นางรอง (จบแล้ว)

โดย: เฌอรามิล



ตอนที่ 2 : บ้านไร่เรือนรัก 100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

"เนื้อทอง...ถูกดุมาอีกแล้วเหรอ หืม..." รอยยิ้มปริ่มเปรมไปด้วยความเมตตาที่คุ้นเคยส่งมอบให้เด็กสาวที

เดินหน้าหงอยเข้ามาหา หล่อนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ แหย่งไม้สักก้มหน้างุดไม่พูดไม่จา ไม่ตอบ...

"ว่าไง พี่แทนดุอะไรมาอีก แล้วเขาตามไปดูนังแสงสร้อยหรือยัง รึเราตามหาเขาไม่เจอ หืม...ถึงมาหน้าหงิกหน้างอไม่พูดไม่จา"

"เจอนายแล้วค่ะ ตอนนี้นายไปดูที่คอกม้าแล้ว..."

"อ้อ...งั้นแสดงว่าโดนดุ หึ หึ..." หญิงสาวที่วางตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู เนื้อทองเป็นลูกของคนงานเก่าแก่ในไร่ หล่อนขาดแม่ตั้งแต่เล็กแต่น้อย เหลือแต่พ่อที่คอยฟูมฝักรักใคร่ ครั้นพอตัวเธอแต่งงานมาอยู่กินกับอัศเวทย์และได้พบกับหล่อนก็รู้สึกถูกชะตายิ่งนัก จึงขอมาอยู่ให้ช่วยงานบ้านงานเรือน และดูแลเธอเป็นการส่วนตัว

"พี่แทนนี่เขาเป็นอะไรกับเรานักหนานะเนื้อทอง หืม...ถึงชอบดุชอบด่ากันนัก พี่ล่ะไม่เข้าใจจริงๆ"

"นายคงไม่ชอบขี้หน้าเนื้อทองค่ะพี่หม่อน ต่อไปอย่าให้ใครใช้เนื้อทองไปหาหรือไปพบนายอีกนะคะ เนื้อทองไม่อยากเจอนายเหมือนกัน"

"แน่ะ...เรานี่ก็ใช่ย่อยนะ เอาเถอะก็ดูแลพี่ดูแลห้องหับก็พอแล้ว เรามาเช้าพี่แทนก็ออกไปตั้งแต่ไก่โห่ ตกเย็นก็ไปก่อนเขาจะกลับมาทุกวัน ไม่ค่อยได้เจอกันอยู่แล้วล่ะ"

"ค่ะ..."

"แค่กๆๆ!!"

"พี่หม่อน!" เนื้อทองรีบคลานเข้าไปใกล้ประคองร่างผอมบางของหม่อนหรือกันหาที่ไอจนตัวคู้ตัวโก่งมาข้างหน้า แล้วรีบหยิบทิชชู่ส่งให้

"เลือด! พี่หม่อนคะ..."

"พี่ไม่เป็นไร..." กันหายกมือปัดห้ามเมื่อเห็นเนื้อทองทำท่าจะตะโกนเรียกให้คนเข้ามาช่วยด้วยความลนลาน หล่อนรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่อยากให้ใครต้องมาวุ่นวายตกอกตกใจไปกันใหญ่

"เลือดออกอีกแล้ว...ช่วงนี้ไอเป็นเลือดบ่อยจังค่ะ" เนื้อทองหน้าซีดเป็นห่วงนายสาวผู้เปรียบเสมือนแม่คนที่สองของหล่อน รีบช่วยดึงสาวทิชชู่ซับเช็ดเลือดสดๆ ที่ยังซึมอยู่ตรงริมฝีปาก

"เนื้อทอง...ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับใคร รู้ไหม..."

"ทำ...ทำไมล่ะคะ พี่หม่อนจะไม่ไปหาหมอเหรอคะ"

"พี่มีหยูกยาเต็มหมดแล้วเนี่ย จนพี่จะมีความรู้เรื่องยาเก่งกว่าหมออยู่แล้วนะ" กันหาพูดติดตลก หล่อนยังยิ้มอบอุ่นแต่แววตาและสีหน้ากับโรยแรงเต็มที

"ถ้าอย่างนั้นพี่หม่อนเข้าไปพักในห้องเถอะค่ะ เย็นแล้วอากาศก็เริ่มหนาวเดี๋ยวเนื้อทองจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่านายจะมาก็ได้ค่ะ"

"ไม่กลัวเขาแล้วเหรอ..."

"ก็...ไม่เห็นจะเป็นไรนี่คะ เนื้อทองไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย"

"จ้า จ้ะ...ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจนะ" กันหาพยุงตัวเองลุกขึ้น เนื้อทองเองก็รีบยืนประคองนายสาวแล้วพาเข้าไปพักในห้อง ด้วยสุขภาพของกันหานั้นไม่อำนวยให้หล่อนทำอะไรได้มากนักนอกเหนือจากการนอน และนอน...เป็นกิจวัตร แม้จะออกไปชมสวนชมวิวในไร่ก็ทำได้แค่บางครั้ง และต้องไปกับสามีเท่านั้น เพราะเขาตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ด้วยความเป็นห่วง

"เนื้อทอง..." กันหาเอ่ยปากเรียกเด็กสาวด้วยความเอ็นดู ในขณะที่เอนตัวนอนพัก และมีเด็กสาวคอยบีบนวดให้เบาๆ ดวงตาปริ่มไปด้วยความรักและสงสาร เนื้อทองเกิดมาก็อาภัพขาดแม่ ซ้ำพ่อก็ใช่ว่าจะดูแลได้ดีนักตามประสาผู้ชายที่แม้จะรักลูกอย่างไรแต่ความละเอียดอ่อนนั้นย่อมน้อยกว่าผู้หญิงอย่างเราๆ

จำได้ว่าตอนแต่งงานและย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ เธอยังไม่ได้ป่วย และมีอาการหนักขนาดนี้ เนื้อทองในวัยแค่สิบเอ็ดปีดูมอมแมมอย่างเห็นได้ชัดว่าขาดคนเอาใจใส่ เธอจึงขออัศเวทย์มาไว้ในอุปการะด้วยทั้งสงสารและรู้สึกถูกชะตา จึงรักหล่อนเหมือนน้องสาวแท้ๆ ก็ไม่ปาน

"ขา...พี่หม่อนอยากได้อะไรคะ" เสียงหวานขานรับพลางบีบนวดที่ต้นขาอย่างเอาใจผู้เป็นนายที่ตัวเองเคารพรักยิ่ง

"ถ้าไม่มีพี่แล้ว...เราจะอยู่ยังไง พี่เป็นห่วงเหลือเกิน" ใช่...เพราะเนื้อทองแม้จะเรียนจบแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำงานทำการด้วยวุ่นวายอยู่กับการดูแลเธอเป็นหลัก และแน่นอน เธอเองก็ไม่ประสงค์อยากให้หล่อนต้องไประหกระเห เดินทางไปในเมืองเพื่อหางานเงินเดือนแค่หมื่นต้นๆ ทำยังชีพด้วย เนื้อทองถูกเธอเลี้ยงมาแบบอ่อนโยนเกินกว่าจะเผชิญชีวิตลำพังในโลกภายนอกอันแสนวุ่นวาย และเลวร้ายนั้น

หากจะต้องกางปีกบินกันจริงๆ ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย ให้ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัว ซึ่งหากเธอยังป่วยกระเสาะกระแสะอยู่แบบนี้ มันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่ชีวิตของเนื้อทองจะได้ออกไปจากเขตแดนของไร่ทับตะวัน

น่าสงสาร...แม่นกน้อย...

"พี่หม่อนพูดอะไรแบบนั้นคะ พี่หม่อนต้องอยู่กับเนื้อทองไปอีกนานแสนนานแน่ๆ เนื้อทองอยากดูแลพี่หม่อนตลอดไปเลยค่ะ" พูดไปน้ำตาแม่สาวน้อยก็ปริ่มปานจะล้นเอ่ออยู่รำไรด้วยความรู้สึกเศร้าตรม

"ไม่เอาน่า ดูทำเข้ายังกับเด็กๆ ขี้แยไม่เข้าเรื่อง..."

"เนื้อทองเปล่า...แต่เนื้อทองอยู่โดยไม่มีพี่หม่อนไม่ได้หรอกค่ะ"

"พี่ถึงกลัวไง พี่อยากให้ใครสักคนดูแลเราแทนพี่ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ" กันหาถอนหายใจเฮือก ความกังวนเดียวใน

ใจตอนนี้หากหมดเวลาของกรรมที่ต้องชดใช้แล้วจริงๆ ก็คือห่วงคนที่ตัวเองรัก...

"นายไม่ยอมให้พี่หม่อนเป็นอะไรไปหรอกค่ะ นายมีเงิน นายต้องหาหมอเก่งๆ มารักษาพี่หม่อนให้หายได้แน่ๆ"

"เนื้อทอง...ความตายน่ะ ต่อให้มีเงินกองท่วมภูเขาก็ซื้อไว้ไม่ได้หรอก พี่ไม่ได้กลัวตาย พี่แค่กลัวคนที่อยู่ข้างหลังจะเป็นยังไงมากกว่า เพราะพี่คงไม่ได้เห็น ไม่ได้คอยดูแลอีกแล้ว" กันหากล่าวอย่างยอมรับในโชคชะตาของตัวเอง

"โถ...พี่หม่อน ขนาดนี้แล้วยังห่วงแต่คนอื่น..." เนื้อทองหยุดมือที่คลำนวดไปตามเรียวขา คลานเข่าเข้าไปกอดผู้มีพระคุณเอาไว้

ปัง! "ยังไม่กลับอีกเหรอเนื้อทอง!" เสียงนั้นทำเอาร่างเล็กที่ขวัญอ่อนกับเจ้าของเสียงอยู่แล้วถึงกับสะดุ้งเพริบ สายตาหันขวับไปมองยังประตูห้องที่ชายหนุ่มร่างใหญ่ยืนอวดแผงอกเปลือยอยู่ไม่ห่าง

"พี่แทน...เนื้อทองตกใจหมดแล้วทำไมต้องเสียงดังด้วยคะ"

"หึ...ขวัญอ่อนเสียจริง พี่ก็แค่ถาม นี่ก็เย็นมากแล้วยังจะอยู่กวนอะไรหม่อนอีก"

"เนื้อทองไม่ได้กวนใจหม่อนสักนิดค่ะ แค่อยู่เป็นเพื่อนเพราะเห็นว่าพี่แทนคงกลับช้า" กันหาออกปากแก้ต่างให้เสียทุกครั้ง

"เข้าข้างกันแบบนี้แหละถึงได้เหลิง...พี่พูดอะไรก็ผิดทุกอย่าง ชักน้อยใจแล้วสิ นี่หม่อนชักจะรักเนื้อทองมากกว่าพี่เข้าไปทุกวันแล้ว หืม..." พูดพลางร่างใหญ่ก็เดินเขาไปนั่งข้างๆ ภรรยาสาวและหอมแก้มเธอด้วยความรักใคร่แบบไม่แคร์สายตาของบุคคลที่สามซึ่งต้องก้มซ่อนความอายเสียเอง

"พี่แทน! ดูสิเนื้อตัวมอมแมมไหนจะทำแบบนี้ต่อหน้าเด็กมันอีก น่าตีจริงๆ" หล่อนเอ็ดผู้เป็นสามี ซึ่งเขาก็แบะปากทำท่าล้อเลียน และปรายสายตาไปยังอีกคนอย่างรู้สึกรำคาญ

"นายมาแล้ว...เนื้อทองกลับก่อนนะคะ"

"จ้า...เออ อย่าลืมขนมในครัวนะเนื้อทอง แล้วพรุ่งนี้รีบมานะจ้ะ พี่แทนคงออกไร่เช้ามืดตามเคย"

"จะไปได้หรือยัง" อัศเวทย์จ้องด้วยสายตาคมดุ ไล่ในทีด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้เป็นอะไรสิน่า...เห็นเด็กคนนี้ทีไรรู้สึกไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย

"ค่ะ..."

"ไปอาบน้ำกันเถอะหม่อน พี่ตัวเหม็นจะแย่อยู่แล้ว อยู่กับแดดกับเหงื่อมาทั้งวัน" ว่าแล้วร่างใหญ่ก็ตวัดอุ้มศรีภรรยาขึ้นแนบอก อิงริมฝีปากแอบแก้มขาวแกมระเรื่ออีกครั้งและพาเธอเดินเข้าห้องน้ำไป ท่ามกลางสายตาลนลานของเนื้อทองที่ยังไม่ทันเดินออกจากห้อง ด้วยความไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องเช่นนี้ต่อให้อัศเวทย์แกล้งทำอะไรต่อมิอะไรต่อหน้าบ่อยๆ หล่อนก็ยังอาย และไม่ชินอยู่ดี

"**อ้าว!**เร็วๆ เร่งมือหน่อย คืนพรุ่งจะมีงานแล้ว วันนี้ต้องเอาให้เสร็จนะโว้ย...จะได้พักกันเสียที คืนงานจะได้เมาให้เต็มที่ ฮ่าๆๆ" คนงานชายอกสามศอกตัวสูงร่างใหญ่ยืนเท้าสะเอว ออกคำสั่งคุมลูกน้องก่อซุ้ม จัดโต๊ะเตรียมงานเลี้ยงใหญ่ประจำปีของไร่ทับตะวัน ซึ่งจัดขึ้นไม่เคยได้ขาด เพื่อให้คนงานได้ร่วมสนุก ผ่อนคลาย และสานสัมพันธ์ระหว่างกันให้มากขึ้น

หลังจากคร่ำเคร่งกับงานมาตลอดทั้งปี...งานนี้ฟรีทุกอย่าง นายใหญ่ของไร่เป็นผู้อุปถัมภ์ ทั้งของคาวของหวานและเครื่องดื่มนาๆ ชนิดไม่มีขาดตกบกพร่อง ทั้งดลตรีแสงสีเสียงเรียกว่ายกเวทีวงดลตรีชื่อดังมาเล่นกลางไร่กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ยังอนุญาตให้ชาวบ้านในละแวกนั้น หรือครอบครัวของคนงานในไร่ได้มาร่วมสังสรรค์สนุกด้วย โดยไม่คิดเงินแม้แต่แดงเดียว

ทุกคนจึงตั้งหน้าตั้งตารอคอยค่ำคืนแห่งความรื่นเริงนั้นอย่างใจจดใจจ่อ เมื่องานสิ้น...ยังให้หยุดงานยาวถึงสามวันเพื่อพักร่างกาย เพราะบางคนเมาหนัก บางคนอยู่ยันเช้า บางคนก็ช่วยเก็บกวาดข้าวของในงานจนเป็นที่เหนื่อยเปลี้ยเพลียแรงไปตามๆ กัน

งานเลี้ยงประจำปีจะจัดขึ้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงแล้ว เพื่อเฉลิมฉลองยอดขายและรายได้ที่เข้ามาหมุนเวียนในไร่ คนงานและพนักงานหลายคนจะได้รับโบนัสงามๆ แบบไม่มีหวงจากอัศเวทย์ผู้เป็นนายเสมอ เขาเป็นคนจริงจังกับงาน ลงมือลงแรงร่วมกับลูกน้อง ลองผิดลองถูกไปด้วยกันไม่ได้สักแต่ชี้นิ้วสั่งแล้วเอาเงินฝาดหัวเหมือนคนเป็นนายจ้างทั่วๆ ไปทำกัน ทุกคนในไร่จึงรักและเคารพเขายิ่งนัก พอๆ กับมีความยำเกรงในตัวเขาอยู่มากเช่นกัน

"ให้หม่อนเดินก็ได้ค่ะพี่แทน ไม่เห็นต้องพานั่งรถเลย หม่อนไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"

"ไม่ได้เป็นอะไรได้ไง ก็หม่อนป่วยอยู่" ร่างใหญ่ออกปากโต้แย้งด้วยความเป็นห่วง เขาพาหล่อนมาดูเหล่าคนงานเตรียมการสำหรับคืนวันพรุ่งนี้ ซึ่งทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ดี ทุกๆ คนกระตือรือร้นร่วมแรงแข็งขันไม่มีอิดออด

"เวทีใหญ่จังเลยค่ะ" กันหายิ้มเศร้ามองภาพเบื้องหน้าซึ่งคนงานกำลังก่อโครงสร้างเวทีด้วยเหล็ก เสาไฟประดับสปอตไลท์ขึ้นสูงหลายสิบเมตร เหมือนเป็นเวทีคอนเสิร์ตของนักร้องระดับประเทศ เครื่องดลตรีบนเวทีนั้นถูกจัดเตรียมเอาไว้ครบครัน

"งานมีปีละครั้ง พี่อยากให้ทุกคนมีความสุข พวกเขาทำงานให้เราเป็นอย่างดีมาตลอด" อัศเวทย์มองเหล่าลูกน้องคนงานขวักไขว่กันเร่งมืออย่างขยันขันแข็ง พลางเข็นรถที่กันหานั่งพาเธอเข้าไปหลบแดดอ่อนๆ ยามเย็นในซุ้มซึ่งสร้างด้วยใบมะพร้าวและต้นไม่ใบหญ้าแบบง่ายๆ แต่ความคิดสร้างสรรค์ มีซุ้มแบบนี้กระจายเป็นหย่อมๆ เล็กบ้างใหญ่บ้างแล้วแต่บริเวณว่าตรงไหนใช้ทำอะไร

อธิเช่นที่พวกเขาอยู่นี้ตั้งไว้สำหรับวางเครื่องดื่มประเภทผลไม้ ถัดไปที่เป็นแถวใหญ่ๆ หน่อยก็ใช้สำหรับวางอาหาร ผลไม้ และของหวาน...

"หม่อนอยากมีส่วนร่วมด้วยบ้างจังเลยค่ะ..."

"ได้สิ คืนวันงานพี่ต้องพาหม่อนมาด้วยอยู่แล้ว นายหญิงของไร่ทับตะวัน จะพลาดได้อย่างไร" เขาเอ่ยปลอบ นั่งยองลงข้างๆ รถเข็น ใช้มือค้ำตรงที่วางมือและยิ้มอบอุ่นให้กับภรรยาสาว

"หม่อนหมายถึงอยากมาช่วยทำโน่นทำนี่บ้างค่ะ หลายปีแล้วที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับพวกเขาเลย" หญิงสาวกล่าวอย่างเศร้าใจ...หล่อนยังจำบรรยากาศแรกมาอยู่ที่นี่ได้เป็นอย่างดี ยามถึงคราวจะมีงานประจำปี เพราะมักทำหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดหาอาหารรวมถึงดูแลตกแต่งสถานที่พร้อมคนงานหญิงอีกนับร้อย ทำงานไป พูดคุยกันไป...เล่าเรื่องราวต่างๆ แบ่งบันรอยยิ้มแก่กัน เป็นความประทับใจอย่างยิ่ง

"เมื่อก่อนไร่เราไม่ได้ใหญ่แบบนี้ หม่อนก็ทำงานได้สิ ตอนนี้มันเติบโตขึ้นมาก คนงานก็เพิ่มขึ้น ต่อให้หม่อนแข็งแรงดีก็ทำไม่ไหวแล้วล่ะ รู้ไหม"

"ค่ะ...แค่กๆ แค่กๆๆ..."

"หม่อน!" อัศเวทย์ตกใจเบิกตาโพลงเมื่อเห็นภรรยาไอขึ้นมาแบบกะทันหัน ซ้ำยังมีเลือดกระเซ็นติดผ้าเช็ดหน้าที่เธอใช้ปิดปาก หญิงสาวหันหน้ามองเขา แววตาของหล่อนทุกข์เศร้าแต่ยังพยายามฝืนยิ้ม

"ทำไมมีเลือดออกแบบนี้ เป็นมานานหรือยังแล้วทำไมไม่บอกพี่!" ชายหนุ่มรีบ ช่วยหล่อนเช็ดซับเลือดที่ริมฝีปาก อาการกลัวเกาะกินจนตัวชา

"คงเพราะอากาศร้อนค่ะ หม่อนไม่ได้เป็นอะไรมาก ไปหาคุณหมอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผลตรวจก็ออกมาปกตินี่คะ พี่แทนก็ไปด้วยนี่" หล่อนยังเฉไฉ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

"แล้วนี่เนื้อทองไปไหน พี่ไม่เห็นตั้งแต่กลับจากไร่มาแล้วนะ" ว่าไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังไม่เห็นเด็กกะโปโลคนนั้นคอยดูแลกันหาเลย ตื่นเช้ามาเขาก็เข้าไปในไร่ดูแลความเรียบร้อยนิดหน่อย จากนั้นก็รีบกลับเพราะทุกอย่างถูกเคลียร์ไว้หมดแล้วสำหรับวันหยุดยาว

"เอ่อ...เนื้อทองไม่ค่อยสบายตัวค่ะ ก็เลยให้กลับไปพักที่บ้าน หม่อนกลัวจะติดไข้เอาเสียด้วยไม่อยากให้แกฝืนค่ะ"

"อ๋อ...ถึงอย่างนั้นก็น่าจะบอกให้ใครมาอยู่กับหม่อนแทน ทิ้งไปเฉยๆ แบบนี้ได้ยังไง ไม่ได้เรื่อง!"

"อย่าดุแกเลยค่ะ เท่าที่เป็นอยู่แกก็กลัวพี่แทนจะแย่อยู่แล้ว สงสารเนื้อทองนะคะ"

"หม่อนชอบเข้าข้างมันอยู่เรื่อย..." เขามักเจอเหตุการณ์แบบนี้ประจำหากต้องพูดถึงบุคคลที่สามอย่าง 'เนื้อทอง'

"เนื้อทองเป็นเด็กเรียบร้อยค่ะ หม่อนไม่เห็นว่าแกจะทำอะไรผิดนักหนา พี่แทนอคติ เมตตาแกบ้างเถอะค่ะ ต่อไปหม่อนไม่อยู่แล้ว หม่อนจะได้ไม่ต้องมีห่วง..."

"หม่อนพูดอะไรแบบนั้น...ช่างเถอะ เราไปหาหมอกันดีกว่า" เถียงไปเขาก็ไม่ชนะหรอก ชายหนุ่มจึงตัดบทปัดเรื่องนั้นไปเสีย และหันมาดูแลเจ้าหล่อนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

"แค่กลับไปพักก็คงดีขึ้น...หม่อนไม่อยากไปหาคุณหมอแล้ว นั่งรถเหนื่อยค่ะ ยาก็ยังมีอยู่เยอะแยะ"

"ถ้างั้นพี่จะให้หมอมาที่นี่" อัศเวทย์ยังไม่ยอมรามือง่ายๆ เขารูสึกเป็นกังวลชอบกล

"อย่าเลยค่ะ หม่อนเหนื่อย...อยากพักมากกว่า..." สีหน้าซีดเซียวดูอ่อนแรงลงจริงๆ ดวงตาโรยระโหยอย่างน่าสงสาร

"พี่ขอโทษนะไม่น่าพามาไกลขนาดนี้เลย" อันที่จริงมันก็ไม่ได้ไกลมากสำหรับคนปกติเช่นเขา แต่สำหรับคนป่วยกระเสาะกระแสะอย่างกันหาแล้ว เหมือนระยะทางจะทำให้หล่อนอ่อนล้ามากเกินไป นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่หญิงสาวไม่ชอบไปพบแพทย์ เพราะต้องนั่งรถเข้าไปในตัวเมือง ระยะทางนั้นไกลพอสมควร อีกทั้งถนนหนทางบางช่วงบางตอนก็ไม่ได้สะดวกสบายนัก

หลายครั้งหลายหนอัศเวทย์จึงต้องจ้างหมอให้มาดูแลเธอที่นี่...



ชายหนุ่มรีบพาภรรยากลับมาพักในห้อง ยังคงต่อรองเรื่องพบแพทย์แต่เธอกลับไม่เห็นด้วยท่าเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องอ่อนใจให้ แม้จะยังกังวนอยู่มากก็ตาม

เขานั่งอยู่ข้างเตียงตลอดเวลาในขณะที่เธอนอนพัก แต่ไม่ได้หลับ เพียงแค่มีอาการเพลียมากๆ เท่านั้น...

"พี่แทนคะ...ถ้าหม่อนไม่อยู่แล้ว พี่แทนต้องอดทนนะคะ..."

"หม่อน...พูดแบบนีอีกแล้วพี่ไม่ชอบเลย" แม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมชายชาติทหาร หัวใจที่กล้าแกร่งดุจหินผมปานไดชายหนุ่มก็อดที่จะสั่นไหวไม่ได้เมื่อภรรยาอันเป็นที่รักมักพูดเหมือนสั่งลาอยู่บ่อยครั้ง

"ก็หม่อนอยากให้พี่แทนทำใจไว้บ้าง ส่วนหม่อนก็มีห่วงแต่พี่แทนกับเนื้อทอง ถ้าสองคนมีความสุขหม่อนก็คงตายตาหลับค่ะ"

"หม่อน! เลิกพูดเถอะ มา...พี่จะนอนเป็นเพื่อน หลับซะนะ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น พี่ไม่มีวันให้หม่อนเป็นอะไรแน่ๆ" พูดพลางร่างใหญ่ก็ลุกยืนเต็มความสูงและขึ้นไปนอนเคียงข้างเมียรัก คลี่ผ้าแพรผืนงามห่มร่างของเธอเอาไว้แล้ววาดแขนกอดแนบใบหน้าสากระคายกับไหล่มน

"พี่แทนรับปากกับหม่อนได้ไหมคะ ว่าต่อไปนี้จะดีกับเนื้อทองให้มากขึ้น หม่อนสงสารเนื้อทองค่ะ"

"เด็กคนนี้อีกแล้ว...พี่ก็เลี้ยงเขาไม่ได้อดอยากนะหม่อน แถมยังส่งให้เรียน ให้เงินเดือน กินฟรีอยู่ฟรี ทำไมหม่อนถึงได้รักมันนักนะ" เสียงทุ้มนุ่มกระซิบกระซาบกึ่งบ่นพึงพำ

"หม่อนรักเนื้อทองเหมือนน้องสาวค่ะ หม่อนเลี้ยงแกมาแต่เล็กแต่น้อย อบรมสั่งสอนทุกอย่าง เราอยู่ด้วยกันทุกวัน เนื้อทองก็นิสัยดี พอหม่อนป่วยก็ดูแลหม่อนไม่ห่าง หม่อนเจ็บแกก็เจ็บ หม่อนปวดแกก็ร้องไห้ เนื้อทองอาภัพนัก ขาดแม่ ไม่มีใครคอยเคียงข้าง...ถ้าไม่มีหม่อนอีกคนแกคงลำบาก..."

"นอนเถอะ...นะ เนื้อทองเป็นเด็กดีพี่รู้ แกคงตั้งใจดูแลหม่อนไปนานๆ ด้วย หม่อนต้องเข้มแข็งเพื่อพี่ แล้วก็เพื่อเนื้อทองด้วยนะ"

"ค่ะ..." หล่อนยิ้ม...เป็นครั้งแรกที่สามีพูดถึงเด็กสาวในทางที่ดีขึ้น อันที่จริง อัศเวทย์ไม่ได้ชิงชังอะไรเนื้อทองนักหรอก เพียงแต่ด้วยความเป็นคนห้าวห่าม ทำอะไรคล่องแคล่วเด็ดขาด เมื่อเห็นกิริยานุ่มนิ่มอืดอาดของเนื้อทองแล้วรู้ไม่ชอบใจเท่านั้น อีกประการ...ก็เป็นพราะหล่อนนั่นแหละที่เคยฝากฝังเด็กสาวไว้กับเขาจนเกินงาม

อัศเวทย์กอดร่างเล็กที่มีแต่จะผอมลงๆ ทุกวันด้วยความรักปนรันทดใจ เขาจะมีทางไหนบ้างหนอที่จะช่วยให้เธอต่อสู้กับโรคร้ายได้สำเร็จ กลับมาเป็นกันหาแสนสวยและอ่อนหวานคนเดิม เขาเพียงแค่อยากใช้ชีวิตร่วมเป็นคู่ผัวตัวเมียกันไปจนแก่เฒ่าเท่านั้น...เพราะการอยู่คนเดียวมันโดดเดี่ยวอ้างว้างสุดประมาณแค่ไหน

เขารู้ซึ้งเป็นอย่างดี.......


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha