1. มาเฟียร้ายพ่ายรัก ซีรี่ส์ หวานใจนายมาเฟีย I

โดย: ภรปภัช



ตอนที่ 7 : มาเฟียขี้หึง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บ่ายวันแรกในนิวยอร์ค...
(“ฮัลโหล พ่อคะ หวานนะคะ”) สุพรรณิการ์โทรหาบิดาหลังจากจัดการเสื้อผ้าและของใช้ต่างๆเรียบร้อยแล้ว
(“อ้าว หวานเป็นยังไงบ้างลูก การเดินทางเรียบร้อยดีไหม”) บิดาเอ่ยถาม เมื่อรู้ว่าปลายสายคือบุตรสาวสุดที่รัก
(“เรียบร้อยดีค่ะพ่อ ตอนนี้หนูอยู่ที่คอนโดที่อลิสเตรียมไว้ให้แล้วค่ะ ห้องพักกว้างขวาง สะดวกสบายมาก พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ”) หญิงสาวเอ่ยอย่างอารมณ์ดี เพราะรู้ดีว่าบิดาของเธอเป็นห่วงและกังวลกับการเดินทางครั้งนี้ของเธอเพียงใด
(“งั้นก็ดีแล้วหล่ะลูก อยู่ทางนู้นก็รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบโทรหาพ่อทันทีเลย”) บิดากล่าวอย่างเอ็นดู
(“ได้ค่ะพ่อ งั้นเดี๋ยวหนูขอออกไปหาอะไรทานก่อนนะคะ เพิ่งจัดการกับของที่ขนมาเสร็จ ชักหิวแล้วล่ะค่ะ คิดถึงพ่อนะคะ พ่อก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ สวัสดีค่ะพ่อ”) เธอรีบตัดบทสนทนา เนื่องจากน้ำตาเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอีกแล้วเมื่อคิดถึงบิดาผู้เป็นที่รักยิ่ง
(“จ้า...ลูก แล้วโทรมาหาพ่อบ่อยๆนะ พ่อคิดถึงลูกนะ “) เขาวางสายลงแต่ก็ยังคงกังวลใจไม่หาย
ภายหลังวางสายจากบิดาแล้ว สุพรรณิการ์จึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนชุดใหม่เป็นกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อยืดหลวมๆ ใส่สบาย และเกล้าผมเพื่อความทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น พร้อมใส่รองเท้าผ้าใบคู่โปรด แล้วจึงออกจากห้องไปเพื่อสำรวจโลกใบใหม่นี้

ทันทีที่ก้าวพ้นจากตัวอาคารของคอนโดที่พักอาศัย สิ่งแรกที่สุพรรณิการ์สังเกตคือแถวนี้เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย มีทั้งร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านเบเกอรี่ ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ เอลิเซียช่างสรรหาที่พักให้เธอจริงเชียว เธอตัดสินใจเดินไปยังร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เนื่องจากตั้งแต่เช้ามาเธอมัวแต่เก็บของจึงยังไม่ได้ทานอะไรเลย โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องเธออยู่ภายในรถหรูที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามของตึกนั่นเอง
ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง
เมื่อก้าวเข้ามาในร้านอาหารไทยเล็กๆนี้ ความรู้สึกของเมืองไทยก็ลอยเข้ามาในสมอง เนื่องจากบรรยากาศร้านจัดแบบไทยแท้ ตั้งแต่ชุดพนักงานที่แต่งตัวชุดไทยประยุกต์ กลิ่นของอาหารไทยที่ลอยมาเตะจมูกทันทีที่เปิดประตู รวมถึงภาพบนฝาผนังที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับวรรณคดีไทยทั้งสิ้น โต๊ะเก้าอี้ เป็นหวายเกือบทั้งร้าน เธอเลือกที่นั่งด้านใน ที่คิดว่าคนน้อยที่สุด เนื่องจากชอบความเป็นส่วนตัวและไม่ชอบนั่งใกล้คนอื่นเท่าใดนัก
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ” เสียงหนึ่งเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นเธอนั่งมองเมนูเพื่อเลือกอาหารได้สักครู่ และที่เขาเห็นคาดว่าเธอน่าจะเป็นคนไทย และเป็นผู้หญิงไทยที่สวยมาก แม้จะไร้เครื่องสำอางใดๆบนใบหน้าก็ตาม จนเจ้าของร้านอย่างเขาอดที่จะเดินมาบริการเธอด้วยตนเองไม่ได้เลยทีเดียว
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบที่ร้านมีเมนูอะไรแนะนำไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เมนูขึ้นชื่อของที่ร้านมีหลายเมนูด้วยกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแกงรัญจวน หมูโสร่ง แสร้งว่ากุ้ง หรือว่าจะเป็นยำทวายครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งแต่ละเมนูล้วนเป็นอาหารไทยโบราณทั้งสิ้น
“โอ้โห ชื่อน่ากินทั้งนั้นเลย งั้น เอามาทุกอย่างเลยละกันนะคะ ตอนนี้หิวมากเลยค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยแววตาตื่นเต้นเนื่องจากแต่ละชื่อที่เขาพูดมาน่ากินทั้งนั้น ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยรู้จักอาหารพวนี้ก็เถอะ ขนาดอยู่ที่ไทยยังไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้มาชิมที่ต่างแดนอย่างนี้
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะจัดการให้มีอะไรเรียกได้ตลอดเวลาเลยนะครับ ผมชื่อ สเตฟาน เป็นเจ้าของร้านอาหารที่นี่เองครับ แล้วคุณเอ่อ...” ชายหนุ่มเอ่ยแนะนำตัวพร้อมกับถามชื่อเธอไปด้วย
“สุพรรณิการ์ค่ะ เรียกว่าน้ำหวานก็ได้ค่ะ ดีจังที่มีร้านอาหารไทยอยู่แถวนี้” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า แม้จะแปลกใจไม่น้อยที่ฝรั่งหน้าคมคนนี้ นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยแล้ว ยังพูดชื่ออาหารไทยได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
“ครับ คุณน้ำหวาน งั้นเรียกผมว่า ฟร๊านซ์ ก็ได้ครับ รออาหารสักครู่นะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะหันหลังกลับไปสั่งอาหารให้เธอ
ขณะที่กำลังรออาหารอยู่ ก็มีใครบางคนเดินตรงมายังโต๊ะของสุพรรณิการ์ โดยที่เธอไม่ทันสังเกตว่าในขณะที่เธอกำลังสนทนากับเจ้าของร้านสุดหล่ออยู่นั้น มีสายตาพิฆาตของใครบางคนจ้องมองอยู่ไม่วางตา จนเมื่อหนุ่มคนนั้นเดินไป เขาจึงรีบลุกมาหาเธอทันที
“อะแฮ่ม ไงจ๊ะสาวน้อย” ราฟาเอลกล่าวกับหญิงสาวตรงหน้า
“อุ๊ย คุณ...มาได้ยังไงเนี่ย” สุพรรณิการ์ที่กำลังมองดูวิวจากถนนข้างนอก หันมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย พร้อมกับความตกใจที่พบเขาที่นี่
“แหมๆ บอกให้เรียกพี่ราฟไง ลืมตลอดเลยนะเรา พอดีพี่มาธุระแถวนี้น่ะ เลยว่าจะแวะหาอะไรกินหน่อย ก็มาเจอเราพอดี” ชายหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นแววตาตื่นของสาวน้อย
“เอ่อ เหรอคะ งั้นเชิญตามสบายค่ะ เดี๋ยวดิฉันทานเสร็จก็จะกลับคอนโดแล้วค่ะ” สุพรรณิการ์รีบตัดบทเพื่อให้เขากลับไปที่โต๊ะตัวเองสักที
“อะไรกัน ‘คนคุ้นเคย' กัน ทำไมพูดจาห่างเหินอย่างนั้นล่ะ ตรงนี้คงว่างสินะ พี่ขอนั่งด้วยคนละกัน” เขาจงใจเน้นคำว่า คนคุ้นเคย เพื่อให้เธอสำนึกว่าพวกเขาไม่ใช่แค่คนรู้จักกันธรรมดา พูดเสร็จก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามเก้าอี้ของเธอ โดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต
“นี่ คุณ..ใครเชิญไม่ทราบ ที่นั่งตัวเองก็มี จะมานั่งกับ 'คนอื่น' ทำไมเนี่ย” สาวน้อยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก และจงใจเน้นคำว่า คนอื่น ให้เขาฟังเหมือนกัน ก็แหม วันนี้เธออุตส่าห์ปฏิเสธเอลิเซียไปแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับเขาอีก ตาบ้านี่ก็ยังโผล่มาทำธุระแถวนี้ แถมยังมาทานข้าวร้านเดียวกับเธออีก จะซวยอะไรขนาดนี้นะ สุพรรณิการ์คิดในใจ
“คนอื่นที่ไหนกัน พูดแบบนี้พี่น้อยใจนะเนี่ย” คนตัวใหญ่ทำท่าทางงอนจนเธอนึกหมั่นไส้
หญิงสาวมองอากัปกิริยาของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา น้อยใจเนี่ยนะ ตาบ้านี่จะมาไม้ไหนอีกละเนี่ย
“นี่คุณ...” พูดยังไม่ทันจบอาหารที่เธอสั่งก็มาพอดี เธอเลยไม่ได้พูดอะไรต่อไป เมื่อเห็นอาหารแต่ละอย่างที่วางตรงหน้า เธอถึงกับทำตาโตและยิ้มออกมาไม่รู้ตัว โดยไม่ได้สนใจเทพบุตรสุดหล่อที่นั่งฝั่งตรงข้ามอีกเลย ก็อาหารพวกนี้หน้าตาน่ากินชะมัดนี่นา ชายหนุ่มเองก็เอาแต่มองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้น เด็กหนอเด็ก เห็นอาหารก็ทำตาวาวเชียว แล้วแก้มแดงระเรื่อนั่นอีก เห็นแล้วน่าหอมซักฟอดชะมัด
“โอ้โห สั่งเยอะขนาดนี้เชียว จะกินหมดเเหรอฮะยัยตัวเล็ก” ชายหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าสาวน้อยไม่สนใจเขาเลย มัวแต่จ้องอาหารตาไม่กระพริบ
“หมดสิคะ ก็หวานหิวนี่นา” หญิงสาวยิ้มและพูดอย่างไพเราะกับเขาเป็นครั้งแรกด้วยความลืมตัว เพราะลืมไปว่ากำลังพูดอยู่กับใคร แล้วคำตอบนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มพึงใจเป็นอย่างมาก เธอพูดหวานๆอย่างนี้ ยิ่งทำให้เธอน่ารักขึ้นไปอีกเป็นกอง หัวใจชายหนุ่มพองโตขึ้นมาไม่น้อย แม้จะรู้ดีว่าเธอพูดเพราะลืมตัวเท่านั้นเอง
“งั้นก็ทานเถอะ มื้อนี้พี่เลี้ยงน้ำหวานเองนะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากหยักชวนฝันนั้น
“เชอะ ใครอยากให้เลี้ยงกันล่ะ แต่ช่างเถอะ ลงมือเลยดีกว่าหิวจนแสบท้องละ” สุพรรณิการ์กล่าวอย่างหมั่นไส้ระคนสงสัยว่าทำไม ผู้ชายคนนี้มาแปลกนัก ดูใจดีกับเธอเสียจริงไม่ป่าเถื่อนเหมือนเมื่อคืนเลยสักนิด ราวกับเป็นคนละคนอย่างนั้นแหละ
แต่ตอนนี้เธอไม่สนอะไรแล้ว ขอหม่ำก่อนละกัน
“รสชาติอาหารเป็นยังไงบ้างครับน้องน้ำหวาน” เจ้าของร้านหนุ่มหล่อคนเดิม เดินมาที่โต๊ะสุพรรณิการ์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเธอมีแขกหนุ่มหน้าตาดีมาด้วย ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นอะไรกัน
“อร่อยมากค่ะ พี่ฟร๊านซ์ สงสัยหวานต้องกลายเป็นลูกค้าประจำที่นี่แล้วแน่นอนเลยค่ะ” เธอเอ่ยตอบพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้เจ้าของร้านหนุ่มอย่างที่ราฟาเอลไม่เคยได้รับจากเธอมาก่อน เห็นแล้วเขาก็หงุดหงิดขึ้นมาทันทีไม่รู้ทำไม ทำไมยัยตัวเล็กต้องไปยิ้มให้ไอ้หมอนี่ด้วยนะ แล้วยังเรียกกันอย่างสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมาแต่ชาติปางไหนอย่างนั้นแหละ
“แล้วนี่...เพื่อนน้องน้ำหวานหรือครับ สวัสดีนะครับ ผมฟร๊านซ์ เป็นเจ้าของร้านที่นี่ครับ” เจ้าของร้านพูดกับแขกของสาวน้อยอย่างเป็นมิตร แต่ท่าทางชายหนุ่มตรงหน้าคงจะไม่ได้เป็นแค่เพื่อนอย่างที่เขาเข้าใจเป็นแน่ ก็ดูสีหน้าที่จ้องมองเขาตอนนี้สิ
“ผมราฟาเอล ไม่ได้เป็นเพื่อนน้ำหวานหรอกครับ เราสนิทกันมากกว่านั้น จริงไหมจ๊ะยาหยี” ราฟาเอลรีบพูด เมื่อเห็นว่าสุพรรณิการ์กำลังจะเอ่ยตอบออกไป เขาจึงรีบแสดงตัวก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรออกมา
“ใช่ค่ะ เราไม่ใช่เพื่อนกันหรอกค่ะ แต่เขาเป็น 'แค่พี่ชายของเพื่อน' เท่านั้นเองค่ะ” หญิงสาวตอบออกไปด้วยความหมั่นไส้ โดยไม่คิดว่าจะทำให้ราฟาเอลหงุดหงิดแค่ไหน
“อ๋อ ครับ งั้นเชิญทานอาหารต่อตามสบายนะครับ ผมขอตัวก่อน” กล่าวจบเขาก็เดินจากไป เพราะรู้สึกว่าอาจจะมีสงครามขนาดย่อมๆ เกิดขึ้น เมื่อดูจากสายตาชายหนุ่มขี้เก๊กคนนั้นแล้ว
“แค่พี่ชายของเพื่อนงั้นเเหรอ ทั้งๆที่เมื่อคืน เรา 2 คน...” ราฟาเอลกำลังจะพูดถึงเรื่องเมื่อคืน
“หุบปากไปเลย เมื่อคืนระหว่างเราไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ฉันอิ่มแล้ว ขอตัวนะคะ ลาก่อน” เธอพูดพร้อมกับตั้งท่าจะเดินหนีไป ทั้งๆที่ยังทานไม่อิ่มนัก แต่ไม่อยากเห็นหน้าเขานานกว่านี้มากกว่า
“จะรีบไปไหนล่ะอาหารเหลืออีกตั้งเยอะนั่งลงก่อนสิ” มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กของเธอเอาไว้ได้ทัน
“นี่ ปล่อยนะ อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้” เธอพูดพร้อมกับพยายามสะบัดแขนให้หลุดแล้วก็หันซ้ายหันขวาเพราะกลัวจะมีคนเห็น
“ทำไม กลัวใครจะเห็นรึไง หรือกลัวไอ้เจ้าของร้านนั่นจะเห็น ฮะ พี่บอกให้นั่งเราก็ต้องนั่ง นี่คือคำสั่ง ถ้าไม่อยากโดนจูบตรงนี้ล่ะก็” ราฟาเอลทำเสียงเข้ม น้ำเสียงหงุดหงิดใจนัก ทำไมเธอต้องรังเกียจเขาขนาดนี้ด้วยนะ ทีกับไอ้หมอนั่นล่ะพูดซะหวานเชียว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha