ล่ารักเจ้าสาวแจ็คพ็อต

โดย: chineserose



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตกกระไดพลอยโจน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เมื่อธันยาพัฒน์และปภาณพิชญ์เข้ามาถึงภายในฮอลล์ที่จัดการแข่งขัน เธอและเขาก็ไปยืนประจำที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทางบ้านที่ทีมงานทำสัญลักษณ์เอาไว้ก่อนแล้ว

“น้องสองคนเข้าร่วมแข่งจากทางบ้านใช่ไหมจ๊ะ?” ทีมงานหนุ่มคนหนึ่งถามขึ้นเมื่อธันยาพัฒน์และปภาณพิชญ์เดินเข้ามาภายในบริเวณจุดมาร์คของการแข่งขัน

“ใช่ครับ” เขาตอบก่อนหน้ามาสบตาคนที่สวมบทบาทเป็นคนรัก ปภาณพิชญ์ยิ้มบาง หากแก้มทั้งสองเริ่มแดงเรื่ออย่างน่ารัก นี่ยังไม่รวมหัวใจที่เต้นแรงเกินปกติอีกด้วย เธออาจจะประหม่ามากเกินไป ใครจะรู้ว่าเล่นเกมโชว์ออกทีวีมันจะน่าตื่นเต้นขนาดนี้เนี่ย ไม่ลองไม่รู้หรอกของแบบนี้ แล้วยังเป็นเกมที่ต้องสวมบทบาทเป็นคู่รักกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันอีก จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไรกันล่ะ คนนะ! ไม่ใช่อิฐไม่ใช่ปูนจะได้ไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึก...

เขาไม่ตื่นเต้นบ้างหรือไงนะ... หน้านิ่งเชียว เขาเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ปภาณพิชญ์คิดอย่างสงสัยเมื่อเห็นชายหนุ่มยังคงรักษาอารมณ์ ไม่มีอาการของความตื่นเต้นให้เห็นเลยสักนิดเดียว

“ใช่... เอ่อ” ทีมงานคนหนึ่งอ้ำอึ้งถามเหมือนว่าเขาจะคุ้นๆ หน้าชายหนุ่ม เหมือนว่าเคยเจอกันที่ไหน หรือเป็นคนสำคัญอะไรสักอย่างแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกสักที มันติดอยู่ที่ปาก

“น้องแทน! มาเร็ว เข้ามาๆ เดี๋ยวแทนกับแฟนเซ็นต์ชื่อรายงานตัวผู้เข้าแข่งขันตรงนี้นะ ใกล้เริ่มแล้ว” ทีมงานสาวอีกคนหนึ่งแนะอย่างคล่องแคล่ว

“ครับ/ค่ะ” ทั้งปภาณพิชญ์และธันยาพัฒน์ตอบประสานเสียงกัน

“ขอบคุณค่ะ” ปภาณพิชญ์เอ่ย จากนั้นทั้งสองก็ลงชื่อบนเอกสารที่ได้รับมาเรียบร้อยก็มีเจ้าหน้าที่พาทั้งสองไปยืนที่จุดผู้เข้าแข่งขันที่มาร์คจุดไว้แล้ว ปภาณพิชญ์หันไปมองโดยรอบ ทั้งฝั่งซ้ายและขวา แต่ละคนดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มีดาราคนดังมาร่วมเกมด้วย ดาราที่เป็นข่าวว่าคบกันมาร่วมแข่งในวันนี้สองคู่ ที่เหลืออีกแปดคู่จะเป็นผู้ชมจากทางบ้าน รอบแรกจะคัดให้เหลือห้าทีม และสามทีมสุดท้าย จะชิงกันให้เหลือเพียงทีมเดียวเท่านั้นในรอบแจ็คพ็อต ปภาณพิชญ์ดูแล้วสงสัยทีมตนจะตกรอบแรกเพราะไม่ใช่คนรักกันจริงๆ ถ้าเจอพวกคำถามที่ต้องมาเดาใจกัน คงจอดเพราะเพิ่งรู้จักกันไม่นานนี้ แต่เอาเถอะตกรอบเร็วก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะได้กลับบ้านเร็ว หญิงสาวอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว

“ตื่นเต้นหรือ?” ชายหนุ่มถามเสียงอ่อนโยน

“นิดหน่อยค่ะ”

“ตั้งสติเอาไว้ นึกถึงเงินรางวัล... และที่เราเตียมกันไว้” เขาก้มลงกระซิบ

ปภาณพิชญ์นึกถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ใต้เงาร่มไม้หลังกองถ่าย ค่อนข้างปลอดผู้คน ชายหนุ่มจูงมือเธอมานั่งเงียบๆ เพื่อพูดคุย ซักซ้อมทำความรู้จัก ก่อนที่จะเข้าไปเล่นเกม

คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม?

เราต้อง... ชายหนุ่มหันซ้ายแลขวา เมื่อปลอดคนจึงพูดต่อ เตี๊ยมกันก่อนไงคุณ เราต้องทำความรู้จักกันน่ะ เกมนี้มันเกม คู่รัก ผมเดาว่ารายการต้องถามถึงความชอบ หรือให้เดาใจคู่รัก อะไรประมาณนี้ ชายหนุ่มว่า

ก็จริงของคุณนะ ปภาณพิชญ์ฟังอย่างคล้อยตาม

เอาล่ะ เราเริ่มกันเลย

เริ่มจากอะไรดีคะ?

วันเกิด... วันเดือนปีเกิด

หนุ่มสาวคุยกัน ตั้งแต่วันเกิด ราศี ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น ที่มาของชื่อเล่น อุปนิสัยใจคอ เพื่อนๆ ตั้งฉายาว่าอะไรบ้าง แต่ละฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง

โอเค... คิดว่าเรารู้จักกันมากขึ้นหรือยัง? ชายหนุ่มถาม แววตาเขามีประกายความเอาใจใส่อย่างเต็มเปี่ยม มันก่อเกิดความอบอุ่นในใจของหญิงสาวอย่างประหลาด ไม่คาดคิดว่าความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดจากชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันเพียวไม่ถึงครึ่งวัน

ก็... รู้จักมากกว่าตอนแรกค่ะหญิงสาวตอบ เวลาในการทำความรู้จักมีค่อนข้างจำกัด แต่ก็ยังดีกว่าเข้าไปร่วมเกมโดยที่ต่างก็ไม่รู้จักกันเลยแม้เพียงตื้นลึกหนาบาง

ดีมากเขาเอ่ยน้ำเสียงฟังดูอบอุ่นอ่อนโยน ทำไมเจ้าหล่อนจึงเซ้นซิธีฟไปหมด หรือเป็นเพราะว่าเธอเพิ่งเสียใจจากผู้ชายอีกคนมาหมาดๆ พอมาเจอผู้ชายอีกคนที่ทำดีด้วย แสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใย ก็ทำเอาคล้อยตามไปง่ายๆ

อยากรู้อะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย เขาหยุดชะลอ ก้มมองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เรายังพอมีเวลา เขาเอ่ย

คุณชอบเรียนอะไรคะเธอตั้งคำถาม แววตารอฟังอย่างตั้งใจ

ศิลปะ ผมชอบถ่ายภาพ วาดภาพแต่เล่นดนตรีไม่ชอบนะ ถ้าให้ฟังก็โอเค แล้วคุณล่ะ

ฉันชอบเรียนประวัติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือทุกอย่าง แต่ไม่ชอบวิชาพละศึกษา ฉันไม่ชอบออกกำลังกาย

ต่อไปอ้วนแน่ ชายหนุ่มแกล้งพูดเย้าพร้อมยิ้มบางมุมปากข้างหนึ่งดูละมุน หญิงสาวหัวเราะบ้าง ก่อนจะใช้นิ้วเรียวเกี่ยวปอยผมที่ปลิวตามเกรียวลมแผ่ว ขึ้นมาทัดหู เขาสบตาจ้องเธออย่างหลากหลายอารมณ์

มีคำถามอีกมั้ย?

ไม่แล้วค่ะ

เอาล่ะ ยังไงเราก็เตรียมตัวเรียนรู้กันมาระดับหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็คงต้องแล้วแต่พรหมลิขิต

ฟ้าลิขิตมั้ยคะ พรหมลิขิตนั่นคงต้องเป็นแฟนกันจริงๆ เธอแก้ให้ เขายิ้มกว้าง ก็จริง...ชายหนุ่มคิดอย่างคล้อยตาม

ถ้ารายการถามว่าเรามีโครงการแต่งงานเมื่อไหร่ เราจะตอบยังไงดี?

ปีหน้าสิ

ไวขนาดนั้น?

รออะไร?

แล้วจัดงานแต่งงานแบบไหน?

สไตล์ทาซานดีมั้ย?

อะไรจะโลดโผนขนาดนั้นคะ?

งั้นชายทะเล... ผมรู้ว่าสาวๆ ชอบ

ฉันอาจจะเป็นสาวๆ ส่วนน้อยก็ได้

แต่งแบบเขมรมั้ย จัดที 12 ครั้งเลย

ทำไมจักนานขนาดนั้น เปลืองงบประมาณ

ตามความเชื่อโบราณไง

แต่งแบบไทยนี่ละค่ะ เอาแบบทางเหนือก็ได้

ก็ดี... แม่ผมเป็นสาวเหนือ เชื้อสายลานนาเก่าเลย

งั้นตกลงตามนี้ ตอบให้ตรงกันนะคะ

“เท่าที่เคยดูรายการ เขาก็ไม่น่าจะถามยากเกินนี้หรอก เขาจะให้คู่รักทายใจกัน ที่เหลือก็เป็นคำถามเกี่ยวกับความรัก การแต่งงานหรืออะไรๆ เทือกนั้น”

“เน้นโรแมนติกสินะคะ” เธอเดา

“คำถามไม่เท่าไหร่ แต่กิจกรรมร่วมกันในเกมน่ะสิ เราต้องแข่งกับเวลาเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ คู่รักแต่ละคู่จะเชือดเฉือน รู้แพ้ รู้ชนะกัน ก็ตรงนี้ล่ะ” ชายหนุ่มเล่า เขาก็เป็นแฟนรายการเกมโชว์รายการนี้อยู่เหมือนกัน บางเทปสนุกฮากระจาย พอๆ กับแก๊งค์สามช่าเลยที่คู่รักเล่นเกมมุ่งเอาชนะจนล้มลุกคุกคลาน

“ไม่รู้เกมในวันนี้จะเป็นยังไงนะคะ” เธอครางเบาแผ่ว

“ก็ไม่รู้ครับ ว่าแต่... มีคำถามเกี่ยวกับผม... ที่คุณอยากรู้เพิ่มเติมอีกมั๊ยครับ?” เขาทวนถามอีกครั้ง สายตาตรึงบนใบหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์น้อยชิ้น ลิปกลอสสีเชอร์รี่สุกโดดเด่น ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ากลีบปากชุ่มฉ่ำของเธอก็สะกดเขาได้ไม่ยากเลย

น่าจูบเหมือนกันนะนี่... โอย... มึงคิดเหี้...ย อะไรวะไอ้แทน!’ ชายหนุ่มเอ็ดตัวเองในใจ มันใช่เวลามาคิดอกุศลมั้ย!

 

เมื่อทีมงานรายการตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว เกมก็เริ่มต้น เสียงปรบมือเกรียวกราวของผู้ชมรายการในห้องส่งกลั้วกันกับเสียงกรี้ดกราดหวีดวิ้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แสงสีบนเวลาวิบวับ กลิ่นไดร์ฟไอซ์เจือจางๆ จนสัมผัสได้จากการหายใจ บรรยากาศโดยรอบทำให้ทั้งสองคนตื่นเต้น โดยเฉพาะหญิงสาว ไม่เคยประหม่าตื่นเวทีจนเหงื่อชุ่มมือทั้งสองข้างแบบนี้มาก่อน หัวใจเต้นรัวจนจะกระเด็นออกมานอกอกอยู่แล้ว

“สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่... รายการ “Jackpot Love, Lover Couple Game รักพลิกล็อคหรือแจ็คพ็อตเลิฟ” รายการเกมโชว์สำหรับ คู่รักที่จะทำให้คุณรักกันมากยิ่งขึ้น” พิธีกรหนุ่มกล่าวเปิดรายการ ก่อนที่จะหยุดมองไปยังพิธีกรสาวให้ดำเนินรายการรับส่งกันตามสคริปต์

“หรือไม่ก็รักพลิกล็อคถึงขั้น เลิกกันไปเลย” พิธีกรคู่สำทับอย่างมีอารมณ์ขัน ส่งผลให้คนดูในห้องส่งปรบมือเกรียวกราวระคนกับเสียงกรี้ดกร้าดสนั่นฮอล์

“เฮ้ย! ไม่ครับ ไม่ๆ ทางรายการเราไม่สนับสนุนให้กลับไปแล้วเลิกกันนะครับ” พิธีกรหนุ่มช่วยพูดแก้หน้าทะเล้น

“สวัสดีค่ะ/ครับ” พิธีกรทั้งสองกล่าวทักทายผู้ชมทางบ้านและผู้ชมในห้องส่ง ก่อนที่จะสวัสดีกันและกันอีกรอบ

“สวัสดีครับน้องต้นเห็ด” พิธีกรหนุ่มเสียงทะเล้น

“สวัสดีค่ะพี่เพชรจั๊กกะจี้ ชื่อจริงๆ คือเพชรนะจ๊ะ ไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เพชรจ้า แต่ว่าเกิดสปีชี่ส์เดียวกัน คือก่อนมาเป็นพิธีกร นั่นคือทำอาชีพดีเจมาก่อน”

“จะย้อนไปไกลอะไรขนาดนั้นครับน้อง เอาละครับเรามาลุยกันเล้ย” พิธีกรหนุ่มพูดต่อเพื่อนำคุณผู้ชมเข้ารายการ เสียงปรบมือดังเกรียวกราว

“แขกผู้เข้าร่วมรายการของเราสิบคู่ในวันนี้ สองทีมจากดาราเซเบริตี้ และอีกแปดทีมจากทางบ้าน” พิธีกรคู่ชายหญิงแนะนำผู้เข้าร่วมการแข่งขันแต่ละคนแนะนำตัวพอให้ได้รู้จัก เป็นรายการที่ไม่มีสคริปต์ใดๆ นอกเสียจากว่ามีหัวข้อที่สำคัญของธีมในวันนั้นๆ

การแข่งขันรอบแรกเป็นสามเกมที่แต่ละคู่จะต้องเล่นตามกติกามีสามเกมด้วยกัน ส่วนคู่ของธันยาพัฒน์กับปภาณพิชญ์นั้นผ่านเข้ารอบไปได้ด้วยดี มาถึงขั้นนี้หัวใจปภาณพิชญ์เต้นแรงไม่หยุด ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้

ทางรายการมีช่วงเบรก ถ้าในการถ่ายทำมันก็มีช่วงพักเบรกให้ทีมงานและคนเข้าร่วมการแข่งขันได้พักดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำ เขาจะตัดตามนาทีที่ออกอากาศจริง เป็นช่วงๆ เมื่อออกอากาศจริงๆ มันจะเว้นว่างไว้ร้อยสปอตโฆษณา

เมื่อกลับเข้ารายการ การแข่งขันดำเนินไประยะหนึ่ง แทรกการเล่นเกม- ความยากลำบากที่พระเอกกับนางเอกฝ่าฟันจนถึงรอบแจ็คพ็อต จนกระทั่งคัดเฟ้นหาผู้เข้ารอบก่อนแจ็คพ็อตที่จะต้องเหลือเพียงสามทีมเท่านั้นที่นอกจากจะวัดดวงว่ามาพร้อมความเฮงแล้ว ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ในเกมก็ต้องชิงไหวชิงพริบกันอีกด้วย ก่อนที่จะเข้าไปในรอบลึกสุดๆ ด้วยการตอบคำถามที่ยากที่สุดในสามโลก

 “นี่เราเข้ารอบสามทีมสุดท้ายจริงๆ หรือคะ?” ปภาณพิชญ์ถามอย่างไม่เชื่อตัวเอง

“ครับ” เขาตอบขณะจับมือเรียวเล็กขึ้นมาสัมผัสปลายคางตนเอง “รู้สึกอะไรไหม?” เขาถามอ่อนโยน

“ระ... รู้สึก? รู้สึกอะไรคะ?” หญิงสาวถึงกับติดอ่าง สมองมึนตื้อไปชั่วครู่หนึ่ง

“ก็ถ้าคุณสัมผัสได้ว่านี่คือคางของผม... เราสองคนก็ไม่ได้ฝันน่ะสิ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ชวนใจเต้นแรงเสียเหลือเกิน เพราะแค่เขายืนนิ่งๆ ก็เหมือนมีออร่าเจ้าเสน่ห์กระเด็นเข้าตาปภาณพิชญ์อย่างไรอย่างนั้น อย่ากระนั้นเลยเจ้าหล่อนเพิ่งจะถูกทิ้งหมาดๆ จะตกหลุมรักใครง่ายๆ มันก็ดุจะไวเกินไป ขอเวลาตั้งตัวและพักใจ ให้หญิงสาวได้เข้มแข็งกว่านี้จะดีกว่าไหม...

“ค่ะ... คางคุณนุ่มดีจัง” เธอเพิ่งตั้งสติพาตัวเองออกจากภวังค์ เอ่ยตอบไปด้วยอาการขวยเขิน จู่ๆ มีชายหนุ่มรูปงามมาเชยคางตนขึ้น ระยะสบประสานสายตาใกล้กันถึงขั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา เป็นสาวน้อยนางไหนก็ต้องใจเต้นแรงทั้งนั้น

“ครับ เราไม่ได้ฝัน เราเข้ารอบแจ็คพ็อต!” เขาบอก

เสียงพากษ์จากวีทีอาร์ถูกแสดงบนจอมอร์นิเตอร์ขนาดใหญ่บนเวทีแข่งขันที่ใช้เป็นฉากด้านหลังของเวทีโพเดี้ยมประกาศกติกาเล่นเกม

คำถามรอบแจ็คพ็อต.... มีด้วยกัน 3 ชุดคำถาม เป็นคำถามที่ยากที่สุดในสามโลก

คำถามข้อที่ 1 จะนำคู่รักแจ็คพ็อตไปถึงเงินรางวัล 100,000 บาท เมื่อคู่รักตอบคำถามข้อต่อไปได้ รางวัลจะทวีคูณเป็น 200,000

คำถามข้อที่ 2 เงินรางวัลตั้งต้นที่ 100,000 บาท ตอบถูกรางวัลจะเพิ่มเป็น 200,000 และรางวัลจะทวีคูณเป็น 400,000 เมื่อคู่รักแจ็คพ็อต ตอบคำถามข้อต่อไปได้

คำถามข้อที่ 3 เงินรางวัลตั้งต้นที่ 400,000 บาท ตอบถูก รางวัลจะทวีคูณเป็น 800,000 บาท รวมค่าหัวสะสมคนละ 100,000 บาท ยอดรวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท แต่เงินครึ่งหนึ่งจะให้คู่รักแจ็คพ็อตแบ่งเงินไปทำบุญ

เมื่อตอบถูกทั้ง 3 คำถาม คู่รักแจ็คพ็อตจะได้รับกุญแจไขหัวใจ เพื่อเข้าสู่คำถามสุดท้าย

ตอบถูกรับไปเลยครับเงินรางวัล 500,000 บาท นั่นหมายความว่า แจ็คพ็อตจะแตกแล้ว นอกจากเงินรางวัล ยังได้รับบ้านจากโครงการหมู่บ้าน โครงการหรูอยู่สบายมูลค่าล้านต้นๆ  พร้อมทริปฮันนี่มูนที่บาหลี 3 วัน 2 คืนค่ะ

หลังจากเสียงบนจอวีทีอาร์เงียบลง คู่รักผู้เข้ารอบตัดเชือกต่างก็ยืนนิ่งตัวแข็ง มือเย็นเฉียบ เพราะตื่นเต้นจนถึงขีดสุด เงินรางวัลล่อตาล่อใจ ล่อกิเลสก็มากมายพอจะทำเอาหัวใจวายยิ่งกว่าถูกล็อตตารี่รางวัลเลขท้ายสองสามตัวทั้งหน้า-กลาง-หลัง แล้ว นี่มันยิ่งลุ้มระทึกเวลาอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากที่ส่งเสียงชียร์จนแทบไม่ได้ยินเสียงตวเอง

“เอาละครับ เรากลับเข้ามาในเกม “จะรักพลิกล็อตหรือแจ็คพ็อตแตก! พิธีกรชายนำกลับเข้ามาในรายการ น้ำเสียงและท่าทางยังคงตื่นเต้น กระตุ้นเร้า

“รอบแจ็คพ็อตแล้วค่า” พิธีกรประกาศด้วยเสียงตื่นเต้น

“มาถึงรอบนี้ มีสามทีมสุดท้าย... แจ็คพ็อตจะแตกหรือไม่อยู่ที่พวกคุณแล้วนะครับ” พิธีกรหนุ่มถามราวกับว่ากำลังบิ้วความตื่นเต้น

“พร้อมยังคะ?” พิธีกรสาวท่าทางมั่นใจ มั่นหน้าและออกจะบ้าในบางครั้งเอ่ยขึ้นถาม พร้อมยิ้มกว้างส่งมาที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน

พิธีกรหนุ่มถามแล้วลากเสียงแบบนี้ยิ่งตื่นเต้น ทำให้ปภาณพิชญ์นึกถึงน้ำเสียงและกิริยาของพิธีกรรายการเกมโชว์ชื่อดังแห่งยุค หากเอ่ยชื่อ ย่อมไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาเป็นพิธีกรดำเนินรายการนี่มีอิทธิพลมากทั้งกิริยาอาการและน้ำเสียงของเขาสามารถสะกดคนดูและยังบิ้วคนเข้าแข่งขันให้ตื่นเต้นอีกด้วย พวกเขาเก่งจริงๆ ปภาณพิชญ์คิดขณะที่ท่ามกลางรอบตัวเธอมีเสียงกรีดร้องและปรบมือเกรียวกราวไปทั่ว ทำให้รายการสนุก ตื่นเต้น

“ครับ/ค่ะ” ผู้เข้าแข่งขันตอบเป็นเสียงประสาน ฟังดูหนักแน่น

“เอาละครับ สำหรับเกมในรอบแจ็คพ็อตนี้ มีกติกายังไงครับต้นเห็ด” เพชรจั๊กกะจี้ พิธีกรหนุ่มมาดทะเล้นถามขึ้น เขาทำท่าเต้นไปด้วยเป็นสีสันให้รายการสนุกสนาน

“กติกาก็คือ...” พิธีกรสาวหยุดพูด เพื่อให้ผู้ชมในรายการจดจ่อรอฟัง ทำให้บรรยากาศมีความตื่นเต้นขึ้น ดูเหมือนทั้งห้องส่งกำลังตั้งใจฟัง “ทีมงานจะมีลูกไข่พลาสติกที่ภายในบรรจุชื่อสัตว์ชนิดต่างๆมาให้ฝ่ายชายเลือกนะ”

“จากนั้นยังไงต่อครับต้นเห็ด?” เสียงพิธีกรหนุ่มถามอย่างกระตือรืนร้น

“ทีมงานของเราจะเดินไปหาฝ่ายหญิงค่ะ แล้วให้เธอหยิบซองคำถามขึ้นมา” ต้นเห็ดตอบทันควัน

“โอย... ตื่นเต้นจังครับ” เพชรจั๊กกะจี้สานรับท่าทางตื่นเต้น

“เราสองคนจะถาม คำถามที่เธอเลือกค่ะ” พิธีกรสาวว่า ผู้ร่วมแข่งขันพยักหน้ารับรู้กันเป็นแถว

“แล้วฝ่ายชายจะเป็นคนตอบนะครับ” ผู้ดำเนินรายการฝ่ายชายพูดเสริม พวกเขายังคงกระตุ้นเร้าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตามธรรมชาติของนักเอ็นเตอร์เทน

เสียงกรี้ดดังขึ้นมาสำทับ เพราะมีทีมงานคุมสเตทให้ส่งเสียง รายการจะได้ดูตื่นเต้น

“ถ้าฝ่ายชายตอบถูก เงินรางวัลที่อยู่ด้านหลังแผ่นคำถามจะเป็นของทั้งคู่ค่ะ” พิธีกรสาวอธิบายเสียงร่าเริงตื่นเต้น

“แล้วถ้าตอบผิดล่ะครับต้นเห็ด?” พิธีกรหนุ่มยิงคำถาม รับส่งกันอย่างสนุกสนานและต่างก็รู้จังหวะกันเป็นอย่างดี ส่งให้ผู้ชมในห้องส่งสนุกคล้อยตามและมีเสียงปรบมือระคนกรี้ดกร้าดดังอยู่เป็นระยะๆ

“ฝ่ายชาย... เลือกเจ้าสัตว์อะไรไว้น้าน...” พิธีกรลากเสียงยาว ทำให้ยิ่งระทึกเข้าไปใหญ่ “เขาจะต้องจูบปากกับเจ้าสัตว์ตัวนั้นค่ะ” พิธีกรสาวสรุป พร้อมฉีกยิ้มกว้างชวนขัน

“แอร้ยยยย น่ากลัว นั่นหมายความว่า” พิธีกรชายรับส่งมุกอย่างยอดเยี่ยม ยิ่งทำรายการตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ

“เลือกงู” ต้นเห็ดขาน

“จูบงู” เพชรจั๊กกะจี้รับมุก

“เลือกจิ้งจก” พิธีกรสาวว่าต่อน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมทำท่าเต้น

“จูบจิ้งจก”

“เลือกชะมด”

“แน่นอน... จูบชะมดค่ะ”

“แล้วถ้าเลือกตุ๊กแก”

“จูบม้าลายละมังคะ เย้ยยยยย ก็ต้องจูบตุ๊กแกสิคะพี่เพชรจั๊กกะจี้!

“แต่เดี๋ยว! น้องต้นเห็ดคะ นี่เกมเรามีแต่สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ประหลาดอย่างนั้นเหรอครับ”

“ถูกต้องค่ะ” พิธีกรสาวสำทับ

“ทำไมมีแต่สัตว์น่ากลัวล่ะครับ”

“เพื่อพิสูจน์ค่ะ”

“พิสูจน์อะไรครับ?”

“พิสูจน์รักแท้... ที่พ่อทูนหัว... มีให้กับแม่ทูนหัวยังไงละคร้าบบบ” เท่านั้น พอสิ้นเสียงพิธีกรหนุ่มสาว เสียงกรี้ดของผู้ชมในห้องส่งก็ปรบมือเกรียวกราวพร้อมเสียงกรีดร้องสนุกสนานจนลั่นไปทั้งฮออล์ จนผู้เข้าร่วมการแข่งขันตื่นเต้นขาสั่น เหงื่อผุดพรายทั้งที่ภายในนั้นติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ

ด้านธันยาพัฒน์และปภาณพิชญ์มองหน้ากันอย่างด้วยยิ้มเจื่อนๆ ทำไมเทปนี้ วิธีการเล่นและกติกาดูโหดจัง ของแบบนี้ต้องพึ่งโชค โชค โชคสถานเดียวเท่านั้น

“เอาละค่ะ ใกล้เวลาเร้าระทึก”

“การแข่งขันรอบแจ็ตพ็อต ที่สามทีมสุดท้ายจะต้องแบตเทิ้ลกันแล้ว”

“เราเหลือสามทีม คือทีม A ทีม B และทีม C เราจะจับคู่แบตเทิ้ลกัน แพ้คัดออก จากสามจะเหลือสองทีม”

“และสองทีมจะแบตเทิ้ลกันจนกระทั่งได้ทีมผู้ชนะ จะรับรางวัลแจ็คพ็อตไป๊ เย้ๆๆ”

เสียงปรบมือดังลั่นฮอล์อีกครั้ง คราวนี้ยาวนานพอสมควร ทีมงานด้านล่างจึงยกมือขึ้นสั่งให้หยุด  จากนั้นผลการจับสลากปรากฎว่า ทีม A ต้องแบตเทิ้ลกับทีม C ก่อน โดยทีมที่ชนะจะเข้าไปแบตเทิ้ลต่อกับอีกทีมที่เหลือ โดยทีม B ของธันยาพัฒน์และปภาณพิชญ์ยืนลุ้นอยู่ที่แท่นโพเดียมประจำทีม จู่ๆ หญิงสาวก็คว้ามืออุ่นของชายหนุ่มมากุมเอาไว้เพื่อดับอาการตื่นเต้น

“เป็นอะไรหรือคุณ?” ธันยาพัฒน์ถาม ร่างสูงก้มมองคนร่างเล็กอย่างอ่อนโยน แววตาเขาช่างดูอบอุ่นเหลือเกินในเวลานี้ นี่ทั้งสองกำลังร่วมทุกข์ร่วมสุขและร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางคือเงินรางวัลแจ็คพ็อตสินะ แปลกจริง สถานการณ์แบบนี้ มันบีบบังคับให้ทั้งสองสนิทกันโดยอัตโนมัติชัดๆ เลย เพราะเธอมองเขา ทำให้รู้สึกว่ารู้จักคุ้นเคยและเหมือนว่าเคยผูกพันกันแบบนี้มาก่อน...

“ฉันกลัวค่ะ” เสียงหวานตอบ

“กลัวทำไม?” เขาตอบกลับเป็นเชิงปลอบด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนของเขา หัวใจหญิงสาวทาบทอไปด้วยความอบอุ่นจากดวงตาเขา ผู้ชายอะไร หล่อ เท่ อินดี้ ดูดี๊ดี แต่ทำไมถูกแฟนทิ้งไปซะอย่างนั้นนะ

“กะ... กลัวแพ้...” เธอเอ่ยแผ่วหวิว จนเขาแทบไม่ได้ยิน

“ไม่แพ้หรอกคุณ เรารอแบบนี้เหมือนรอชิงเลยว่าม๊ะ” เขาพูดให้กำลังใจแล้วทำทีเข้มแข็งขึงขังเรียกกำลังใจให้ทั้งตนเองและหญิงสาวจนเธอเผลอยิ้มตาหยี

“เออจริงๆ ด้วยค่ะ” เจ้าหล่อนคล้อยตาม

“นั่นไง ทีมเอพลาดแล้ว” เขาโน้มหน้าลงมากระซิบ ปลายจมูกเขาเกือบแนบแก้มเธอ ตอนพเยิดให้ดูคู่แข่งขันที่เพิ่งแบตเทิ้ลกันเสร็จ ได้คนแพ้ คนชนะเพื่อมาแข่งกับทีมตนแล้ว

พิธีกรเดินมาที่คู่ของธันยาพัฒน์กับปภาณพิชญ์ ทั้งคู่ยิ้มส่งมา คู่รักกำมะลอผู้เข้าร่วมแข่งขันยิ้มตอบ หากความตื่นเต้นก็ทวีมากขึ้น เสียงดนตรีภายในฮอล์ดังกระหึ่มเป็นจังหวะเร้าใจคึกคัก ราวว่าจะกระตุ้นเร้ากดดันให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันตื่นเต้นจนหัวใจวายตาย จะได้ไม่ต้องแจกเงินรางวัลกันเสียอย่างนั้น

“น้องโยเกิร์ตคะ พร้อมเชือดคุณแฟนหรือยังคะ?” พิธีกรสาวสวยมาดทะเล้นอย่างต้นเห็ดเจ็ดย่านน้ำยิงมุก เรียกเสียงหัวเราะของคณผู้ชมในห้องส่งดังเกรียวกราว บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

“พร้อมค่ะ” ปภาณพิชญ์ตอบเจตนารับมุกอย่างว่าง่ายแววตารึก็ขี้เล่น

“เย้ยยยยย ช่างรับมุกจริง” พิธีกรหนุ่มโต้กลับอย่างมีอารมณ์ขัน

“ก่อนอื่นคู่รักต้องเลือกชุดคำถามก่อนนะคะ” พิธีกรสาวเอ่ยนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปของเกม

“ครับผม ชุดคำถามคือ...” เสียงดนตรีรับขึ้น แผ่นป้ายที่ด้านหน้าเป็นโลโก้ผู้สนับสนุนรายการเรียงกัน ก่อนที่พิธีกรหนุ่มจะขานตัวเลือกชุดคำถาม ป้ายสปอนเซอร์ก็จะพลิกด้านหลังขึ้นมาทันที

“การเมือง” ต้นเห็ดขานเสียงใสแจ๋ว

“ประวัติศาสตร์”

“ประเทศ” พิธีกรหนุ่มหยุดเว้นช่วง จดจ้องมาที่คู่รักร่วมเกม ก่อนจะยิงคำถามกดดันมา “เลือกชุดคำถามไหนดีครับ?”

ทั้งปภาณพิชญ์และธันยาพัฒน์หันหน้าเข้าหา ปรึกษากันอยู่ไม่เกินห้าวินาที “เอาอะไรดีคะ?” คู่รักกำมะลอปรึกษาหารือกัน

“การเมืองผมไม่ถนัดเลย” ชายหนุ่มเปรย

ประเทศเค้าจะถามเกี่ยวกับอะไรบ้างนะ แต่ฉันชอบประวัติศาสตร์นะ ฉันเคยอยู่ชมรมประวัติศาสตร์ไทยน่ะ” หญิงสาวเสนอขึ้น

“งั้นเหรอ โอเค งั้นเลือกประวัติศาสตร์นะ” ชายหนุ่มถาม เป็นเชิงว่าเขาตามใจหญิงสาว จากนั้นพิธีกรก็กดดันอีกครั้ง แล้วธันยาพัฒน์ก็ตอบ “ประวัติศาสตร์ครับ”

“เอาละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา น้องแทนเลือก ดูโอ้ครับ” ดูโอ้ในที่นี้ของพิธีกรหมายถึง สัตว์ปริศนาที่จะเข้ามาร่วมเกมด้วย อาจจะเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก กบ เขียด หรือกระต่ายน่ารักๆ ถ้าธันยาพัฒน์มีโชคพอน่ะนะ

“ฝ่ายชายเลือกสัตว์ประจำปาก เอ้ยๆ สัตว์ประจำตัวแล้ว คราวนี้ น้องโยเกิร์ตเลือกคำถามค่ะ” ธันยาพัฒน์เลือกลูกบอลพลาสติกขนาดเล็กกว่ากำปั้นครึ่งหนึ่ง ภายในบรรจุกระดาษที่เขียนชื่อสัตว์เลื้อยคลานเอาไว้ สารพัดสัตว์เลยก็ว่าได้ ชายหนุ่มสุ่มเลือกขึ้นมา ขณะที่ผู้ชมในห้องส่งส่งเสียงกรีดกร้าดเพื่อลุ้นเชียร์ เอาใจช่วย ในที่สุด เขาก็เลือกลูกบอลสีเขียวขึ้นมาแล้วส่งให้พิธีกรหนุ่มมาดขี้เล่น จากนั้นหันไปมองคู่ของตนเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง

หญิงสาวหลับตาปี๋ สุ่มหยิบซองคำถามขึ้นมา จากนั้น พิธีกรเดินออกไปยืนประจำที่ ก่อนที่พิธีกรหญิงจะเปิดซองคำถาม

“คำถามนี้... คำถามข้อที่ 1 มีค่าหัวของทั้งคู่อยู่ที่ หนึ่งแสนบาทค่ะ” ต้นเห็ดประกาศ เสียงผู้ชมในรายการกรีดลั่นพร้อมเสียงปรบมือเรียว พาให้บรรยากาศตื่นเต้นสนุกสนาน

“ถ้าตอบถูกรับเงินไปเลย”

“แต่ถ้าตอบผิด แฟนหนุ่มของน้องโยเกิร์ตจะต้องจูบกับสัตว์ที่เขาเลือกนะครับ”

“มีแลกลิ้นมั้ยคะพี่เพชรจั๊กจี้?” ผู้ดำเนินรายการหนุ่มแกล้งถาม คิดว่าถ้าทำแบบนั้นจริง เนื้อรายการช่วงนั้นคงไม่ผ่านเซ็นเซอร์แน่นอน เพราะต้องจำกัดเรทเป็น “ฉ. ฉิ่ง!

“เบาๆ สิต้นเห็ด รายการเรางดสิบแปดบวกนะครัช” พิธีกรเล่นมุกกันเพื่อทำให้รายการมีสีสัน สนุกสนาน จากนั้นทั้งฮออล์เข้าสู่ความเงียบและตั้งใจฟังคำถาม

“คำถามรอบแจ็คพ็อตคือ...” พิธีกรหยุดเว้นจังหวะเพื่อให้เสียงดนตรีกระหึ่มขึ้นสร้างความตื่นเต้นแล้วจึงพูดต่อ “หรดาล เป็นชื่อเรียกของอะไร?”

“จับเวลาค่ะ”

เสียงเข็มนาฬิกาเดินถอยหลังจากยี่สิบ สิบเก้า สิบแปด สิบเจ็ด...... เก้า แปด เจ็ด

“ตอบค่ะ”

“คุณปภาณพิชญ์ครับ คำตอบของคุณคือ?” พิธีกรหนุ่มถามขึงขังกดดัน

“เป็นน้ำที่ใช้ในการลงรักษ์ปิดทองสถาปัตยกรรมสมัยโบราณค่ะ แต่โทษของมัน ใช้เป็นยาพิษที่ไร้สี ไร้กลิ่น แล้วก็อันตรายแบบไม่มียาถอนพิษค่ะ” เธอตอบ หัวใจเต้นรัวระส่ำ รู้ว่าตอนนี้มือเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อเพราะตื่นเต้นถึงขีดสุด

“ถูกต้องครับ”

เสียงกรีดลั่นฮออล์ ระคนเสียงปรบมือสนั่นฮออล ทั้งสองวิ่งเข้ากระโดดกอดกันจากจุดประจำที่ที่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวด้วยความตื่นเต้นดีใจขีดสุด

“คำถามต่อไปต่ะพี่เพชรจั๊กกะจี้”

“สุดหล่อยังคงยืนอยู่ท่ามกลางสิงสาราสัตว์ ณ ซาฟารีเวิร์ล ใจกลางห้องส่งนะครับคุณผู้ชม”

“คำถามข้อที่ 2...” พิธีกรสาวขานและบอกรายละเอียดเงินรางวัล คู่รักผู้เข้าแข่งขันตื่นเต้นหัวใจเต้นรัวอยู่ไม่สุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปภาณพิชญ์อยากจะเป็นลมสักสิบรอบ มันตื่นเต้นอะไรเบอร์นั้น เกิดมาไม่เคยตื่นเต้นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

“ชุดคำถามค่ะ ประวัติศาสตร์ คือชุดคำถามที่ฝ่ายหญิงสาวของเราเคยเลือกเอาไว้แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นจะมีชุดคำตอบรออยู่ดังนี้ค่ะ”

/ เฮเลน / กากี / ฑีราปตี / สีดา / “ พิธีกรหนุ่มที่เคยหน้าทะเล้น หากดูจริงจังขึงขังเมื่อขานชุดคำตอบ ยิ่งดูน่ากดดันกับคนเล่นเกม

นี่ถือเป็นด่านที่สอง ปภาณพิชญ์ประสานมือทั้งสองเอาไว้ด้วยกันแน่น พยายามตั้วสติไม่ให้ตื่น  รวบรวมสติ สมาธิ เพื่อรอฟังคำถามอย่างมีสติ จะได้ใช้สมองขบคิดหาคำตอบมาพิชิตเงินรางวัลให้จงได้

“จากชุดคำตอบที่กล่าวมา... ข้อใด ไม่-เข้า-พวก?” พิธีกรสาวที่เคยเฮฮาทำหน้าร่าเริงสดใส คราวนี้ทำเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการขึ้นมาอีกคน คราวนี้ความกดดันไปรวมตัวอยู่ที่ปภาณพิชญ์ ทั้งห้องส่งเงียบกริบ ผู้เข้าชมรายการในห้องส่งต่างคนก็ใช้ความคิด มันข้อไหนกันละที่ไม่เข้าพวก

สายตามั่นคงของปภาณพิชญ์จับจ้องไปที่ตัวเลขนับถอยหลังเวลา สลับกับมองไปที่ชายหนุ่มคู่รักกำมะลอของตนที่ลุ้นใจระทึกรอฟังคำตอบ ถ้าผ่านข้อนี้ไปได้ ก็จะเหลือเพียงข้อเดียวเท่านั้น ใจเธอเต้นแรง สัมผัสได้ว่าเลือดในกายสูบฉีดแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างขีดสุด หากเธอก็ระดมความคิด พินิจพิจารณาแต่ลำคำตอบก่อนตัดสินใจตอบออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง

“กากีค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงหวานหากฟังดูหนักแน่นมั่นคง เสียงดรายไอซ์พวยพุ่งทำงาน แสงสีสาดบนเวที ไฟสปอตไลต์โฟกัสมาที่เจ้าของคำตอบ พอๆ กันกันทุกสายตาของผู้ชมในห้องส่งแน่วนิ่งมาที่เธอ

“คำตอบว่า ผู้ที่ไม่เข้าพวกคือ กากีเป็นคำตอบที่ไฟนอลแล้ว ใช่-หรือ-ไม่ ครับ” พิธีกรหนุ่มย้ำ ทำเสียงกดดัน ผู้เข้าแข่งขันยืนยันกลับไปน้ำเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน

“ค่ะ” หญิงสาวยืนยันคำเดิม ฟังดูหนักแน่นแจ่มชัดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคำยืนยันเมื่อครู่

“ยืนยันคำตอบมั้ยครับ”

“ยืนยันค่ะ”

“มีอะไรจะอธิบายทฤษฎีการเดาของคุณมั้ยครับ... คุณปภาณพิชญ์?” พิธีกรเปิดโอกาสให้เธอได้พูด

“จากช้อยส์ที่ให้มา... เฮเลน ทำให้ดิฉันนึกถึงแต่คำว่า เฮเลนแห่งทรอยด์ หญิงสาวผู้ที่มีความสวยเป็นจุดชนวนสงครามแห่งทรอยด์ และจุดนี้เอง ทำให้ฉันมองเห็นอะไรบางอย่างในชุดคำตอบที่เหลือค่ะ” หญิงสาวหยุดเล่า ทุกคนในห้องส่งกำลังรอฟังสิ่งที่เธอจะอธิบายต่อ รวมทั้งพิธีกรทั้งคู่ก็จดจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว ส่วนคู่รักกำมะลอนั้น เขาไม่เคยละสายตาไปจากเธอเลย “นางฑีราปตี เป็นตัวละครสำคัญในมหากาพย์มหาภารตะ ถ้าจำไม่ผิด เธอคือต้นเหตุของสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร สาเหตุที่ทำให้พี่น้องเการพกับปาณฑพต้องรบราฆ่ากันเอง” เธอหยุดคิดนิดหนึ่ง ยิ่งทบทวนเธอยิ่งแน่ใจ เสียงผู้คนในห้องส่งเริ่มฮือฮา หญิงสาวไม่ทิ้งช่วงนาน เธอเล่าต่ออย่างไม่อยากให้คำอธิบายต้องขาดช่วง “ส่วนนางสีดา แน่นอนอยู่ในวรรณคดี นางสีดาทำให้พระรามต้องรบกับทศกัญฐ์ อันนี้ไม่แน่ใจนะคะว่ากลายเป็นสงครามระหว่างเทวดากับยักษ์ในเวลาต่อมาหรือเปล่า แต่เพราะทศกัญฐ์ไปลักพาตัวนางสีดามา ทำให้พระรามไม่พอใจ โดยสรุป หญิงสาวทั้งสามคนที่พูดมา เป็นสตรีที่มีความงามจนทำให้เกิดสงครามขึ้น ส่วน....” เธอหยุดเว้นจังหวะราวทบทวนคำตอบอีกครั้ง ทั้งที่มันอาจช่วยอะไรไม่ได้ เพราะยืนยันออกไปแล้ว แต่แววตาเธอแน่ใจยิ่งขึ้นจึงพูดต่อ “นางกากี เป็นนางเอกในวรรณคดี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานระบุชัดว่า นางกากีทำให้ใครรบกับใครจนเกิดเป็นสงครามใหญ่โต แต่จะไปในแนวเซ็กซี่มีเสน่ห์ มากรักหลายชายมากกว่า... ถ้าถามว่า ใครไม่เข้าพวก ในที่นี้น่าจะเป็นนางกากีค่ะ ที่ไม่เข้าพวก พวกผู้หญิงที่ทำให้เกิด สงคราม” เธอสรุปแล้วยืนนิ่งแน่ว รอฟังผลว่าคำตอบของเธอจะได้รับคำยืนยันกลับมาว่าถูกต้องหรือไม่

“ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่อง เชื้อชาติ สีผม หรืออย่างวรรณกรรมยุโรป เอเชียบ้างหรือครับ” พิธีกรหนุ่มแกล้งพูดให้เจ้าของคำตอบไขว้เขว ผู้ชมในห้องส่งมีเสียงฮืออาดังระงมขึ้นมา เธอคิดตาม ถ้าเป็นอย่างที่พิธีกรว่า คำตอบที่ถูกน่าจะเป็น เฮเลนเพราะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มาจากฝั่งยุโรป หากอย่างไรก็ตาม เธอยังยืนยันในคำตอบเดิม

“ไม่ค่ะ” ตอบพร้อมยิ้มมั่นใจ

“รู้มั้ย... คำตอบของเราก็วางกับดักเอาไว้” พิธีกรหนุ่มแกล้งพูดต้อนเธออีก

“ไม่แน่ใจค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้ม

“ลุ้นกันครับ... ว่าคุณจะโดน ช้อยส์หลอกหรือเปล่า”

“...” เธอส่งยิ้มให้แทนคำตอบ ส่วนชายหนุ่ม คนรักกำมะลอยังคงจับตามองเธออย่างไม่คลาดสายตา หัวใจเขาก็ลุ้นแทบตาย กลัวพลาดก็กลัว แต่ที่กลัวยิ่งกว่าคือต้องสังเวยจูบให้สิงสาราสัตว์ในซาฟารีน้อยๆ ที่เขาเลือกพวกมันเองกับมือนี่สิ อย่าตอบผิดนะสาวน้อย... นึกเสียว่าช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของจูบผมเอาไว้เขาครางในใจอย่างตั้งความหวังไว้ที่หญิงสาวราวว่าเธอคือฟางเส้นสุดท้าย

“ถ้าผมให้โอกาสคุณปภาณพิชญ์เปลี่ยนแปลงชุดคำตอบ จะเปลี่ยนมั้ยครับ”

“ไม่ค่ะ”

“แน่ใจนะครับ”

“ค่ะ”

“โอเคครับ” พิธีกรหนุ่มหยุด ห้องส่งเงียบกริบอีกครั้ง บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยมวลแห่งความกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รักกำมะลอที่รอฟังคำเฉลยด้วยใจลุ้นระทึก

“นางกากี.... เป็นคำตอบ... ที่... “ พิธีกรหนุ่มหยุด ทุกคนถอนหายใจเฮือก ปล่อยให้ลุ้นอยู่ได้ เฉลยสักที

“ถูกต้องครับ!!!!!” พิธีกรหนุ่มทำเสียงลิงโลด ผสมผสานกับเสียงกรี้ดเกรียวกราวพร้อมเสียงปรบมือระงมลั่นห้องส่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีปรีดาที่หญิงสาวตอบถูก ส่วนชายหนุ่มคู่รักกำมะลอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เสียงกรี้ดยังคงดังลั่นไปทั่วห้องส่ง แสงสีสาดไปทั่วเวที หากเจ้าของคำตอบประสานมือมาปิดปากตัวเองไว้ ดีใจจนอยากจะร้องออกมาดังๆ หากเก็บกดมันเอาไว้ หันไปสบประสานสายตาชายหนุ่มคู่รักกำมะลออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่างคนต่างก็สูดหายใจเข้าลึกสุดปอดที่สุดเทาที่จะทำได้ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา

อีกเพียงคำถามเดียว... คำถามเดียวเท่านั้น!

“เอาละครับ มาถึงคำถามชี้ชะตากันแล้วนะครับ”

“ต้องยอมรับว่า เป็นคู่รักที่เก่งสุดๆ อีกคู่หนึ่งเลยนะคะ คำถามที่ยากที่สุดในสามโลก ผ่านมาสองคำถามแล้ว ยังทำอะไรเธอไม่ได้”

“อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ คำถามสุดท้าย... อาจกลายเป็นเพชฌฆาตก็ได้!” ว่าจบก็ปรายตาไปมองที่ธันยาพัฒน์ เป็นเชิงบอกว่า นายได้จูบสัตว์น้อยในซาฟารีที่เอ็งเลือกแน่ๆ ถ้าแม่หนูคนนี้ตอบผิด วะฮะฮ่า

“เอาละค่ะ คำถามสุดท้าย จะต่อยอดมาจากชุดคำตอบ จากคำถามที่ผ่านมานะคะ” พิธีกรสาวอธิบาย พร้อมขานเงินรางวัลที่จะได้รับนับมูลค่าเท่าไหร่ หากเธอตอบคำถามข้อนี้ถูก เท่ากับว่าฝ่าด่านคำถามที่ยากสุดในสามโลกไปได้ เพื่อเข้าไปพิชิตกุญแจแจ็คพ็อตต่อไป

“คำถามข้อที่ 3... ถามว่า” พิธิกรหยุด จ้องเขม็งไปที่ปภาณพิชญ์ที่รอฟังคำถามด้วยใจจดจ่อ เหงื่อกาฬก็ซึมทั้งที่มือทั้งสองเย็นเฉียบไปด้วยความประหม่าถามสักทีๆ จะบ้าตายอยู่แล้วโว้ยยย...หญิงสาวตะโกนในใจ บอกใครไม่ได้ จะหัวใจวายอยู่แล้ว

“ก่อนจะถึงคำถามสุดท้าย เห็นคุณปภาณพิชญ์บอกว่าชอบ ประวัติศาสตร์หรือครับ?” พิธีกรหนุ่มชวนคุย เจตนาช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย

“ใช่ค่ะ”

“ทำไมชอบประวัติศาสตร์ครับ เด็กสมัยนี้ไม่สนใจอดีตกันแล้ว”

“ประวัติศาสตร์มีเสน่ห์ค่ะ ฉันรู้แค่นี้ เราเรียนรู้อดีต เพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดียิ่งๆ ขึ้น ประวัติศาสตร์ คือตัวบอกปัจจุบัน” เธอหยุดยิ้ม “อนาคต อยู่ที่วันนี้ค่ะ ดิฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า เราไม่ควรมองข้ามประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเรา เพื่อจะได้เข้าใจในรากชีวิตวัฒนธรรมของเราว่ามีที่มาอย่างไร และอนาคตเราจะเดินไปทางไหน มีปัจจุบันโดยไม่ลืมที่จะขอบคุณบุคคลในอดีตที่สร้างและรักษาสิ่งดีๆ ให้คงอยู่มาถึงรุ่นเราทุกวันนี้ มันก็สำคัญพอๆ กับเรื่องเทคโนโลยีนั่นละค่ะ เราเรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้ได้” เธอสรุป พิธีกรยิ้มอย่างนึกทึ่ง ความคิดอ่านของผู้ร่วมแข่งขันรายนี้ ไม่ธรรมดาเลย

“มั่นใจในข้อมูลตัวเองมากแค่ไหนครับ”

“ก็ไม่มากหรอกค่ะ ประวัติศาสตร์มีมากมาย คงเป็นไปไม่ได้ที่ดิฉันจะรู้ไปหมดทุกเรื่อง”

“ตอบดี!” พิธีกรสาวเสริม ท่าทางเจ้าหล่อนเข้าข้างเอาใจช่วยเชียร์มากๆ ลุ้นอยากให้แจ็คพ็อตแตกเต็มที

“ชุดคำตอบครับน้องต้นเห็ด ทำหน้าที่ด้วยครับ”

“ชุดคำตอบ มีดังนี้ค่ะ / อาร์ทิมิส / เฮอร์คิวลิส / เฮอร์เมส / แฮเรส / อะพอลโล /” พิธีกรสาวทำหน้าที่จบก็ส่งสายตาไปที่พิธีกรหนุ่ม ทำหน้าที่อ่านคำถามสุดท้ายที่จะชี้ชะตาคู่รักแจ็คพ็อตว่าจะทำสำเร็จคว้าเงินรางวัลได้หรือไม่

“คำถาม... ถามว่า ถ้าพระนางฑีรปฑี หากเปรียบได้กับเฮเลนแห่งทุ่งกุรุเกษตร แล้วอรชุนแห่งกรีก เปรียบได้กับเทพเจ้าองค์ใด?” สิ้นสุดคำถาม คนที่ต้องตอบหยุดงุนงงอยู่พักหนึ่ง ความเงียบเข้าครอบงำทั่วห้องส่งอีกครั้ง มวลความกดดันพันธนาการทั้งร่างกายและจิตใจของปภาณพิชญ์เอาไว้แน่นราวเส้นเชือกที่มองไม่เห็น เธอขบคิด แม้จะชอบอ่าน ศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งที่มันไกลจากสายวิชาชีพมากมายก็ตาม แต่การอ่านเยอะเท่าไหร่ บางครั้งเธอก็ไม่ได้แม่นในข้อมูล ยอมรับว่าจำสับสนก็บ่อย โดยเฉพาะเรื่องราวของเทพเจ้ากรีกและโรมันที่ชื่อเรียงเสียงนามใกล้เคียงกันพาให้สับสนอยู่บ่อยๆ

หญิงสาวหลับตาแน่นขณะใช้ความคิด ไม่นานก็เหมือนมี หลอดไฟเปล่งประกายอยู่บนหัว

ปิ๊ง!

“อะพอลโล... รึเปล่าคะ” เธอยอมรับว่าไม่อน่ใจในคำตอบ เป็นความน่าละอายในความไม่มั่นใจในตัวเองกลางรายการ ท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนี้

“แสดงว่าข้อนี้ไม่มั่นใจ” พิธีกรหนุ่มพูดต้อน

“ยอมรับค่ะ”

“คำตอบนี้เดาหรือเปล่าครับ”

“ไม่เชิงค่ะ”

“มีอะไรจะอธิบายมั้ยครับ”

“ถ้าพูดถึงอรชุน ดิฉันจะนึกถึงธนู มากกว่าความมากรักหลายใจเสียอีก แต่จากชุดคำตอบ ยอมรับว่าเคยจำสับสนว่าเทพเจ้าองค์ไหนรับผิดชอบภาระหน้าที่อะไรในสภาเทพเจ้ากรีก ต้องอาศัยการตัดช้อยส์น่ะค่ะ”

“แสดงว่าตัดไปทีละข้อ กระทั่งเหลืออะพอลโล”

“ค่ะ ยังลังเลเหมือนกันระหว่าง อาร์ทิมิส กับ อะพอลโล ไม่รู้จะเลือกใครดี เพราะมีอาวุธประจำตัวเป็นธนูเหมือนกัน”

“งั้นรอฟังเฉลยครับ”

“ค่ะ”

“อะพอลโลคือคำตอบที่....” ภายในห้องส่งเงียบกริบอีกครั้ง บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความกดดันและลุ้นระทึก “ถูกต้องครับ และตอนนี้เราได้คู่รักแจ็คพ็อตแล้วเรียบร้อย คู่รักจะได้รับกุญแจเพื่อเข้าทำภารกิจสุดท้าย พิชิตเงินรางวัลกว่าล้านบาท และนี่คือรายการที่ทำคุณลุ้นแทบหัวใจวาย ไปกับคู่รักแจ็คพ็อต รักพลิกล็อค หรือแจ็คพ็อตเลิฟ Jackpot Love, Couple Gameตอนนี้ให้คู่รักแจ็คพ็อตของเราพักหายใจหายคอเพื่อพิชิตเงินราวัลต่อไป ตอนนี้พักสักครูครับ” พิธีกรหนุ่มหน้าทะเล้น พูดนอกสคริปต์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างสุดพลัง เพื่อโยนเข้าช่วงโหษณา เพื่อให้ทีมงานตัดต่อเทปบันทึกก่อนออกอากาศจริงต่อไป ภายในห้องส่งบรรยากาศครื้นเครง ทุกคนร่วมยินดีไปด้วยกับคู่รักแจ็คพ็อตคู่ใหม่ป้ายแดง

ปภาณพิชญ์และธันยาพัฒน์ผ่านเข้ารอบมาตลอด จนในที่สุดเข้ารอบแจ็คพ็อตที่เหลือสามทีมสุดท้าย และฝ่าฟันกันมาจนกระทั่งกลายเป็นคู่รักที่โชคดีทำแจ็คพ็อตแตก!

เมื่อมาถึงรอบไฟนอลเธอต้องไขกุญแจเข้าไปดูชุดคำสั่ง ว่าต้องการให้คู่รักแจ็คพ็อตทำอะไร

ชุดคำสั่งบอกว่า กิจกรรมที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ต้องช่วยกันทำในวันแต่งงาน ตามประเพณีเก่าแก่ของเยอรมนี

จากนั้นทั้งคู่เดินจูงมือกันไปฐานที่ทีมงานได้เตรียมเอาไว้ การเลื่อยท่อนซุงให้สำเร็จภายในเวลาที่ทางรายการกำหนด คือภารกิจสุดหินที่หนักหนาสาหัสเอาการ หากที่สุดแล้วทั้งคู่ก็ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟัน ทำภารกิจลุล่วงลงไปได้สำเร็จ

นี่มันโชคช่วยหรือปาฏิหาริย์กันแน่!

“กรี๊ดดด...” ปภาณพิชญ์กรีดร้องด้วยความดีใจท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวระคนเสียงกรีดร้องแสดงความดีใจของผู้ชมในรายการจนเธอเองก็หูดับไปชั่วขณะด้วย หัวใจหญิงสาวเต้นรัวแรงด้วยความตื่นเต้นถึงขีดสุด เธอแทบไม่น่าเชื่อว่าจะโชคดีขนาดนี้ ทั้งที่คนรักเธอไม่มาแท้ๆ แต่ก็ทำให้ได้เข้ามาเล่นเกม

รางวัลเท่าไหร่นะ? ห้าแสน นั่นมันครึ่งล้านนะ!’ ชีวิตของปภาณพิชญ์ไม่เคยสัมผัสเงินหลักล้านเลย เงินล้านที่เป็นของตนเองน่ะนะ ที่ผ่านมามีแต่เคยสัมผัสเงินล้านของคนอื่นทั้งนั้นค่าจ้างงาน ค่าตัวงานพรีเซ็นเตอร์ของดาราศิลปินที่เธอเคยจัดการให้ แต่ของตัวเองจริงๆ บอกเลยไม่เคย เต็มที่ก็หารายได้หลักหมื่นหลักแสนต้นๆ เท่านั้นเองจริงๆ ถ้าได้เงินล้านแล้วห้าแสนมันก็เป็นเกมที่ไม่เลวเลย

ใช่! เงินรางวัลครึ่งล้าน “กรี๊ดดด!!!” คิดถึงรางวัลที่จะได้รับแล้วปภาณพิชญ์ก็รีดร้องออกมาอย่างดีอกดีใจชนิดที่เธอเองก็แทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง

ปภาณพิชญ์ดีใจจนช็อค ยืนแน่นิ่งยาวนานราวต้องคำสาปเมดูซ่า จนธันยาพัฒน์ต้องเขย่าไหล่เธอแรงๆ ซ้ำๆ เพื่อเรียกสติเธอคืนมา

“คุณ... คุณ! เขาเรียกหญิงสาวที่กำลังช็อค

“ค... คะ?” ปภาณพิชญ์ขานรับ

“คุณอึ้งไปนานเกินไปนะครับ” ธันยาพัฒน์เอ่ยท้วงขึ้นมา สายตาทอดมองมาอย่างอ่อนโยน

“เอ่อ... เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคุณ?” หญิงสาวพูดออกมาเหมือนว่าสติเริ่มกลับมาสู่ตัวแล้ว

“ไม่ๆ เราไม่ได้ฝัน เราทำแจ็คพ็อตแตกจริงๆ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มที่ระบายอย่างสดใส

“ไม่! ไม่ๆๆ ฉันไม่อยากเชื่อเลย” ปภาณพิชญ์ส่ายหน้าตอบด้วยเสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมาจากอกเสื้อ เหงื่อซึมไรผมบริเวณหน้าผากเพราะความประหม่าเกินเหตุ ความดันคงพุ่งทะยานขึ้นเกินระดับปกติแล้วกระมัง

เงินล้าน! พระเจ้าซื้อล็อตเตอร์รี่ยังมีโอกาสน้อยกว่านี้หลายพันเท่า!’ เธอคิดในใจ

“เชื่อเถอะครับ นี่คือเรื่องจริง” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมั่นคง ดวงตาเขายังคงรักษาอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้ได้ มีอะไรทำให้ผู้ชายคนนี้ตื่นเต้นได้บ้างไหมเนี่ย

“น้องๆ คะ ดีใจด้วยนะคะ โชคดีมากเลยค่า นี่สินะที่เขาเรียกว่า เนื้อคู่ตะนาหงันกันมาแต่ชาติปางก่อนน่ะค่ะ รักกันชอบกันแล้วจูงมือพากันรวย นี่พี่ว่าน้องทั้งสองคงเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันกันมาแต่ชาติปางไหนแน่ๆ เลยค่า ดูๆ ไปแล้วเนี่ย น้องทั้งสองก็หน้าตาคล้ายๆ กันนะคะ โบราณเค้าว่าเนื้อคู่กันจะหน้าตาเหมือนกันน่ะค่ะ” ทีมงานสาวคนหนึ่งเอ่ยยาวเพราะตื่นเต้นไปกับคนทำแจ็คพ็อตแตก

ทำเอาคนที่มีสติอย่างธันยาพัฒน์ได้แต่แค่นยิ้ม เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่าเขากับปภาณพิชญ์เป็นเพียงคู่รักเฉพาะกิจ!

เดี๋ยวน้องๆรับรางวัลนะคะ แต่เดี๋ยวจะนัดรับเงินรางวัลกันอีกทีนะคะ

“ไม่ได้วันนี้หรือครับ?” เขาถามเหมือนคนกำลังร้อนเงินไม่มีผิด ซึ่งขัดกับนามสกุลที่พ่วงท้ายชื่อเท่ๆนั้นมาก ทีมงานบางคนพอจะเคยได้ยินนามสกุลดังๆของเขาบ้าง ปกติของคนวงการสื่อและโทรทัศน์อยู่แล้ว มันต้องสัมภาษณ์คนรวยๆ คนมีชื่อเสียงนามสกุลดังๆ มันผ่านสายตามาบ้างแต่เพียงแค่ทีมงานไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงได้เท่านั้นเองล่ะว่าชายหนุ่มผู้โชคดีที่ทำแจ็คพ็อตแตกคนนี้เป็นอะไรกับนามสกุลดังๆ นี่เท่านั้นเอง

“ยังหรอกค่ะ ต้องทำเรื่องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน ทีมงานจะนัดรับที่บริษัทอีกทีนะคะ” ทีมงานฝ่ายประสานงานของรายการเกมโชว์ชื่อดังบอก ขณะจัดอะไรบางอย่างลงสมุดพกของเธออย่างรวดเร็ว ท่าทางทีมงานรายการโทรทัศน์จะคล่องแคล่วกันทุกคน แต่ละคนทำงานกันว่องไวกระฉับกระเฉง

“โอ... ฉันมือเย็นไปหมดแล้วค่ะคุณแทน” ปภาณพิชญ์ออกอาการตื่นเต้น เธอแทบจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจตนเองมันตื่นเต้นไปหมดดีใจจนลืมตัวไปเลยว่าตนเองนั้นไม่ได้อยากมีสิทธิ์ในเงินรางวัลสักแดงเดียว!

“เรียกพี่แทนสิครับ อย่าลืมสิคนสวยว่าเราเป็นแฟนกันนะ” เขากระซิบจนคนตัวเล็กที่ยืนข้างกายเขาเริ่มเขินอายจนหน้าแดงก่ำขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“พะ... พี่แทน” หญิงสาวเรียกอย่างว่าง่าย ทำให้รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าเจ้าของฉายาบุรุษหน้าเดียวขึ้นมาอย่างมีความสุข ปกติเขาไม่ใช่คนยิ้มอะไรง่ายๆ แบบนี้เลยสักนิด สงสัยกับคนรักกำมะลอคนนี้จะพิเศษ

“ดีมาก ต่อไปนี้เรียกผมว่า พี่แทน เขาเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนหากเจือแววบงการในนั้น

“คะ... ค่ะ พี่แทน” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่ายราวต้องมนต์

“ท่าทางเราคู่กันแล้วจะเฮงนะครับ” ชายหนุ่มสรุป รอยยิ้มอ่อนๆ เผยบนใบหน้าที่ปกติจะเย็นชาเรียบนิ่ง

“จริงด้วยค่ะ ดีใจมากเลย” หญิงสาวตื่นเต้น ยิ้มกว้างทำเอาโลกของใครบางคนช่างสดใส

“น่าเสียดายแทนคนเป็นแฟนคุณ ถ้ารายการออกอากาศไป ผมว่าเค้าคงนึกเสียดายคุณแย่”

“ต่อให้เป็นอย่างนั้น ฉันก็คงไม่มีทางกลับไปที่เดิมแล้วละค่ะ”

“ดีครับ ตอนนี้เราทั้งคู่รวยแล้ว ว่าแต่... ผมว่าหลังจากเลิกถ่ายรายการ ผมคงต้องพาคุณไปเลี้ยงฉลอง” ชายหนุ่มชวนท่าทางตื่นเต้น

“เลี้ยงเหรอคะ?” หญิงสาวทวนถามเหมือนไม่เชื่อ อีกอย่างคนเพิ่งรู้จักกันเอง จะหลวมตัวไปด้วยง่ายๆ มันจะเข้าท่าสักแค่ไหนกันเชียว

“ครับ คุณคงไม่มีนัดต่อนะ จะนัดกับใครล่ะ เพิ่งเลิกแฟนไม่ใช่เหรอ?” ธันยาพัฒน์ถาม

หญิงสาวหน้าสลดลงทันทีเมื่ออีกฝ่ายพูดจาย้ำสถานะถูกทิ้งหมาดๆ ของเจ้าหล่อน

“เอ่อ... ผมขอโทษครับ ไม่ได้ตั้งใจน่ะ เอาเป็นว่า เลิกงานเราไปกินข้าวกันต่อนะ ผมจะไปส่งที่บ้านคุณให้ นี่หิวแล้วยังล่ะ”

“ยังค่ะ ว่าแต่ไม่รบกวนคุณใช่มั้ยคะ?”

“เรื่องไหนละ เลี้ยงข้าว ไม่รบกวนหรอก ผมต้องตอบแทนคนที่ทำผมสมปรารถนา ส่วนเรื่องไปส่ง ถือเป็นหน้าที่ครับ สุภาพบุรุษจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลสุภาพสตรี”

“งั้น ขอบคุณล่วงหน้านะคะ”

“อ้าวน้องๆ คะ ถ้าพักหายตื่นเต้นแล้ว เตรียมตัวถ่ายฉากจบอีกฉากนะคะ เป็นช่วงท้ายรายการที่ประกาศผู้ชนะได้รับเงินรางวัล น้องก็เตรียมตัวนะคะว่าจะพูดอะไรแล้วก็จะพูดอะไรกับคนที่บ้าน” ทีมงานสาวหยุดเว้นช่วง ก้มหน้าหยิบกระดาษออกมาจากแฟ้มยื่นมาให้ทั้งคู่ “แล้วนี่เป็นสคริปต์สั้นๆ ที่ขอให้น้องทั้งสองช่วยพูดทิ้งท้ายก่อนพิธีกรจะตบเข้าช่วงลารายการนะคะ สั้นๆ ลองดูนะ”

“สบายครับ”

“มันเป็นคล้ายๆ สโลแกนนั่นล่ะ ทุกเทปแขกมารายการต้องพูดทุกเทปจ้ะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะ”

“โอเคงั้นเตรียมตัวนะ พี่จะไปซักซ้อมส่วนอื่นๆ” ทีมงานสาวบอกก่อนลุกขึ้นเดินตรงไปอีกฟากหนึ่ง ทั้งสองหนุ่มสาวมองหน้ากันแล้วหยิบสคริปต์ขึ้นมาอ่าน มันไม่มีอะไรยากเลยสักนิดเดียว เหลือถ่ายทำอีกแค่ฉากเดียวแล้วก็เซ็นเอกสารสัญญา นัดรับเงินรางวัล เพียงแค่นี้เงินหลักแสนก็จะลอยเข้าบัญชีธนาคารแล้ว หัวใจเต้นแรงชะมัด ทำไมถึงได้เป็นคนโชคดีอย่างนี้นะ ปภาณพิชญ์คิดของคุณตัวเอง ขอบคุณสวรรค์แล้วก็ขอบคุณไปเสียทุกอย่างที่เธอพอจะนึกขึ้นมาได้ในนาทีนั้น ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มคนรักกำมะลอก็นั่งจ้องเธออยู่เงียบๆ พลางอมยิ้มอ่อนๆ สลับกับก้มลงอ่านสคริปต์ตามที่ได้รับมอบหมาย

 

หลังเลิกรายการ ทีมงานได้มอบเอกสารนัดให้เข้าไปรับเช็คเงินรางวัลอีกครั้งที่บริษัท รายละเอียดบอกเอกสารยืนยันบุคคลที่ทั้งสองต้องเตรียมไป แล้วก็ทั้งสองต้องทำสัญญายินยอมที่นั่น ถามคร่าวๆ ก็เป็นสัญญายิมยอมว่าถ้าทางรายการตรวจสอบพบในภายหลังว่าทั้งคู่เป็นคู่รักจอมปลอม ทางรายการมีสิทธิ์เรียกร้องเงินรางวัลคืนแล้วจะถูกดำเนินคดีเข้าข่ายหลอกลวงด้วย

หา! เรียกเงินคืน!!

เข้าข่ายหลอกลวง!!

ตายแล้ววว ทำไงดีเนี่ย

“เป็นอะไรไปคุณ” ชายหนุ่มถาม

“ปละ.. เปล่า” เธอเลือกที่จะไม่ตอบอะไรไปตอนนี้ถึงเรื่องที่กำลังกังวล จนกว่าจะพ้นไปจากพื้นที่อันตราย มีอย่างเรอะจะพูดแถวนี้บัดเดี๋ยวมีทีมงานมาได้ยิน ก็จบกันตรงนี้พอดีน่ะสิ

“งั้นเราไปเลี้ยงฉลองที่เข้ารอบแจ็คพ็อตกันเถอะ” เขาชวน

“ไปฉลองเหรอ?” หญิงสาวย้อนเสียงแผ่ว เธอกับเขา... เพิ่งรู้จักกันเองนะ

“อื้ม ไปเร้ว” ชายหนุ่มคะยั้นคะยอ ร่างบางปลิวไปตามแรงจูงของเขา

หญิงสาวขึ้นซ้อนท้ายซุปเปอร์ไบค์คันโก้ ไม่นานจากนั้นก็มาถึงร้านข้าวต้มแบบมีอาหารตามสั่งเป็นกับข้าวหลากหลายเมนู คนเต็มร้าน

พนักงานเสิร์ฟท่าทางแข็งขัน กุลีกุจอเอาเมนูมาให้ พร้อมเสิร์ฟน้ำ “อยากกินอะไร สั่งเลยนะคุณ” เขาหยุดมองสบดวงตากลมโตของหญิงสาว เพื่อแน่ใจว่าคนขี้แยเมื่อตอนบ่ายได้หายไปแล้ว จึงพูดต่อ “เต็มที่!!” สรุปเสียงลั่น โชว์ป๋าไม่เบาเลยผู้ชายคนนี้

ไข่เจียวกุ้งสับ ใส่กุ้งเยอะๆ” เธอว่า

“กินเป็นอย่างเดียว?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม สมองก็มีความคิดว่าเธอช่างอยู่ง่ายกินง่ายเสียจริง แบบนี้ถ้าเลี้ยงทั้งชีวิตคงดีสินะ

“เปล่า ผัดหอยลาย กุยช่ายขาวหมูกรอบ แล้วก็ต้มยำพวงไข่ เสียงหวานสั่งเพิ่ม ท่าทางเริ่มหิวแล้ว ใช้พลังงานมาตลอดทั้งวัน

“อะไร... พวงไข่?” ชายหนุ่มถามเมนูประหลาด เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน เขาต้องการคำอธิบาย

“นาย... เอ่อ... พี่แทนไม่เคยกินเหรอ” หญิงสาวถามอย่างไม่อยากเชื่อ ปกติเมนูนี้หนุ่มๆ ชอบกินเวลานั่งจิบเบียร์ เพราะมันมีรสชาติแซ่บ เปรี้ยวนำ เหมือนต้มยำกุ้งน้ำข้นนั่นล่ะ เพียงแต่ใช้ พวงไข่ไก่แทนกุ้งเท่านั้นเอง  

“...” ชายหนุ่มส่ายหัวเป็นคำตอบ

“ก็แม่ไก่ที่มันไม่วางไข่แล้ว คนเขาก็เลยฆ่าเอาเนื้อมันกิน แต่เผอิญว่ามันมีไข่ ไข่เป็นพวงๆ ไง คนเค้าก็เลยเอามาทำต้มยำ” หญิงสาวอธิบายเพลินๆ เขาจับจ้องเธออย่างสนใจ

“อร่อยเรอะ” ชายหนุ่มถามด้วยความอยากรู้ พยายามนึกภาพตาม

“อืม... เดี๋ยวลองกินนะ” เธอพูด ดวงตาเป็นประกายเชิญชวนประหนึ่งว่ามันเป็นเมนูเลิศรสอย่างที่ไม่มีอาหารอะไรอร่อยไปกว่านี้อีกแล้ว

“เอ้อ... เอาซุปเปอร์ทีนไก่ด้วย” เขาสั่ง “ หน้าหล่อมองจ้องตาพนักงานเสริ์ฟที่จดรายการอาหารเครื่องดื่มอย่างใส่ใจ ”เบียร์วุ้นเย็นๆ ด้วยนะน้อง” เขาสรุปพร้อมวางเมนูลงบนโต๊ะ คิดว่าสั่งอาหารตอนหิวเนี่ย มักจะสั่งทีละเยอะๆ เพราะความหิว คิดว่าช้างทั้งตัวก็คงกินหมด แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่ออาหารมารวมกันบนโต๊ะแล้ว คนเราก็กินได้แค่อิ่มเดียวเท่านั้นล่ะ ฉะนั้น ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าอย่าโลภมาก

“เออ... ว่าแต่ตอนเราจับคู่กันใหม่ๆ ยังไงมันก็มีคู่นึงที่หายไป คุณทำยังไงเหรอ?” หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย หญิงสาวก็ชวนคุยด้วยคำถามแรกที่เจ้าหล่อนเก็บความสงสัยมานาน แต่ถามขณะอัดรายการไม่ได้ เพราะ หน้าต่างมีหูประตูมีช่องเดี๋ยวหากใครได้ยินเข้า มันจะยุ่งไปกันใหญ่

“จ้างวิน” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ

“วินไหน?” หญิงสาวเลิกคิ้วเรียวเป็นเชิงถาม ความที่ไม่เข้าใจความหมายสิ่งที่ชายหนุ่มพูดถึง

“จ้างพี่วินมอร์เตอร์ไซค์ไง ให้สตังค์แกไป ให้ไปตามเมียมาเล่น ผมจดชื่อที่ใช้สมัครให้แกด้วย มันกระชั้นชิด ทีมงานเขาไม่ตรวจหรอก เดี๋ยวเสียเวลาไม่ได้ถ่ายรายการกันพอดี ค่าเช่าโรงถ่ายแพงนะคุณ” ชายหนุ่มอธิบาย

“โห... คุณนี่จอมวางแผนชะมัดเลย”

“แผนอะไร เค้าเรียกเอาตัวรอด แต่ยังไงก็ดีไม่ใช่เหรอ”

“อืม” เจ้าหล่อนเออออไปกับเขาด้วย

จากนั้นอาหารที่สั่งก็ทยอยออกมาเสิร์ฟ หลังจากนั้งกินข้าวไป เขาสั่งเบียร์เย็นๆ ที่แช่จนเป็นวุ้นมาด้วย “ลองมั้ยคุณ”

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ดื่มน่ะ” หญิงสาวส่ายหัวดิก หากก็มิวายปรายตามองแก้วเบียร์ที่เป็นวุ้นน่าลอง มันเหมือนๆ น้ำอัดลมแช่ช่องฟรีซจนเกือบกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ยังไม่ทันที่มันจะไปถึงขั้นนั้นก็เอามากินก่อน มันจะมีเกล็ดวุ้นละลายอยู่ด้วย ให้อรรถรสไปอีกแบบ ก็ไอ้เจ้าเบียร์วุ้นนี่ล่ะ ดื่มเพลินจนเมาไม่รู้เรื่อง

“ลองหน่อยน่า... เบียร์วุ้น ลองแล้วจะติดใจนะ” ชายหนุ่มชวน หญิงสาวส่ายหน้าดิก หากในใจชักลังเล

แต่แล้ว... เวลาผ่านไปเกือนครึ่งชั่วโมง มันน่าอัศจรรย์มากที่กินกันแค่สองคน หากจานเปล่าบนโต๊ะกองเรียงเป็นชั้นๆ อย่างกับมากันสิบคน  ไหนจะขวดเปล่าของเบียร์ยี่ห้อนอกรสชาตินุ่มคอ แช่เย็นจัดจนเป็นวุ้น เรียงกันบนโต๊ะ ก็ยังไม่พอ พนักงานเสิร์ฟต้องเทียวมาเก็บลงวางบนรถเข็นที่วางข้างๆ โต๊ะกินข้าว แอลกอฮอล์นี่ถ้าไม่บอก เห็นขวดเปล่าแล้วนึกว่าดื่มฉลองออกพรรษากันเลยทีเดียว!

“คะ... คูณณณ คิดดูนะ ถ้าพี่เค้าจาม่ายมา ทามมายยยย ไม่บอกแต่แรก ให้ช้านมานั่งรอ” เสียงเล็กอ้อแอ้ ลำตัวบอบบางเอนไปทางซ้ายที... ไปทางขวาที... โงนเงนช้าๆ เหมือนจะบังคับร่างกายไม่ได้เสียอย่างนั้น

“อืม” เขาพยักหน้ารับรู้ โชคดีไม่ใช้ผู้ชายคออ่อนที่เมาง่ายๆ อีกอย่างเขาตัดสินใจถูกที่ไม่เพลินไปกับการดิ่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่อย่างนั้นเมาเละทั้งคู่ อีกอย่างเขาต้องขับรถกลับด้วย มันเสี่ยงเกินไป

“พี่เค้าเปลี่ยนปาย ไม่รักเราแล้ว ฮืออออ” เสียงคนเมาครวญจนโต๊ะข้างๆ หันมามองเป็นระยะ ธันยาพัฒน์ได้แต่มองกลับไปส่งยิ้มแหยๆ

“ไหนว่าไม่ดื่มไงสาวน้อย... นี่เธอเมาล่วงหน้าไปหลายช้อทเลยนะแม่คุณ” เขาพึมพำ ไม่อาจละสายตาจากหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักได้เลย เมาๆ แบบนี้ ถ้าไปกับผู้ชายคนอื่นจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ความรักทำให้ผู้หญิงดีๆ ภายนอกดูน่ารักใสซื่อ ติดจะทึนทึก เปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้

“ถ้าเป็นคุณ ถูกเพื่อนรักแย่งแฟน ฮือ.... ถามหน่อย คุณจะทนได้ม๊ายยย แต่ฉันทนนะ ฉันจะทำไงได้นอกจากร้องไห้ ฮืออออ ร้องแบบเน้” หญิงสาวปรับทุกข์ต่อ

ปัญหาหัวใจไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ เขามองเธอ จ้องตาที่หวานเฉิ่มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก็พอรู้ๆ ว่าหญิงสาวมีเสน่ห์น่ารัก สวยแบบสบายๆ มองได้นานไม่มีเบื่อ แต่ใครนะช่างทำร้ายจิตใจเธอได้ลงคอ ไอ้ผู้ชายคนนั้น มันคิดอะไรอยู่วะ ถึงทำผู้หญิงน่ารักแบบนี้ร้องไห้ชายหนุ่มคิด พลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายคลิป เจ้าหล่อนก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ ถ่ายก็ถ่ายไปแถมยังชูสองนิ้วโบกไปมาเล่นกล้องอยู่อีกต่างหาก คนเมาแล้วทำได้ทุกอย่างคงเป็นแบบนี้เองกระมังนะ

ไม่นาน เจ้าหล่อนก็หลับฟุบลงบนโต๊ะ เขาต้องขอผ้าเย็นมาเช็ดให้เธอสร่าง และนั่งรอเวลาว่าเธอจะพอสร่างเมามีสติที่จะนั่งซ้อนท้ายเขาได้โดยไม่อันตราย เวลาล่วงไปเกือบตีสาม

“หายเมายังคุณ?” ชายหนุ่มลูบหน้าผากหญิงสาว ปัดปรอยผมที่ปรกหน้าเธอ ด้วยปลายนิ้วแกร่งอย่างเบาแผ่ว หญิงสาวหลับตาพริ้มด้วยฤทธิ์เครื่องดื่มแอลกอร์ฮอล์ ช่างดูไร้เดียงสาในสายตาเขา แก้มแดงเพราะแอลกอฮอล์เร่งเลือดให้สูบฉีด ทำให้เธอดูน่ารักระคนน่าขบขันในคราวเดียวกัน

“ม๊ายยย ม่ายๆๆ ฉันไม่เม๊า! หญิงสาวส่งเสียงอ้อแอ้ ลำตัวโงนเงนดูแล้วหวาดเสียวจะตกเก้าอี้

“เฮอะ! ไม่เมาก็ไม่เมา จะซ้อนท้ายผมไหวมั้ยเนี่ย?” ชายหนุ่มไม่อยากต่อคำ เธอเมาจนไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไรออกมาบ้าง ที่ทำได้คงต้องปล่อยให้เธอพักจนสร่างเมาก่อนกระมัง

“ซ้อนไปไหนยะ?” เธอตวาดเสียงอ้อแอ้เหมือนเด็กๆ ไม่มีผิดเลย

“อ้าว ไม่กลับเรอะบ้านน่ะ” เขาถามกลับ ใช้มือดันหน้ผากคนเมาเอาไว้ไม่ให้ทิ่มลงกับโต๊ะ

“บ้าน บ้าน ช่ายๆๆๆ กลับบ้าน ฉันง่วงแล้ว” หญิงสาวร้องดีใจ ดวงตากลมๆ นั่น ก็ทำทีว่าจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ ชายหนุ่มโคลงศรีษะอย่างนึกขัน ต่อให้เจ้าหล่อนเมาแล้วอาละวาดขนาดนั้น เขากลับมองว่านั่นเป็นภาพน่ารักน่าเอ็นดูเข้าไปได้อย่างไรกัน

ยัยแสบนั่นทำอะไรกับเราวะเนี่ย บ้าเอ้ย!ชายหนุ่มคิดในใจ

“นั่นไง อิ่มแล้วก็ง่วงคุณนี่จริงๆ เล้ย” ชายหนุ่มส่ายศรีษะช้าๆ พลางถอนใจยาว หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟมาเก็บเงิน

เธอมีสติพอที่จะซ้อนท้ายรถเขาได้ แม้จะโงนเงนบ้างเล็กน้อย ชายหนุ่มคว้ามือเธอมากอดเอวตนไว้แน่นพร้อมออกคำสั่ง “กอดแน่นๆ แบบนี้นะ ผมจะไปส่งบ้าน” ชายหนุ่มกุมมือหญิงสาวเอามากอดเอวตนเองไว้แล้วบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากก็มีแววออกคำสั่งนิดๆ ด้วย

“อืม... รู้แล้วน่า ปล่อยมือก็ตายสิ ใครกันแน่ที่เมา” เธอโต้ทันควัน เธออาจจะไม่เมา กลายเป็นเขาที่เมาอย่างที่เธอว่าก็เป็นได้ ชายหนุ่มยิ้มมุมปากข้างหนึ่งอย่างขบขัน สายตาที่ทอดมองไปยังหญิงสาวเป็นประกายอ่อนโยน ถ้าวันนี้เธอไม่มีปัญหาอกหักรักคุด ก็คงไม่เมาจนเสียการควบคุมตัวเองแบบนี้กระมัง

“นั่นไง แสบนะเรา” เขาว่า จากนั้นซุปเปอร์ไบค์ถูกสตาร์ทเครื่อง เสียงกระหึ่มไพเราะดังขึ้น จากนั้นก็เคลื่อนไปบนท้องถนน เธอกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ร่างทั้งสองแนบชิดกัน เขาสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวเธอที่แนบชิดเข้าหา หากก็ขับเคลื่อนไปด้วยความระมัดระวัง เพราะถึงยังไงเธอก็จัดว่าเมา ส่วนเขาจิบเข้าไปเล็กน้อยเท่านั้น มันเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่งที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วออกมาขับขี่แบบนี้ แต่มันก็ต้องแข้งใจพาเธอไปส่ง เพราะเขาไม่ถึงกับเมาหรอก

เอี๊ยดดดดดดดด!!!

“ว่าไงน้อง ไปไหนกันมาล่ะ” ผู้ชายในเครื่องแบบเดินมาตบบ่าเขาน้ำหนักมั่นคง สายตามองสำรวจราวกำลังจับผิด และก็ดูเหมือนว่าจะจับได้เสียด้วย แบบนี้ไม่เรียกว่าซวยก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ทั้งที่ตอนกลางวันเพิ่งผ่านความโชคดีมาสดๆ ร้อนๆ ทำไมชีวิตมันพลิกผันขนาดนี้ละเนี่ย!

“พอดี ถ่ายรายการเพิ่งจบ เลยไปกินข้าวกันครับ” ชายหนุ่มตอบ พยายามอยู่ในระยะห่างเพราะเขาก็จิบเบียร์นิดหน่อย แต่ใช่ว่าจะรอดพ้นเสียเมื่อไหร่ นายตำรวจโน้มหน้าเข้ามาใกล้ สำรวจกลิ่นแอลกอฮอล์

“นั่นแฟนเรอะ” จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องซะอย่างนั้น

“ครับ ท่าทางจะง่วง” ชายหนุ่มตอบทันควัน

“โอโห... กลิ่นหึ่งเลยน้อง ลงมาเป่าแอลกอฮอล์กันหน่อยมา” แจ็คพ็อตครั้งที่สองของวันนี้ ผับผ่าสิ!ธันยาพัฒน์สบถในใจคนเดียว สายตาจับจ้องนายตำรวจเขม็ง คิดหาทางปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม จริงอยู่เขาจิบเบียร์เล็กน้อย แต่มั่นใจว่าระดับแอลกอฮอล์ไม่มีทางถึงระดับที่จะต้องถูกจับเสียค่าปรับได้ ส่วนหญิงสาวเธอเมาจริง กลิ่นเบียร์หึ่งออกจากลมหายใจขนาดนั้น แต่เธอไม่ได้เป็นคนขับรถสักหน่อย เขาจะลองเจรจาขอร้องตำรวจสักครั้ง เพราะอีกไม่ไกลก็ถึงบ้านเจ้าหล่อนแล้ว เขามองนายตำรวจนิ่งแน่ว จึงตัดสินใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ผมนึกว่าเป่าแต่รถยนต์เสียอีก”

“รถมอร์เตอร์ไซค์ก็เป่าเหมือนกันละน้อง ถ้ามันอันตราย”

“โถพี่... อีกนิดจะถึงบ้านแล้วครับ ผมขอก็แล้วกัน” ชายหนุ่มพยายามเจรจาประนีประนอม

“ไม่ได้หรอกน้อง เป่าก่อน แล้วจะต้องนั่งพักจนหายเมาพี่ถึงจะปล่อยตัว” นายตำรวจบอก

“ซวยจริงๆ” เขาสบถ “คุณๆ ยัยตัวแสบ”

“หืม... ถึงแล้วเหรอ” สาวน้อยขี้เมาถาม ทั้งพยายามปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก มันมึนหัวและหนักหน่วงเปลือกตาเป็นที่สุด แขนขาก็เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงไปเสียอย่างนั้น

“ถึงด่านน่ะสิ เราต้องลงไปเป่านะ” เขาเอี้ยวตัวมาบอกร่างบางที่กอดเอวเขาแน่น บางครั้งแนบแก้มๆ นุ่มๆ นั้นบนแผ่นหลังเขา ทั้งที่มันมีเสื้อคลุมแต่มันก็ไม่ถือเป็นปราการกั้นการสัมผัสรับรู้ของเขาได้หรอก นานทีจะมีสาวๆ ซ้อนท้ายแล้วก็กอดเอวแน่นแบบนี้ มันให้ความรู้สึกดี กระชุ่มกระชวยชอบกล

“เป่าอะไร ไม่เอ๊า” หญิงสาวโวยวาย

“ลงมาเลยน้อง นี่เมามาใช่มั้ย?” นายตำรวจหนุ่มถามเสียงเข้มขึง

“ไม่ๆ ไม่เอาไม่เป่า นี่มันจูบทางอ้อมนี่ ไม่ ม่ายย” หญิงสาวโวยวายลั่นด่านจนนายตำรวจต้องเดินมาดู ว่าใครกำลังขัดขืนการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

“แล้วคุณจะจูบทางอ้อมกับคนอื่น หรือจูบกับผมหา ยัยตัวแสบ” ธันยาพัฒน์กัดฟันกรอดส่งเสียงคำรามออกมา เธอเบิกตากว้างจ้องเขา ศรีษะสาวน้อยเอนไปซ้ายที ขวาที แบบทรงตัวไม่ไหว

“ม่ายยยย ม่ายนะ ม่ายเป่าทั้งนั้น” เสียงอ้อแอ้โวยวาย เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีแบบนี้บอกไปใครจะเชื่อว่าไม่ดื่ม... ไม่เมา!

“เธอไม่ต้องเป่าได้มั้ยครับคุณตำรวจ ผมเป่าเอง” ธันยาพัฒน์ขอร้องน้ำเสียงมั่นคง ภายในภาวนาให้ตัวเองว่าเป่าแล้วระดับแอลกอฮอล์ปกติก็แล้วกัน เขารู้ตัวว่าดื่มเบียร์จริง แต่ไม่มากจนเมาและรู้ตัวด้วยว่าดื่มากแค่ไหนจึงจะเมาและเสี่ยงต่อการถูกปรับ

“เอาล่ะ เป่าแล้วไปจ่ายค่าปรับ แล้วไปนั่งตรงนั้น ไว้สร่างเมากันค่อยขับรถกลับบ้านดีกว่านะน้อง” นายตำรวจหนุ่มชี้มือไปที่จุดพักที่มีกรวยตั้ง และป้ายด่านที่มีไฟไซเรนสีแดงหมุนส่องแสงแว้บๆ ให้รู้ว่าเป็นการตั้งด่านตรวจจับแอลกอฮอล์ ตรงนั้นมีตำรวจนั่งทำหน้าที่ตรวจนักดื่มอยู่ บางคนก็ยืนคอยทำหน้าที่โบกรถให้ชิดเข้ามาเพื่อตรวจ

“ครับ”

สรุปว่าทั้งสองต้องนั่งตบยุงที่ด่านตำรวจที่อยู่ไม่ไกลจากหน้าหมู่บ้านของหญิงสาวเท่าไหร่นัก กว่าจะสร่างเมาพระก็ออกบิณทบาตแล้ว

“นี่คุณ! ตื่นเร้ว!! ชายหนุ่มเรียก

“เช้าแล้วเหรอ”

“ครับผม กลับไหวมั้ย อีกนิดเดียวก็ถึงบ้านคุณแล้ว”

“ค่ะ”

“ไปเร้ว”

“นี่เราโดนตำรวจจับเหรอ?” หญิงสาวถาม ท่าทางยังดูไม่ค่อยมีสติสมประดีเท่าไหร่ ไอ้สร่างเมาน่ะน่าจะสร่างบ้างแล้ว แต่คิดว่าสมองคงยังมึนๆ อยู่

“คุณเข้าใจถูกแล้วครับ นี่แม่คุณ... แม่ทูนหัวของผมครับ ทำไมไม่บอกแต่แรกละเนี่ย ว่าแถวหมู่บ้านมีด่านตำรวจน่ะ” เขาว่าพลางส่ายหน้าดิก ความคิด จอมมารในสมองอยากบีบคอยัยตัวแสบชะมัด หากความคิด จอมเทวาในสมองเขากลับห้ามไว้ วิถีสุภาพบุรุษต้องไม่ทำอย่างนั้นครับไอ้แทน!

“ทำไมล่า...?” เอ้า! ช่างถามชายหนุ่มคิด หากคนเมาลากเสียงยาวฟังดูอ้อแอ้แต่ก็น่ารักในสายตาชายหนุ่ม

“ผมจะได้ไม่ให้คุณดื่มน่ะสิ เกือบจะรอดอยู่แล้วนะ แต่คุณน่ะสิ กลิ่นเบียร์หึ่งยังกะไปตกถังเบียร์มา ถ้าเรารอดด่านก็ถือว่าปาฏิหาริย์ล่ะ”

“นี่นายโทษฉันเหรอ ไม่ต้องไปส่งแล้ว ฉันเดินกลับเองได้” คนเมายังมีสติ เถียงข้างๆ คูๆ

“เรียก พี่สิครับ” เขาเสียงเข้ม หน้านิ่ง

“เออๆ พี่ก็ พี่” ปภาณพิชญ์ยอมอ่อนข้อ

“อย่างอนสิครับ บอกความจริงให้ฟัง นี่ห้ามไปเมากับผู้ชายคนไหนเลยนะ นี่เพราะเจอคนดีๆ อย่างผมหรอกคุณถึงรอดน่ะ”

“รอดอะไร?” หญิงสาวถามหน้าซื่อตาใส เขานี่อดเอ็นดูแม่ทูนหัวไม่ได้จริงๆ เจอมุกนี้ของเธอเข้า เข่าอ่อนเลย

“ขึ้นรถเร้ว ผมง่วงแล้ว” เร่งเร้าคะยั้นคะยอ ขืนอยู่นานกว่านี้ เป็นต้องเผลอใจมากไปกว่านี้แน่

ไม่นานซุปเปอร์ไบค์คันโก้ก็มาจอดที่หน้าบ้านหญิงสาว เขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่จากที่ถามเส้นทางจากคนเมา ผสมกับการเดาส่วนตัว ก็มาถึงโดยปลอดภัย แต่ดูเหมือนสาวน้อยที่ซ้อนท้ายจะเมาจนโงนเงนไปแล้วเต็มทน

เขาจอดรถแล้วค่อยๆ พยุงร่างบางที่สลึมสะลือ เมื่อยืนบนพื้นก็เหมือนโลกทั้งใบของเธอมันบิดเบี้ยวโอนเอนจนร่วงลงไปนั่งแหมะกับพื้น

“ไหวมั้ยคุณ... นี่ถือว่าโชคดีที่เกาะเอวผมมาถึงบ้านนะเนี่ย” ชายหนุ่มพึมพำ

“ฮือ...” เสียงหวานพึมพำอ้อแอ้ คนร่างสูงจึงนั่งคุกเข่าแล้วพยุงเธอลุกขึ้น ก่อนอุ้มเข้าไปในบ้าน

“กุญแจเข้าบ้านอยู่ไหนสาวน้อย” เขาถาม เธองัวเงียเต็มทีแล้ว แขนแข็งแกร่งต้องโอบกอดเธอเอาไว้ให้ทรงตัวยืนอยู่ข้างๆ เขา

“ไม่รู้... ม่ายรู๊” ยังคงโวยวายอย่างอ้อแอ้ต่อไป

“กรรมจริงๆ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ส่ายหน้าดิก เช้าตรู่แบบนี้ ในหมู่บ้านยังเงียบกริบ อากาศค่อนข้างเย็น บรรยากาศภายนอกยังดูสลัวๆ อยู่เลย

เช้าตรู่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เขาก็เพลียเหลือเกิน ถ้าได้งีบสักนิดคงดีไม่น้อย ชายหนุ่มถือวิสาสะเปิดกระเป๋าสะพาย ควานหากุญแจ พวงกุญแจติดมือขึ้นมาอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มไขกุญแจเข้าไป พลางอุ้มร่างบางที่ตอนนี้อ่อนปวกเปียกเข้าไปในบ้าน ก่อนปิดประตูให้เรียบร้อย

“ห้องเราอยู่ไหนเนี่ย แล้วอยู่กับใคร ทำไมบ้านเงียบจัง?” เขาพึมพำเป็นคำถามที่ไม่คาดหวังคำตอบนัก เพราะคู่สนทนาของตนนอกจากเมาอ้อแอ้แล้ว ยังหลับไม่รู้เรื่องเลย

“โอเค... งั้นพาขึ้นไปส่งบนห้องนอนก็แล้วกัน” เขาว่า พลางอุ้มร่างบางที่น้ำหนักไม่เป็นอุปสรรคเลยสักนิดเข้าในอ้อมแขน เดินผ่านทางเดินห้องรับแขก ขึ้นบันไดไปช้าๆ กระทั่งถึงห้องนอนสีหวาน ประตูหน้าห้องติดป้าบ ‘Bedroom’ น่าจะห้องนอนคนเมาคนนี้กระมัง เตียงกว้างรองรับแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาว

ชายหนุ่มวางร่างเธอลงบนเตียง เขานั่งข้างเตียงหันมามองเธอยามหลับตาพริ้ม ก็ดูน่ารักดี แก้มยังแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังไม่หมด

“อย่าไปเมาแบบนี้ที่ไหนเชียวนะแม่คุณ” เขาพึมพำ เพราะความเป็นห่วง ก่อนคว้าผ้าห่มผืนบางมาคลุมร่างน้อยเอาไว้ มือเพรียวแกร่งลูบไรผมนุ่มออกจากใบหน้าขาวเนียนอย่างเผลอไผล ดวงหน้าหล่อโน้มลงเข้าใกล้ แม้จะมีกลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่บ้างแบบที่คอเหล้าเรียกว่ากลิ่นละมุด แต่กลิ่นสาวก็ระคนในนั้นเช่นกัน

ชายหนุ่มเอียงคอมองพินิจคนหลับอย่างเผลอไผล...

จุมพิตละมุนประทับลงบนหน้าผากนูนสวยเป็นเชิงปลอบโยน โดยที่เขาก็มิทันรู้เนื้อรู้ตัว...

ยามหลับ เธอช่างดูไร้เดียงสา ปราศจากพิษภัยและน่าปกป้อง... ภาพหญิงสาวนั่งร้องไห้น้ำตาริน มันจับใจเขาเหลือเกิน ผู้ชายที่ทำผู้หญิงน่ารักบอบบางแบบนี้ต้องร้องไห้ มันคิดอย่างไรกันนะ เขาอดสงสารเจ้าหล่อนไม่ได้

คิดถึงตรงนี้ เขาก็ควบคุมสติตัวเอง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนเดินออกจากห้องนอนสีหวานของหญิงสาวไป ความคิดที่อยากจะงีบต่ออีกสักนิดยังคงวนเวียน ร่างแกร่งทิ้งน้ำหนักตัวลงนอนบนโซฟากว้างในห้องรับแขก แล้วก็หลับไปแบบมึนๆ อย่างง่ายดาย

 

“กรี้ดดด” หญิงสาวแผดเสียงลั่นบ้าน เมื่อลงมาอย่างัวเงียแล้วพบร่างสูงของใครก็ไม่รู้นอนบนโซฟาในห้องรับแขกของบ้าน

“อะไรกันคุณ” ชายหนุ่มทะลึ่งตัวลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เสียงเจ้าหล่อนแสบแก้วหูชะมัดเลย พอขยี้ๆ ตาก็พบว่าปภาณพิชญ์ยังอยู่ในชุดเดิมเมื่อวาน ผมฟูหน้าตามอมแมมเพิ่งตื่นนอน ตอนนี้ดวงตากลมดตเบิกกว้าง เมื่อตั้งสติได้ ดวงตาคู่นั้นที่มองมาเจือแววสงสัย

“คะ... คุณมานอนตรงนี้ได้ยังไง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ บอกมานะ”

“โธ่แม่คุณ แม่ทูนหัวครับ ผมก็มาเมื่อเช้าก่อนไก่โห่น่ะสิ นี่ถามจริงๆ จำไม่ได้เรอะว่าใครมาส่งน่ะ”

“ใครจะไปจำได้ล่ะ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” เธอว่าเสียงเขียว “แล้วมายังไงเล่า”

“ผมก็แบกคุณมาส่งสิครับ ดีนะมีสติกอดเอวผมแน่น เมาแบบนี้ไม่ดีนะ ห้ามไปเมาที่ไหนอีก จำไว้!

“จะทำอะไร หา? ทำไม? จะมาว...” เจ้าหล่อนเถียง เขาอยากรู้นักเชียวว่าเจ้าหล่อนรู้เนื้อรู้ตัวบ้างหรือเปล่า

“เมาไม่รู้เรื่องแบบนี้ ระวังดีๆ เถอะ” เขาว่า หากรอยยิ้มบางดูละมุนละไมประดับบนใบหน้าหล่อของเขา ดวงตาคมทอดมองมาด้วยความเอ็นดู ระคนสงสาร ในชีวิตลูกผู้ชาย เขาไม่เคยคิดที่จะทำผู้หญิงเสียใจเลยสักครั้ง มีแต่ถูกผู้หญิงบอกเลิก อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นต้น

“ฉันเมามากเหรอ น่ารังเกียจหรือเปล่า?” คนสร่างเมาถามอึกอัก ไม่อยากคิดว่าตอนไร้สติตนเองทำอะไรขายขี้หน้าออกไปบ้าง ข้อดียิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ด้วย คิดแล้วอยากเขกหัวตัวเองนักเชียว

“จะเหลือ?” เขาพูดสั้นๆ น้ำเสียงเจือแววขบขันในนั้นจนหญิงสาวนึกหมั่นไส้

“ก็ใครล่ะ ใครมอมเหล้า?” เธอว่าเขาพลางทำปากยื่น

“แน๊... มาโทษกันแบบนี้ไม่ได้นะคุณ ลองนั่งนึกดีๆ สิครับ ใครกันแน่คว้าขวดเบียร์ขึ้นไปกระดกเอาๆ ตอนแรกชวน บอกว่าไม่ดื่ม โยเกิร์ตไม่ดื่มค่ะ ไม่ดื่มเหล้า” เขาแกล้งทำเสียงล้อเลียน หญิงสาวแก้มร้อนวูบเต็มไปด้วยความอับอาย

“นี่ถ้าเมากับผู้ชายคนอื่น ตื่นขึ้นมาเสื้อผ้าไม่เหลือแล้วมั้ง...” เขาจ้องตาเจ้าหล่อนที่กำลังกระพริบตาถี่ๆ สมองกำลังหาคำพูดงัดมาเถียง “อาจจะเสียทั้งตัว เสียทั้งใจ แต่เอ... หรือคุณเป็นประเภทล่าแต้ม ถ้าแบบนั้นจะเรียกว่า ได้มากกว่า” เขาทิ้งท้าย ยิ้มเป็นประกาย

“กรี้ดดด อีตาบ้า อย่ามาพูดแบบนี้ในบ้านฉันนะ ออกไป กลับไปเลย” เธอพุ่งตัวเข้าไปทุบตีเขารัวๆ โดนบ้าง ไม่โดนบ้าง เพราะเขาเบี่ยงตัวหลบได้คล่องแคล่วว่องไวเสียยิ่งกว่าลิงลมเสียอีก

“โอ้ยๆๆ คนอุตส่าห์มาส่ง เตือนด้วยความหวังดี นี่คือสิ่งที่ได้รับตอบแทนหรือเนี่ย โอ้ย” เขาแกล้งงอตัวว่าเจ็บ เธอจึงได้หยุดตีเขา

“ก็มาว่าฉันทำไมเล่า”

“ว่าตรงไหน ผมเตือน... เตือมด้วยความหวังดี” เขาจ้อง เธอกำลังนิ่งฟังอย่างหน้านิ่ว เขาพูดต่อ “ถ้าไม่ห่วง... จะเตือนไหม?” เขาสรุป

“ก็ได้... ขอบคุณก็ได้ ต่อไปไม่เมาก็แล้วกันน่ะ” เธอยื่นปากเถียง

“โอเค” เขารับรู้ทิ้งตัวลงนอนต่อ โซฟาบ้านนี้นุ๊ม... นุ่ม

“อะไรกันคุณ นี่จะยังไม่กลับเหรอ”

“ขอนอนต่ออีกหน่อยนะ ง่วงมากเลย ขอสักงีบนะครับสาวน้อย” เขาครางทั้งที่ตาหลับพร้อม พูดจบก็พลิกตัวนอนหันหลังให้เจ้าของบ้านซะงั้น หญิงสาวได้แต่ส่าวหน้า จะไล่กลับก็นึกถึงคุณงานความดีที่เขาอุตส่าห์พามาส่งอย่างปลอดภัย แถมยังเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดไม่ฉวยโอกาสเอาเปรียบในเวลาที่เธออ่อนแอและไม่ได้สติแบบนี้

“ก็ได้... ให้นอนต่อก็ได้” เธอว่าพลางหันหลังให้ เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมายังมึนๆ หัว ปวดหนึบหนับเหมือนใครเอาคีมขนาดใหญ่มาบีบขมับ จึงตั้งใจลงมาหาน้ำผลไม้เปรี้ยวๆ หรือเครื่องดื่มอะไรก็ได้ที่มีติดไว้ในตู้เย็น เพื่อให้ร่างกายสดชื่น แต่มาเจอเขานอนเหยี่ยดตัวยาวบนโซฟา เป็นใครก็ตกใจ เล่นนอนหันหลัง เธอไม่รู้ว่าใครก็ร้องไว้ก่อนน่ะสิ เผื่อเป็นโจรจะได้มีคนมาช่วยทัน ยิ่งอยู่บ้านคนเดียว ชีวิตสาวโสดต้องสตรอง

ร่างบางเดินไปหาน้ำผลไม้ดื่มที่โซนห้องครัว น้ำฝรั่งครึ่งแก้วปริมาณกำลังดี ช่วยให้สดชื่นขึ้นมาจริงๆ จากนั้นเธอเดินผ่านห้องรับแขกไป สายตากลมโตมองร่างสูงที่นอนเหยียดยาวอีกครั้ง หากทำไมภาพนั้นกลับทำเอาใจเต้นรัว แถมจู่ๆ รอยยิ้มบางก็คลี่ออกมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เวลาหลับ... ก็ดูเท่ดีอยู่หรอกนะ แต่ยังไงฉันก็ยังไม่ไว้ใจนายง่ายๆ หรอกย่ะหญิงสาวคิดก่อนเดินขึ้นบันไดไป ตั้งใจว่าจะอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นสักหน่อย คงจะช่วยให้สร่างเมาเร็วขึ้น อาการที่เธอเป็นนี่เรียกว่าอาการแฮ๊งค์ใช่มั้ยนะ ปวดหัวคลื่นไส้จนทรมานไปหมด เหล้าเบียร์ ขมก็ขม ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน สู้น้ำฝรั่งหรือพวกน้ำผลไม้อื่นๆ ก็ไม่ได้ ทำไมพวกผู้ชายชอบดื่มกันจัง แถมส่งผลให้สมองมึน ปวดหัวแทบระเบิด เกิดอาการคลื่นไว้อาเจียน โทษหนักขนาดนี้นแล้ว ก็ยังกินกันเข้าไปได้ สำหรับหล่อนคงเข็ดไปอีกนาน

            หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ร่างบอบบางก็เดินลงบันไดมาอย่างเรียบเรื่อย เป็นปกติเช่นทุกวัน เธอก็เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานในตอนเช้าเป็นเวลาปกติ หากวันนี้อาจจะ เข้างานสายไปสักหน่อย เพราะมีเหตุสุดวิสัย สายตาคู่หวานมองกวาดไปทั่วบริวณชั้นล่างของบ้าน

ทันใดนั้นเอง สายตาเธอก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งนอนเหยียดเต็มความยาวระนาบไปกับโซฟานุ่มที่เธอรักและหวงเป็นนักหนา นี่ยังไม่กลับไปอีกหรือเนี่ย?ทันเท่าความคิด ร่างบางเดินก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนนั่งคุกเข่ามองหน้าหล่อสะอาดสะอ้านนั้นอย่างช่างสำรวจ ผู้ชายอะไร... หน้าใส ไม่นอนกรนด้วยเธอกำลังนินทาเขาในใจอยู่อย่างลืมตัว

“แอบมองคนหลับ?” เขาเอ่ยขึ้นจนร่างบางสะดุ้ง

“คนหลับที่ไหนมีสติ รู้ได้ไงว่าถูกแอบมองล่ะ”

“ก็กลิ่นหอมๆ มันเตะจมูกนี่ครับคุณแฟน”

“ใครแฟนคุณ?”

“เราเพิ่งผ่านศึกชิงเงินรางวัลมาหมาดๆ ในฐานะแฟน แหม... ทำเป็นลืมไปได้” เขาเถียงทั้งที่ยังนอนหลับตาพริ้ม เสียงคนเพิ่งตื่นนอนมีแววงัวเงียอย่างชัดเจน

“ตื่นได้แล้ว ฉันไม่เถียงด้วยแล้วนะ ตื่นแล้วก็กลับไปได้แล้ว” เธอได้ทีไล่ ร่างโปร่งลืมตาพรึ่บ ลุกขึ้นกระทันหันจนจมูกโด่งชนแก้มใสๆ หอมๆ ของหญิงสาว จะบอกว่าอุบัติเหตุก็ไม่น่าใช่ เขาต้องตั้งใจทำให้มันเป็นแบบนั้นแน่ๆ คนเจ้าเล่ห์

“นี่นาย!

“หอมชะมัดเลย” เขาแกล้งสูดอากาศเข้าอย่างลึกสุดปอด แล้วก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้ หญิงสาวเบี่ยงหน้าหลบจนเซล้มลงไปนั่งพับเพียบกับพื้นบ้าน

“คุณใช้ครีมอาบน้ำยี่ห้ออะไรนี่ หอมจัง หอมจนน่ากอดไปหมดเลย” เขาแกล้งพูด รอยยิ้มกว้างประดบบนใบหน้าเขา หากเธอกลับไม่สนุกด้วย ขึงตามองอย่างเอาเรื่อง

“ยี่ห้ออะไรก็ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่าหวังจะได้กอด ใครจะใจง่ายไปกับคุณกัน”

“โธ่... คุณแฟน นี่จะอะไรไม่ได้จริงๆ หรือเนี่ยว่าเมื่อคืน คุณต่างหากเป็นฝ่ายกอดผม ปลุกปล้ำผมอีกต่างหาก กว่าจะส่งตัวคุณแม่ทูนหัวเข้านอน...” เขาหยุดจ้องคนหน้าแดงอย่างนึกสนุก “ผมเปลืองตัวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” ว่าจบก็ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

“ฉันไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน อย่ามาตู่เลย”

“สงสัย คราวหน้าถ้าคนแถวนี้เมา จะต้องถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน” เขายั่ว

“ลุกเลย... กลับไปได้แล้ว” หญิงสาวไล่เขาเสียงห้วน ชายหนุ่มยังตื้อต่อ

“เหนียวตัวอ่ะ ขออาบน้ำที่นี่ได้มั้ยครับ” คนเพิ่งตื่นนอนเอ่ยเสียงงัวเงีย

“ไม่ได้ ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมนะยะ”

“โรงรงโรงแรมอะไรกันคุณ... ถ้าโรงแรมจริงๆ นอนค้างคืนแบบนี้ต้องมีผ้าห่มให้สิ นี่อะไร ไม่มีเซอร์วิสมายด์เลย” เขาแกล้งยั่ว ยิ่งได้แกล้ง ก็ยิ่งสนุกใจอย่างบอกไม่ถูก

“คนบ้า! หญิงสาวแหวใส่ ขึงตาขู่เขาอย่างเอาเรื่อง หากชายหนุ่มกลับยิ้มกว้างหน้าระรื่น

“ตกลงนะครับ ห้องน้ำข้างบนใช่มั้ย”

“ไม่ คุณเป็นคนแปลกหน้า เข้าห้องน้ำข้างล่างก็มี” เธอชี้ไปทางประตูห้องน้ำ

“ใจร้ายจริง”

“ถ้าใจร้ายคงไม่ยอมให้เข้าห้องน้ำ... ไม่ยอมให้ซุกหัวนอนที่นี่ด้วยย่ะ”

“แหม... ผมอุตส่าห์พามาส่ง ถ้าผมปล่อยสาวๆ สวยๆ ขี้เมาเอาไว้ข้างนอก ถามจริงจะรอดกลับมามั้ยครับ”

“นั่นไม่ถือเป็นบุญคุณย่ะ แต่เป็นความรับผิดชอบ เพราะคุณมอมเหล้าฉันต่างหาก”

“เอาล่ะๆ ยิ่งเถียงกับคุณ ผมยังสนุก เอาไว้เราเป็นแฟนกันจริงๆ เมื่อไหร่ จะทะเลาะด้วยทั้งวันทั้งคืนเลย” เขาจ้องตาอย่างค้นหา “รับรองยิ่งทะเลาะ เราจะยิ่งลูกดก”

“อีตาบ้า! ไปเลยนะ”

“เตรียมผ้าขนหนูให้ผมบ้างสิ มีมั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงทุ้ม

“ก็ได้ เดี๋ยวให้ยืมก็ได้ แต่ชุดชั้นในผู้ชายกับเสื้อผ้าฉันไม่มีให้คุณนะยะ”

“รู้หรอกน่า ไว้ผมจะหอบผ้าผ่อนมาไว้ที่นี่เองละกัน”

“คนบ้า ใครจะยอมให้เอามาไว้ยะ” เธอว่าพลางก้าวอ้าวขึ้นบันได เขายืนกอดอกยิ้มให้ขณะพิงประตูห้องน้ำหน้าระรื่น แถมถอดเสื้อโชว์ซิกแพคสมบูรณ์แบบตั้งแต่เมื่อไหร่

“อีตาบ้า ใครใช้ให้ถอดเสื้อ”

“อ้าว จะอาบน้ำก้ต้องแก้ผ้าสิครับคุณ ใครอาบน้ำทั้งชุดล่ะ”

“ไม่พูดด้วยแล้ว” เธอเดินขึ้นบันไดไปอย่างหน้างอเพราะโดนแฟนกำมะลอแกล้งยั่วจนหน้าแดงไปหมด

สักพักเธอก็ลงมาพร้อมผ้าเช็ดตัวใหม่เอี่ยมสำหรับแขกลงมาหนึ่งผืน “ฉันพาดไว้บนราวผ้าหน้าห้องน้ำนะ”

“โอ้ยๆ ส่งมาให้เร็วครับ” เขาแง้มประตูพร้อมยื่นมือที่เปียกน้ำมารอรับผ้าเช็ดตัว หญิงสาวพลันจินตนาการไปไกลว่ารเรือนร่างเขาจะเปล่าเปลือยไปถึงไหนต่อไหน ทำไมอีตาคนบ้าไม่มีความละอายบ้างเลยเนี่ย

“เอาไปสิ” เธอหันหลังให้เขา หากยื่นผ้าเช็ดตัวส่งให้เขา

ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ออกมาพร้อมชุดเดิม หากเพิ่มเติมคือกลิ่นหอมสุดชื่นสะอาด ผมเปียกชุ่ม ท่าทางจะสระผมเสร็จสรรพ ผ้าเช็ดตัวพาดบนบ่ากว้างน่าซุกซบของเขา

“เริ่มงานแต่เช้าเลยเหรอคุณ” เขาเดินมายืนหลังเก้าอี้ มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เธอนั่งทำงานเงียบๆ

“อืม”

“ผมกลับละ”

“ฮืม”

“ผ้าเช็ดตัวตากที่ไหน?”

“พาดไว้ทางราวหน้าห้องน้ำไง เดี๋ยวฉันเอาไปทิ้ง” ปากบอกไป พลางก็ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างไม่ใส่ใจคนฟังนัก

“ทิ้ง?” เขาอุทาน “อะไรกันคุณ... ผ้าเช็ดตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นผู้ชายอย่างผมนี่ ไม่ควรทิ้งขว้างนะครับ ทางที่ดีห้ามซักด้วย คุณต้องเก็บไว้กอดด้วยซ้ำ”

“อี้... พร่ำอะไรเนี่ย นายยังไม่สร่างเมารึไง” เธอหมั่นไส้จนหมุนเก้าอี้หันมาเผชิญหน้าแล้วเถียงฉอด เขายิ้มระรื่น

“ผมเก็บผ้าเช็ดตัวให้แล้วนะครับ”

“ค่ะ”

“กลับล่ะ” เขาเอ่ยลา

“เดี๋ยวฉันเดินออกไปส่ง” ร่างบอบบางลุกขึ้นเดินตามร่างสูงไป ท่าทางควบซุปเปอร์ไบค์คันหรูอย่างทะมัดทะแมงของเขา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาดูเท่อย่างกับเป็นดารานายแบบเลยทีเดียว มาดของเขาดูอบอุ่นอ่อนโยนแล้วก็ดูช่างปกป้อง แต่เสียตรงที่ความกวนประสาทและขี้แกล้งนี่ล่ะ เธอตัดคะแนนความขี้แกล้งของเขา 99.99%

“ส่งแค่นี้ก็พอแล้วละครับ ไปทำงานต่อเถอะ” เขาว่าพลางสตาร์ทรถเสียงนุ่มกระหึ่ม เธอคิดว่ารูปโฉมภายนอกของซุปเปอร์ไบค์มันก็ไม่ต่างจากแมงไซค์สักเท่าไหร่หรอก หากสิ่งที่ทำมันต่างออกไปก็ตรงที่เสียงอันไพเราะนุ่มทุ้งของมันยามถูกสตาร์ทหรือโลดแล่นไปบนท้องถนนนี่ต่างหาก เวลาควบซ้อนท้ายเขาก็เร้าใจเป็นบ้าเลย “จำไว้นะครับ ผมไม่อนุญาตให้ไปเมาแบบนั้นกับใครที่ไหนอีกแล้วนะ ห้าม!” เขาทิ้งท้ายเสียงเข้ม

“รู้แล้วน่า...” เธอว่าพลางทำปากยื่น “ขอบคุณนะที่มาส่ง” หญิงสาวเอ่ยอย่างรู้สึกขอบคุณ เธอยิ้มบางๆ เกาหัวแกร็กๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะเมาขนาดนั้น ปกติก็ไม่ใช่คนดื่มอยู่แล้ว

“โอเค แล้ววันนัดรับเงินผมจะมารับมั้ย” เขาไม่พูดถึงเรื่องเมาด้วยซ้ำ ดูเหมือนชายหนุ่มจะเข้าใจ ทำไมเธอถึงเผลอดื่มเสียจนเมามายขนาดนั้น ดื่มเพื่อลืมเธอ...มันใช้ได้เสมอเวลาอกหักรักคุดหรือยังไงนะ

“ไม่ต้องหรอก เจอกันที่นั่นเลย เดี๋ยวคุณจะลำบากเปล่าๆ” หญิงสาวออกตัว จะว่าเกรงใจก็ใช่ แต่เธอดูแลตัวเองได้ มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรอยู่แล้ว

“งั้นก็เจอกันนะครับ” ล่ำลากันแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกัน  ไม่นานชายหนุ่มก็ถึงคอนโด กว่าจะได้พักผ่อนก็เวลาเคารพธงชาตินั่นเลย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านพบกันอีกครั้งกับผลงานลำดับที่ 4 ของภัคร์ภัสสรค่ะ สำหรับเรื่อง ล่ารักเจ้าสาวแจ็คพ็อต นี้เป็นนิยายรักที่ต่างจากเรื่องที่ผ่านๆ มา คือเน้นความรักอ่อนโยนละมุนละไมและความเข้าอกเข้าใจกันของพระเอกนางเอกของเรื่องเป็นหลัก มากกว่าความร้อนแรงอย่างผลงานที่ผ่านๆ มา จะว่าเป็นความเอาแต่ใจของผู้แต่งที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศเขียนนิยายรักสีขาวบ้างก็คงจะไม่ผิด ผู้แต่งเริ่มต้นพล็อตเอาไว้แบบหลวมๆ แล้วก็เขียนไปเรื่อยๆ ให้ตัวละครนำพาปลายปากกาไปค่ะ ในที่สุดก็จบลงได้อย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง ล่ารักเจ้าสาวแจ็คพ็อต เป็นเรื่องราวความรักของปภาณพิชญ์หรือโยเกิร์ต สาวน้อยเนื้อนมไข่ กับช่างภาพหนุ่มมาดติดดินอินดี้แต่มีปูมหลังที่แท้จริงเป็นถึงทายาทมหาเศรษฐี ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นแบบตกกระไดพลอยโจนที่ทั้งสองต่างจำเป็นต้องร่วมมือกันเล่นเกมโชว์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง แต่จากการเริ่มต้นนั้น มันไม่จบเพียงแค่เกมน่ะสิคะ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้ติดตามในเล่ม อยากบอกว่าผู้แต่งตั้งใจและใช้เวลาแต่งนิยายเรื่องนี้นานมากพอสมควร แถมยังเป็นนิยายที่มีเด็กเรื่องแรกของผู้แต่ง ฝากเอ็นดูน้องฟางข้าวด้วยนะคะ ท้ายนี้ ภัคร์ภัสสรต้องขอขอบพระคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด ทำให้ผู้แต่งมีกำลังใจอย่างล้นเหลือและไม่เคยท้อถอยเลยสักนาทีที่จะแต่งนิยายสนุกๆ เรื่องใหม่ๆ มาเสิร์ฟ มอบความสุขทางด้านการอ่านให้แฟนนิยายที่ติดตามภัคร์ภัสสร ทักทายกันมาถึงบรรทัดนี้ก็ยาวพอควรแล้ว คงได้เวลาอ่านนิยายกันจริงๆ แล้วสินะ ขอให้สนุกและมีความสุขกับการอ่านนะคะ และถ้าคุณผู้อ่านอยากพูดคุยกับผู้แต่ง สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนิยายเรื่องอื่นๆ และกิจกรรมสนุกๆ ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ Phakpassorn.Lovestory นะคะ แล้วพบกันใหม่กับผลงานลำดับต่อไปค่ะ ด้วยรักและขอบคุณจากหัวใจ"

chineserose


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha