Mild Espresso รักนี้เข้มเต็มหัวใจ (นิยายชุด Mild Coffee) มีหนังสือทำมือ

โดย: อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 5 : ในทางกลับกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            “ฝ้าย ฝ้าย ฝ้าย ได้ยินเราไหมเนี่ย?” มิรินยืนหน้าง้ำเมื่อเธอยืนเรียกเพื่อนตัวเล็กของเธอตั้งหลายนาทีแล้วก็แต่ลาทิชาก็ยังไม่มีทีท่าจะหันมาสนใจกันบ้างเลย

            “หือ... อ้าว มิรินมานานยัง?” พอได้ยินแว่วๆ เหมือนมีคนเรียกชื่อลาทิชาก็หันไปมองซ้ายมองขวาซึ่งก็เจอเพื่อนซี้ต่างคณะกำลังยืนหน้าหงิกมองเธอตาเขียว

            “มานานจนจะเดินหนีแล้วเนี่ย! เหม่ออะไรอยู่ฝ้าย?” มิรินถามด้วยความสงสัยเธอนัดเพื่อนว่าจะไปเดินเล่นกันแล้วยังไงล่ะ พอมาถึงเพื่อนก็นั่งมึนนั่งเหม่อยังกับคนอกหักอยู่แบบนี้

            “ฝ้ายคิดอะไรนิดหน่อยไม่มีอะไรหรอกว่าแต่เราจะไปไหนกันดีมิรินยังอยากกินชาบูอยู่ไหม?” เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักทำท่าจะงอนลาทิชาจึงเอาของกินที่มิรินบ่นอยากกินอยู่ตลอดช่วงรับน้องรวมของมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังหาเวลาไปกินด้วยกันไม่ได้สักที ประจวบเหมาะกับวันนี้ต่างคนต่างไม่มีซ้อมเชียร์เลยนัดกันว่าจะไปหาอะไรกินแต่ยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรกันดี

            “นั่นแหละสิ่งที่เราควรทำชาบูจะเยียวยาทุกสิ่ง” มิรินพูดก่อนที่จะจูงมือเพื่อนรักกระเตงกันเดินไปเรียกแท็กซี่หน้ามหาวิทยาลัยแต่ไม่ทันที่จะเดินไปถึงก็มีรถคันหรูมาจอดเทียบแล้วคนขับก็ตะโกนทักมิรินออกมาเสียก่อน

            “น้องมิรินจะไปไหนครับใช้บริการพี่ครูสขนส่งได้นะ” ลาทิชาคุ้นๆ ว่าพี่ผู้ชายหน้าฝรั่งจ๋าคนนี้เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันกับผู้ชายที่เธอปฏิเสธเขาไปเมื่อหลายวันก่อน จะว่าไปแล้วตั้งแต่วันนั้นชายหนุ่มก็ไม่โผล่หน้ามาให้เธอเห็นอีกเลยไม่รู้ป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้างเหมือนกัน

        “หึ ไม่รบกวนดีกว่าค่ะพี่ครูส มิรินมีนัดกับเพื่อนแล้วขอบคุณที่ใจดีนะคะแต่ว่าทีหลังไม่ต้องก็ได้” มิรินดาพูดยิ้มๆ แถมทำน้ำเสียงอ่อนหวานแต่ในดวงตาคู่สวยฉายชัดว่ารำคาญเกินกว่าจะปกปิดส่วนสองเท้าก็ออกวิ่งทันทีทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังพูดไม่จบประโยคดีเลย

            “เดี๋ยวๆ มิรินจะวิ่งหนีทำไมพี่เขาไม่ได้ตามเรามาสักหน่อยนะ?” พอถูกเพื่อนทั้งจูงทั้งลากให้วิ่งหนีมาไกลกันพอสมควรลาทิชาก็เป็นฝ่ายหยุดวิ่งแล้วกระตุกมือเพื่อนให้หยุดแล้วหันมาคุยกันดีๆ

            “ก็ไม่ชอบคนอะไรก็ไม่รู้พูดไม่ยอมฟังขนาดเราบอกไปตรงๆ แล้วนะว่าไม่ชอบก็ยังไม่เลิกมาวุ่นวายนี่ตั้งใจไว้ว่าที่มาวอแวอีกทีจะด่าให้แล้วเนี่ย” มิรินยังคงพูดด้วยอารมณ์โมโหเพราะแต่ละคำที่ออกจากปากมาเพื่อนเธอนี่ไม่ยอมลดระดับเสียงลงเลยมีแต่จะดังขึ้นๆ เรื่อยด้วย

            “แท็กซี่มาแล้วฝ้ายโบกเลยนะ” เพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ลาทิชาจึงรีบโบกรถคันแรกที่ตัวเองเห็นเข้าไปในรถนั่งตากแอร์ให้เย็นๆ ใจเผื่อมิรินจะหายหงุดหงิดได้บ้าง

            “ฟู่... ดีจังที่ไม่ต้องรอนาน” แล้วมันก็เป็นไปตามที่คิดเมื่อทั้งสองคนพาตัวเองเข้ามาอยู่ในรถแท็กซี่ได้มิรินก็พ่นลมหายใจออกมาทางปากแล้วก็ฉีกยิ้มจนเต็มแก้ม แต่ที่นับว่าเป็นโชคสองชั้นของทั้งคู่คือวันนี้รถไม่ติดพวกเธอจึงใช้เวลาเดินทางมาถึงห้างสั้นกว่าทุกที


            “ชาบูที่คิดถึง” มิรินดูดีใจจนเนื้อแทบเต้นเมื่อได้เห็นของโปรดอยู่ตรงหน้า ชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งนั้นมันทำให้ตาราง

ชีวิตของพวกเธอบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ทั้งสองคนยังเป็นเด็กมัธยมปลายเข้านอนตอนสี่ทุ่มตื่นเจ็ดโมงเช้าแต่มาดูวันนี้สิเหมือนนอนเท่าไหร่มันก็ไปไม่พอ ทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรมที่มารุมเร้าจนอยากจะย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกสักครั้งถ้ามันทำได้

            “ได้ข่าวว่ามีพี่มาทาบทามให้ประกวดเดือนคณะกับเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรือเราน่ะ แล้วตกลงจะปฏิเสธหรือเปล่า?” ก็เพราะรู้ว่าปุยฝ้ายเป็นเด็กเรียนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว กิจกรรมที่เพื่อนตัวเล็กของเธอจะเข้าร่วมก็มีแต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาการเท่านั้นแหละไอ้ที่จะให้ออกไปเต้นแร้งเต้นกากับใครลาทิชาทำไม่เป็นกับเขาหรอก

            “ปฏิเสธไปเรียบร้อยหวิดจะโดนโกรธแต่พี่เขาก็อยากให้มาทบทวนใหม่คือมิรินก็รู้ว่าประกวดดาวเขาต้องมีแสดงความสามารถพิเศษแล้วคนอย่างฝ้ายอ่ะหายใจยังผิดจังหวะเลยจะไปแสดงอะไรได้ล่ะ ที่สำคัญใครเขาจะมาเลือกมาโหวตในคณะนี่ไม่ได้รู้จักใครมากมาย” พูดไปก็หนักใจอยู่พี่ๆ ปีสามปีสี่มีเวลารอคำตอบของเธออยู่อีกหลายวันเรื่องการเป็นเชียร์ลีดเดอร์นั้นตัดไปได้แต่เรื่องประกวดดาวคณะนั้นเธอยังพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าตัวเองนั้นจะรอด

            การประกวดดาวคณะจะจัดขึ้นก่อนงานเฟรชชี่ไนท์ซึ่งแต่ละคณะจะจัดกันภายในแล้วส่งตัวคนที่ได้ตำแหน่งไปประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัยต่อ

            “แต่ลองทำดูมันก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือไงฮะ? ฝ้ายโตแล้วลองทำอะไรที่แปลกใหม่ดูบ้างสิเราต้องมีความสุขและใช้ชีวิตวัยรุ่นของเราให้คุ้มค่าทุกวินาที มีเวลาอยู่ในมหาวิทยาลัยแค่สี่ปีเองนะแล้วเวลาแค่สี่ปีมันก็สั้นนิดเดียวเองอยากทำอะไรก็ควรจะทำ” ปุยฝ้ายคิดตามที่มิรินพูดทุกคำแต่เธอก็ยังหวั่นๆ เพราะไม่มั่นใจในตัวเองและไม่มั่นใจว่าจะออกไปยืนอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ ได้

            “ฝ้ายจะลองคิดดูอีกทีที่สำคัญคือต้องถามพี่ปาล์มด้วยว่าจะอนุญาตหรือเปล่า” เรื่องที่หนักใจกว่าความสามารถของตัวเองก็คือพี่ชายนี่แหละเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอารัญไม่ชอบให้เธอทำอะไรนอกไปจากเรียนหนังสือ

            “ทำให้พี่ปาล์มเห็นว่าเราโตแล้วและก็ดูแลตัวเองได้สิไม่ต้องกลัวเราไม่ได้ดื้อ ถ้าเราทำได้ดีพี่ปาล์มก็จะได้วางใจไม่เป็นห่วง” ที่เพื่อนพูดมันก็น่าคิดแต่เธอจะเริ่มต้นตรงไหนนั่นแหละคือปัญหา

            ใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์เรื่องความหวงน้องสาวของพี่ชายเธอน่ะถ้าจับน้องขังไว้บ้านป้อนข้าวป้อนน้ำได้พี่ชายของเธอคงไม่ลังเลเลยที่จะทำแต่นี่เพราะทำไม่ได้สารพัดกฎเข้มงวดจึงตามมาไม่มีหยุดหย่อน

            “เราขอคิดดูก่อนนะแล้วถ้าตัดสินใจยังไงแล้วจะรีบบอกมิรินเลย กินเหอะมัวแต่พูดหมูสุกแล้ว” ลาทิชาคีบเนื้อหมูชิ้นบางที่สุกจนขาวให้มิรินดาอย่างเอาใจ เธอตั้งใจไว้แล้วว่ากลับบ้านไปจะลองคุยกับพี่ปาล์มดูเรื่องของการประกวดดาวคณะ


            “พี่ปาล์มฝ้ายมีเรื่องจะปรึกษาหน่อยค่ะ พี่ยุ่งอยู่หรือเปล่า?” ลาทิชาเคาะประตูห้องนอนของพี่ชายก่อนจะเดินเข้ามาพูดเสียงเบาๆ เธอตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นว่าจะพูดเรื่องที่คุยกับมิรินที่ร้านชาบูแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าพูดปล่อยเวลาเดินผ่านไปจนจะครึ่งคืนแล้ว

            “ครับ ปุยฝ้ายเข้ามาก่อนมีอะไรหรือเปล่าหรือว่าเรื่องเรียนมีปัญหา?” คนเป็นพี่เดาสุ่มไปก่อนอย่างน้องสาวเขาจะไปมีปัญหาอะไรได้นอกจากเรื่องเรียนหนังสือ

            ลาทิชาเล่าเรื่องให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้นทั้งเรื่องเชียร์ลีดเดอร์ซึ่งอันนั้นเธอเอ่ยปากปฏิเสธไปแล้วจะเหลือก็แต่เรื่องประกวดดาวคณะที่พี่ๆ เขายังอยากให้เธอเอามาทบทวนดูใหม่ ตลอดทั้งสัปดาห์มีแต่สายตาอ้อนวอนและคำพูดออดอ้อนเป่าหูจากรุ่นพี่ที่หวิดทำลาทิชาเคลิ้มไปตั้งหลายหน

            “ก็ดีนะได้ทำกิจกรรมได้รู้จักคนใหม่ๆ ถ้าปุยฝ้ายอยากประกวดพี่ก็ไม่ห้ามหรอกเรามีโอกาสเรียนปีหนึ่งแค่ครั้งเดียวเองนะ” หญิงสาวมองหน้าพี่ชายแท้ๆ แบบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง มันเป็นไปได้อย่างไรที่พี่ชายจะไม่ถามหาเหตุผลแถมยังสนับสนุนให้เธอเลือกเข้าร่วมกิจกรรมอีก

            “พี่ปาล์มว่าฝ้ายจะทำได้จริงๆ หรือคะ” เมื่อมองหน้าน้องสาวอารัญก็คิดถึงคำพูดของบางคนที่คอยให้คำปรึกษาเขามาตลอด


            “พี่ปาล์มแค่ต้องปล่อยน้องบ้างให้เธอได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง... เราดูแลน้องฝ้ายไปตลอดไม่ได้หรอกครับสักวันน้องก็ต้องออกไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง”


            เหนือฟ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีใช้ชีวิตอย่าอิสระจนเขากลัวใจแต่พอได้รู้จักจริงๆ แล้วบุคลิกภายนอกนั้นเป็นเพียงแค่เกราะที่เจ้าตัวสร้างเอาไว้ป้องกันจิตใจที่อ่อนโยนของตัวเองก็เท่านั้น เขานึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้ด่วนตัดสินคนจากภายนอกไม่อย่างนั้นก็คงพลาดสิ่งดีๆ ที่สุดในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

            ระหว่างเขากับเหนือฟ้ามันเริ่มมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีเชื่อเรียก กว่าจะรู้ตัวว่าขาดอีกคนไปไม่ได้เขาก็เกือบจะเสียผู้ชายที่ชื่อเหนือฟ้าไปตลอดชีวิต เมื่อตัวเองมีประสบการณ์ตรงก็เลยไม่อยากให้น้องสาวต้องพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ หรือผู้ชายดีๆ สักคนที่จะมาช่วยเขาปกป้องดูแลเธอ

            “ต่อไปนี้ฝ้ายอยากจะทำอะไรพี่อนุญาตทุกอย่างครับแค่อย่าลืมหน้าที่ที่สำคัญที่สุดไปเท่านั้นก็พอ พี่รู้ว่าที่ผ่านมาพี่เลี้ยงฝ้ายมาค่อนข้างเข้มงวดแต่วันนี้พี่เห็นแล้วว่าเด็กน้อยของพี่โตเป็นสาวมีความรับผิดชอบแค่ไหนลองไปทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ดูนะ” พี่ชายยิ้มบางๆ ระหว่างที่ลูบศีรษะน้องสาวตัวเองไปมาแต่ลาทิชานั้นกลับยิ้มเต็มแก้มเพราะเธอรู้สึกผ่อนคลายและหายกังวลไปตั้งแต่ที่พี่ชายพูดจบประโยค

            “ฝ้ายจะตั้งใจทำให้ดีค่ะทั้งเรื่องเรียนแล้วก็เรื่องอื่นด้วยขอบคุณพี่ปาล์มนะคะที่เข้าใจ”

            “ที่จริงจะขอบคุณพี่อย่างเดียวมันก็ไม่ถูกนะ อันที่จริงเหนือฟ้าเขาเป็นคนพูดแล้วก็เตือนสติพี่หลายอย่าง” พอพูดถึงบุคคลที่สามดวงตาของอารัญก็วับวาวเหมือนจะส่งประกายความสุขออกมา

            “ว่างๆ ก็พาพี่ฟ้าให้ฝ้ายรู้จักบ้างก็ได้ค่ะ อยากรู้จังว่าพี่ฟ้าว่าจะสวยแค่ไหนถึงทำให้พี่ปาล์มเชื่อฟังได้ขนาดนี้ พี่เหนือฟ้าคนนี้คนพิเศษใช่ไหมคะ?” คนเป็นน้องก็ตื่นเต้นไม่แพ้คนเป็นพี่ที่เผลอๆ จะตื่นเต้นมากกว่าด้วยซ้ำ คนหนึ่งตื่นเต้นเมื่อตัวเองยอมปล่อยวางและเห็นความดีใจฉายชัดบนใบหน้าที่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม ส่วนอีกคนนั้นตื่นเต้นดีใจที่มีโอกาสจะได้รู้ชีวิตรักของพี่ชายตัวเอง

            “เหนือฟ้า... ผู้หญิงที่ไหนกันล่ะ” ถึงเจ้าของชื่อจะเป็นผู้ชายตัวเกือบจะเล็กแล้วก็หน้าหวานแต่เชื่อเถอะว่าเหนือฟ้ามันก็แสบพอตัวซึ่งกว่าเขาจะเอาอยู่นี่เล่นกันเลือดตกยางออก

            “ไม่รู้แหละผู้หญิงหรือผู้ชายก็ช่างเถอะค่ะ แต่ว่าว่างๆ พาพี่ฟ้ามาให้ฝ้ายเจอบ้างนะคะอย่าเก็บไว้ดูคนเดียว” ลาทิชาพอจะระแคะระคายมาบ้างว่าพี่ชายของเธอนั้นรสนิยมเป็นแบบไหนในเมื่อเข้าตัวเองก็ขยันควงทั้งหญิงและชายมาให้เธอเจอแบบไม่ตั้งใจอยู่หลายครั้ง ทั้งชีวิตของพี่ปาล์มเขาสละเวลาความสุขส่วนตัวมาดูแลเธอมากเกินไปแล้วและตอนนี้เขาควรจะใช้เวลาเพื่อตัวเองจริงๆ เสียที

            “ไว้พี่จะพามานะช่วงนี้ฟ้าเขาเพิ่งเปลี่ยนงานอะไรๆ ก็ยังไม่เข้าที่” เหนือฟ้าเป็นอดีตน้องที่ทำงานแต่เพราะเหตุผลหลายอย่างทำให้เข้ากับคนที่ธนาคารไม่ได้และเพื่อเป็นการตัดปัญหาเจ้าตัวเลยยื่นใบลาออกแล้วตอนนี้ก็เบนเข็มไปเป็นติวเตอร์อยู่สถาบันกวดวิชาแทน

            “ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นฝ้ายไปนอนนะคะ ฝันดีค่ะพี่ปาล์ม” ลาทิชาหอมแก้มพี่ชายเบาๆ ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง สิ่งแรกที่เธอทำคือหยิบโทรศัพท์มือถือพิมพ์คำตอบลงไปให้พี่ที่เคยมาทาบทามถามเอาไว้ ที่รับเพราะเธอก็หวั่นใจกลัวพี่เขาจะมีใครไปสมัครตัดหน้าเธอ


            “ฝ้ายตกลงค่ะ ฝ้ายจะลงประกวดดาวคณะให้พี่ๆ”


            “ฝ้ายแล้วรุ่นพี่ที่ส่งดอกไม้ให้ไปถึงไหนกันแล้ว” สองสามวันต่อมาไม่รู้อะไรเข้าสิงพี่ปาล์มถึงได้ถามถึงคนที่ทำให้เธอกลุ้มใจมากกว่าเรื่องตัดสินใจประกวดดาวคณะขึ้นมา

            “ตั้งแต่ที่ฝ้ายบอกปฏิเสธไปพี่เขาก็ไม่มาให้เจอเลยค่ะมีแต่ส่งดอกไม้มาอย่างเดียว” ดอกกุหลาบดอกสวยยังคงถูกส่งมาถึงมือเธอในทุกๆ เช้าแต่เจ้าของมันไม่เคยแม้แต่จะเฉียดมาให้เธอเห็น เธอมั่นใจว่าพี่กังหันนั้นตั้งใจหลบเลี่ยงไม่อยากเจอหน้าเธอก็มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เธอเจอเพื่อนเขาทั้งกลุ่มแต่ไม่เห็นเขาแค่คนเดียว

            “เงียบแบบนี้คิดถึงเขาล่ะสิเราน่ะ? ลองไปคุยกันดีๆ ดู... ยังไงดอกไม้มันมาทุกวันแสดงว่าเจ้าตัวเขาก็ยังไม่ได้ตัดใจ” อารัญพูดเป็นกลางๆ ไม่อยากจะออกตัวแรงเพราะถ้าไอ้หมอนั่นมันไม่ใช่คนดีแน่นอนว่าคนที่จะเสียใจต้องเป็นปุยฝ้ายน้องสาวที่เขารักมากกว่าชีวิตของตัวเอง

            แต่เขาไม่อยากให้น้องมานั่งซึมเป็นไก่หงอยถ้าจะบอกว่าไม่คิดอะไรกับรุ่นพี่คนนั้นเขาจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด นี่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าความสดใสและรอยยิ้มของตัวเองนั้นจางหายไปกว่าครึ่ง ถ้าไม่เรียกว่าคนที่หายไปนั้นมีอิทธิพลต่อหัวใจแล้วจะเรียกว่าอะไรกันในเมื่ออาการมันฟ้องออกอย่างนี้

            “ไม่มีอะไรหรอกค่ะถ้าพี่ปาล์มได้เห็นพี่กังหันแล้วพี่ก็จะรู้เองแหละว่าฝ่ายไม่เหมาะกับพี่เขา” น้องสาวยุติการสนทนาด้วยการตักข้าวเช้าเข้าปากตัวเองต่อซึ่งนั่นก็ทำให้อารัญต้องเงียบไปโดยปริยาย


            “ปุยฝ้ายดูนั่นสิ” ตุ๊กตาเรียกเสียเสียงดังให้เธอที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือเพราะช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้จะมีสอบเก็บคะแนนย่อยซึ่งระหว่างเรียนนี่ก็ต้องลุ้นกันว่าวันไหนอาจารย์จะครึ้มอกครึ้มใจสอบเรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาแอคทีฟกันตลอดเวลาเลยทีเดียว

            ลาทิชาหันไปตามทิศทางที่เพื่อนเธอชี้ไม่ชี้มือ ร่างสูงที่แสนคุ้นตาของฝาแฝดคนน้องกำลังยืนคุยอะไรอยู่กับพี่ปีสี่ที่เคยเป็นดาวคณะ ท่าทางที่สนิทสนมกันของทั้งคู่ทำเอาหญิงสาวใจเต้นตึกตัก ที่ไม่แวะมาหากันบ้างเพราะว่าอย่างนี้นี่เองสินะ

            หญิงสาวสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อไล่ภาพที่ติดตานั้นออกก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อโดยทำทีว่าไม่สนอกสนใจอะไรทั้งๆ ที่สมองนั้นไม่รับตัวอักษรที่อ่านเข้าไปแม้แต่ตัวเดียว ที่เขาว่ากันว่าเด็กปีหนึ่งเหมือนขนมหวานสำหรับรุ่นพี่นี่มันไม่ผิดไปจากคำบอกเล่านั้นเลยจริงๆ

            “อย่าคิดมากนะพี่เขาเรียนปีเดียวกัน เพื่อนกันแหละ” เป็นจอยที่พูดขึ้นเบาๆ เพราะเห็นสีหน้าของเพื่อนไม่สู้ดีเท่าไรนัก

            “ไม่เกี่ยวกับฝ้ายสักหน่อยนี่มันเรื่องของพี่ๆ เขา รีบอ่านเถอะเดี๋ยวก็ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว” ดอกกุหลาบสีแดงสดสวยยังวางอยู่บนโต๊ะส่วนเจ้าของมันนั้นกลับยืนยิ้มร่าแถมยังหัวเราะหน้าระรื่นอยู่ไม่ไกล เกือบไปแล้วนะหัวใจ... โชคยังดีที่เธอหยุดความรู้สึกตัวเองเอาไว้ทัน

            และวันรุ่งขึ้นเมื่อพี่ปั้นจั่นเป็นคนเอาดอกไม้มาส่งลาทิชาก็ปฏิเสธที่จะไม่รับเอาไว้เพราะภาพเมื่อวานมันยังคงตามมาหลอนเธออยู่ จะหลับตาก็เห็นแต่ภาพคนตัวโตลูบหัวรุ่นพี่ในคณะของเธอด้วยความอ่อนโยนท่าทางถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้พี่สองคนต้องสนิทกันมากๆ แน่ๆ เห็นแล้วในใจมันคันยุบคันยิบน่ารำคาญพิกล

            “พี่ปั้นจั่นคะ ขอโทษจริงๆ ฝ้ายขอไม่รับดอกไม้ของพี่กังหันแล้วนะคะ อีกอย่างฝากพี่ไปบอกเขาทีนะคะว่าฝ้ายไม่ได้อยากได้ของๆ คนอื่น” ลาทิชาพูดเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงขึ้นตึกเรียนไปทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาทิ้งให้แฝดพี่ยืนยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่แผนการสำเร็จไปอีกขึ้น

            งานนี้กระต่ายน้อยติดกับเข้าให้แล้ว! ...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha