กุหลาบนอกแจกัน

โดย: linin



ตอนที่ 24 : อัพเพิ่ม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

มณีมัญช์ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ มันปลุกเธอแล้วปลุกเธออีก เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลุก พอดังแสบแก้วหูมากๆ เข้าก็ตั้งท่าจะโยนทิ้ง แต่เมื่อมือควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาได้ก็ทะลึ่งพรวด

“หกโมงครึ่ง เหลือเวลาชั่วโมงเดียว!

หญิงสาวกระโดดลงจากเตียงคว้าผ้าเช็ดตัวหายเข้าห้องน้ำ  อาบน้ำใช้เวลาไม่นาน แต่แต่งหน้าเธอต้องให้เวลากับมันเป็นพิเศษ กว่าจะแต่งหน้าให้สวยซึ้งหวังสะกดใจว่าที่เจ้าบ่าว มณีมัญช์ก็แทบวิ่งขาขวิดเพราะเวลาเหลืออีกแค่ห้านาที เธอไม่อยากให้เขารอ ตั้งแต่วันแรกที่นัดกัน

มณีมัญช์วิ่งลงบันไดมาจนแทบจะลื่นไถล มัลลิกาได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งจึงเปิดประตูห้องนอนออกมา แปลกใจที่เห็นบุตรสาวแต่งกายด้วยชุดเหมือนจะออกไปทำงาน

“ไปไหนเมี่ยง”

“ไปทำงานน่ะแม่”

“งาน? แกได้งานทำเหรอ” มัลลิกาเลิกคิ้ว ทำหน้าแปลกใจ

“ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง ไปแล้วนะคะ” หญิงสาวโบกมือลาแล้วถือรองเท้าจากชั้นวางออกไปด้วย  กว่าจะวิ่งผ่านถนนคอนกรีตเล็กมาถึงประตูหน้าบ้านก็เล่นเอาหอบกิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ช้าไปสามนาที  การไม่มีคนใช้มาคอยเปิดประตูให้แขก มันลำบากแบบนี้เอง

พอเปิดประตูรั้วบ้านก็เจอกับรถยนต์คุ้นตาของคุณานนท์ ทำให้เธอเห็นว่าเขาเป็นผู้ชายที่ตรงต่อเวลามาก มากจนเธอแอบคิดว่าต่อไปเขากับเธอคงใช้ชีวิตร่วมกันลำบากอยู่สักหน่อย

“มานานหรือยังคะ” เธอถามเมื่อชายหนุ่มลงมาเพื่อเปิดประตูรถให้เธอนั่ง

“ไม่นานครับ เพิ่งมาถึงไม่กี่นาทีนี้เอง เชิญครับ” ชายหนุ่มเชื้อเชิญ พอขึ้นมานั่งรถด้วยกันได้ คุณานนท์ก็ลองหยั่งเชิง “คุณมณีมัญช์ทำงานที่ไหนนะครับ”

“สยามมอลค่ะ เอ่อหมอครุฑเรียกฉันว่าเมี่ยงก็ได้นะคะ” หญิงสาวยิ้มหวานหยดให้ ในมือเธอมีแฟ้มงานหลายอย่าง อุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อความสมจริง

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ สีหน้าครุ่นคิด จนเมื่อรถจอดหน้าสยามมอล เขาจึงแจ้งเรื่องรถ

“รถของคุณเมี่ยงทางอู่นัดไปรับรถวันศุกร์นะครับ ระหว่างนี้ผมจะไปรับส่งคุณ นอกจากวันไหนผมติดเคสสำคัญจริงๆ แต่ผมจะโทรบอกล่วงหน้า”

“ขอบคุณมากเลยนะคะ ที่จริงเมี่ยงนั่งแท็กซี่ก็ได้นะคะ จะได้ไม่รบกวนคุณ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นฝ่ายผิดที่ขับรถไม่ระวัง อีกอย่างก็แค่ห้าวันเอง โชคดีมาก ที่ช่วงนี้ทางอู่เขาไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่”

“ค่ะโชคดีมาก” หญิงสาวกัดฟันบอก เวลาแค่ห้าวัน เธอจะจีบเขาติดหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้แบบนี้เธอน่าจะขับรถชนเพิ่มให้มีหลายๆ แผลหน่อย

“เจอกันหกโมงเย็นนะครับ หรือถ้าคุณเลิกงานก่อนก็บอกผมได้” ชายหนุ่มบอกเมื่อรถจอดหน้าสยามมอล

“ค่ะ ไว้เย็นนี้ฉันขอเลี้ยงข้าวคุณเป็นการตอบแทนบ้างนะคะ”

“เอ่อ” ชายหนุ่มลังเล ทำให้มณีมัญช์อดหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้ หากเป็นผู้ชายคนอื่น เขาคงเสนอตัวเลี้ยงข้าวเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว คงไม่ต้องรอให้เธอชวนเองแบบนี้หรอก

“ถ้าคุณรังเกียจ

“ไม่ครับ ตกลง” ชายหนุ่มยิ้มรับ

หญิงสาวลงจากรถ โบกมือลาแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในสยามมอล แล้วหลบมุมไม่ยอมเข้าไปข้างใน ดึงแว่นกันแดดมาบดบังใบหน้า รอจนรถของคุณานนท์ผ่านไปแล้วจึงค่อยออกมา พยายามเลี่ยงหลบไม่ให้ใครเห็น แต่โชคร้ายที่ชนเข้ากับยติยา ที่ลืมของไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงรีบมาแต่เช้า เพราะกลัวของหาย

“ขอโทษค่ะ” มณีมัญช์เอ่ยขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็หน้าตึง ยติยายิ้มเยาะ

“มาทำงานแต่เช้าเลยนะคะท่านประธาน อุ้ยตายลืมไป ว่าโดนปลดกลางอากาศแล้ว”

มณีมัญช์กำมือแน่น หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่ปล่อยให้ยติยามายืนประชดแดกดันฉอดๆ แบบนี้ แต่เวลานี้เธอไม่เอาตัวไปยุ่งกับคนอย่างนี้เป็นดีที่สุด เพราะเรื่องเสียๆ หายๆ ของเธอที่เหม็นโฉ่ไปทั่ววงการไฮโซในตอนนี้ก็มาจากปากเน่าๆ ของยติยาทั้งนั้น

หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสูง ต่อให้สีขาวบนตัวจะหลุดร่อนจนใครต่อใครเริ่มจะมองเห็นแล้วว่าแท้จริงเนื้อแท้เธอก็มาจากกา แต่เธอก็ยังอยากดันทุรังอยู่ในฝูงหงส์ต่อไป เธอเดินต่อ และไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับอดีตคนเคยเป็นเพื่อน แต่ยติยายังสาวเท้าตามติด

“เธอมาทำอะไรที่นี่”

“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบพนักงานระดับล่างอย่างเธอ”

“หึไม่เหลืออะไรแล้วยังปากดีอีกนะมณีมัญช์” ยติยายิ้มเยาะ สาแก่ใจเธอเป็นที่สุดในวันที่คางคกอย่างมณีมัญช์ตกลงมาบนดิน และเธอเตรียมจะเหยียบมันซ้ำให้จมไปกับดิน

“หุบปากเน่าๆ ของเธอซะยติยา ฉันไม่อยากเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ”

“ทำปากดี เธอเองมันก็จนตรอก ไม่มีทั้งพิมเสน ทั้งเกลือนั่นแหละมณีมัญช์”

“แก” มณีมัญช์กางฝ่ามือขึ้นสูง แต่เพราะพนักงานเริ่มเข้าบริษัทที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกสูงของห้างสรรพสินค้าสยามมอลจึงลดมือลง แล้วหมุนตัวออกไป มียติยาเบ้ปากตามหลัง

“โธ่เอ๊ย นึกว่าจะแน่”

มณีมัญช์สะกดความรู้สึกเจ็บแค้นไว้ในอก หมดเวลาคร่ำครวญหวนไห้ ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกิดจากความโง่ของเธอ  เธอก็จะหาทางแก้ปัญหาที่เธอก่อขึ้นเอง

หญิงสาวออกจากสยามมอล ไม่รู้จะไปไหนจึงโทรหามธุจักษ์ แต่เพื่อนเธอมีธุระเรื่องหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ คนว่างงานอย่างเธอจึงเดินเตร่ในห้างสรรพสินค้าหนึ่งที่ถือเป็นคู่แข่งของสยามมอล เธอเดินผ่านร้านเสื้อแบรนด์เนมที่เมื่อก่อนเคยโหมซื้อจนแทบไม่มีที่เก็บ แต่เดี๋ยวนี้เธอได้แต่มองผ่าน

มองผ่าน

ใช่ เธอมองผ่านและเดินผ่านไปได้ราวๆ สองสามก้าว เสื้อสีแดงอันเป็นสีโปรดก็ดึงดูดให้เธอก้าวถอยหลัง พอเปิดประตูเข้าไปและเจอพนักงานเอ่ยชม และบอกว่าเสื้อราคาตัวละหลายพันบาทนั้นเหมาะกับเธอมาก เธอก็ควักเงินในกระเป๋าซื้อมาหลายชุด กว่าจะรู้ตัวว่าสิบนาทีเธอใช้เงินไปสามหมื่นบาทก็เมื่อตอนออกมายืนตากแดดอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า

“ตายแล้วมณีมัญช์” หญิงสาวอุทานขึ้นเมื่อเปิดดูเงินในกระเป๋าที่เหลือเงินติดอยู่ไม่กี่ร้อยบาท เธอโทษความเคยชินที่ทำให้เธอหลงลมกับคำหวานของพนักงาน แต่เงินเจ็ดร้อยบาทในกระเป๋า หลังใช้มันกินข้าวเที่ยงคงเหลืออยู่ไม่ถึงร้อย แล้วถ้าคุณานนท์ไม่มารับเธอขึ้นมา มีหวังได้โหนรถเมล์กลับบ้านแน่

โอ๊ยอยากจะบ้าตาย

มณีมัญช์ตัดใจ จากที่คิดว่าจะเข้าไปกินร้านอาหารดีๆ แถวนี้ แต่เมื่อมองเงินในกระเป๋าก็ต้องตัดใจ เดินกลับเข้าไปในห้างสรรพสินค้า เพื่อกินข้าวในศูนย์อาหาร ข้าวหนึ่งจานกับน้ำส้มซักแก้ว คงหมดไม่ถึงร้อย เคยลำบากมามากกว่านี้มาแล้ว แค่นี้ทำไมจะทนไม่ได้

หญิงสาวบอกกับตัวเองแล้วขึ้นลิฟต์ไปยังศูนย์อาหารที่อยู่บนชั้นสี่ แต่ตอนออกมาจากลิฟต์สวนเข้ากับคนรู้จักที่เคยพบปะกันในวงการไฮโซสองคนที่มาพร้อมกับเปรมสินี น้องสาวปัญญวัต

“อ้าวพี่เมี่ยง ไม่คิดว่าจะเจอที่ห้างนี้” เปรมสินียิ้มทักทาย ปรายตามองถุงร้านดังในมือมณีมัญช์ทำให้หญิงสาวเพิ่งนึกขอบใจตัวเองที่ซื้อเสื้อมาหลายตัว  อย่างน้อยมันก็กู้หน้าเธอมาได้บ้าง

“แหมปลา พี่เมี่ยงเขาก็คงมาสำรวจห้างฯ คู่แข่งนั่นแหละ จะได้เอาไปปรับปรุงห้างตัวเอง” คนพูดบอกอย่างนั้นแต่หลุดเสียงหัวเราะหยามหยันที่เหมือนน้ำร้อนเดือดๆ สาดเข้ามาบนใบหน้าของมณีมัญช์

“จริงด้วยนะ” เปรมสินีเออออแล้วมองป้ายศูนย์อาหาร “พี่เมี่ยงกำลังจะไปกินข้าวเหรอคะ ไปกินร้านนั้นด้วยกันไหมคะ”




+++ สนใจรูปเล่ม สั่งได้ที่เพจบ้านนิยายลินินค่ะ 220 บาท จัดส่งฟรีค่ะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha