นางฟ้าล่าอสูร

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 2 : พฤติกรรมที่น่าสงสัย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วันรุ่งขึ้นสองสาวเพื่อนรักพากันไปรับชายหนุ่มที่หน้างานการก่อสร้างย่านปิ่นเกล้า ชายหนุ่มที่รับปากไปแบบส่งๆ ก็ยิ้มต้อนรับสองสาวที่เดินลงมาหาตน เขามองดูเสื้อผ้าของพวกเธอที่สวมใส่แบบสบายๆ ก็คาดการว่าพวกเธอคงยังไม่ไปก็วางใจ

“ไงวี กินข้าวยัง” ร่างอวบอิ่มเอ่ยถามชายหนุ่ม

“ยัง รอมารับอยู่เนี่ย” ชายหนุ่มส่ายหน้ากล่าวอย่างเอาใจ เดินออกมาจากตัวบ้านที่คนงานของบริษัทตนเองกำลังทำงานอยู่

“แหม รู้ดีจังนะ งั้นไปกินข้าวกัน” หญิงสาวยิ้มหวานให้ พลางเงยหน้ามองบ้านหลังงามที่ชายหนุ่มกำลังคุมคนงานก่อสร้างอยู่จวนจะเสร็จเต็มที

“ไปดิ เดี๋ยวขอสั่งงานอีกนิดหน่อยได้ไหม” วิวิธวินท์พยักหน้าเดินย้อนกลับไปที่ตัวบ้านอีกครั้ง สองสาวก็พยักหน้ารับคำ แล้วเดินสำรวจตรวจความสวยของบ้านหลังโต

ไม่นานชายหนุ่มก็เดินออกมาจากบ้านงาน ก้าวขึ้นนั่งด้านหลังรถคันสวยของหญิงสาวหน้าหวาน แม้จะไม่ได้ใช้งานมาหลายปี แต่คนที่บ้านก็ยังดูแลรักษาให้ยังคงใช้งานได้ปกติ เมื่อสมาชิกพร้อมหน้าสาวร่างอวบก็ขับรถออกมุ่งสู่จุดหมายใหม่

                เมื่อขับรถมาได้สักระยะ หนทางที่หญิงสาวหน้าหวานเป็นผู้ขับมุ่งหน้าออกไปย่านชานเมืองขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มก็ชักเริ่มสงสัย

“แล้วนี่จะไปกินข้าวไหน”

“ก็ว่าจะไปกินบางแสนเลย” ดารินทร์ตอบพร้อมหันไปอมยิ้มกับจีรณา เหมือนรู้ทันคำตอบรับส่งๆ ของชายหนุ่มจึงแสร้งแต่งตัวสบายๆ เหมือนอยู่บ้านมารับไปกินข้าว

“บางแสนเลยหรือ” ชายหนุ่มตาโตทำเสียงสูงใส่ เจอไม้นี้ของคนรู้ทัน

เข้าไปก็ทำเอาชักนั่งไม่ติดเบาะ ขยับกายโผล่หน้ามามองหน้าสองสาวจอม

วางแผน

“อือ ก็ระหว่างรอขึ้นเรือไง” จีรณาเป็นผู้ตอบให้ พยายามหันไปทำหน้าซื่อใส่คนที่ถูกลวงให้ขึ้นรถ แต่หน้าตาของเธอก็ยังดูเหมือนเย้ยหยันชายหนุ่มที่ถูกลวง

“ไปไหน” วิวิธวินท์ถามต่อ พยายามคิดในแง่ดีว่าสองสาวอาจจะไปบางแสนแค่ช่วงเช้า พอตกเย็นก็น่าจะกลับ แบบนั้นตนเองก็จะได้ไม่เดือนร้อนเท่าไร

“ก็ไปเกาะล้านไง ที่นัดไว้อะ อย่าบอกนะว่าลืม” ดารินทร์เป็นผู้ตอบ น้ำเสียงของเธอสดใสมองหน้าชายหนุ่มผ่านกระจกมองหลังของรถ

“อ้าวตกลงจะไปจริงๆ หรือ นึกว่าพูดเล่น” ชายหนุ่มพยายามไม่แสดงสีหน้าตกใจออกไป แต่ภายในของเขาชักจะร้อนรุ่มเมื่อหน้างานที่ทำอยู่ยังไม่ได้สั่งงานสำหรับวันใหม่เลย

“ก็จริงดิ ไปไม่จริงจะมารับทำไม” หญิงสาวร่างอวบตอบ ทำน้ำเสียงจริงจัง สายตามองจับจ้องถนนสลับกับการมองชายหนุ่มผ่านกระจกหลังเพื่อสบสายตา

“นึกว่าจะมารับไปกินข้าว” ชายหนุ่มทำเสียงอ่อยๆ ในหัวเริ่มคิดหา

หนทางแก้ไขเฉพาะหน้าในเรื่องงานที่ยังค้างคาอยู่

“ก็กินข้าว แล้วก็เลยไปเลย” ดารินทร์กล่าวอย่างไม่เดือนร้อน ขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางออกนอกเมืองตรงสู่จังหวัดชลบุรี

“ไม่ได้หรอก ยังไม่ได้เคลียร์งานเลย” ชายหนุ่มกล่าวทำหน้าตาเริ่มจริงจังขึ้นมา ตั้งใจว่าเผื่อพูดแบบนี้ออกไปสองสาวเพื่อนรักจะเห็นใจปล่อยให้กลับไปทำงาน

“อะไรวี ก็คุยกันแล้วเมื่อคืน” หญิงสาวหน้าหวานทำเสียงหนักๆ เหมือนไม่พอใจใส่คนที่ผิดคำพูด พร้อมตวัดสายตามองชายหนุ่มทางกระจกหลังทันที

“ก็นึกว่าพูดเล่น” ชายหนุ่มเห็นสายตาพิฆาตที่ไม่บ่อยนักตนจะได้เห็นจากเธอ เป็นสายตาที่ไม่พอใจเวลาถูกใครขัดใจ

“คนอย่างรินพูดเล่นเป็นหรือ” เธอทำเสียงหนักขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มเริ่มไม่มีให้เห็น น้ำเสียงอ่อนหวานกลายเป็นแข็งกระด้างขึ้นมาทันที

“ไม่ได้เอาอะไรมาเลยเนี่ย” ชายหนุ่มทำทีเป็นแก้ตัว แบมือเปล่าให้สองสาวได้เห็นและเข้าใจ ว่าตนเองไม่พร้อมที่จะเดินทางไปต่างเมือง

“จะแวะเข้าไปเอาไหมล่ะ” หญิงสาวหน้าหวานเสนออย่างเอาใจ อยาก

ให้เพื่อนชายคนสนิทคนนี้ไปด้วย เพราะไม่บ่อยนักที่เธอจะมีเวลากลับมาเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆแบบนี้

วิวิธวินท์นิ่งไปพักใหญ่คิดหนักเมื่อหญิงสาวทั้งสองจะต้องไปถึงที่บ้าน ซึ่งเขาไม่เคยพาสาวหน้าไหนไปที่บ้านมาก่อน และไม่อยากให้เข้าใจผิดคิดเป็นฐานะอื่น อีกอย่างหากตนเข้าบ้าน บรรดาญาติๆ ก็ต้องรู้ว่าตนกำลังจะหนีงานออกไปเที่ยวกับสองสาวอย่างมีความสุข

“ไม่ต้องก็ได้ ผู้ชายง่ายๆ หาซื้อเอาง่ายกว่า” เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วชายหนุ่มก็ออกปาก จำใจไปด้วยแต่โดยดี ด้วยไม่รู้เพราะอะไร ใจของเขาไม่อยากจะขัดใจสาวร่างอวบเสียเหลือเกิน

“เอางั้นเลยหรือ” ดารินทร์ย้อนถามน้ำเสียงของเธออ่อนหวานขึ้นมาทันทีเมื่อชายหนุ่มยินยอม แต่ก็ห่วงเรื่องเสื้อผ้าของเขากลัวชายหนุ่มจะลำบาก

“แบบนั้นแหละ” ชายหนุ่มพยักหน้าเอนกายพิงเบาะหลังของรถแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจ้องมอง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

“ดีงั้นก็ไปทะเล ทะเล้ ทะเลกัน” สองสาวเสียงระรื่นผิดไปจากเมื่อครู่ทันที ท่าทางเริงร่ากลับมา ทำเอาสถานการณ์ภายในรถคันสวยผ่อนคลายลง

“เงียบๆ ก่อน ขอเคลียร์งานก่อน” ชายหนุ่มทำหน้าตาจริงจัง กดสายโทรหาอาที่เป็นอีกคนที่พอจะเข้าไปดูแลหน้างานแทนตนได้

“รีบๆ โทรไปเคลียร์งานเลย ยังไงก็ไม่มีสิทธ์ลงรถจนกว่าจะถึงชลบุรีแล้วล่ะ” ดารินทร์กล่าวท่าทางคึกคักที่ได้สมดังใจ แล้วก็พากันสงบปากสงบคำกับจีเพื่อให้ชายหนุ่มได้สั่งงาน

 

ดารินทร์ขับรถมาได้สักพักก็ใกล้ถึงจุดพักรถ จีรณาก็เริ่มทนความหิวต่อไปไม่ไหว หันไปบอกกับเพื่อนสาวให้เข้าเทียบจอด “เดี๋ยวแวะซื้อไรรองท้องที่ปั๊มก่อนนะริน”

“อือ” สาวหน้าหวานพยักหน้าอย่างรู้นิสัยช่างกินของเพื่อนรักเป็นอย่างดี เธอติดกินตรงเวลาถ้าไม่ตรงเวลาก็ต้องหาอะไรรองท้องก่อน ไม่งั้นเธอจะโมโหหิวน่าดู

เมื่อทั้งสามลงจากรถต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว แล้วซื้อของกินรองท้องกันเข้ามา แต่เมื่อชายหนุ่มกลับมาเขากลับถูกร่างอวบอิ่มจับไปนั่งตำแหน่งของคนขับ ด้วยน้ำเสียงและท่าทางออดอ้อนน่าเห็นใจ “วีขับด้วยนะ ริน

เหนื่อยไม่อยากขับ”

“อะไรวะ” ชายหนุ่มชักน้ำเสียงใส่หันไปมองหน้าคนเผด็จการ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มหวานๆของเธอที่ส่งกลับมาก็ทำเอาเขาโกรธไม่ลง

“ไม่รู้อะขับด้วย” เธอเดินไปนั่งข้างคนขับแทนจีรณา โดยหญิงสาวร่างบางก็ขยับตัวเองไปนั่งหลังแทนชายหนุ่มอย่างรู้หน้าที่

“เออๆๆ ก็ได้” วิวิธวินท์ตอบรับอย่างไม่อาจจะขัดใจ กี่ครั้งกี่หนที่เขาไม่อาจจะขัดใจหญิงสาวผู้นี้ได้เลยสักครั้งเดียว

ชายหนุ่มขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี โดยมีสองสาวนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆเมื่อครั้งสมัยที่ยังเรียนอยู่ปริญญาตรีด้วยกัน และรวมถึงประสบการณ์การไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แล้วอยู่ๆ ภายในใจของชายหนุ่มก็ผุดความอยากรู้ขึ้นมา

ดารินทร์มีแฟนที่ต่างแดนหรือเปล่านะ เธอยังเป็นโสดอยู่หรือเปล่า คำถามในหัวใจนี้ทำเอาหัวใจของเขาสั่นไหว แต่ก็เก็บความอยากรู้เอาไว้ภายใน เชื่อมั่นว่าไม่นานคงจะต้องมีคำตอบให้คำถามของตนเอง

ไม่นานชายหนุ่มก็ขับรถมาถึงทางขึ้นเรือไปเกาะล้าน ทั้งสามเดินทาง

มาถึงในช่วงเวลาที่เรือกำลังจะออกเทียบท่า เวลาอันกระชั้นชิดทำให้พวกเขาอาจไม่มีเวลาจับจ่ายซื้อของหรือกินอาหารอย่างที่วางแผนเอาไว้ ก็ทำเอาพวกเขามองหน้าดารินทร์เพื่อรอการตัดสินใจจากคนที่เดินทางมาไกลสุด

“จะรอขึ้นเรือรอบต่อไปหรือจะขึ้นเลย” จีรณาถามย้ำเพื่อนสาว ที่ตอนนี้เธอดูเหมือนจะสนใจข้อความในโทรศัพท์มือถือมากกว่าขึ้นเรือ

“ยังไม่ต้องก็ได้ ขึ้นรอบเย็นๆดีกว่า รินอยากแวะสวนนงนุช เดี๋ยวต้องแวะซื้อของให้วีก่อนด้วย” หญิงสาวหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมาตอบ เธอวางโปรแกรมไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว

“ไม่ต้องก็ได้มั้ง ไม่มีไรมาก หาซื้อบนฝั่งก็ได้แหละ” ชายหนุ่มบอกปัดอย่างไม่ทำตัวให้เป็นภาระ เพราะผู้ชายไม่ยุ่งยากเท่าผู้หญิง

“วีจะอยู่เน่าๆ แบบนี้สามวันหรือ” ดารินทร์ย้อนถามทำหน้าแหยงๆ เมื่อจินตนาการถึงสามวันสองคืนที่ต้องกินนอนอยู่กับชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน

“สามวันเลยหรือ” วิวิธวินท์ได้รับคำเฉลยที่น่าตกใจมาอีกคำ วันเวลาการค้างแรมของพวกเธอเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้หนึ่งคืน

“อือ มาทั้งทีก็อยู่นานๆ หน่อยดิ” เจ้าของร่างอวบอิ่มตอบ หันไปจูงมือร่างบางของเพื่อนสาวเดินกลับไปที่รถของตนเอง

“โห” ชายหนุ่มที่เดินตาม ลอบชักสีหน้าในตอนที่ไม่มีใครเห็น

“อย่าบ่น รับปากแล้ว ไม่เคลียร์งานเองนี่นา” ดารินทร์หันมาทำเสียงแข็งกับน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจของเพื่อนชายคนสนิท

“ก็ไม่บอกว่าไปกี่วัน” ชายหนุ่มเริ่มหน้าเคร่งใส่อย่างไม่อาจจะปิดบัง งานการของเขาเสียหายอีกแล้ว แบบนี้จะแก้ตัวกับอาอย่างไร

“ก็บอกอยู่นี่ไง” หญิงสาวหน้าหวานตอบอย่างขอไปที เหมือนไม่สนใจเพราะตอนนี้ชายหนุ่มก็มาถึงนี่แล้ว จะถอยหลังกลับก็คงจะยาก

“ไม่บอกตั้งแต่เมื่อคืน” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบ ขณะก้าวขึ้นรถในฐานะของคนขับรถเช่นเดิม

“บอกตอนไหน วีก็ต้องไปอยู่ดี” ดารินทร์กล่าวน้ำเสียงใส

“แล้วนี่จองห้องพักไว้ยัง” วิวิธวินท์ถามต่อ

“จองแล้วห้องเดียว” จีรณาเป็นผู้ตอบ เพราะเธอเป็นผู้จัดการเรื่องห้องพักให้ดารินทร์

“ไม่จองเผื่ออีก...แล้ว...” ชายหนุ่มชักน้ำเสียงบ่น กำลังจะอ้าปากว่าไม่มีห้องนอนสำหรับตนเองเพื่อเป็นข้ออ้างเดินทางกลับ

“จองเผื่อทำไม นอนห้องเดียวกันก็ได้ เสริมเตียงแค่ร้อยเดียวเอง เพื่อนกันวีไม่ทำไรพวกเราหรอก รึอยากจะเสียเงินเพิ่มอีกพันเพื่อนอนคนเดียว” สาวหน้าหวานชิงตอบก่อนชายหนุ่มจะมีโอกาส

“ก็เผื่อจะหิ้วสาวๆ ขึ้นมานอนด้วยแก้เหงาไง” ชายหนุ่มหาข้ออ้างต่อ พร้อมยิ้มโชว์เขี้ยวทรงเสน่ห์ท่าทางเจ้าเล่ห์แววตาเจ้าชู้ออกมาทันที

“ตลก มากับรินแบบนี้แล้วยังคิดจะได้สาวๆ ขึ้นมานอนด้วยหรือ”    หญิงสาวตวัดสายตาใส่คล้ายจะหวงเพื่อนชายเป็นนัยน์ ทำเอาเขาใจเต้นแรงกับท่าทางหวงของเธอ ไม่กล่าวอะไรต่อขับรถไปสู่จุดหมายต่อไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความข้องใจของจีรณา กับบทสนทนาของทั้งสองที่ดูมีเยื่อใยกันเกินกว่าเพื่อนสนิท

 

ไม่นานชายหนุ่มก็ขับรถพาสองสาวมาถึงสวนนงนุช หลังจากที่ลงจากรถหญิงสาวหน้าโหดก็เดินเข้าไปควงแขนกับเพื่อนสาว พร้อมกระซิบเสียงแผ่วเพื่อป้องกันไม่ให้ชายหนุ่มที่กำลังเดินตามมาได้ยิน “ริน แกวางใจวีไปป่าวว่ะ ถึงได้ให้นอนห้องเดียวกันกับเรา”

“วีไม่ทำไรหรอกน่า อีกอย่างพวกเรามีกันตั้งสองคนมันไม่กล้าหรอก” ดารินทร์กล่าวปลอบใจ เข้าใจนิสัยระวังตัวเองของจีเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นเธอจะครองตัวเองเป็นสาวซิงมาได้จนเกือบจะแต่งงาน แต่ก็ดันไปเสียกลให้ผู้ชายที่เธอวางใจ

“หรือ” จีรณาหันไปมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่วางใจเท่าไรนัก รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาเพราะเวลาที่เธอและเขามองหน้ากันทีไร ก็ต้องรู้สึกขัดหูขัดตากันอยู่ร่ำไป

“วีไว้ใจได้นะ จีไม่ต้องห่วง วีนิสัยดี ถึงจะเจ้าชู้ไปหน่อย แต่ถ้าในฐานะเพื่อนก็นิสัยดีจริงๆ ไม่ทำไรเพื่อนหรอก” รินยืนกรานหนักแน่น

“เชื่อใจกันจังเลย” ร่างบางอ่อนใจจะขัดแย้ง ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไม่กล่าวอะไรอีก

หลังจากเสียค่าเข้าเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามเข้าไปเดินเที่ยวในสวนนงนุช มีพันธุ์ไม้มากมายสวยงามให้เชยชม ดอกไม้นานาพรรณทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็น สองสาวตื่นตาตื่นใจกับการได้เดินเที่ยว วิวิธวินท์มีหน้าที่เป็นตากล้องจำเป็นให้พวกเธอ

ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เขาก็ตาม แต่ก็บ่อยครั้งที่สาวร่างอวบเข้ามาสวมกอดชายหนุ่มอย่างแนบชิด แล้วให้จีรณาเป็นช่างภาพให้แทนอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว การเป็นกันเองอย่างสนิทสนมไม่ถือสาความต่างเพศของเธอ ทำเอาชายหนุ่มที่ไม่เคยชินให้ใจเต้นแรงอยู่บ่อยครั้ง

วิวิธวินท์หน้าแดงระเรื่อ โดยหญิงสาวร่างบางเป็นผู้สังเกตเห็น แต่ก็ไม่เปิดปากทักแต่อย่างใด มองดูก็แต่เพื่อนสาวของตนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัววางใจชายผู้นี้อย่างเต็มที่ จะคัดค้านก็ว่าคิดมาก ในเมื่อเขาเชื่อใจกันและกัน เธอก็ไม่อาจจะขัดได้

หลังจากที่พวกเขาเดินผ่านสวนสวยๆ ก็เข้ามาถึงจุดที่เป็นเมืองจำลอง ยิ่งทำให้สองสาวตื่นเต้นกว่าเดิม พวกเธอเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งเข้าไปทำท่าทางเป็นนางแบบจำเป็นให้ชายหนุ่มถ่ายรูป วิวิธวินท์มองดูรอยยิ้มของสองสาวแม้จะแตกต่างกันที่ความอ่อนหวาน

แต่เมื่อสาวหน้าโหดยิ้มขึ้นมาก็ทำเอาโลกทั้งโลกดูสดใสได้เหมือนกัน

แต่ก็ยังไม่สดใสเท่าสาวหน้าหวานของเขา ที่ทำเอาชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มและหน้าแดงระเรื่อตามไปกับเธอ แถมสองสาวยังดึงชายหนุ่มเข้าไปถ่ายรูปแบบแนบชิดด้วยกันเป็นแซนวิช

เมื่อตอนถ่ายคู่กับดารินทร์ก็ทำเอาเขาใจเต้นแรงไปแล้ว การถ่ายรูปหมู่สามคนก็ทำเอาเขาทั้งใจเต้นและหน้าแดงไปพร้อมๆ กัน ความสนิทสนมในสวนนงนุชของพวกเขามีเพิ่มขึ้นตามลำดับ จีรณาเริ่มวางใจพูดจาสนิทสนมกับวีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

พวกเขาท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลาขึ้นเรือ ผ่านไปรอบแล้วรอบเล่าจนเกือบสี่โมงเย็นถึงจะได้เดินออกมาจากสวนนงนุชด้วยความสุข

“เย็นมาแล้วแก เดี๋ยวไม่ทันรอบหกโมงเย็นไปถึงจะค่ำนะ” จีรณาเอ่ยทักเพื่อนทั้งสองคน เธอต้องคอยโทรไปยืนยันการใช้ห้องพักเป็นระยะ เพราะไม่อย่างนั้นจะหลุดการจอง

“ไปสิ ไปแวะโลตัสก่อนนะ วียังไม่ได้ของใช้เลย” ดารินทร์เอ่ยทักท้วงแทนชายหนุ่ม ที่ดูเหมือนเขาจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนไม่มีอะไรติดตัวมาเที่ยว

เมื่อมาถึงโลตัสทั้งสามก็แยกกันไปหาซื้อของที่จำเป็น วิวิธวินท์เดินไป

หยิบของใช้ส่วนตัวของผู้ชายมาใส่ตะกร้า ไม่นานสองสาวก็เดินตามกันมาพร้อมกับเสื้อสองสามตัว ก็ทำเอาชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสงสัย “ไหนว่าเตรียมกันมาแล้วไง ซื้อเพิ่มทำไม”

“ก็อยากซื้อ เสื้อคู่รักดูดิ” ดารินทร์อวดเสื้อสวยสองตัวให้ชายหนุ่มดู เป็นเสื้อที่มีรูปสอดคล้องกันแสดงออกซึ่งความรักและความผูกพันของคนใส่

“จะใส่กันหรือ” ชายหนุ่มเบิกตามองดูสองสาวที่ดูเหมือนจะสนิทสนมกันเกินกว่าความเป็นเพื่อนสนิท หรือทั้งสองจะมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า ชายหนุ่มคิด

“อื้อ” สองสาวพยักหน้าแล้วมองสบสายตากันอย่างมีเลศนัย

“เลสเบี้ยนเลย” ชายหนุ่มตอบ หรือจีรณาที่อกหักเข็ดขยาดผู้ชายจนถึงขั้นหันมาบริโภคเพศเดียวกัน และสาวหน้าหวานก็เป็นเธอคนนั้นกันแน่

“อย่าบ่นของวีก็มีนะ” ดารินทร์อมยิ้มส่งเสื้ออีกตัวให้ชายหนุ่ม ที่มีสีสันและลายสอดคล้องกันไม่ต่างไปจากเสื้อคู่รักของพวกเธอ

“อะ รินเลือกให้อย่างดีเลย” ร่างอวบอิ่มส่งให้ แล้วหยิบเสื้อที่ชายหนุ่มเลือกเอาไว้ในมือ คืนกลับที่แขวนเดิมอย่างไม่ชอบใจ

“ไม่ใส่” ชายหนุ่มส่งคืนทันที สีหวานฉ่ำและลายที่ดูแล้วไม่เข้ากับหน้าของเขาก็ทำเอาใส่ไม่ลง

“ไม่ได้ต้องใส่ ต้องเอาไปด้วยบังคับ” ดารินทร์ทำเสียงหนักๆ ใส่เสื้อที่เลือกไว้ทั้งสามตัวลงรถเข็นรวมกับของชิ้นอื่นๆ พร้อมมองดูข้าวของบางอย่างที่เขาเลือกซื้อ เห็นชิ้นไหนไม่ถูกใจก็เอาออกแล้วเลือกให้ใหม่ใส่ไปทันทีอย่างไม่ต้องถามเจ้าตัวเลย

“อะไรวะ” ชายหนุ่มทำหน้าเคร่ง เธอชักจะเผด็จการมากเกินไปแล้ว

“เอาเสื้อตัวนี้ด้วย รินชอบ” เธอกล่าวพร้อมทำหน้าเง้างอนใส่ เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเธอ

“กูไม่ชอบอะ” ชายหนุ่มเริ่มแทนตัวเองด้วยถ้อยคำที่สนิทสนม โดยสองสาวก็ไม่ถือสาเพราะตั้งแต่อยู่ในสวนนงนุช พวกตนก็เริ่มใส่คำแทนตัวเองที่เป็นกันเองมากขึ้น

“ก็รินชอบอยากให้ใส่นี่นา” ดารินทร์ยังคงยืนกราน ขณะที่จีรณามองเพื่อนสาวและชายหนุ่มที่กำลังถกเถียงกันราวกับเป็นแฟน

“ไม่เอา” ชายหนุ่มเสียงแข็งใส่ หยิบเสื้อสีหวานที่เธอเลือกให้ออกจาก

รถเข็น แล้วหยิบเสื้อสีเข้มของตัวเองใส่เข้าไปแทน

“ต้องเอา ไม่เอารินโกรธ” หญิงสาวหน้าหวานไม่ยื้อแย่งเสื้อต่อ แต่ก็ยื่นคำขาดใส่เหมือนกันทำเชิดหน้าใส่ “นานๆรินกลับมาจะตามใจหน่อยก็ไม่ได้”

“อะไรวะ” ชายหนุ่มชักใจอ่อนยกมือขึ้นเกาหัวหันไปมองหน้าจีเหมือนขอความช่วยเหลือ แต่เธอก็เป็นเพื่อนซี้ของดารินทร์มีหรือจะเข้าข้างตน จึงได้แต่เอาเสื้อสีหวานใส่ไปพร้อมๆ กับเสื้อสีเข้ม เอาไปให้จบๆใส่ไม่ใส่ก็ว่ากันอีกทีก็แล้วกัน

“น่ารักดีออก สามตัว เหมือนกันหมดเลยเนอะจีเนอะ” เสียงหวานกล่าวต่อเมื่อเห็นชายหนุ่มยอมซื้อไปด้วย พร้อมหันไปหาแนวร่วมอีกคน

“หึหึหึ” จีรณาไม่ออกความคิดเห็นแต่อย่างใด ได้แต่หัวเราะในลำคอ กับพฤติกรรมที่ดูเยอะเกินไปของคนสองคน และความสัมพันธ์ที่น่าสงสัย

 

หลังจากที่ทั้งสามเที่ยวตามใจดารินทร์ ซื้อของให้วิวิธวินท์เสร็จก็เดินทางกลับมาที่ท่าเรือเพื่อรอขึ้นเรือรอบหกโมงเย็น พวกขามาถึงเวลาพอดีกับที่เรือกำลังเทียบท่า ลมทะเลพัดแรงทำเอาธงสะบัดพัดปลิว เรือโคลงเคลงน่า

หวาดเสียวขณะที่ผู้คนกำลังขึ้นเรือ

จีรณาก้าวนำขึ้นไปก่อน ขณะที่ดารินทร์ยังกล้าๆ กลัวๆ ชายหนุ่มก็พยายามดันร่างของหญิงสาวร่างอวบ มืองามเอื้อมมือมาจับด้วยความหวั่นใจ สาวร่างบางส่งมือมาให้เพื่อนสาวจับอีกคนเพื่อช่วยประคอง วิวิธวินท์มองดูความแตกต่างของสองสาว

คนหนึ่งแสนบอบบางน่าทะนุถนอมน่าปกป้อง อีกคนดูท่าไม่เกรงกลัวลุยๆ และสู้ได้ทุกสถานการณ์ ทำเอาชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความเก่งของจี ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะเอ็นดูดารินทร์กับความอ่อนแอของเธอที่ทำให้เขาอยากปกป้อง

“ว๊ายจี...อย่าปล่อยรินนะ” เสียงหวานกล่าวอย่างหวาดเสียว เมื่อลมแรงพัดเข้ามาปะทะทำให้เกิดคลื่นสูงและเรือโคลงกว่าเดิม

“แบบนี้จะขับออกไปได้หรือเนี่ย” จีรณากล่าวอย่างไม่วางใจ หากพายุเข้าจังหวะที่กำลังอยู่บนเรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้

“เห็นว่ารอบสุดท้ายแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวเมื่อเดินก้าวตามขึ้นมาบนเรือ

เพราะด้วยระยะทางไม่ได้ไกลมากนักทำให้คนขับสามารถขับไปส่งได้ แต่ก็รอบ

เดียวเพราะหลังจากนี้จะมีฝนฟ้าคะนอง ทำให้ต้องงดเรือในรอบหนึ่งทุ่มและสองทุ่มซึ่งเป็นสองรอบสุดท้าย

แล้วเมื่อเรือพร้อมก็ออกจากท่า ขับไปเรื่อยๆ ปะทะกับลมทะเลที่ลดความแรงลงบ้างเมื่ออยู่กลางทะเล ทำให้สองสาวเดินอออกรับลมพร้อมถ่ายภาพ ส่วนชายหนุ่มก็รับหน้าที่เป็นตากล้องเหมือนเคย ไม่นานเรือก็มาเทียบท่าที่เกาะล้าน คลื่นลมกลับมาแรงอีกครั้ง

หลังจากที่ทั้งสามลงเรือก็นั่งรถสองแถวของโรงแรมเพื่อเข้าไปเช็คอิน แจ้งขอเตียงเสริมเสร็จเรียบร้อยก็เข้ามาจัดข้าวของกันให้ห้องพัก ชายหนุ่มถูกวางเตียงเสริมไว้ที่ริมหน้าต่าง อีกสองเตียงเป็นเตียงเดียวที่ตอนนี้ขยับมาอยู่ใกล้กันเพื่อให้มีเนื้อที่สำหรับอีกเตียง

แล้วพวกเขาก็ลงไปทานอาหารเย็นด้วยความรู้สึกหิวโซ เพราะตั้งแต่แวะจุดพักรถก็กินแค่ของจุกจิกระหว่างทางมาตลอด ยังไม่ได้กินอาหารเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งสามเข้าร้านอาหารที่อยู่ไม่ห่างจากที่พัก ขณะนั้นละอองฝนเริ่มถูกพัดพามาพร้อมกับลม

อาหารถูกสั่งมาด้วยความหิวของจีรณา ทั้งกุ้งเผาครึ่งโล ปูนิ่มผัด         

ผงกะหรี่ ปลากะพงทอดน้ำปลา หอยนางรมสด และปลาส้มแป๊ะซะ พร้อมด้วยข้าวเปล่าหนึ่งโถ ตามด้วยเบียร์สด อาหารตามที่จีรณาเป็นผู้สั่งทำเอาวิวิธวินท์ตาโตใส่ ก็มากันแค่สามคนสั่งยังกับมาสักหกเจ็ดคน

“เชื่อเถอะจีกินหมด” ดารินทร์กล่าวอย่างเชื่อท้องเพื่อนรักเป็นอย่างดี ถ้าลองกินข้าวไปกินเบียร์ไปยังไงสาวหน้าโหดก็จัดการได้หมด

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร” ชายหนุ่มกล่าวหันไปมองดูวิวสวยๆ ของท้องทะเลกว้างที่มองเห็นแสงไฟจากอีกฝั่งหนึ่งราวกับแสงดาว ความมืดมิดของทะเล แม้จะมีละอองฝนรำไร แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศเสียสักเท่าไร

ขณะที่สองสาวนั่งดูรูปที่ชายหนุ่มถ่ายอยู่ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนานมีความสุข เบียร์เย็นๆ ถูกนำมาเสิร์ฟชายหนุ่มนั่งจิบเบียร์มองดูสองสาวที่มีความแตกต่างกันทั้งนิสัยและหน้าตา พาให้คิดจินตนาการไปไกล ถ้าต้องให้เขาเลือก เขาจะเลือกเธอคนไหนเป็นคู่ครอง

คนหนึ่งหน้าหวานอ่อนโยน น่าปกป้อง ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น ลูกคุณหนูดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือตลอด ใครเป็นแฟนคงต้องตามเอาใจดูแลไม่ห่าง ส่วนอีกคนหน้าตาไม่น่ารัก แต่ก็ดูแลตัวเองได้อย่างสบาย

คล่องแคล่วไปเสียหมด ใครได้เป็นแฟนก็คงสบาย

แต่ด้วยนิสัยผู้ชายทั่วๆ ไปของชายหนุ่ม และเขาคือหนึ่งในนั้น ยังไงก็ขอเลือกสาวหน้าหวานน่าทะนุถนอมเอาไว้ก่อนดีกว่า ชายหนุ่มความคิดเตลิดไปไกล จนไม่รู้ตัวว่าใบหน้าของตัวเองแดงซ่านขึ้นมา สายตาจ้องมองสองสาวไม่ห่างอย่างลืมตัว

“อะไรวี แกกินเบียร์ไปแก้วเดียวเองหน้าแดงแล้ว” จีรณาเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยทัก เมื่อเห็นโหนกแก้มสูงของชายหนุ่มแดงจัดราวกับแต่งหน้า

“วีก็เป็นแบบนี้แหล่ะ กินเบียร์นิดหน่อยก็หน้าแดง” ดารินทร์เงยหน้าขึ้นมามองเห็นหน้าตาเพื่อนชายก็ไม่แสดงอาการแปลกใจ

“อะไรเห็นครั้งที่แล้วยังไม่ค่อยแดงเลย” สาวหน้าโหดช่างสงสัย มองดูสายตาที่เริ่มหวานฉ่ำของคนหน้าแดงซ่านอย่างค้นหา

“อันนั้นไฟมันมืด ที่นี่ไฟสว่าง” ชายหนุ่มแก้ตัว ยกเบียร์ขึ้นดื่มกลบเกลื่อนอึกใหญ่

“เหรอ” จีรณายังไม่หายแคลงใจ แต่ก็ไม่กล่าวอะไรต่อเพราะอาหารที่

สั่งมาเสิร์ฟพอดี

กลิ่นกุ้งเผาตัวโตโชยมาพร้อมกับสายลมที่เริ่มพัดอ่อนลง ฝนตกกระหน่ำมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของแขกที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน ตามด้วยปูนิ่มผัดผงกะหรี่ที่จีรณาตั้งใจสั่ง เพราะไม่ชอบแกะปูกิน พร้อมอาหารอื่นๆ ค่อยๆทยอยกันมาวางที่โต๊ะ

ข้าวหอมมะลิส่งกลิ่นหอมเมื่อฝาหม้อข้าวเปิด พนักงานตักเสิร์ฟให้ทีละจาน มากน้อยตามแต่ความหิวของแต่ละคน และคนที่สั่งให้ตัดข้าวเยอะที่สุดก็คือสาวร่างบอบบาง เธอจัดข้าวหนักสองทัพพี ในขณะที่เพื่อนทั้งสองแค่ทัพพีเดียวก็เพียงพอ

จีรณาหยิบสิ่งแรกคือของโปรด กุ้งเผาตัวโตบรรจงแกะเนื้อใส่จาน ถอดหัวกุ้งวางไว้ด้านข้างอย่างระมัดระวัง เมื่อแกะหัวกุ้งตัวโตได้เนื้อตามชอบก็ส่งเนื้อกุ้งที่แกะเพิ่มไปให้ดารินทร์อย่างรู้ใจ ว่าคุณหนูรินแกะกุ้งไม่เป็น จากนั้นก็ยึดเอาหัวกุ้งมาเป็นของตัวเอง

“วีกินนี่ไหม วีชอบกุ้งเดี๋ยวรินแกะให้” ดารินทร์หันไปหาชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังจัดการกับปูนิ่มผัดผงกะหรี่ เขาชอบกินกุ้งจริงอย่างที่รินกล่าว แต่ก็

ไม่ชอบกินอะไรที่ต้องแกะเปลือกและยุ่งยาก

“แกะให้ก็กิน” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจ ตักอาหารเข้าปากต่อ ขณะที่ดารินทร์หยิบกุ้งขึ้นมาท่าทางเหมือนลังเลใจ

“แกะเป็นหรือ” สาวหน้าโหดก็หันไปเอ่ยถามน้ำเสียงปนหัวเราะ เข้าใจดีว่าเพื่อนสาวคงอยากจะเอาใจชายหนุ่มตามนิสัย

“ไม่เป็น กำลังจะบอกให้จีแกะให้พอดี” ดารินทร์ส่ายหน้าแล้วยิ้มให้ ส่งกุ้งตัวโตในมือของตนเองให้คนชำนาญการ

“แล้วทำเป็นจะแกะให้วีกิน” จีรณาทำเป็นแซวคนที่พยายามเอาใจ    ชายหนุ่ม

“จีเก่งอะ รินถนัดกิน ฮ่าๆๆๆ” หญิงสาวหน้าหวานมองดูเพื่อนรักแกะหัวกุ้งวางไว้ที่จานตัวเอง  แล้วแกะเปลือกกุ้งอย่างระมัดระวังจนเห็นเนื้อกุ้งขาวโพลนแล้วส่งคืนให้ดารินทร์

“เออ เราก็ถนัดกิน” ชายหนุ่มได้รับกุ้งจากมือของดารินทร์ ปากก็พูดอย่างพอใจที่ได้กินอาหารอร่อยโดยไม่ต้องยุ่งยาก สายตาจ้องมองหัวกุ้งที่มือบางกำลังค่อยๆ บรรจงแกะอย่างระมัดระวัง เห็นมันกุ้งสีส้มเป็นก้อนโตก็คาดหวัง

เธอจะเอาหัวกุ้งมอบให้ตน

“งานนี้มีคิดค่าแกะหัวกุ้งนะ” สาวหน้าโหดกลับไม่ใจดีส่งให้ เธอเอาน้ำจิ้มราดลงบนมันจากหัวกุ้งสุดโปรดท่าทางพออกพอใจที่กำลังจะได้กิน

“เฮ้ยๆๆๆ กูก็กินหัวนะ” วิวิธวินท์ร้องค้านอย่างไม่อยากเสียสิทธิ์ในหัวกุ้งที่ดารินทร์เลือกให้

“เลือกเอาจะกินเนื้อรึแกะกินเอง” แต่จีรณาก็ไม่ยอมยกของโปรดให้ เอาเข้าปากคำใหญ่ท่าทางมีความสุขพร้อมยืนข้อแลกเปลี่ยนให้ชายหนุ่ม

“เผด็จการทั้งคู่เลย” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ ทำเป็นมองตาเขียวใส่หญิงสาวร่างบอบบาง ที่ตอนนี้ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวใส่ ยังคงมีความสุขกับการแกะเนื้อกุ้งให้เพื่อนทั้งสอง โดยหัวกุ้งอยู่ที่ตัวนั้นก็เต็มจาน

“น้อยกว่ารินอีก” จีรณากล่าวอย่างสนุกปาก ก็การบังคับของตนนั้นยังไม่เทียบเท่ากับสิ่งที่ดารินทร์บังคับวีเลยแม้แต่นิดเดียว

“อะไรนะจีว่ารินหรือ” ดารินทร์ได้ยินไม่ถนัดก็หันมาถามย้ำสายตาเฉียบคมอมยิ้มหน่อยๆ

“เปล่า กินๆๆ แกะให้หมดแล้ว แบ่งหัวกุ้งให้สองหัวก็ได้ ห้ามขออีกนะ

ไม่แกะกินเองช่วยไม่ได้ อิอิ” จีรีบส่ายหน้าส่งเนื้อกุ้งขาวสวยแจกจ่ายให้เท่า

เทียมกันกับเพื่อนทั้งสอง พร้อมส่งหัวกุ้งให้วิวิธวินท์ราวคนใจดี แล้วหันไปนั่งแกะหัวกุ้งในจานตัวเองกินอย่างสุขใจ

หลังจากทั้งสามทานอาหารกันอย่างเต็มอิ่ม ก็เริ่มดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนสวยริมหาด ซึ่งตอนนี้ฝนที่ตกกระหน่ำเริ่มเบาบางลง ผืนพลาสติกใสที่ตอนแรกร้านอาหารรูดลงมาเพื่อกันสายฝนถูกรูดเก็บขึ้นไป ทำให้มีลมเย็นพัดเข้ามาทำให้รู้สึกสดชื่น

 

 

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha