มลทินอสูร

โดย: ศิริภักดิ์



ตอนที่ 1 : ข่าวร้าย


ตอนต่อไป

          รถสปอร์ตหรูแล่นเข้ามาภายในเขตคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยความเร็วสูง ก่อนชะลอความเร็วและจอดนิ่งสนิททันทีที่ถึงหน้าประตูบ้าน

          ปัง!!

          เสียงปิดประตูรถที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ได้ยินไปถึงคนที่อยู่ข้างในจนสะดุ้งสะเทือนไปตามๆ กันไม่นานเสียงฝีเท้าที่ลงส้นหนักๆ ของเจ้าตัวก็เริ่มดังเข้ามาใกล้ เจ้าของบ้านวัยกลางคนที่ได้ยินทุกอย่าง ถอนหายใจออกมาอย่างหนักกับสิ่งที่รออยู่ ไม่นานร่างสูงสง่าของบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเขาหากแต่หล่อเหลากว่าก็มาถึง ทั้งสองมองสบตากันนิ่ง จะเป็นคนมาใหม่เสียมากกว่าที่ออกอาการไม่สบอารมณ์ชัดเจน

          “คุณพ่อเรียกผมมาด่วน มีเรื่องอะไรเหรอครับ

นั่งลงก่อนสิ จะมายืนค้ำหัวฉันทำไม และก็เลิกมองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นสักที ฉันไม่ชอบ!”

          ผู้เป็นบิดาตำหนิเสียงเครียด หลังบุตรชายเพียงคนเดียวทำกิริยาไร้มารยาทใส่ เขามองอีกฝ่ายแวบเดียวจากนั้นก็ก้มอ่านหนังสือพิมพ์ในมืออย่างสนใจมันมากกว่า

          จักษ์ หรือ จุลจักษ์ อักษรานิมิต ลูกชายเพียงคนเดียวของเขามีนิสัยเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก จนทุกคนในบ้านล้วนเอือมระอาในพฤติกรรม ว่าไม่ได้และชาตินี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเอามันอยู่เหมือนกันงานบริษัท ที่อยากให้มาช่วยก็ไม่คิดที่จะทำเอาแต่เดินแบบไร้สาระ ชอบเที่ยวเตร่ หาความสุขเสเพลควงผู้หญิงไปวันๆ จนเป็นข่าวให้เขาปวดหัวและไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วตอนนี้

          ร่างสูงกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาราคาแพงตามคำแนะนำของบุพการีพร้อมระบายลมหายออกมาเต็มแรง แสดงความหงุดหงิดออกมาชัดเจน ว่าเขาไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่บิดาโทรตามกะทันหันแบบนี้ เขาอยู่ตั้งหัวหินนึกอยากเรียกมาก็เรียกไม่ดูระยะทางเลยว่ามันไกลแค่ไหน ที่สำคัญ... เขากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกับนางแบบคู่จิ้นพอดิบพอดีแต่กลับต้องมาพลาดโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

เครื่องกำลังร้อน ไฟกำลังโหมกระพือ ให้บึ่งรถกลับมากรุงเทพด่วนแบบนี้เป็นใครก็โมโหทั้งนั้น อารมณ์ของเขามันเลยค้าง ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะค้างมันน่าหงุดหงิดใจเสียจริงๆ จะมีใครรู้บ้างไหมว่าเขาต้องแบกความปวดหนึบบริเวณใจกลางร่างขณะขับรถมาที่นี่ด้วยความทุกข์ทรมานแค่ไหน อยากรู้นักว่าไอ้ธุระด่วนที่ว่ามันคือเรื่องอะไร หากไม่สลักสำคัญล่ะก็คอยดู ชายหนุ่มคิดขณะวาดท่อนขายาวขึ้นไขว่ห้างด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เขากอดอกแน่นสายตาคมจ้องมองบุพการีที่เลื่อนสายตาขึ้นมาเหนือหนังสือพิมพ์เขม็ง

          จะบอกผมได้หรือยังว่าที่เรียกมาเนี่ยมันเรื่องอะไร ทำไมคุยทางโทรศัพท์ไม่ได้” 

          คิ้วเข้มเหนือดวงตาคู่คมขมวดเล็กน้อยรอคำตอบ จักรภพพับหนังสือพิมพ์ในมือลงแล้ววางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้ามาสนทนากับบุตรชายอย่างเป็นการเป็นงาน

          ที่ฉันเรียกแกมา ก็เพื่อจะบอกเรื่องแต่งงาน

          “แต่งงาน!”

          “ใช่”   

          “แต่งกับใครครับ ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน” 

จุลจักษ์ถามกลับเป็นชุด ตาคมเบิกกว้าง ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ขายาวที่เพิ่งวาดขึ้นไขว้ถูกวาดกลับมาวางที่เก่า พลางจ้องมองบิดานิ่งนาน ตั้งแต่มารดาเขาเสียไปเมื่อยี่สิบปีก่อน บิดาก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่เลยสักครั้ง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ ทำไมท่านถึงได้คิดอยากแต่งงานใหม่ขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันแล้วว่าท่านจะไม่มีใครดิบดี แต่นี่อีกฝ่ายกลับผิดคำสัญญา หวังจะหาคนมาแทนที่อดีตภรรยาตัวเอง

          แล้วแกเคยอยู่ให้ฉันบอกไหมล่ะ”   จักรภพมองบุตรชายด้วยสายตาตำหนิ

          เราเคยคุยกันเรื่องนี้กันแล้ว ทำไมคุณพ่อถึงยัง...”          

          ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงรถที่คาดว่าน่าจะเป็นรถของที่บ้านอีกคันก็แล่นเข้ามาจอด ตามด้วยเสียงรองเท้าส้นสูงแบบผู้หญิงที่ดังและเงียบมาจนถึงหน้าประตูก่อนที่อีกฝ่ายจะถอดมันออกแล้วเดินเท้าเปล่าเข้ามาใกล้

          ร่างโปร่งบางในชุดสูทพอดีตัวสีเดียวกัน เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนสวยที่โผล่พ้นกระโปรงสอบสั้นน่ามอง กับเกาะอกตัวในสีแดงสดตัดผิวสีขาวผ่องบริเวณเนินอกที่แทบทะลักทลายก็ไม่อาจทำเขาละสายตา ติดที่ว่ามีสูทตัวนอกสวมทับอยู่ ทำให้เขามองเห็นมันไม่ถนัดนัก และรู้สึกว่ามันช่างเกะกะสายตาเหลือเกินจนน่าเดินไปกระชากออกไปให้รู้แล้วรู้รอดแล้วเพ่งมองเสียให้สาสม

          ดวงหน้ารูปไข่ พวงผมยาวดัดลอนใหญ่สีดำขลับ คิ้วโก่งดุจคันศร ต่อช่วงรับกับดวงตาคู่กลมโตซึ่งประดับไปด้วยแพขนตางอนยาว จมูกโด่งเชิดรั้นเหมือนเอาแต่ใจ ทว่าใบหน้าที่ใสซื่อกลับทำให้คนมองเดาไม่ออกว่าเธอจะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า

          ริมฝีปากบางจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ไม่ชอบใจที่ชายหนุ่มใช้สายตาน่าเกลียดแบบนั้นสำรวจเรือนร่างอันน่าพิสมัยของเธอ จุลจักษ์เลื่อนสายตาขึ้นสบนัยน์ตาคู่หวานนั้นอีกครั้ง ความไม่พอใจบังเกิดขึ้นเมื่อเห็นหล่อนบังอาจทำท่ารังเกียจใส่หน้าเขาอย่างเปิดเผย

          ดวงตาคมดุจ้องมองเธอราวกับคาดโทษหากแต่หญิงสาวหาได้สน หากแต่เสียงกระแอมไอหลายๆ ครั้งติดๆ กับจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำให้ทายาทเจ้าของบ้านต้องถอนสายตากลับมาอย่างนึกเสียดาย

          มาแล้วเรอะ

          สวัสดีค่ะบอส”  ร่างบอบบางยกมือไหว้ผู้ที่อาวุโสกว่าอย่างมีมารยาท

          นั่งสิหนูอิม

          ขอบคุณค่ะ

เธอกล่าวเสียงเรียบสีหน้าไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ มากไปกว่ารอยยิ้มที่มีให้บางเบา ส่วนคนที่นั่งนิ่งยังงงๆ อยู่กับการมาของเธอไม่หาย จะว่าเป็นพนักงานที่บริษัทของบิดาก็น่าเป็นไปได้ ดูจากการแต่งตัวคล้ายจะเป็นเลขา หรือว่าจะเป็นจริงๆ สงสัยเอางานด่วนมาให้เซ็นถึงบ้านตามเคยนั่นแหละ แต่ไหนล่ะเอกสาร ไหนล่ะแฟ้มงาน ไม่มีอะไรสักอย่างที่คิดวว่างงานจะเข้ามาเกี่ยวข้อง สายตาคมกวาดมองไปทั่วร่างระหงอีกครั้งอย่างถือวิสาสะ อายุอานามของเธอไม่น่าจะเกินยี่สิบสี่ เพิ่งจบ เพิ่งได้งานไม่นานมานี้อย่างแน่นอน เขาสรุป ก่อนจะหันมามองบิดาอย่างต้องการคำตอบ

          นี่คือหนูอิม หัวหน้าฝ่ายการตลาดของบริษัทเรา และเป็นคนที่ฉันเรียกแกมา... เพื่อให้แกช่วยดูตัวในครั้งนี้

          “อะไรนะครับ!”

          “ทำไมต้องเสียงดัง

          “ก็ผมตกใจ

          “ตกใจอะไรนักหนา ก็แค่ว่าที่เจ้าสาวของ...

กรามคนฟังขบกันแน่น ยัยเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี่เนี่ยนะครับที่คุณพ่อจะแต่งงานด้วย ไงครับ? ติดใจอะไรกันนักหนาถึงต้องแต่งงานกันด้วย คุณพ่อฟันแล้วก็โยนเงินให้อย่างที่เคยทำก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องลงทุนไปแต่งงานกับเด็กรุ่นราวคราวลูกอย่างนี้เลย รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เข้าตำราโคแก่กินหญ้าอ่อนชัดๆ เลย

ตาจักษ์!”

ชายหนุ่มสบตาบิดาแวบหนึ่งแล้วจึงหันไปหาคู่กรณีบ้าง คงจะเป็นเงื่อนไขของเธอสินะ... ไงหลอกคนอื่นไม่ได้แล้วหรือยังไง ถึงได้มาหลอกคนแก่คราวพ่อทำผัวน่ะ! ฮะ!”

          นี่น่ะเหรอน้ำหน้าแม่เลี้ยงของเขา เอาพนักงานของตัวเองทำเมียช่างน่าละอายสิ้นดี สายตาคมกวาดมองร่างสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างนึกรังเกียจ เหมือนเธอเป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ร้ายแรงไม่สมควรอยู่ใกล้

          อิม หรือ ปรินดารู้สึกเหมือนโดนตบอย่างแรง จนเจ็บช้ำไปทั้งร่างกับคำต่อว่าด่าทอของเขา ไม่น่าเชื่อว่าลูกชายของท่านประธานที่ใครๆ ต่างให้ความเคารพ เป็นที่โจษจันว่าหล่อนักหล่อหนาเป็นถึงนายแบบชื่อดัง แต่นิสัยช่างแตกต่างจากผู้เป็นพ่อราวฟ้ากับดิน ใช้สายตากัดจิกด่าคนไม่แพ้ริมฝีปากหยักเลยแม้แต่น้อย ความหล่อไม่ได้ช่วยให้เขาดูดีขึ้นเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับทำให้น่าขยะแขยงเสียยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน

          ฉันเลือกหนูอิมเป็นเจ้าสาวแล้ว ที่เรียกแกมาไม่ได้จะฟังการคัดค้าน แค่ให้แกมารับรู้เอาไว้แต่เนิ่นๆ ไหนๆ ต่อไปจะมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะได้ทำความรู้จักกันไว้... ก่อนวันแต่งงาน ซึ่งก็คืออีกสองเดือนข้างหน้า หนูอิมจะย้ายมาอยู่กับเราที่นี่ก่อน และแกต้องให้เกียรติเธอในฐานะ... อักษรานิมิต ด้วยอีกคน

          ไม่มีทางที่ผมจะยอมรับผู้หญิงคนนี้เป็นอักษรานิมิต! คุณพ่ออยากให้เกียรติเธอก็ให้ไป แต่สำหรับผมไม่! แต่ถ้าเป็นเกลียดล่ะก็ ไม่แน่!”

จุลจักษ์ตะคอกเสียงกร้าวพลางเหลือบมองหญิงสาวขณะกล่าวประโยคสุดท้าย

          นั่นมันก็เรื่องของแก แต่อย่ามาทำกิริยาก้าวร้าวใส่หนูอิมให้ฉันเห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะหาว่าฉันไม่เตือน แค่นี้แหล่ะที่ฉันอยากบอกแก ที่นี้แกจะไปไหนก็ไป แล้วไอ้เรื่องพาผู้หญิงเข้าโรงแรมจนเป็นข่าว ให้มันเพลาๆ ลงบ้างฉันอายเขาจะแย่แล้ว

          “เก็บความอายของคุณพ่อไว้ใช้กับข่าวของตัวเองดีกว่ามั้ยครับ ไม่ต้องมาเตือนผม ผมมันคนหนุ่มจะพาผู้หญิงสักกี่คนขึ้นเตียงมันไม่แปลกอะไรอยู่แล้ว แต่คุณพ่อน่ะแก่แล้ว จะพาเด็กสาวรุ่นลูกขึ้นไปทำกิจกรรมอะไรบนนั้นก็ควรระวังไว้ให้ดี ผมเกรงว่าหัวใจคุณพ่อจะวายเสียก่อนจะถึงสวรรค์

          “ไอ้จักษ์!” 

จักรภพตะคอกเสียงดังอย่างทนไม่ไหว มองบุตรชายที่พูดด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทเขาตั้งแต่เข้ามาอย่างโมโห ไอ้ลูกคนนี้หากมันสามารถทำให้พ่ออย่างเขาโกรธได้มันจะสะใจเป็นที่สุด

          และก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกไป ไม่วายที่เขาจะใช้สายตาคมหันไปมองหญิงสาวอีกรอบ เขายิ้มเหี้ยมก่อนจะก้าวออกจากด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ ปรินดารึ เธอกับฉันจะได้เห็นดีกันเขาคำรามในใจอย่างหงุดหงิด ร่างสูงเข้าไปนั่งประจำที่ในยานพาหนะของตัวเอง บิดกุญแจรถและทยานออกไปด้วยความเร็วสูงเฉกเช่นขามา

          “ฉันต้องขอโทษแทนลูกชายด้วยนะหนูอิม ที่เสียมารยาท ตาจักษ์ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจตั้งแต่เล็ก ไม่มีแม่คอยอบรม ไม่รู้อันไหนผิดอันไหนถูก นึกอยากพูดก็พูด ว่าใครก็อยากว่า มันชินกับการออกคำสั่งและการตะคอกด่าคนเป็นที่สุด ฉันคิดผิดหรือเปล่านะที่เอาหนูมาเสี่ยงกับมันแบบนี้ หรือว่าจะไปอยู่ที่อื่นดี...

          ปรินดารู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ที่บอสมักห่วงความรู้สึกเธอเสมอจนไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไรไหว ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะขอให้เธอทำอะไร หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเธอจะรับทำอย่างไม่เกี่ยงงอน จะช่วยเหลือเขาทันทีที่ทำได้ขอเพียงท่านเอ่ยปาก

          “ไม่เป็นไรค่ะบอส อิมอยู่ที่นี่ได้ ในเมื่อรู้แล้วว่าคุณจักษ์ไม่ค่อยชอบขี้หน้าอิม  อิมจะพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกันจนกว่าจะถึงเวลาอิมจะอยู่ที่นี่ค่ะไปอยู่ที่อื่นก็ต้องให้คนไปคอยรับอีก อิมเกรงใจ

          ปรินดารู้ได้ในทันทีว่าอนาคตเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง สายตาของเขาที่มองเธอในวันนี้บอกชัดเจนว่าประกาศสงครามประสาทกับเธอแล้วอย่างเปิดเผย ไม่มีวี่แววของความเป็นมิตรเลยซักนิดเดียว แต่ไม่ว่ายังไงเธอจะอดทนให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้คนตรงหน้าต้องลำบากใจ

          “หนูอิมคงเห็นฤทธิ์เดชลูกชายของฉันแล้วสินะ นี่ขนาดเพิ่งเจอกันครั้งแรกมันยังไม่ไว้หน้าหนูเลย ฉันล่ะไม่อยากคิดถึงวันต่อๆ ไปเลยนะว่าจะเป็นยังไง    

          ผู้สูงอายุพูดพลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย รู้สึกเห็นใจหญิงสาวอย่างบอกไม่ถูก เจ้าลูกชายเขามันจะต้องตามราวีเด็กคนนี้ไม่เลิกและไม่มีทางยอมรับในเธอด้วย สิ่งที่น่ากังวลคือเขากลัวว่าแม่หนูคนนี้จะทนไม่ไหวเสียก่อนงานสำคัญจะเสร็จสิ้น

          อย่ากังวลใจเลยค่ะบอส เรื่องแค่นี้ไม่หนักหนาสาหัสเท่าที่อิมเคยเจอมาหรอกค่ะ ลำบากมากกว่านี้ โดนโขกสับมาก็เยอะ แค่นี้สำหรับอิมเล็กน้อยมากค่ะ               

          ปรินดาฝืนยิ้มพลางปดคำโต เพื่อให้ผู้มีพระคุณสบายใจ

ต้องขอโทษหนูอิมอีกครั้งนะ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี... แต่อยากบอกว่าเสียใจที่ต้องทำแบบนี้ หวังว่าหนูคงเข้าใจฉัน

          “ใช่ว่าบอสจะบังคับอิมเสียเมื่อไหร่กันคะ อิมบอกได้เลยว่าเต็มใจกับงานนี้ บอสไม่ต้องคิดมากแล้วนะคะ ถ้ายังไง อิมขอตัวไปทำงานก่อน” 

หญิงสาวกล่าวลาหลังเห็นว่าการเจรจาจบลงไปพักใหญ่ พลางก้มตัวลงเล็กน้อยยกมือขึ้นไหว้ผู้สูงอายุที่นั่งอยู่

          พรุ่งนี้ฉันจะให้คนขับรถไปรับหนูที่บ้าน เสื้อผ้าไม่จำเป็นไม่ต้องขนมาก็ได้ เดี๋ยวฉันจะซื้อให้ใหม่

          “ขอบคุณค่ะ... ถ้าจะกรุณาอิมขอขนเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่ดีกว่า อิมไม่อยากให้บอสต้องสิ้นเปลือง ปกติอิมก็ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน อยู่แต่บ้าน คิดว่าถ้ามาอยู่นี่ก็คงเหมือนกันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

          เธอพูดพลางส่งยิ้มให้เขาอย่างน่ารัก เป็นรอยยิ้มที่สดใสจากเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มอบให้คนแก่คนแก่คราวพ่ออย่างเขาได้หัวเราะและมีรอยยิ้มต่อไปได้        

 

          ปรินดากลับเข้ามาที่บริษัทฯอีกครั้งหลังคนขับรถของบ้านนั้นมาส่ง จริงๆ เธอไม่ได้ดำรงตำแหน่งแค่หัวหน้าฝ่ายการตลาดอย่างที่จักรภพบอกบุตรชาย หากแต่ความจริงเธออยู่ในฐานะรองประธานบริษัทแล้วต่างหาก ตำแหน่งหรูหราที่เธอเพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อสองเดือนก่อน ทั้งที่พยายามปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ไม่สำเร็จ

          เธอทำงานอยู่ที่นี่มานานสองปีในฐานะลูกจ้างของแผนกบัญชี วันหนึ่งเธอได้รับโทรศัพท์จากน้าที่อยู่ข้างบ้านว่ามารดาเป็นลมหมดสติ ตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ถูกร้องห้องไห้ร้องห่มขอลางานเพื่อที่จะกลับไปดูแม่แต่เงินทองรึก็ไม่มีสักบาทได้แต่คิดหนักหาทางออกไม่ได้

          คุณจักรภพซึ่งเป็นเจ้านายรู้เรื่องนี้จึงเข้าช่วยเหลือ ท่านออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดโดยไม่พูดถึงเรื่องเงินให้เธอต้องคิดหนัก จนอาการป่วยของแม่ที่ค่อนข้างรุนแรงในคราแรกจนถึงตอนนี้ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ท่านปลอดภัยแลนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้พิเศษ

แค่รอผ่าตัดครั้งสุดท้ายแค่นั้นเป็นอันเสร็จสิ้นทุกเย็นเธอจะต้องไปเยี่ยมผู้ให้กำเนิดหลังเลิกงานเป็นประจำทุกวัน และกว่าจะถึงบ้านก็มืดค่ำและเข้านอนก็เกือบเป็นเวลาของวันใหม่ เพราะโรงพยาบาลกับบ้านของเธอมันไกลมากนั่นเอง แต่นับจากนี้ต่อไปเธอคงไม่ต้องเดินทางไกลแบบนั้นอีกแล้ว เพราะที่อยู่ใหม่มันใกล้กับทางโรงพยาบาลจนเธอสามารถดูแลท่านได้มากกว่าเดิม

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้หญิงสาวที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ต้องสะดุ้งและหลุดออกจากภวังค์ความคิด ตามมาด้วยร่างของเลขาสาวที่เดินเข้ามาหลังเสียงเธออนุญาต

          อีกสิบนาทีจะได้เวลาประชุมแล้วนะคะ นี่คะข้อมูลที่คุณอิมให้ฉันเตรียม                   

          ขอบคุณมาก คุณอร

          คุณอรหรืออรอุมาเลขาของคุณจักรภพวัยสามสิบห้า แต่ทว่ายังสวยหมดจด เธอเป็นสาวที่ครองความเป็นโสดมานานและทำงานอยู่ที่นี่มาเกือบสิบปีแล้ว หลายคนต่างสงสัยว่าทำไม่เธอถึงยังไม่ยอมสละโสดทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แถมมีหนุ่มมาชอบเยอะแยะมากมาย นั่นคือคำถามที่ทุกคนอย่างรู้แต่ยกเว้นเธอ

ปรินดาถอนใจออกมาเบาๆ ขณะรับเอกสารมาวางไว้บนโต๊ะด้วยสีหน้าไม่สบายใจนักหลังถูกบุตรชายนายจ้างต่อว่ามาชุดใหญ่ จักรภพจำเป็นต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้านชั่วคราวด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ภาระในบริษัททั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ด้วยลูกชายที่ไม่เอาไหนทำให้คนเป็นพ่อต้องทุกข์ใจอย่างที่เห็น แต่ด้วยความสามารถของเธอที่แสดงให้หุ้นส่วนหลายคนรวมทั้งพนักงานได้เห็นที่ผ่านมา จึงไม่มีใครคัดค้านกับการดำรงตำแหน่งนี้ของตัวเอง แม้ว่าอายุของเธอจะเพียงแค่ยี่สิบห้าปีก็ตาม

          คุณอิมคะ ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างนะคะ สีหน้าคุณไม่ค่อยสู้ดีเลย

          อรอุมามองดูสีหน้าเจ้านายสาวคนใหม่แล้วอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเธอเองยังรับไม่ได้ที่หญิงสาวโดดขึ้นมารับตำแหน่งนี้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความตั้งใจ ขยันเรียนรู้ มุมานะ และอดทนต่อทุกสถานการณ์ที่บีบคั้น ทำให้เธอเธอชนะใจคนทั้งบริษัทและเป็นที่ยอมรับของลูกค้าได้ในที่สุด

          ข่าวการเจ็บป่วยของประธานบริษัททุกคนต่างรับรู้กันทั่ว รวมถึงลูกค้าที่ ทีแรกพวกเขายังตกใจและเป็นห่วงบริษัทอย่างมากในภาวะที่ต้องขาดผู้นำ และก็เป็นที่รู้กันดีอีกว่ากิตติศัพท์ของลูกชายอันไม่เอาไหนของเขา ที่ไม่ยอมมาช่วยบิดาทำงานเป็นเช่นไร จนใครๆ ต่างเห็นใจคุณจักรภพเป็นอย่างมาก และไม่มีใครว่าเลยที่เขาปั้นปรินดาขึ้นมายืน ณ จุดนี้แทน ตัวเอง ซึ่งเธอก็ไม่ทำให้ใครผิดหวัง

          ไม่เป็นไรค่ะ อิมยังไหว

          “โกโก้ ร้อนๆ สักแก้วดีไหมคะ จะได้โล่งๆ ขึ้น

อิมขอเป็นกาแฟดำดีกว่าค่ะ

          “ได้ค่ะเดี๋ยว คุณอิมรอสักครู่นะคะ...อรจะไปชงให้เดี๋ยวนี้

          พอพ้นร่างของเลขาสาว ปรินดาก็หยิบเอกสารที่อรอุมาเพิ่งเอามาให้เปิดดูแล้วค่อนข้างพอใจ การประชุมในวันนี้จะเป็นการประชุมเกี่ยวกับยอดขายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เป็นยอดขายที่พุ่งทะลุเกินเป้าหมายที่วางไว้แต่แรกหลังเธอเข้ามารับหน้าที่นี้ได้เพียงไตรมาตรเดียวเช่นกัน

หลังจากบริษัทประสบกับปัญหามามากจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ จนเป็นเหตุให้บอสของเธอมีอาการเครียดจัด เช้าวันนี้ปรินดาจึงยิ้มออกมาเป็นวันแรกอย่างเต็มภาคภูมิตลอดระยะเวลาที่รับตำแหน่งนี้มา  เธอเกร็งแทบแย่ว่ากลัวจะทำไม่ดี แต่พอมาเห็นแบบนี้อาการเหนื่อยล้าก่อนหน้าก็หายไปปลิดททิ้งทันที

          กาแฟดำมาแล้วค่ะ

          “ขอบคุณค่ะ วันนี้มีใครแจ้งว่าไม่เข้าร่วมการประชุมบ้างไหมคะ

          นัยน์ตาคู่สวยเลื่อนขึ้นมองสาวรุ่นพี่พลางยกกาแฟขึ้นดื่มเพื่อรอ เวลาของเธอมีค่าและเป็นเงินเป็นทองของที่นี่เสมอ ขนาดกินไปยังต้องทำงานไป จนใครๆ ต่างพากันรักและเห็นใจรวมทั้งให้ความร่วมมือเธออย่างเต็มที่

          ไม่มีค่ะ... หุ้นส่วนคนไหนจะกล้าขาดการประชุมสำคัญครั้งนี้ไปได้ล่ะคะ” 

          คิ้วเรียวสวยของอีกฝ่ายเลิกขึ้นสูงเป็นเชิงถาม เพราะก็ไม่บ่อยเหมือนกันที่เลขาของเจ้านายเธอจะพูดทีเล่นทีจริงแบบนี้

          คุณอิมคงได้ดูยอดขายไตรมาตรนี้ของเราแล้ว... ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำขนาดนี้หุ้นส่วนคนไหนบ้างไม่อยากรับฟังผลประโยชน์ของตัวเองคุณอิมน่ะทำงานงกๆ คนเดียว หาลูกค้าก็คนเดียว บริหารที่นี่ก็คนเดียว แต่ได้กินแค่เงินเดือน ในขณะที่คนอื่นได้เงินปันผลเพียบ ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงทำงานสักนิดเดียว ทั้งหมดเนี่ย เป็นผลงานของคุณอิมทั้งนั้นเลยนะคะ

          คนฟังยิ้ม อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ... อย่างน้อยเราก็ถือว่าได้ช่วยบริษัท และสิ่งที่อิมทำทั้งหมดเพื่ออะไรทุกคนก็คงจะทราบดี นั่นเพราะว่าท่านมีพระคุณกับอิม

          แม้ว่าตำแหน่งงานจะสูงขึ้นเพียงไร การพูดจากับคนที่อายุมากกว่าแม้ว่าตำแหน่งจะน้อยว่าตัวเอง แต่เธอก็มักจะแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเสมอ เพราะถือว่าเธอยังเด็กอยู่มากที่จะแทนตัวเองว่าฉันกับใคร และนี่ก็เป็นอีกข้อที่คนรอบข้างต่างเอ็นดูเธอไม่เว้นแม้แต่ท่านประธาน   

                    

        เช้าวันใหม่ซึ่งเป็นวันหยุด และเป็นวันที่ปรินดาต้องย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่ต้องเรียกอย่างนั้นเพราะว่าที่นี่ดูโออ่า กว้างขวาง ต่างจากคำว่าบ้านลิบลับ รถยุโรปคันเดิมที่ไปรับเธอเป็นประจำ แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุขของบ้านอย่างเงียบเชียบ

          ร่างโปรงระหงในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์พอดี สวมรองเท้าผ้าใบแบบทันสมัยน่ารักก้าวลงจากรถและตรงดิ่งเข้าบ้านพร้อมกับคนรถที่หิ้ววกระเป๋าสัมภาระเธอเดินตามมาติดๆ ท่วงท่าการเดินเหินที่ทะมัดทะแมง สะโพกกลมกลึงผึ่งผายอวดท่อนขาเรียวสวยสมส่วน

          จักรภพวางหนังสือพิมพ์ลง ทันทีที่เห็นหญิงสาวก้าวเข้ามา พร้อมกับส่งยิ้มที่เธอเห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นไม่ได้มาให้ จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบกลับ

          “มาแล้วหรือหนูอิม

          “ค่ะบอส

ชุ ชุเอ๊ย!... ชุ

              สายตาหวานหันไปมองตามเจ้าของบ้าน ที่หันหน้าไปเรียกหาใครบางคน ไม่นานคนคนนั้นก็รีบคลานเข่ากันเข้ามาอย่างร้อนรนที่ปล่อยให้เจ้านายเรียกอยู่นาน

          “คะคุณท่าน

          เดี๋ยวไปตามทุกคนให้มาที่นี่ทั้งหมด ฉันมีบางอย่างจะบอกให้รู้

          “คะคุณท่าน” 

ร่างเล็กของคนชื่อชุถอยออกไป สักพักใหญ่ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งทยอยเข้ามานั่งอยู่ด้านหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน

          “ที่ฉันเรียกทุกคนมาที่นี่ก็เพื่อที่จะแจ้งให้รู้ว่า คุณอิมจะเข้ามาอยู่ที่นี่นับจากนี้เป็นต้นไป เธอจะเป็น อักษรานิมิต ด้วยอีกคน และขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่า สิ่งที่คุณอิมสั่ง คุณอิมต้องการ ให้ถือเสมือนว่าฉันได้เป็นคนสั่งเอง หนูอิมคือเจ้านายอีกคนของทุกๆ คน เข้าใจหรือเปล่า

          “เข้าใจค่ะคุณท่าน / เข้าใจครับคุณท่าน

          “เข้าใจแล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน ชุ ยกกระเป๋าของคุณอิมขึ้นไปไว้บนห้อง ส่วนหนูอิม อย่าเพิ่งไปฉันมีเรื่องจะพูดด้วย

          “ค่ะหญิงสาวรับคำเบาๆ หันร่างมาหาผู้เป็นเจ้านายและผู้มีพระคุณ

          “ได้ข่าวว่ายอดขายไตรมาสแรกสูงไม่ใช่เล่น หนูสามารถเพิ่มยอดขายให้บริษัทสูงสุดในประวิติการณ์จนฉันพูดไม่ออก ต้องขอบใจหนูมากจริงๆ ที่แก้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ขาดเหลืออะไร หรือต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกฉันได้นะ เพราะถ้าไม่ได้หนู ป่านนี้บริษัทของฉันคงเจ๊งไปนานแล้ว มีลูกชายก็เหมือนไม่มี ไม่เอาไหนเอาซะเลย ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากผลาญเงินเล่นไปวันๆ หนูเป็นคนนอก ยังคิดช่วยฉันถึงขนาดนี้

          “ได้โปรดอย่าพูดแบบนี้อีกเลยนะคะ... ชีวิตของแม่อิมรอดพ้นจากมือมัจจุราชมาได้ก็เพราะได้บอสช่วยคะ การที่อิมทำแบบนี้ ก็เหมือนเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ชาติก็ไม่มีทางใช้หมด อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนเลยนะคะ แค่ที่บอสให้ทุกวันนี้ อิมก็ชดใช้ไม่หมดแล้วค่ะ

เธอหมายถึงเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นหลังได้รับตำแหน่งงานใหม่นั่นเอง

          จักรภพมองหน้าหญิงสาวด้วยความซาบซึ้งใจจนอธิบายไม่ถูก อย่างน้อยเขาก็พอมีบุญเก่าอยู่บ้างสวรรค์ถึงได้ส่งเด็กคนนี้มาช่วยในยามที่เขาไม่มีใคร มีลูกชายกับเขาสักคนหวังจะพึ่งพา แต่กลับอาศัยอะไรไม่ได้เลย ไม่เคยอยู่บ้านติดเลยสักวัน มาได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ออกเที่ยวเตร่

          “ขึ้นไปพักผ่อนเถอะนะเดินทางมาเหนื่อยๆ เจอกันตอนมื้อเที่ยงนะหนูอิม

          “ค่ะบอสเธอยิ้มเรียบๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินออกไป

          “อ้อ!... เลิกเรียกฉันว่าบอสได้แล้ว ต่อไปให้เรียกลุงดีกว่านะหนูอิม ดูเป็นกันเองดี”   จักรภพเอ่ยปากขอทันทีหลังเห็นเธอตอบรับคำเดิมแบบที่ใช้ในบริษัท

          “ค่ะคุณลุงปรินดารับคำอย่างว่าง่ายพลางค้อมตัวเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ไปอย่างมีมารยาท

          ปรินดาเดินเข้ามายังห้องนอนใหม่ของตัวเอง ตาคู่สวยหวานกวาดสำรวจไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา ขณะที่สาวใช้ชื่อชุ กำลังง่วนอยู่กับการจัดเสื้อผ้าของเธอเก็บเข้าใส่ตู้ให้อย่างพิถีพิถัน เรียบร้อย ซึ่งเธอเองที่หันมาเห็นก็ตกใจจึงรีบทัดทานเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจัดลำดับต่อไปนั่นก็คือ อันเดอร์แวร์และชั้นในของเธอนั่นเอง

          “พอแล้วจ้ะ... ที่เหลือฉันจัดการเองนะ

เธอบอกกับหญิงสาวที่น่าจะแก่กว่าเสียงนุ่ม จากนั้นก็คว้าเสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ว่ามาจัดเองต่อ  พลางส่งยิ้มให้อย่างเกรงใจเพราะเธอยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตแบบเลิศเลอประมาณคุณหนูแบบนี้

          “ไม่ได้นะคะคุณอิม ห้ามทำเองเด็ดขาด ถ้าคุณท่านรู้ชุโดนเล่นงานตายเลยคนที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้นเอ่ยขอ

          “ถ้าเธอไม่พูด ฉันไม่บอก ก็ไม่มีใครรู้ เอาอย่างนี้นะจ๊ะข้าวของของฉัน ฉันจะจัดการเองทุกอย่างไม่ว่าจะซัก รีด เก็บ แขวนหรืออะไรทั้งหมดไม่ต้องมีใครทำให้ทั้งนั้นฉันจะทำเอง

          “ไม่ได้ค่ะ! วันนี้คุณอิมจะเก็บจะแขวนเข้าตู้เองไม่เป็นไร แต่สิ่งที่พูดมาทั้งหมดน่ะห้ามทำเด็ดขาดค่ะ ถึงชุจะไม่พูดยังไงสักวันก็ต้องรู้ถึงหูคุณท่านอยู่ดี เอาเป็นว่าคุณอิมอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ของมัน ทุกๆ เช้าชุจะเข้ามาทำความสะอาดห้อง เอาเสื้อผ้าใช้แล้วไปซัก ที่นอนลุกแล้วไม่ต้องเก็บ เดี๋ยวชุทำเองทุกอย่างค่ะ

คนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์พยายามอธิบาย

          “แต่ว่าฉัน

          “ทำตัวให้ชินเถอะค่ะ... ถ้าคุณอิมทำเองหมดแบบนั้นมีหวังพวกชุโดนไล่ออกหมดแน่บ่าวคนรับใช้ให้เหตุผลกับเธอซึ่งเธอก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

          “จ้ะเอาไงก็เอากัน

ปรินดารับคำสั้นๆ อย่างเข้าใจก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้มลงไปหยิบกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุชั้นในของเธออีกใบออกมาเก็บไว้ในที่ที่ควรอยู่อย่างไม่รังเกียจ

          คุณอิมนี่เรียบร้อยนะคะ

          “หือ... รู้ได้ไงจ๊ะสายตาสวยช้อนขึ้นมองคนถามอย่างอยากรู้

          “ก็ดูสิคะ... พับชั้นในเรียงตามสีอ่อนไปหาเข้มซะสวยเลย

ชุบ่าวสาวพูดพร้อมชูบิกินี่ของเธอที่จัดเรียงเป็นอย่างดีขึ้นสูง ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ อายก็อายขำก็ขำในความใสซื่อของชุ ปรินดาคิด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกและเดินออกไปยืนรับบรรยากาศด้านนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด ปล่อยให้หญิงสาวจัดเก็บเสื้อผ้าของเธอเข้าตู้อย่างสบายอารมณ์

 

เช้าวันใหม่ของวันที่สามกับการมาอยู่ที่นี่ ขณะปรินดากำลังก้าวออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ร่างน้อยก็ต้องเซถลาไปตามแรงกระชากทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว ลำตัวของเธอถูกมือปริศนาผลักจนแผ่นหลังบางกระแทกผนังปูนอย่างจังจนรู้สึกเจ็บ ร่างหนาของคนที่ไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็นทาบทับเข้ามา ฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างตรงเข้าบีบหัวไหล่ทั้งสองข้างจนเธอรู้สึกเจ็บ

ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มโน้มลงมาใกล้ จนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่กระจายเป็นวงกว้าง ซึมลึกเข้าไปทุกอณูของผิวกายจนยากจะไม่หวั่นไหว สายตาสองคู่หากแต่ต่างความรู้สึกสบกันนิ่งนาน หากแต่อีกคู่แข็งกร้าว ดุดัน หยามเหยียด ส่วนอีกคู่ตื่นตระหนกตกใจ

 ริมฝีปากหยักได้รูปกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน แม้ว่าเขาจะตั้งแง่รังเกียจเธอตั้งแต่พบกันครั้งแรก แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขารูปหล่อเพียงใด ทว่าความเจ็บปวดบริเวณหัวไหลที่ได้รับในตอนนี้ ทำให้เธอไม่สามารถพิสมัยหลงใหลในสิ่งที่เห็นตรงหน้า ริมฝีปากบางเม้มแน่น เก็บกดความเจ็บปวดเอาไว้ข้างในเต็มที่ ไม่ปริปากร้องออกมาแต่อย่างใด

ไม่มีปัญญาหาผัวหนุ่มแล้วหรือยังไงถึงได้มาเร่ขายของเก่าให้กับคนแก่คราวพ่อน่ะหน้าตาเธอก็ออกจะดีทำไมไม่ไปหาคนอื่นล่ะ หรือว่าเน่าเฟะเสียจนไม่มีใครเอา

ปรินดาจ้องใบหน้าคมนิ่ง เธอควบคุมอารมณ์ในขณะนี้ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ไม่เอะอะโวยวายหรือตอบโต้ใดๆ หรือแม้จะแสดงสีหน้าให้อีกฝ่ายได้เห็นว่ากลัวนักหนาก็ไม่มีให้เห็น มีเพียงนัยน์ตากลมคู่สวยที่จ้องเขากลับไปอย่างไม่กริ่งเกรง จนเขาเองก็ไม่สามารถจะเดาได้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกหรือนึกคิดอะไร

ขนาดเธอพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแล้วนะ เขาก็ยังมาหาเรื่องเธอจนได้หญิงสาวคิดในใจ พยายามใช้ความอดทนให้มากเท่าที่จะมากได้ แต่ไม่รู้จะได้ถึงเมื่อไหร่

ไปทำอีท่าไหนล่ะพ่อฉันถึงได้ติดใจพาเข้าบ้าน บอกฉันได้นะ เผื่อวันไหนเกิดฉันอารมณ์เปลี่ยวหรือหน้ามืดขึ้นมา จะได้ช่วยสงเคราะห์เธอได้บ้าง

เพี้ยะ !!!

หยุดคำพูดพล่อยๆ และก็ช่วยยัดมันใส่ปากของคุณคืนกลับไปด้วย ฉันไม่ต้องการ! เพราะคนอย่างฉันไม่ได้พิศวาสคุณเลยสักนิดเดียว

ใบหน้าอันหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงที่ฝ่ามือน้อยประเคนใส่ จุลจักษ์หันกลับมามองคนพูดด้วยสายตาเดือดดาลกรามขบกันกรอด แม้แต่เธอยังได้ยินแต่ก็ใช่ว่าปรินดาจะสนใจ ในเมื่อเขามาหาเรื่องว่าเธอก่อนเพราะฉะนั้นเธอก็ต้องปักหลักสสู้เช่นกัน 

มือบางออกแรงผลักร่างสูงออกจากห่างเต็มแรง ทว่ากายแกร่งดุจภูเขาลูกใหญ่กลับยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน ท่อนขาแข็งแรงกดแทรกเข้ากลางระหว่างขาท่อนขาเรียวและล็อกเอาไว้ไม่ให้เธอขยับหนี และดูเหมือนว่าหญิงสาวจะสงบลงทันทีที่เจอท่าไม้ตายนี้ของเขา

รอยยิ้มเหี้ยมหยิบยกขึ้นมาที่มุมปาก มองหญิงสาวที่มีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัดอย่างหยามเหยียด ก่อนที่เขาจะสาดคำพูดดูถูกใส่เธอได้อย่างหยาบคาย

 “โดนแค่นี้ก็อ่อนระทวยแล้วเหรอ ที่ผ่านมามันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกชินชาบ้างหรือไงปรินดา”  จุลจักษ์ยังคงว่าเหน็บแนมเธอไม่เลิก

วาจาถากถางทำให้ปรินดาถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก เธอรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีสอดแขนทั้งสองข้างเข้ากลางท่อนแขนใหญ่และออกแรงตวัดจนแขนแกร่งหลุดออกจากไหล่เธอในที่สุด มือบางผลักอกกว้างออกห่างเต็มแรง พร้อมกับเธอที่ถลาไปยังบันไดที่อยู่ไม่ไกล

แต่มือหนากลับฉุดรั้งข้อมือบางของเธอเอาไว้ได้ จากนั้นก็กระชากร่างขาวนวลเข้าหาอย่างไม่พอใจ ไม่ต้องการให้เธอหนี หากเขาไม่ได้สั่งใครหน้าไหนก็ห้ามขัดใจ ที่สำคัญหล่อนเพิ่งตบหน้าเขาไปเมื่อครู่ จะให้ปล่อยไปง่ายๆ แล้วดูเธอหัวเราะเยาะเขาลับหลังไม่มีวันซะล่ะ

จะไปไหนฮะ!ตบหน้าฉันแล้ว... จะสะบัดก้นหน ไม่ง่ายไปหน่อยเรอะ

รบกวนเก็บกิริยาทรามๆ ของคุณไว้หน่อยนะคะและก็อย่ามาใช้กับฉัน

สายตาสวยซึ้งตวัดขึ้นมองเขาอย่างรังเกียจไม่แพ้กัน อีกทั้งยังพยายามบิดข้อมือของตัวเองให้หลุดออกจากพันธนาการที่รัดแน่นตลอดเวลา มือแกร่งกระชับร่างของเธอให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งครั้งนี้เธอตกมาอยู่ในอ้อมกอดของเขาง่ายดาย

จุลจักษ์ใช้ความพยายามเต็มที่ที่จะไม่สูดดมกลิ่นหอมหวนจากนวลเนื้อของเธอ ที่เตะใส่ปลายจมูกโด่งๆ ของเขาเข้าอย่างจังจนอดเผลอไผลสูดดมเข้าไปจนชุ่มปอดไม่ได้ ก่อนจะหลับตาลงอย่างข่มกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาริ้วๆ ในใจ

ทำมะ... กิริยาทรามๆ มันก็เหมาะกับผู้หญิงต่ำๆ อย่างเธอไม่ใช่เหรอ” 

ริมฝีปากหยักร้ายของชายหนุ่มเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

มันก็คงไม่ต่างอะไรกับคุณล่ะมัง จริงมั้ย?”

ใบหน้างามเชิดขึ้นสูงอย่างถือดี กลีบปากอิ่มสีชมพูระเรื่อส่อประกายเย้ยหยันหลังพูดจบ จนเขาอยากส่งปากของตัวเองเข้าไปจูบปิดปากของเธอให้ขาดใจข้อหาปากดีทว่ายั่วยวน

หึ!... ผู้หญิงร้อยเล่ห์อย่างเธอ มันต้องเจอผู้ชายเถื่อนๆ อย่างฉันมันถึงจะทัดเทียมกัน... มานี่เลย!ฉันจะทำให้เธอสำนึกว่าอย่ามาเล่นกับคนอย่างฉัน

จะทำอะไร !ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ... นี่คุณจุลจักษ์ ฉันบอกให้ปล่อยไง... ฉันต้องไปทำงานแล้วนะนี่มันสายมากแล้ว ได้ยินมั้ยฮะ!”

ปรินดาร้องเสียงหลงเมื่อชายหนุ่มดันร่างงามเข้าไปยังห้องนอนของเธอ ก่อนปิดประตูอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมกดล็อก ร่างของเธอถูกผลักลงไปบนเตียงนอนเต็มแรงทันทีที่ประตูปิดสนิท

โอ้ย!! ”

ปรินดาร้องด้วยความตกใจเมื่อร่างทรุดลงไปกองกับที่นอน จนกระโปรงที่เธอสวมใส่อยู่ ถลกร่นขึ้นมาอวดโชว์ต้นขาขาวอย่างน่าใจหาย จุลจักษ์ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่สนทั้งที่ในใจเต้นโครมครมเพราะอยากครอบครองเธอ

ปรินดาลนลานคลานลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะหนีไปอีกฟากหนึ่งด้วยตกใจ เมื่อเห็นเขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ใช้จังหวะรวดเดียวโถมกายเข้าไปคว้าข้อเท้าเล็กของเธอไว้ได้ หญิงสาวหันมาเห็นรอยยิ้มเหี้ยมปรากฏบนใบหน้าเขาอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

 “นี่คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไงฮะ!ปล่อยนะ! ”

หญิงสาวทั้งดิ้นทั้งถีบจนเขาเริ่มโมโห จากนั้นก็เขาลากข้อเท้าของเธอเข้าหาจนชายกระโปรงถลกร่นไปถึงไหนๆ โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าบัดนี้ได้ทำให้อารมณ์ของชายหนุ่มคุกกรุ่นขึ้นมาแค่ไหน

เอ้า!! ดิ้นเข้าไป!!... จะอวดของเก่าคร่ำครึไปถึงไหน... เธออ่อยฉันไม่สำเร็จหรอกนะปรินดา แต่ถ้าเป็นพ่อฉันล่ะก็ไม่แน่ ถ้ามาเห็นแบบนี้คงกระโจนโครมเข้าใส่เธอแล้ว

หยาบคายที่สุด!... ขนาดพ่อของตัวเองยังไม่ละเว้น ช่างเป็นลูกที่อกตัญญูจริงๆ คนอย่างคุณไม่น่าที่จะเกิดมาเป็นลูกของท่านเลย!... น่าจะไปเกิดเป็นลูกหมาลูกแมว หรือไม่ก็ลูกวัวลูกควายเสียมากกว่า! ถึงได้มีนิสัยเลวทรามป่าเถื่อนแบบนี้!”

ได้ผล... ร่างสูงหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดหลังเธอพูดจบ มือหนาผละออกจากร่างงามทันทีอย่างนึกรังเกียจ ก่อนจะลุกไปยืนที่ขอบเตียงมองหญิงสาวด้วยประกายไฟลุกโชน

ปรินดาเองยังรู้สึกตกใจที่พูดออกไปแบบนั้น เธอขยับลงไปยืนอีกฟากของเตียงนอนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเขา พร้อมจัดแต่งเสื้อผ้าตัวสวยให้เข้าที่ด้วยมือไม้อันสั่นเทา

เธอไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน!”

ชายหนุ่มตวาดลั่น ไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่ ตอนนี้เขาเริ่มโมโหจนหน้ามืดไปหมด มีอย่างที่ไหนที่ผู้หญิงหน้าด้านคนนี้มาต่อว่าเขาซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ช่างไม่กลัวตายเอาเสียเลย

ทำไมฉันถึงจะว่าไม่ได้!... ในเมื่อคุณมันเป็นแบบนั้นจริง แล้วจะมาทำเป็นโกรธทำไม?” 

ท้ายประโยคเธอเปล่งเสียงสูงราวกับเย้ยหยัน ใบหน้างามเชิดรั้นอย่างไม่เกรงกลัวออกแนวดูถูกเสียเต็มประดา ขัดกับดวงหน้าที่ช่างหวานใสในสายตาใครๆ

จุลจักษ์ทวนประโยคที่ได้ยินก่อนหน้าซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่ามันเป็นบทสวดมนต์ที่เขาต้องจดจำให้ขึ้นใจ มันย้ำเตือนให้เขาต้องเจ็บปวดเสมอหากได้ยินใครมาพูดแบบนี้ จริงอยู่ใครๆ ต่างมองว่าเขาเป็นลูกที่ไม่เอาไหน ไม่เคยไปช่วยงานท่านทั้งๆ ที่ท่านทั้งพูดทั้งขอร้องให้เขาเข้าไปช่วยดูแลกิจการงานที่บริษัทฯ เพราะสุขภาพท่านก็ไม่ค่อยสู้จะดี แต่เขาก็ยังปฏิเสธมันเรื่อยมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เขาก็โตพอที่จะมีความคิดและเหตุผลเป็นของตัวเองไม่ใช่หรือ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้บิดายอมรับเขาด้วยเช่นกัน

ปากดีนักนะ!... สักวันฉันจะเอาคืนอย่างสาสมเลยทีเดียวระวังตัวไว้ให้ดี ปรินดา!”

พูดจบร่างสูงของเขาก็ก้าวออกจากห้องเธอไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวมองตามด้วยความหนักใจต่อคำพูดทิ้งท้ายประโยคนั้นของอีกฝ่าย ตามด้วยเสียงปิดประตูห้องที่ดังสนั่นหวั่นไหว จนร่างเล็กถึงกับสะดุ้งตกใจจนต้องหลับตาลงแน่นด้วยคามไม่สบายใจ หญิงสาวทรุดกายลงนั่งบนเตียงนอนอย่างหมดแรง นี่เธอต้องปะทะกับผู้ชายคนนี้อีกนานแค่ไหนกันปรินดาได้แต่คิดหนัก


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha