กุหลาบนอกแจกัน

โดย: linin



ตอนที่ 9 : อัพเพิ่ม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“พูดตอนไหนมันก็เหมือนกัน เพราะขืนชักช้าก็อาจจะถูกอีพวกปลิงสูบเลือดสูบเนื้อไปอีก เพราะเท่าที่โดนไปเป็นสิบปีนี่ก็ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน”

“ใช่ เธอมันก็เป็นแค่ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าที่มาแต่ตัว อย่าหวังว่าจะเอาสมบัติของตระกูลเราไปถลุงได้อีกเลย” สงกรานต์บอกบ้าง

 ตอนนี้เขาเองก็มีปัญหาหนัก บริษัทผลิตอะไหล่ยนต์ของเขากำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หากได้เงินจากสมบัติมากมายของพี่ชายมาช่วย เขาก็คงประคับประคองบริษัทให้เดินต่อไปได้

“แต่ดิฉันเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณสหัจชัย และเท่าที่ดิฉันทราบ สมบัติที่พวกคุณได้ไปจากคุณพ่อก็ได้เท่าๆ กัน แล้วพวกคุณจะมาเรียกร้องอะไรจากสามีฉัน” มัลลิกาไม่ยอมแพ้ เก็บความเสียอกเสียใจเรื่องสามีเอาไว้ก่อน เพราะเรื่องเงินสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ มันสำคัญมากกว่า เธอจะยอมให้สองคนนี้มาพรากความสุขสบายจากเธอกับลูกไม่ได้เป็นอันขาด

“เธอ” สุรีรัตน์ชี้หน้า เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ

“ไม่ว่าคุณสหัจชัยจะทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ แต่ใครก็จะมาฉกฉวยอะไรไปจากฉันไม่ได้ เพราะฉันจดทะเบียนสมรสกับเขา ถ้าพวกคุณมีอะไรสงสัยก็ให้คุยกับทนาย” มัลลิกาเสียงแข็งกลับ ไม่ยอมง่ายๆ

สองพี่น้องเจ็บใจ ไม่คิดว่าจะโดนตอกกลับมาแบบนี้

“แต่เราสองคนเป็นพี่น้องแท้ๆ คลานตามกันออกมา สมบัติที่มันงอกเงยมามากมายของสหัจชัยก็เป็นของคุณพ่อฉันทั้งนั้น”

“นั่นเพราะความสามารถของคุณสหัจชัย เขาเคยบอกฉันว่าพ่อของพวกคุณแบ่งสมบัติให้เท่าๆ กัน แต่พวกคุณทำงานพลาดเอง พอพลาดก็เที่ยวมาขอหยิบยืมคุณสหัจชัย อย่าคิดว่าฉันไม่รู้”

สุรีรัตน์หน้าม้าน แต่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ “งั้นก็เจอกันในศาลเถอะ”

“คิดเหรอว่าผู้หญิงการศึกษาเท่าเธอ จะสู้พวกเราได้ ไม่มีทาง” สงกรานต์ชี้หน้า “กลับไปคิดให้ดีนะมัลลิกา คิดได้แล้วก็โทรกลับมาหาเรา ถ้าตกลงกันได้ เธอกับลูกก็จะมีสมบัติติดตัวกลับไป แต่ถ้าขืนดื้อดึง อาจจะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง เหมือนตอนที่มา เธอมันก็มาแต่ตัว”

“ออกไปจากบ้านฉัน” มัลลิกาเสียงเข้ม “ไม่มีการคุยอะไรกันทั้งนั้น”

“จองหอง อวดดี คอยดูนะ ถ้าฉันชนะคดี แกจะไม่ได้อะไรสักสตางค์แดงเดียว” สุรีรัตน์ชี้หน้าแล้วฉุดข้อมือน้องชายให้ออกไป

พอสองพี่น้องล่าถอย เท่านั้นความเข้มแข็งของมัลลิกาก็หดหาย เริ่มหนักใจเพราะรู้ว่าสองพี่น้องหน้าเลือดคู่นี้ไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะแม่ เมี่ยงไม่ยอมง่ายๆ หรอก” มณีมัญช์เองก็ปัดความเสียอกเสียใจทิ้งไปเหมือนกันเมื่อเริ่มรู้สึกถึงภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามา พอมธุจักษ์ขอตัวกลับไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปร่วมฟังพระสวดที่วัด เธอก็ขยับเข้ามากระซิบกระซาบ

“แม่แม่ว่าป๊าจะทำพินัยกรรมไว้ไหม”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณสหัจชัยยังแข็งแรง ไม่คิดว่าจะมาอายุสั้นอย่างนี้ พูดแล้วก็ใจหาย ไม่มีใครจะดีกับเราสองแม่ลูกได้เท่านี้อีกแล้ว”

“นั่นสิคะแม่ ตอนที่เมี่ยงรู้ข่าว เมี่ยงทำอะไรไม่ถูกเลย ตอนป๊ายังมีชีวิตอยู่ เมี่ยงไม่เคยทำอะไรให้ป๊าภูมิใจเลยสักอย่าง คราวนี้เมี่ยงจะไม่เที่ยวแล้ว จะตั้งใจทำงานแทนป๊า ท่านจะได้ภูมิใจ” หญิงสาวบอกถึงความตั้งใจทำให้มัลลิกายิ้มออก กอบใบหน้าบุตรสาวมาใกล้

“ถ้าป๊ารู้ ป๊าจะต้องดีใจ”

มณีมัญช์พยักหน้าแข็งขัน แต่หากเธอรู้ว่าความตั้งอกตั้งใจในการทำงานของเธอจะพลิกชีวิตเธอไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เธอคงเลือกจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยมากกว่า

 

งานสวดอภิธรรมศพ สหัจชัย สกุลวัฒนา มีผู้คนมาร่วมงานกันคับคั่ง เพราะเขาเป็นคนกว้างขวาง ทั้งคู่ค้าทางธุรกิจและพนักงานในห้างสรรพสินค้า แล้วไหนจะญาติพี่น้องของสหัจชัยที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะขับไล่มัลลิกากับลูกออกไปจากบ้าน

พวกเขาไม่ยอมรับเธอทั้งคู่มาแต่แรก เพราะมัลลิกาเป็นผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าแถมยังมีลูกติดมาด้วย ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้สหัจชัยเลย นอกจากช่วยกันถลุงสมบัติที่หามาได้

“ทำเป็นบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ เล่นละครเก่งจริงๆ” สุรีรัตน์เบ้ปากเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของมัลลิกาที่แม้ไม่มีเสียงสะอื้นแต่น้ำตาก็ไหลอยู่ตลอดเวลา

มัลลิกาเชิดหน้า ใครจะว่าอย่างไรเธอไม่สน เพราะน้ำตาของเธอเกิดจากความเสียใจและอาลัยสามีจริงๆ

“ใช่ เราจะปล่อยให้มันเอาสมบัติของพี่ชัยไปไม่ได้นะ เงินไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้าน”

“ไม่รู้ว่าทำพินัยกรรมแล้วหรือยัง ยิ่งรักยิ่งหลงนังสลัมนี่อยู่ด้วย” สุรีรัตน์หนักใจ หันมามองหน้าบุษดี น้องสาวคนสุดท้องที่เอาแต่เงียบ “แกไม่คิดจะออกความเห็นอะไรเลยเหรอบุษ แกเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดกับสหัจชัย สมควรที่เขาจะยกบริษัทให้เธอดูแลต่อดวยซ้ำ”

บุษดี สตรีสาวใหญ่วัยสี่สิบสองปีเหยียดยิ้ม ไอ้วิธีการโง่ๆ อย่างที่พี่สาวกับพี่ชายเธอกำลังทำอยู่ ไม่มีอยู่ในสมองเธอหรอก สองแม่ลูกคู่นั้นไม่ใช่คนที่จะใช้วิธีขู่ให้กลัว จนยอมคืนสมบัติให้

“พูดอะไรละคะ ก็พี่ชัยแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับมัลลิกาไปแล้วนี่ ส่วนบุษก็ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารคนหนึ่งต่อไปก็เท่านั้น”

“แกมันโง่ นั่นมันสมบัติของป๊าทั้งนั้น จะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาถลุงเล่น สองแม่ลูกนั่นวันๆ เอาแต่ใช้เงิน ไม่นานก็หมด ถ้าเป็นของพี่น้องเราคนใดคนหนึ่งก็ว่าไปอย่าง ฉันจะไม่ว่าอะไรสักคำ” สุรีรัตน์บอกยิ่งทำให้บุษดีเหยียดยิ้ม มั่นใจว่าไม่นานสมบัติพวกนั้นจะต้องกลายเป็นของเธอ  เมื่อนั้นหวังว่าพี่สาวเธอจะจำคำพูดตัวเองได้ว่า ถ้าเป็นของพี่น้องคนใดคนหนึ่งจะไม่ว่าอะไร

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha