้มันน่า...” มิมะยิ้มยั่วพร้อมกับโน้มใบหน้าคมเข้าไปใกล้แก้มนวลจนปลายจมูกโด่งคมเฉียดชิดจมูกโด่งรั้นของสาวมั่น

“ปล่อยฉันนะคุณ ไม่อย่างนั้นฉันจะตะโกนเรียกให้คนข้างนอกเข้ามาลากคุณออกไปโยนไว้หน้าโรงแรม” เมษญาขู่ฟ่อราวกับลูกแมวคำรามใส่ราชสีห์ แต่ชายหนุ่มอย่างมิมะผู้ชอบกำราบปราบพยศคนดื้อรั้นมีหรือจะกลัวคำขู่แบบเด็กๆของอีกฝ่าย

“ดีสิ ผมอยากให้พนักงานของคุณแห่เข้ามาดูหนังสดที่นำแสดงโดยผู้บริหารสาวที่ตีท่าวางมาดขรึมแต่แท้ที่จริงแล้วเร่าร้อนดุจนางแมวป่า” มิมะตั้งใจพูดยั่วอารมณ์อีกฝ่ายด้วยความสนุกปาก เมษญาถึงกับโกรธจัดกับคำพูดของอีกฝ่าย หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงดันร่างสูงให้ออกห่างก่อนจะฝากฝังรอยมือให้กับชายหนุ่มได้รู้สึกและสำนึกว่าเธอไม่ใช่ของเล่นที่ใครจะมาปั่นหัวยั่วอารมณ์เพื่อความสำราญใจ

เพี๊ยะ!! เสียงฝ่ามือบางกระทบลงบนซีกหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มจนมิมะรู้สึกชาไปทั้งแถบ

“นี่สำหรับความคิดทุเรศๆที่คุณโพล่งออกมาได้อย่างน่ารังเกียจที่สุด ออกไปจากห้องของฉันได้แล้ว” เมษญาโกรธจนตัวสั่นพร้อมกับเอ่ยปากไล่มิมะอย่างไม่แยแสว่าชายหนุ่มจะเป็นแขกคนสำคัญของโรงแรมก็ตาม มิมะนิ่งอึ้งชั่วขณะก่อนจะเอาคืนคนตัวเล็กด้วยวิธีการของเขาที่จะทำให้สาวมั่นอย่างเมษญาต้องจำไปจนวันตาย

ร่างสูงก้าวเข้าหาผู้บริหารสาวอีกครั้งพร้อมกับกระชากร่างบางเข้ามาปะทะอกแกร่งก่อนจะกดแนบริมฝีปากร้อนลงมาบดขยี้กลีบปากสีซากุระอีกครั้งอย่างแรงด้วยความกรุ่นโกรธเดือดดาลที่คุกรุ่นในความรู้สึกของชายหนุ่มในขณะนี้

“อื้ย อื้ม..” เมษญาพยายามขัดขืนดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้หลุดพ้นจากสัมผัสร้อนร้ายและอ้อมกอดรัดแน่นของมิมะชายหนุ่มขี้เล่นที่จู่ๆก็เปลี่ยนเป็นชายหนุ่มอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจชอบใช้กำลังขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดเมษญาไม่อาจรู้ได้ เธอรู้แค่เพียงรสสัมผัสจาบจ้วงรุนแรงทว่าดื่มด่ำลึกล้ำดูดกลืนเรี่ยวแรงของเธอแทบมลายหายไปจนหมดสิ้น

“หึๆๆ...ที่แกล้งโมโหใส่อารมณ์กับผมเพราะต้องการให้ผมทำอย่างเมื่อกี้ใช่ไหมล่ะ” มิมะถอนจุมพิตร้อนดุจเปลวเพลิงจากกลีบปากสีหวานที่บวมเจ่ออย่างเห็นได้ชัดก่อนจะถามน้ำเสียงและสายตาติดจะดูแคลนจนเมษญารู้สึกชาไปทั้งหน้าไม่คิดว่าจะได้คำยินคำพูดดูแคลนจากอีกฝ่าย

“ออกไปจากห้องทำงานของฉันเดี๋ยวนี้” เมษญาไล่ชายหนุ่มเสียงลั่นพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ประตู ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความเจ็บแค้นกับการกระทำจาบจ้วงและคำพูดดูถูกของชายหนุ่มที่ทำให้เธอรูสึกหวั่นไหว คนถูกไล่กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือไล้ริมฝีปากตัวเองๆพร้อมกับจับจ้องมองเมษญาไม่วางตา

“ผมออกไปแน่ แต่เที่ยงนี้คุณต้องมาทานข้าวเที่ยงกับผม” มิมะสั่งเสียงเรียบแต่ในน้ำเสียงราบเรียบกลับแฝงพลังอำนาจบางอย่างสั่นคลอนความรู้สึกสาวมั่นอย่างเมษญาอย่างไม่น่าเชื่อ

“ทะ...เที่ยงนี้ฉันมีนัดกับลูกค้าแล้ว” หญิงสาวโกหกน้ำเสียงประหม่าเล็กๆ ภายในใจภาวนาขอให้ชายหนุ่มออกไปจากห้องของเธอเร็วๆก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็น ชายหนุ่มมองดูอากัปกิริยาท่าทางของผู้บริหารสาวก็รู้ได้ทันทีว่าเธอนั้นต้องการปฏิเสธคำชวนของเขาโดยการโกหกซึ่งมิมะจับพิรุธได้ทันทีจากน้ำเสียงและท่าทางของหญิงสาว

“เคยมีใครบอกหรือเปล่าว่าคุณโกหกไม่เก่งเลยนะเมษญา ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องเอาลูกค้ามาอ้าง ผมจะบอกอะไรให้นะ ยิ่งคุณทำแบบนี้ผมยิ่งอยากเอาชนะ แม้จะต้องบีบบังคับขืนใจกันก็ตาม” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นเดียวกับสายตาคมมุ่งมั่นทรงอำนาจที่ทำให้หัวใจของผู้บริหารสาวอย่างเมษญาสั่นไหว

ทันทีที่ร่างสูงก้าวออกจากห้องไปเมษญาถึงกับระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรงหากแต่หัวใจดวงน้อยยังสั่นระรัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha