องครักษ์ยอดรัก (A Medjai)

โดย: ภูผาสีน้ำเงิน



ตอนที่ 4 : เม็ตไจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

สถานที่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากตัวพระราชวังองค์ฟาโรห์ประมาณหนึ่งกิโลเมตรทะเลทราย ถูกสร้างด้วยหินนับร้อยก้อนใหญ่ นำมาวางเรียงกันเป็นเขตล้อมรอบด้านนอกสูงราวสามเมตร ตามเสาที่ลงหลักปักฐานการบรรจบในแต่ละหลัก ประดับด้วยคบไฟที่ยังมีกลิ่นเถ้าถ่าน หลงเหลือจากซากน้ำมันดิบเมื่อคืนเป็นตอตะโกดำ

สองข้างทางประดับด้วยรูปปั้นเทพฮามาคิส เทพผู้ทรงพลังและการศึก ตั้งเรียงรายตามระยะทาง ภายในยังมีรูปปั้นของเทพองค์อื่นๆ เพื่อให้เม็ตไจทั้งหลายบูชา

หน้าทางเข้ามีผู้รักษาประตูอยู่สองนาย เป็นชายร่างแกร่งผิวคล้ำแดด ประดับอาภรณ์จากหนังสัตว์ และเนื้อผ้าขาว มือหนึ่งถือหอกสูงกว่าสองเมตร อีกมือหนึ่งถือโล่ไม้สลักลายเทพฮามาคิสอย่างสมเกียรติ พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่า แสงแดดแห่งไอยคุปต์จะทำให้รู้สึกร้อนเลยแม้แต่น้อย

ภายในเป็นลานกว้าง อุดมไปด้วยเม็ดทรายละเอียดอันร้อนระอุ  รอบด้านมีชายหญิงมากมายที่มารวมตัวกันที่นี่ ไม่ใช่เพื่อสังสรรค์ หรือจัดงานรื่นเริง ที่นี่คือสถานที่ฝึกฝนตน เพื่อนำพวกเขาไปอยู่เคียงข้างเทพเจ้า เพื่อให้พวกเขารับใช้ เพื่อปกป้องลูกหลานองค์เทพราที่พวกเขานับถือ การฝึกฝนเพื่อเป็นหนึ่งในเม็ตไจ องครักษ์พิทักษ์ฟาโรห์

 

วงล้อมรายรอบด้าน เต็มไปด้วยเม็ตไจชายหญิง น้ำเสียงของพวกเขากำลังเชียร์ นักสู้สาวทั้งสองกำลังต่อสู้ท่ามกลางพื้นทรายและแสงแดด พวกนางคือเม็ตไจสาวผู้มีฝีมือระดับต้นๆ ของที่นี่ กำลังจะถูกส่งตัวไปเป็นองครักษ์แก่เจ้าชายในพระราชวัง

เสียงหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังต่อสู้กับสหายสาวผู้ฝึกมาพร้อมกัน อาวุธที่ใช้สู้กันครานี้คือ มือเปล่า ร่างบางที่ถูกเหวี่ยงจนล้มลงสู่พื้นทราย กระจายละอองทองอาบทั่วร่างไม่ปาน สหายหญิงฝ่ายตรงข้าม ยืนหัวเราะแลฟันเรียงขาว ตัดกับสีผิวคล้ำปานน้ำผึ้ง ส่ายหัวกระทั่งลูกปัดหินที่นำมาประดับดังกระทบกันเป็นเสียงใส ปอยผมปกหน้าผากของนาง เต็มไปด้วยละอองทรายอย่างไม่รังเกียจ พวกนางชินกับมันนานแล้ว

เจ้าแพ้แล้ว คีฟา... น้ำเสียงขำขันของนางดังก้องราวกับเป็นการตัดสินชัยชนะในครั้งนี้ สองมือท้าวสะเอว ไม่กล้าที่จะเดินไปสมทบสหายสาวที่ล้มลง เพราะเกรงว่าผู้แพ้อาจมีลูกเล่นที่นางคาดไม่ถึง

ยัง...หรอก คีฟาทักท้วง ยันร่างของตนลุกขึ้นพร้อมแววตามุ่งมั่น เพียงแค่กระตุกยิ้ม สีหน้าของซาทาห์เปลี่ยนในทันทีอย่างไม่ไว้วางใจ เริ่มตั้งท่าพร้อมรับการจู่โจม คีฟาดีดตัวพุ่งเข้าหาซาทาห์เต็มกำลัง ต่อสู้จนกว่าตนจะเป็นฝ่ายชนะ หากแต่การต่อสู้ครั้งนี้ถูกยุติลงด้วยน้ำเสียงหัวหน้าผู้คุมเม็ตไจ

หยุดได้แล้ว คีฟา... ซาทาห์…” น้ำเสียงทุ้มดังกังวาน เม็ตไจชายหญิงอีกหลายคนรอบด้านเงียบลง และหันมาทางเขาเพียงผู้เดียว ชายร่างแกร่งผิวกร้านคล้ำดำแดง ศีรษะไร้เส้นผม แต่สวมหมวกคลุมหนังสัตว์ปกป้องความร้อนของแสงแดด ดวงตาสีนิลดำสนิทมองมายังนางทั้งสองด้วยแววตานิ่งงัน เรียวฝีปากเหยียดตรงหลังสิ้นคำ มือขวากำคฑาเซ็พเทอร์ และมือซ้ายผ่ายมือราวกับเรียกนางทั้งสองมาพบตนที่ห้องรับรองภายใน

 

ตามข้ามา... มือซ้ายหนากวักเรียกทิ้งลงข้างลำตัว หันกายลับเข้าไปภายในสถานที่ร่มรื่นของโรงฝึกเม็ตไจ สีหน้าหญิงสาวทั้งสองมีอาการเหนื่อยหน่าย ต่างมองสบตากันและกันพลางถอนใจ

 

หญิงสาวทั้งสองแม้จะอายุล่วงเลยวัยยี่สิบปีแล้วก็ตาม หากวันเวลาสามปีฝึกหนักพิเศษที่ผ่านมา ช่างเหมือนกับเพียงแค่สามวันที่แล้ว พวกนางได้รับการฝึกฝนที่นี่ตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะเชื้อสายบรรพบุรุษของพวกนางเป็นนักล่า และนักรบ ทั้งชายและหญิงต่างได้รับเกียรตินี้ เพื่อไปเป็นองครักษ์อยู่เคียงข้างฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์

คีฟาและซาทาห์ เยื้องย่างออกจากพื้นทรายตามคำสั่ง สะโพกผายกลมส่ายอย่างงดงาม หยุดเคลื่อนร่าง ณ ถังไม้น้ำตั้งอยู่ริมกำแพงในที่ร่ม แขนบางเรียวแกร่งยกถังน้ำเพื่อเทอาบรดตัวชำระเม็ดทรายออกจากกาย ผู้ใช้รับเม็ตไจนำผ้าห่มกายแก่พวกนาง แต่คีฟานำมาห่มกายและซาทาห์นำมาเช็ดร่างกายพร้อมคล้องบ่า เดินเข้าไปยังห้องโถงรับรอง ซึ่งภายในมีรูปปั้นของ เทพโอซิริสและเทวีไอซิส ยืนประทับอยู่เบื้องหน้า พร้อมด้วยคบไฟจุดบูชาทั้งสองฝั่งกำแพง

 

หัวหน้าผู้คุมเม็ตไจยืนสงบนิ่ง ในขณะที่คฑาเซ็พเทอร์ประจำกายยังคงอยู่เบื้องหน้าพวกนาง คีฟาและซาทาห์ย่อเข่าขวาลง ตั้งชันเข่าซ้ายข้างหนึ่ง มือขวากำแน่นนาบอกซ้าย ก้มหน้าเพียงเล็กน้อย เพื่อคำนับแก่ผู้นำเม็ตไจ

พรุ่งนี้ พวกเจ้าทั้งสอง และเม็ตไจอีกยี่สิบแปดคนจะถูกส่งเข้าวัง ทำหน้าที่อารักขาแก่เจ้าชายอเตนเมนทา เจ้าชายเมมเนปทา และเจ้าชายมูห์เทป น้ำเสียงหนักแน่นเอ่ยราบเรียบ แต่ในความหมายแล้ว ทำไมต้องบอกกับพวกเธอเพียงแค่สองคน

ท่านพ่อ... ทำไมถึงเรียกพวกข้าสองคนคุยเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวคะ? คีฟากล่าวทัก ในเมื่อเรื่องนี้เม็ตไจทุกๆ คนทราบดี การต่อสู้เพื่อคัดเลือกเม็ตไจหญิงล้วนแนวหน้าสามสิบคนผ่านมาแล้ว และพวกเธอสองคนก็คือผู้ที่สอบผ่านเช่นกัน

ก็เพราะเจ้าสองคนสอบผ่านน่ะสิ ข้าถึงต้องเรียกมาคุยเป็นพิเศษ นาฮาเร็ม บิดาของคีฟาตอบ มองด้วยแววตาอย่างเป็นห่วง กับเรื่องคำพยากรณ์ที่ผ่านมาเมื่อหลายปีก่อน

หัวหน้าเผ่า... การอารักขาเจ้าชายเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ใยท่านต้องเป็นห่วงด้วย ซาทาห์สงสัยจึงขอถามทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เม็ตไจไม่ควรเอ่ยปากกับผู้มีอำนาจมากกว่า

เพราะเจ้านี่แหละ ข้าถึงห่วง... บางครั้งเก็บความเห็นของเจ้าไว้เหมือนเก็บโคเพทธ์ในฝักจะดีที่สุด อีกอย่างเจ้าชายอเตนเมนทาก็ชอบมีสนมไว้ข้างกายมากมาย นาฮาเร็มรู้สึกไม่ต้องการให้นางเปลี่ยนสถานะจากเม็ตไจเป็นนางสนมเสียมากกว่า เพราะซาทาห์ก็มีใบหน้าที่ชวนมอง รอยยิ้มเพียงเล็กน้อย ก็สร้างความสำราญรมณ์แก่ผู้พบเห็น ยิ่งไปกว่านั้นความงามของนางก็คมพอๆ กับดาบโคเพทธ์ที่นางใช้ด้วย

 

 “สำหรับซาทาห์ ข้าแค่อยากให้นางเลิกทำสีหน้าเชิญชวนเวลาอยู่ในหน้าที่ ถ้าโชคดีได้อารักขาเจ้าชายมูห์เทป หรือเจ้าชายเมมเนปทาข้าจะไม่ห่วงเลย

ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ท่านหัวหน้าเผ่า... ซาทาห์เข้าใจในความหวังดีของท่าน ราวกับบิดาตนเช่นกัน หากไม่เพราะบิดาของนางเสียชีวิตในหน้าที่ เวลานี้ท่านคงจะปลาบปลื้มนาง ที่ได้รับเกียรติเข้าวังอารักขาเจ้าชายแห่งไอยคุปต์

ท่านพ่อคงจะหมายถึงเรื่องข้ามากกว่าสินะ... คีฟาลดน้ำเสียงลง ซาทาห์พอทราบเรื่องนางบ้าง จึงไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องคีฟาดีเท่านาฮาเร็ม และซาทาห์

 “พ่อเป็นห่วงเจ้า... คีฟาลูกรัก แค่เรื่องคำพยากรณ์กับดวงตา และรอยแผลเป็นที่บ่าเจ้าเท่านั้น...นาฮาเร็มก้าวเท้าออกจากจุดยืนประทับ เข้ามาหาลูกสาวผู้ซึ่งอยู่เบื้องล่าง พลางเอื้อมมือเชยคางนางขึ้นมา เลื่อนมือต่ำลงไปประคองบ่าซ้าย

เรื่องนี้ท่านพ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ข้ารับรองว่า... จะไม่มีใครรู้ คีฟาขบฟันแน่น เพราะดวงตาของนางนั้นเองที่มันไปปรากฏในคำพยากรณ์ประจำเผ่าอเคเดี้ยน มันได้ถึงวาระแล้วที่อียิตป์จะถึงกาลแปรเปลี่ยน

 

ระหว่างเดินออกจากห้องนาฮาเร็ม นางรู้ความลับของคีฟาตั้งแต่วันที่คีฟาได้รับบาดแผลที่บ่าขวา ปกปิดมันด้วยอาภรณ์หนังสัตว์ตลอดเวลา แววตาของคีฟาฉายแววแห่งความอาทรณ์ นึกย้อนถึงเวลาที่ได้เข้าเฝ้าเจ้าชาย ณ สวนภายในราชวังอย่างไม่ได้ตั้งใจ หลายปีก่อนเมื่อนางอายุเพียงแค่สี่ขวบ

คีฟาส่งยิ้มให้สหายอีกครั้ง เอื้อมแขนขวาผลักประตูไม้แกะสลักห้องตน ปล่อยให้สายลมเบื้องหน้าจากระเบียงพัดความเย็นปะทะกายทั้งสองสตรี...

คีฟากับซาทาห์หาที่หลบในมุมส่วนตัว นั้นคือห้องรับรองส่วนตัวของคีฟา ภายในประดับอย่างง่ายๆ เพียงแค่หนังขนสัตว์บนเตียงหิน กับระเบียงหินปูลาดลงไปยังแม่น้ำสายเล็กๆ ซึ่งแยกออกมาจากแม่น้ำไนล์ รอบด้านระเบียงมีต้นกก และหญ้าน้ำขึ้นแซมเพราะน้ำซึม พื้นหินช่างเย็นสบาย

ซาทาห์มักจะหลบแอบมาอยู่ที่ห้องพักของคีฟาเสมอ จึงได้มาพักอยู่ร่วมกัน เติบโตและฝึกเป็นคู่ต่อสู้เสมอ กระทั่งวันพรุ่งนี้กำลังจะมาถึง

 

คีฟาถอดอาภรณ์คล้องบ่า ปรากฏรอยแผลเป็นเคี้ยวงูเห่าที่สะบักขวา เรียวมือซ้ายผิวสีน้ำผึ้งลูบไล้อย่างหวงแหน แทนการเกลียดร้อยแผลเป็นเสียมากกว่า

พรุ่งนี้แล้ว ข้าจะได้พบพระองค์... แต่ข้าคิดว่า... พระองค์คงจำข้าไม่ได้หรอก รอยยิ้มนางเผยอย่างชวนฝัน ต้องแปรเปลี่ยนเจื่อด้วยความเศร้าที่เอ่ยถึง ตั้งแต่นางถูกพากลับมายังค่ายเม็ตไจ นางไม่ได้เข้าวังอีกเลย แต่ได้รับการฝึกฝนเป็นเม็ตไจอย่างหนัก

เอาเถอะน่า... ข้าเพียงแค่หวังว่าเจ้าจะได้อารักขาเจ้าชายน้อยผู้นั้นตลอดไป ข้าเชื่อ... ซาทาห์ให้กำลังใจสหายสาว พลางลุกขึ้นจากเตียงขนสัตว์ พาร่างบางตนไปยังระเบียง และกระโดดลงเล่นน้ำเพราะความร้อน

มาเล่นน้ำให้สนุก คลายร้อนกันเถอะนะ คีฟา หลังจากพรุ่งนี้แล้ว... พวกเราคงจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนานเลยทีเดียว... ซาทาห์ชวนอย่างสนุก ไม่อยากให้คีฟาคิดมากเกี่ยวกับเรื่องดวงตา และคำพยากรณ์

คีฟาขยับเรียวขาสีน้ำผึ้งแตะปลายเล็บเท้า เดินย่างก้าวอย่างใจเย็นจนถึงหัวเข่า ก่อนจะทิ้งตัวลงน้ำเล่นกับสหายสาวที่รออยู่ก่อน... ซาทาห์พูดถูก... นางไม่ควรคิดมาก

 

#######


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha