กุหลาบนอกแจกัน

โดย: linin



ตอนที่ 8 : อัพเพิ่ม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

คุณานนท์ขับรถมาส่งจันทานีที่บ้าน ท่าทางเขายังดูอึ้งๆ กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ปากเขายังออกร้อนกับแรงบดขยี้นั้นจนต้องใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มสลับข้างไปมา

 จันทานีเองที่นั่งเงียบอยู่ก็เสหัวเราะขึ้น

“ไงคิดถึงจูบนั่นอยู่เหรอ”

“รู้สึกผิดนิดหน่อย เราไม่น่าเลย” ชายหนุ่มถอนหายใจ ยกมือขึ้นมาลูบแก้ม รอยฝ่ามือยังเป็นรอยห้านิ้วอยู่บนแก้ม เห็นตัวเล็กๆ แบบนั้น แต่มือหนักเป็นบ้า

“คงเมาละมั้ง เลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบ” หญิงสาวปลอบใจ เพราะรู้ดีว่าคุณานนท์เป็นผู้ชายประเภทสุภาพบุรุษจ๋า ไม่ฉวยโอกาสกับผู้หญิง กับเธอเองถึงจะอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานมาสองปีเต็มๆ แต่นั่น เธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“เมาได้ไง เรายังไม่ได้ดื่ม”

“อย่างนั้นก็บันดาลโทสะ ช่างเถอะน่าเธอก็ตบเรียกสติครุฑให้แล้วไง”

ลูก

“เช่นกันจ้ะ ขอบคุณมากนะสำหรับทุกอย่าง” จันทานียื่นมือมาบีบมือเขา โบกมือลาแล้วลงจากรถไป  เธอเองก็รู้สึกเบาโหวงในอกชอบกลกับภาพที่เห็นอดีตคนรักจูบกับคนอื่นต่อหน้า

เธอหึงงั้นเหรอไม่จริงหรอก

หญิงสาวยิ้มเศร้าให้กับตัวเอง ความรักความหลังที่เคยมีให้กันมาลอยวน แต่พยายามปัดออกไปให้ไกลห่าง เพราะถ้าเธอรู้สึกกับเขามากกว่าเพื่อนสนิท เธอเองต่างหากที่จะต้องเจ็บ

 

เมื่อแกล้งทำเป็นลืมเหตุการณ์เมื่อคืนนี้แล้ว มณีมัญช์กับมธุจักษ์ก็ทั้งกินทั้งเที่ยวกันชนิดลืมโลก กว้านซื้อทุกอย่างที่อยากได้ราวกับผลิตเงินได้เองก็ไม่ปาน ก็เพราะชีวิตคนรวยมันดีแบบนี้ หญิงสาวจึงเกลียดและกลัวความจนเป็นที่สุด

“ไปไหนต่อดีแก”

“โอ๊กแลนด์ไหมแก”

“มีอะไรที่นั่น”

“ก็มี

มธุจักษ์ไม่ทันตอบโทรศัพท์มือถือของมณีมัญช์ก็ดังขึ้น หญิงสาวกดรับสาย ทันทีที่ได้ยินเสียงเธอตอบรับ ปลายสายก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาก่อน หัวใจเธอหล่นวูบ ตั้งแต่แม่แต่งงานกับบิดาเลี้ยง ชีวิตท่านสมบูรณ์พูนสุขจนเธอเคยคิดว่าร่างกายของแม่ได้หยุดสร้างน้ำตาไปแล้ว

“เกิดอะไรขึ้น แม่เป็นอะไร”

“ป๊าป๊าเสียแล้ว”

“อะไรนะคะ!

หญิงสาวรู้สึกเหมือนพื้นที่ยืนอยู่โคลงเคลง เหมือนแผ่นดินตรงหน้าได้ถล่มลงมาแล้วดูดกลืนร่างเธอให้ตกลงไปในหลุมดำ แต่ยังหวังว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ใช่ความจริง

 “มะแม่ว่าอะไรนะคะ”

“ป๊ารถคว่ำ ตอนกลับจากงานเลี้ยง”

มือไม้ของมณีมัญช์เย็นเฉียบ น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหนไหลพราก มธุจักษ์ต้องเขย่าตัวเธออยู่หลายครั้งกว่าที่หญิงสาวจะรู้สึกตัว เธอกลืนน้ำลายเหนียวหนึบลงคอ แขนขาอ่อนแรงจนโทรศัพท์หลุดจากมือ

“เกิดอะไรขึ้นเมี่ยง”

“แก” หญิงสาวโผเข้ากอดเพื่อนรัก ร้องไห้จนตัวโยน “ป๊าตายแล้ว ป๊าตายแล้ว”

มธุจักษ์ใจหาย เขาเองเข้านอกออกในบ้านสกุลวัฒนาจนเกือบจะเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง สหัจชัยเป็นผู้ชายที่ใจดีมาก ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกอบอุ่น

“ใจเย็นๆ ก่อน กลับไปตั้งสติที่ห้องก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะไปจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้” มธุจักษ์ก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วรุนตัวเพื่อนรักออกไปเรียกแท็กซี่

 หญิงสาวทำตามคำสั่งเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่ว่าจะถูกสั่งให้หันซ้ายหรือหันขวาก็พร้อมจะทำตาม เพราะยามนี้สมองเธอขาวโพลน ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลยนอกจากรับรู้ว่านับจากวินาทีนี้ไป บิดาไม่อยู่กับเธอแล้ว

มธุจักษ์ช่วยเพื่อนรักเก็บเสื้อผ้า เพราะดูท่ามณีมัญช์คงยังไม่หายจากอาการช็อกง่ายๆ ใครจะไปคาดคิดว่าสหัจชัยจะจากไปอย่างกะทันหันแบบนั้น

“เมี่ยง” มธุจักษ์แตะมาบนแขนของมณีมัญช์ กายบางสั่นสะท้านจนต้องดึงเข้ามากอดอีกรอบ

“ป๊าไปแล้วมธุ ป๊าจากพวกเราไปแล้ว”

“ใจเย็นๆ ก่อนเมี่ยง แกหยุดร้องไห้ก่อน ยังไงท่านก็จากไปแล้ว แกต้องเข้มแข็งนะ จะได้เป็นหลักยึดให้แม่แกไง” มธุจักษ์เตือนสติ

หญิงสาวนึกห่วงมารดา เธอรีบโทรกลับบ้าน แต่มัลลิกายุ่งเกี่ยวกับงานศพจนไม่มีเวลารับสาย มีเพียงแม่บ้านที่พูดไปร้องไห้ไปจนเธอแทบฟังไม่รู้เรื่อง

 

หลังมธุจักษ์จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินได้แล้ว มณีมัญช์ก็รีบกลับเมืองไทยทันที ทันทีที่ย่างเหยียบมาถึงบ้าน บรรยากาศเศร้าสร้อยก็อบอวลไปทั่วบ้าน ทุกคนสวมชุดดำไว้ทุกข์ สีหน้าทุกข์ตรม

 เข่าเธออ่อนจนเดินไม่ไหว ต้องให้มธุจักษ์เป็นคนประคองเข้าไปในบ้าน เมื่อเข้ามาก็เห็น มัลลิการ้องไห้จนเป็นลม มีแม่บ้านปรนนิบัติพัดวีอยู่

“แม่”

หญิงสาววิ่งเข้าไปหา เรี่ยวแรงที่หล่นหายไปกลับมาทันทีกับสภาพของมารดาผู้อ่อนแอ หมดแล้วหลักยึดหนึ่งเดียวของเธอกับแม่

“เมี่ยง” มัลลิการ่ำไห้ สวมกอดบุตรสาวแนบแน่น ใบหน้าที่เคยสวยสดงดงามทรุดโทรมเพราะอดนอน และร้องไห้มาอย่างหนัก

“เกิดอะไรขึ้นคะแม่”

มัลลิกาสะอื้นจนตัวโยน เล่าเรื่องสะเทือนใจออกมาไม่ได้ คำนาง แม่บ้านจึงเป็นฝ่ายเล่าแทน

“ท่านไปงานเลี้ยง ไอ้เมืองมันเป็นคนขับรถ แต่มันแอบกินเหล้าระหว่างที่ท่านเข้าไปในงานเลี้ยง รถก็เลยเกิดอุบัติเหตุชนกับเสาไฟฟ้า ทั้งไอ้เมือง ทั้งท่านก็

หญิงสาวโบกมือให้หยุดเล่า เพราะทนฟังไม่ไหวเช่นกัน พอเห็นสภาพอ่อนแอของมารดาแล้ว เธอก็ร้องไห้ไม่ออกได้แต่จับมือเย็นๆ ของท่านมากุม

“ป๊าอยู่ที่ไหนแม่”

“อยู่ที่วัด ไปอาบน้ำแต่งตัวไปลูก”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ ไม่ทันได้หยัดกายลุก สุรีรัตน์กับสงกรานต์ พี่สาวและน้องชายของบิดาเลี้ยงก็เข้ามาในบ้าน ท่าทีของคนทั้งคู่ที่มีต่อเธอสองแม่ลูก ผ่านไปกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 มัลลิกายกมือไหว้แต่มณีมัญช์ยังยืนเฉย เธอยังจำได้ดีว่าเมื่อตอนที่เธอกับแม่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ โดนดูถูกดูแคลนมาอย่างไรบ้าง

“จองหองไม่เคยเปลี่ยนนะแม่มณีมัญช์”

“เมี่ยงอย่าเสียมารยาท” มัลลิกามองดุ หญิงสาวจึงยอมยกมือไหว้แกนๆ

“ที่เรามานี่ ต้องการมาคุยเรื่องห้างฯ สยามมอล แล้วไหนจะสมบัติมากมายของสหัจชัย ในเมื่อเขาไม่ได้ทำพินัยกรรมอะไรไว้ ฉันในฐานะพี่สาวคนโตก็จะเป็นคนจัดการ” สุรีรัตน์ประกาศกร้าวทั้งที่ศพของน้องชายยังคาอยู่ที่วัดทำให้มัลลิกาเจ็บใจ

“คุณพี่คะ จะพูดเรื่องสมบัติก็รอให้ผ่านพ้นงานศพคุณสหัจชัยไปก่อนได้ไหมคะ”

“พูดตอนไหนมันก็เหมือนกัน เพราะขืนชักช้าก็อาจจะถูกอีพวกปลิงสูบเลือดสูบเนื้อไปอีก เพราะเท่าที่โดนไปเป็นสิบปีนี่ก็ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน”

“ใช่ เธอมันก็เป็นแค่ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าที่มาแต่ตัว อย่าหวังว่าจะเอาสมบัติของตระกูลเราไปถลุงได้อีกเลย” สงกรานต์บอกบ้าง

 ตอนนี้เขาเองก็มีปัญหาหนัก บริษัทผลิตอะไหล่ยนต์ของเขากำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หากได้เงินจากสมบัติมากมายของพี่ชายมาช่วย เขาก็คงประคับประคองบริษัทให้เดินต่อไปได้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha