องครักษ์ยอดรัก (A Medjai)

โดย: ภูผาสีน้ำเงิน



ตอนที่ 2 : ตำนานชนเผ่าอเคเดี้ยนโบราณ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ความมืดมิดคลอบคลุมรายล้อม ไม่อาจมองเห็นได้ว่าที่แห่งนี้ คือที่แห่งใด เสียงของหญิงสาว เจ้าของตำนานเผ่าพันธุ์ของตนดังขึ้น...

 

เรื่องราวของชนเผ่าแห่งข้า... อเคเดี้ยน... บรรพบุรุษของเราเป็นเพียงนักล่าสัตว์... พเนจรย้ายถิ่นฐาน เพื่อหาความอุดมสมบูรณ์ เพื่อยังชีพ...

เสียงสายลมแหวกอากาศ กับละอองทรายที่พัดผ่านด้วยแรงลม เรือนหน้าหัวหน้าเผ่าปรากฏ ผิวพรรณสีดำแดงกร้านแดด ผมหยิกเกลียวยาวระบ่าสีดำ จมูกเรียวโด่งเล็ก ริมฝีปากหนาคล้ำด่างไร้รอยยิ้ม ดวงตาสีดำนิลเล็กริบหรี่ เพราะความร้อนของดวงอาทิตย์ เขาสวมอาภรณ์หนังสัตว์คลุมไหล่ทั้งสอง เผยหัวไหล่กลมใหญ่ ท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้าม

พร้อมด้วยเครื่องประดับจากเคี้ยวสัตว์ ร้อยถักเป็นสร้อยคล้องคอ มือแกร่งขวาถือคฑาแห่งผู้นำเผ่าอเคเดี้ยนทำด้วยหัวสัตว์ที่ล่ามาเพียงลำพัง บัดนี้เหลือเพียงกะโหลกขาวของหัวสิงห์ ตกแต่งด้วยหินสีที่เก็บจากแม่น้ำที่ต่างๆ นำมาเจาะเป็นรูและร้อยหิน ไม้เท้าสูงกว่าสองเมตรถูกขัดเกลาอย่างสวยงาม เพื่อประดับอำนาจแห่งผู้นำ

เหล่าผู้ติดตามสวมอาภรณ์คล้ายกัน ลงสีฝุ่นหนาน้ำตาลดำ และสีเขียวจากใบไม้บดละเอียด เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด แผดเผาใบหน้าที่เนื้ออ่อนกว่าจุดอื่น ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ นาๆ เพื่อแสดงความน่าเกรงขามและความน่ากลัวแก่ศัตรู ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ก็ตาม พวกเขากำลังเดินทางกลางแสงอาทิตย์อันร้อนระอุ ท่ามกลางดินแดนหินผาและทะเลทราย

เหล่าผู้ติดตามมิได้มีเพียงชายฉกรรจ์หลายคน ผู้หญิงที่ตัวเล็กกว่า สวมอาภรณ์หนังสัตว์ปกปิดส่วนหน้าอก และท่อนล่างของร่างกาย แขนซ้ายที่เล็กบอบบาง กร้านแดดผิวสีดำแดง อุ้มลูกน้อยของตนไว้แนบแน่นเดินทางติดตามผู้เป็นสามี และผู้นำ...

 

พวกเราเดินทางย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง... เพราะมีอาหารไม่เพียงพอสำหรับพวกเราทั้งเผ่า... โรคร้ายที่เกิดขึ้น ติดตามเราเหมือนเงาติดตามตัว... ไม่มีทางรักษาให้หายขาด...

นักพเนจรชนเผ่าอเคเดี้ยนล้มตายระหว่างการเดินทางครั้งนี้ แม้จะนำพาความโศกเศร้าให้แก่หญิงหม้ายสามีที่เพิ่งสูญเสียไป... แต่เธอมิอาจนำร่างของชายผู้ล้มลงคนนั้น เดินทางติดตามไปได้ เพราะเขาเป็นโรคร้าย ไม่มียาใดรักษาพวกเขาได้-...

สิ่งที่ผู้นำเผ่ามองหาในการเดินทางครั้งนั้นคือ... แม่น้ำ... พื้นที่อุดมสมบูรณ์... ถิ่นฐานกว้างใหญ่พอสำหรับพวกเราสี่ร้อยกว่าชีวิต... และเขา... ก็นำทางให้พวกเราทุกๆ คนได้พบ... แม่น้ำอันกว้างใหญ่…”

เบื้องหลังแม่น้ำที่กว้างไกลสุดลูกตา ปรากฏภาพของสิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตทรงสูงเหลี่ยมสีเหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ และโคเนื้อที่กำลังกัดเลมหญ้าใกล้ริมแม่น้ำ ดวงตาสีนิลของชนเผ่าอเคเดี้ยน มองภาพตรงหน้าอย่างมีความหวัง ประกายแวววาวจากดวงตาของพวกเขาสั่นเครือด้วยความปิติ

ก้อนเมฆที่ลอยเหนือฟ้า บดบังแสงอาทิตย์ให้แก่เผ่าอเคเดี้ยน ราวกับเป็นของขวัญตอบแทนที่มาถึงดินแดนทรายสีทอง ดินแดนของเทพเจ้าผู้สร้างอารยธรรมแห่งนี้-

 

ผู้นำแห่งเผ่าอเคเดี้ยนเริ่มรู้แล้วว่า... เขาได้พาเผ่าตนมาถึงเมืองแห่งอารยธรรม... ไอยคุปต์-สองแขนกร้านสีเข้มยกขึ้นสูง ราวกับนบน้อมแด่ดินแดนแห่งนี้ และสิ่งก่อสร้างทรงเหลี่ยมที่อยู่ตรงหน้า สองเข่าลดลู่ต่ำลงจรดพื้นทรายอันร้อนผาด ก็ยังรู้สึกปลาบปลื้มขนลุกอย่างปิติ ฝ่ามือหนาแนบพื้นทรายเต็มกำลังกาย ลดศีรษะสัมผัสกับเนื้อผงสีทองบนกองพื้น

ผู้ติดตามที่ร่วมเดินทางมาถึงปฏิบัติตามโดยมิต้องออกคำสั่ง สิ่งของพะรุงพะรังที่ติดตัวมา ถูกวางไว้ข้างกาย พร้อมด้วยเริ่มการก่อสร้างถิ่นที่พักอาศัย ห่างจากริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่ประมาณสามร้อยเมตร

 

โดยหารู้ไม่ว่า... อีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำสายนี้ ชาวไอยคุปต์กลุ่มหนึ่งเดินทางออกจากสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นั้น เพื่อออกไปพบกับ เหล่านักเดินทางที่มาถึง...

สีหน้าของชาวไอยคุปต์เคร่งขรึม ไร้รอยยิ้มเบิกบาน เมื่อต้องออกไปพบกับชนเผ่าเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำไนล์...

ผู้นำทัพสิบนาย ประดับยศด้วยหมวกคลุมศีรษะสีฟ้าริ้วลายด้วยเนื้อผ้าสีทองสลับกัน เรียวคิ้วบางเข้ม รอบรอยดวงตาวาดประดับด้วยสีดำของพืชเฮนน่านิล ตกแต่งอย่างงดงาม ผิวเนียนเรียบด้วยน้ำมันมะกอกชโลมผิว ริมฝีปากเรียบบาง ตกแต่งด้วยผงฝุ่นจากพืชที่ถูกบดระเอียด รอบอกประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สีทองอร่าม ราวกับเป็นเครื่องบอกยศศักดิ์ระดับทหารนายพัน และกำไลแขนหนาสีทองทั้งสอง ลวดลายของตำนานเทพเจ้าฮาร์มาคิส

 

อาภรณ์ช่วงล่างเป็นเนื้อผ้าสีขาวสั้นเหนือเข่า ปกปิดส่วนสำคัญของบุรุษไว้ เขาสวมรองเท้าสานจากหญ้าปาปิรุส ผูกรัดเท้ามั่นคง มือหนาข้างขวาถือศาสตราวุธไม่ใหญ่มาก ความโค้งงอของมันก็สามารถสร้างอันตรายแก่ผู้ถูกทำร้ายได้ อีกข้างยึดแผ่นโลหะค่อนข้างหนาไม่หนัก ประดับด้วยลวดลายของเทวีมาอัท ลวดลายท่านั่งยอเข่าซ้ายขางหนึ่งลง สองแขนของนางประดับด้วยขนนกอย่างสวยงาม

 

พวกเจ้าได้ลุกล้ำเขตแดนขององค์เทพรา หากมิได้สวามิภักดิ์ จงเดินทางกลับไปซะ... น้ำเสียงขึงขังของผู้นำทัพดังขึ้นอย่างไม่เป็นมิตร เนื่องด้วยคำสั่งขององค์ฟาโรห์ ผู้นำแห่งอเคเดี้ยนจึงเดินไปหาผู้มาจากดินแดนแห่งไอยคุปต์

พวกเราเป็นเพียงชนเผ่าไร้ซึ่งแหล่งอาศัย เร่รอนพเนจร ต้องการเพียงที่พักและอาหารแถวนี้ มิได้เจตนาลุกล้ำย่างกรายถึงฝั่งโน้นเลย ขอได้โปรดเมตตาแก่พวกเราทั้งหลายเถอะ... น้ำเสียงของเขาราบเรียบเชิงวิงวอนร้องขอ แต่แผ่วเบาใกล้โรยแรง เนื่องด้วยเขากำลังจะป่วยจากการเดินทาง เพื่อพาชนเผ่าของตนออกจากเขตแห่งความตายและโรคร้าย

ถ้าเช่นนั้นเราจะถือว่าพวกเจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อองค์ฟาโรห์ของเรา…” ผู้นำทัพหันกายกลับเดินทางข้ามแม่น้ำไนล์ด้วยเรือแจวด้วยพายไม้ทั้งยี่สิบฝีพาย

สิ้นคำของผู้นำทัพแห่งไอยคุปต์ เขาเดินทางกลับไปรายงานต่อองค์ฟาโรห์... ด้วยความเมตตาขององค์ฟาโรห์ที่ยินยอมให้ชนเผ่าเร่รอนเดินทางมาถึง กลายเป็นทหารภายในวังของทุกพระองค์... ผู้ชายกลายเป็นทหารในวัง... ผู้หญิงกลายเป็นนางกำนัล คนแก่ชายและหญิงทำงานส่วนล่างลงมา... หมายถึง การดูแลอาณาบริเวณภายในเขตของพวกไอยคุปต์ทุกย่อมหญ้า... ส่วนเด็กๆ จะได้รับการศึกษา เด็กผู้หญิงจะทำงานภายในวังรับใช้ให้แก่ราชวงศ์ ส่วนเด็กผู้ชายจะต้องเรียนหนังสือ และได้รับการฝึกร่างกายเพื่อเป็นทหารต่อองค์ฟาโรห์ต่อไป...

อารยธรรมแห่งไอยคุปต์ มีความเจริญสว่างสไว ประกายแสงแห่งความรุ่งเรืองยุคนั้น แต่เมื่อมีความเจริญมั่งคั่งเข้ามา สงครามย่อมติดตามมาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มีค่าในอาณาจักรไอยคุปต์... น้ำและทองคำ-

 

เสียงสงครามดังกระหึ่ม จากบริเวณรอบนอกแม่น้ำไนล์ ข้าศึกจากดินแดนอื่นที่ต้องการยึดครองอาณาจักรแห่งความรุ่งเรือง องค์ฟาโรห์เปลี่ยนฉลองพระองค์จากชุดขาวและหมวกทองคำ เป็นชุดเกราะสีทองเข้าร่วมรบลงศึกสงคราม

ราชินีแห่งแม่น้ำไนล์ในชุดขาว ส่งมอบเกราะหมวกด้วยฝ่ามือเรียวบอบบาง ด้วยสีหน้าหม่นหมอง แววตาสีดำนิลสวยสั่นเครือมองพระพักตร์สวามีด้วยความเป็นห่วงพระวรกาย แขนแกร่งขององค์ฟาโรห์ในชุดเกราะ พร้อมด้วยผ้าคลุมกายสีขาวสะอาด สบัดพลิ้วสไวโอบร่างบางของพระนางไว้แนบกาย ว่าพระองค์จะลงรบในศึกครั้งนี้ และกลับมาหานางอย่างปลอดภัย

การรบในสงครามครั้งนั้น... องค์ฟาโรห์ถูกลอบทำร้ายจนเกือบสิ้นพระชนม์ แต่ด้วยชาวเผ่าอเคเดี้ยนผู้จงรักภักดี ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องพระองค์จนวินาทีสุดท้ายแห่งสงคราม ไอยคุปต์เป็นฝ่ายชนะ...

ข้าศึกแต่แดนไกลถอยทัพออกจากแม่น้ำไนล์ และไม่หวนกลับมารบอีก... แต่เบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์ฟาโรห์กลับมีแววแห่งความหวั่นไหว เมื่อทหารชาวอเคเดี้ยนผู้หนึ่งกำลังได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจรู้ได้ว่า เทพอนูบิส จะมารับดวงวิญญาณเขาไปเมื่อใด

แต่ทหารชาวอเคเดี้ยนผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้จะถูกนำตัวกลับเมืองหลวง พยายามเยียวยารักษา ดูเหมือนว่าองค์เทพแห่งราจะส่งเทพอนูบิสมารับเขาเดินทางไปพบเทพโอซิริส... นั้นไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า... ตั้งแต่นั้นมา... ชนเผ่าอเคเดี้ยนได้รับการดูแลจาองค์ฟาโรห์ในยุคนั้นดีกว่าเดิม...

ชายอเคเดี้ยนผู้เสียสละตนช่วยชีวิตฟาโรห์ผู้นั้น แม้วิญญาณจะสละจากร่างกายไปแล้ว แต่กายที่ไร้วิญญาณของเขาได้รับการดูแลอย่างดี การรักษาสภาพศพ และพิธีกรรมอย่างทรงเกียรติจากฟาโรห์ ร่างกายของเขาจะเป็นอมตะเหมือนกับเทพโอซิริสในตำนาน...

 

เด็กชายที่มีอายุตั้งแต่หกขวบขึ้นไป จะได้รับการฝึกเป็นองครักษ์ภายในวัง และเป็นทหารที่ซื่อสัตย์ต่อองค์ฟาโรห์ตราบเท่าชีวาวาย... ในนามของพวกเขาเรียกว่า เม็ดไจ-

 

พายุทะเลทรายได้พัดผ่านไอยคุปต์หลายร้อยปี วันเวลาอันยาวนานผ่านไปตามกาลอย่างรวดเร็ว... จนถึงยุคหนึ่งเมื่อเม็ดไจมิได้มีเพียงแต่ ชายชาวเผ่าอเคเดี้ยนอีกต่อไป....

 

#######


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha