พลิกล็อคนัก คิดว่ารักจะไม่หวาน

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : อยู่เงียบๆ ในที่ของฉัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

อยู่เงียบๆ ในที่ของฉัน

 

หลังจากวันนั้นที่นั่งประจำของคัคนางค์ได้เปลี่ยนจากหน้าห้องเป็นหลังห้อง เวลาเรียนก็มีแต่ก้มหน้าก้มตาจดเลกเชอร์ โดยเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์แทบจะนับครั้งได้ แต่แม้ว่าจะทำเช่นนั้นแล้ว คัคนางค์ก็รู้ดีว่าตัวเองยังคงถูกรุ่นพี่อย่างเพียงรุ้งเพ่งเล็งอยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่เธออึดอัดใจมากที่สุด ทว่าก็ไม่รู้จะทำเช่นไรได้อีก ในเมื่อเธอยังคงต้องเรียนวิชานั้นจนกว่าจะจบเทอม 

“เราว่าพี่เพียงแม่งหวงก้างว่ะ เราเห็นนะเว้ยว่าเวลาเลิกคลาสทีไร พี่เพียงต้องมีเรื่องไปถามอาจารย์อยู่ตลอด แบบนี้ไม่ยิ่งกว่าเข้าหาเหรอวะ”

“ก็นางสวยเริดนี่หว่า สเป็กนางก็ต้องเป็นระดับอาจารย์หรือไม่ก็ด็อกเตอร์ดิวะ จะมามองนักศึกษาต๊อกต๋อยอย่างเราๆ ทำไม อีกอย่างตอนนี้นางก็อยู่ปีสี่แล้ว คงต้องรีบทำคะแนนกันหน่อยละ เดี๋ยวจบไปก็หมดโอกาสงามๆ พอดี”

“อาจารย์พฤกษ์คงไม่เล่นด้วยหรอก ออกจะหยิ่งและถือตัวซะขนาดนั้น”

“ใช่...เราก็ว่างั้น”

นั่นเป็นบทสนทนาของเพื่อนๆ ในกลุ่ม ซึ่งต่างก็เป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อรู้ว่าคัคนางค์ถูกรุ่นพี่อย่างเพียงรุ้งเรียกติวเดี่ยว แต่คนต้นเรื่องกลับเอาแต่ปิดปากเงียบ และพยายามจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นให้ได้เร็วที่สุด

บรรยากาศในโรงอาหารกลางยามเที่ยงๆ แบบนี้ค่อนข้างจะคึกคัก เพราะนักศึกษาและอาจารย์จากหลายคณะต่างพร้อมใจกันมาใช้บริการ อาหารที่นี่มีให้เลือกหลายเมนู แถมยังสะอาด ราคาย่อมเยา และที่สำคัญคือสะดวกสบาย แค่เดินมาก็ได้กินของอร่อยๆ แบบประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว

          คัคนางค์และเพื่อนๆ ในกลุ่มอีกห้าคนก็เป็นหนึ่งในลูกค้าประจำเช่นเดียวกับคนอื่นๆ นอกจากใต้ตึกคณะแล้ว ที่นี่เป็นอีกแหล่งรวมตัวและเมาท์มอยตามประสานักศึกษา แต่ดูเหมือนว่าเที่ยงนี้คนจะแน่นขนัดเป็นพิเศษทำให้แทบไม่มีที่นั่งเหลืออยู่เลย

          “นั่งตรงไหนดีวะโอ๋ โต๊ะเต็มหมดเลย”

ชานนท์หนึ่งในสมาชิกกลุ่มขยับมาถามอารดาซึ่งกำลังชะเง้อมองหาโต๊ะว่างอยู่เช่นกัน ขณะที่คนอื่นๆ แยกตัวไปเลือกซื้ออาหารอยู่หน้าร้าน ปล่อยให้การหาโต๊ะเป็นของอารดาและชานนท์ซึ่งรับหน้าที่นี้เป็นประจำอยู่แล้ว

          “ตรงโน้นแล้วกัน” อารดาชี้ไปยังโต๊ะที่ติดกับระเบียงของโรงอาหารซึ่งว่างอยู่พอดี แต่ชานนท์กลับมุ่นคิ้วอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าใดนัก

          “เฮ้ยแต่มันใกล้โต๊ะอาจารย์ภาควิชาเรานะเว้ย แกไม่เห็นหรือไงว่ามีอาจารย์พฤกษ์ด้วย แถมอาจารย์ยังนั่งหันหน้ามาทางโต๊ะนั้นพอดีซะด้วยสิ แกก็รู้ว่าไอ้นางมันเลี่ยงอาจารย์อยู่...”

          “ทำไงได้วะ มันว่างอยู่โต๊ะเดียวนี่หว่า ถ้ากลัวไอ้นางมันจะอึดอัด เราให้ไอ้นางมันนั่งหันหลังให้โต๊ะอาจารย์ก็แล้วกัน”

          “เอางั้นเลยเหรอ”

          “งั้นสิ...ตามมา”

          ว่าแล้วอารดาก็เดินนำไปยังโต๊ะตัวยาวที่ว่านั้นทันที ทั้งสองนั่งรอจนเพื่อนๆ ซื้ออาหารเสร็จ โดยกันที่ไว้ให้คัคนางค์นั่งเป็นพิเศษ

          ร่างบางในชุดนักศึกษาเดินตรงมายังโต๊ะที่อารดากับชานนท์นั่งอยู่ก่อน แต่เมื่อใกล้เข้ามาจังหวะการเดินที่เป็นปกติก็ช้าลงไปเล็กน้อย เมื่อตาเหลือบไปเห็นว่าบุคคลต้องห้ามสำหรับตนนั่งถัดไปแค่ไม่ถึงสองเมตร จมูกโด่งเรียวรั้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมตัวเองให้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด

          “นั่งตรงนี้เป็นไรป่าววะนาง พอดีมันไม่มีที่นั่งเลย...” อารดากระซิบถามอย่างเป็นห่วงความรู้สึกของเพื่อนสนิท

          “สบายมาก ไม่มีปัญหาอะไร โอ๋กับนนท์ไปซื้อข้าวเหอะ เดี๋ยวเราเฝ้าโต๊ะเอง” คัคนางค์ยิ้มร่าขณะนั่งลงบนม้านั่ง แน่นอนว่าเธอยิ้มได้เพราะตอนนี้หันหลังให้อาจารย์พฤกษ์เรียบร้อยแล้ว หากต้องนั่งหันไปทางใบหน้าหล่อๆ นั้นตรงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะยิ้มออกหรือไม่

เมื่อคัคนางค์บอกเช่นนั้น อารดากับชานนท์จึงลุกไปซื้อข้าวอย่างสบายใจ ส่วนคัคนางค์นั่งคนเดียวไม่ถึงสองนาทีดีด้วยซ้ำ เพื่อนในกลุ่มอีกสามคนซึ่งประกอบด้วยหญิงสองชายหนึ่งก็ตามมาสมทบ ทำให้เธอไม่ต้องเก้อเขินหรือทนอึดอัดต่อสายตาของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังเท่าใดนัก แม้จะรู้ดีว่าอาจารย์พฤกษ์ไม่ได้สนใจมองหรอก แต่มันก็อดหวาดหวั่นไม่ได้อยู่ดีเมื่อต้องอยู่ในรัศมีสายตาของเขาเพียงลำพัง

อารดากับชานนท์หายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับจานข้าวและแก้วน้ำในมือ ครั้นพออยู่กันครบแก๊งเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนานครื้นเครงก็ดังขึ้นเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเป็นอารดากับชานนท์ที่คุยจ้อ ขณะที่คัคนางค์เอาแต่ฟังและนั่งยิ้มเพราะคุยไม่ทันเพื่อน กระทั่งอารดาหันมาถาม

“นางกินข้าวเสร็จจะกลับหอเลยหรือเปล่า”

ที่อารดาพูดแบบนั้นเพราะช่วงบ่ายไม่มีเรียน ปกติในวันเช่นนี้เพื่อนๆ มักจะไปจับกลุ่มคุยกันต่อที่ห้องของใครสักคน หรือไม่ก็ตามร้านกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย

“ยังหรอก ว่าจะไปหาดูตัวอย่างวิทยานิพนธ์ที่ห้องสมุดก่อน เทอมหน้าก็ต้องได้ทำจริงกันแล้ว”

“โหลดอ่านตามอินเทอร์เน็ตก็ได้นี่ไอ้นาง แกจะขี่รถตากแดดไปให้ผิวเสียทำไมวะ เที่ยงๆ แบบนี้แดดร้อนจะตาย ไปชิมกาแฟกับพวกเราดีกว่า เห็นว่ามีเจ้าใหม่มาเปิด” ชานนท์เสนอความคิดเห็น แต่ก็รู้ว่าพูดไปสองไพเบี้ย เพราะที่สิงสถิตของคัคนางค์นอกจากจะเป็นตึกคณะแล้วก็คือห้องสมุดกับหอพักเท่านั้น

“อย่างที่แกว่ามันก็ได้ แต่เราอยากไปเห็นเล่มจริงด้วย จะได้ดูว่าเข้าเล่มแบบไหน จัดรูปเล่มแบบไหน เดี๋ยวถ้าเจอเล่มดีๆ จะได้ยืมมาเผื่อพวกแกด้วยไง”

“ปล่อยมันไปเหอะนนท์ แกก็รู้ว่าไอ้นางมันพวกหนอนหนังสือ กาฟงกาแฟมันไม่สนหรอก” อารดาบอกอย่างเข้าใจในธรรมชาติของคัคนางค์ดี

“งั้นแยกกันตรงนี้นะ เราน่าจะกลับเย็นๆ”

“โอเค ถ้าเปลี่ยนใจก็ตามไปที่ร้านกาแฟหน้าม.แล้วกัน”

คัคนางค์แยกกับเพื่อนๆ แล้วเดินกลับไปที่ลานจอดรถของคณะ ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจฝ่าแดดเปรี้ยงๆ ตอนกลางวันไปยังห้องสมุดกลาง ขณะนั้นรถที่ผ่านสัญจรไปมามีไม่มากนัก มหาวิทยาลัยที่คัคนางค์เรียนเป็นมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด หรือที่ใครๆ ชอบเรียกว่ามหาวิทยาลัยภูธร รถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นพาหนะจำเป็นสำหรับนักศึกษาที่ฐานะไม่ใคร่จะดีนักอย่างเธอ ขณะที่อารดาและลูกคนมีอันจะกินหน่อยก็เอารถยนต์มาขับ สาเหตุที่นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องมีรถนั้นก็เพราะตึกเรียนแต่ละคณะอยู่ไกลกันพอสมควร หากวันไหนต้องเรียนวิชารวมหรือวิชาของคณะอื่นที่อยู่ตึกไกลๆ จำเป็นต้องใช้รถ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าเรียนไม่ทัน

พาหนะคู่ใจถูกจอดไว้ใต้หลังคาที่ทำจากวัตถุซึ่งสามารถบังแดดบังฝนได้เป็นอย่างดี ร่างบอบบางก้าวเข้าไปในห้องสมุดอย่างคุ้นเคยและรู้ดีว่าอะไรอยู่มุมไหน จึงตรงดิ่งไปยังมุมหนังสือที่ตัวเองต้องการทันที มือเล็กหยิบเอาวิทยานิพนธ์ที่รุ่นพี่ในระดับปริญญาโทและปริญญาตรีทำไว้ออกมาเปิดดูหลายเล่ม แต่ก็ยังไม่เจอเล่มที่ตรงกับความสนใจ กระทั่งเหลือบไปเห็นเล่มที่สันปกเขียนว่า แร่และอัญมณี กับทิศทางการส่งออกของอุตสาหกรรมไทย คัคนางค์ไม่ลังเลที่จะหยิบมันมาเปิดดู และก็พบว่าผู้เขียนชื่อ ดร.พฤกษ์ พัฒนชาติ

หนังสือเล่มนั้นถูกดึงเข้ามากอดแนบอกอย่างว่องไวเป็นอัตโนมัติโดยที่คนทำก็ไม่รู้ตัว ใช่...หนังสือเล่มนี้มันตรงกับเรื่องที่เธอสนใจ แม้คนเขียนจะคือคนที่เป็นสาเหตุให้เธอเดือดร้อนไม่น้อยก็ตาม

เมื่อเจอหนังสือเล่มที่ถูกใจ คัคนางค์จึงเดินตรงไปยังบรรณารักษ์ซึ่งคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเธอมาใช้บริการที่นี่เป็นประจำ มือเรียวเล็กยื่นหนังสือเล่มนั้นให้กับเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์พร้อมกับเอ่ยถามก่อนจะยืม

“พี่บรรณารักษ์คนสวยคะ เล่มนี้หนูยืมได้กี่วัน”

“เล่มนี้ก็เหมือนหนังสือทั่วไปน่ะแหละจ้ะ ยืมได้เจ็ดวัน ถ้าคืนช้ากว่ากำหนดก็ปรับวันละห้าบาท”

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอจ่ายค่าปรับล่วงหน้าเลยค่ะ หนูกะว่าจะยืมสักยี่สิบวัน”

“เอางั้นเลยเหรอ พี่ว่าหนูยืมไปก่อนดีกว่าถ้าเลยกำหนดก็ค่อยมาคิดกันอีกทีว่าต้องจ่ายค่าปรับกี่วัน” บรรณารักษ์สาวใหญ่บอกอย่างใจเย็น ก่อนจะก้มลงมองหนังสือที่คัคนางค์เพิ่งส่งให้อย่างสงสัยว่าเหตุใดเด็กสาวจึงสนใจเป็นพิเศษ

“ถ้าพี่คนสวยจะใจดีขนาดนี้ หนูขอยืมไปนอนกอดสักเดือนหนึ่งดีกว่า” เสียงหวานเอ่ยสัพยอกด้วยภาษาสุดฮิตของนักศึกษา ที่มักพูดเล่นทำนองว่ายืมหนังสือไปนอนหนุนหัว เผื่อว่าความรู้จะไหลเข้าสมองเอง แต่เธออาจจะใช้คำพูดผิดไปจากคนอื่นๆ นิดหน่อยตรงที่บอกว่าจะยืมไป นอนกอด

“จะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ”

คัคนางค์คงจะตกใจไม่น้อยหากว่าบรรณารักษ์สาวตอบมาเช่นนั้น ทว่าตอนนี้เธอรู้สึกมากกว่าการตกใจเสียอีก เพราะมันทั้งอึ้ง ทั้งงง ทั้งสั่น ทั้งตื่นเต้น ทั้งอยากวิ่งหนี แต่ทั้งหมดกลับเป็นเพียงความคิด เท้าเล็กๆ ของเธอก้าวไปไหนไม่ออก เหมือนกับมีคนมาตอกตะปูยึดมันไว้กับพื้น ตาก็เบิกค้าง มือก็เย็นเฉียบไปหมด

“อะ...อาจารย์...” ปากอิ่มได้แต่หลุดเสียงออกมาเบาหวิว เพราะคนที่บอกว่าเธอเห็นแก่ตัว คือเจ้าของหนังสือเล่มที่กำลังเป็นประเด็นนั่นเอง

“จะยืมไปทำอะไรตั้งนานสองนาน เผื่อคนอื่นอยากอ่านบ้างล่ะจะทำยังไง”

“หนูก็แค่ล้อเล่น” ไม่รู้จะตอบว่าอะไร ตอนนี้คิดได้แต่คำนี้

“ล้อเล่นงั้นเหรอ คุณคงเป็นคนที่ชอบล้อเล่นกับทุกอย่างเลยสินะ”

คำพูดเชิงถามแกมตำหนินั้น ทำให้คัคนางค์รู้ว่าอาจารย์พฤกษ์กำลังตอกย้ำถึงความผิดพลาดในชั่วโมงแรกของเธอ แต่ถ้าเขาคิดอย่างยุติธรรม เขาก็น่าจะรู้ว่าเธอไม่ผิด หรือเขาเองก็คิดเช่นเดียวกับเพียงรุ้งว่าเธอเป็นคนจุดชนวน ถ้าหากเธอไม่เขียนประโยคห่ามๆ เหล่านั้นลงในสมุด พวกเพื่อนๆ ของเธอก็คงไม่มีโอกาสล้อเลียนเขา แต่ใครล่ะที่มันจะน่าอายมากกว่ากัน ดูอย่างตอนนี้สิ เธอเหมือนพวกไม่มั่นใจในตัวเองจนพานทำอะไรไม่ถูกแล้วขณะที่เขายังสามารถยืนตระหง่านโชว์ความหล่อเหลาและตำหนิเธอได้ด้วยสีหน้าท่าทางที่สามารถทำให้เธอรู้สึกผิดแกมอับอายได้ดังเดิม

“ถ้าอาจารย์ไม่อยากให้หนูยืม หนูก็จะเอาไปคืนที่เดิมค่ะ”

พูดจบก็เอื้อมไปหยิบเอาหนังสือคืนจากบรรณารักษ์ แล้วทำท่าจะเดินหนี แต่เสียงหล่อๆ ที่ฟังดูดุชะมัดตามความรู้สึกของคัคนางค์ก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

“ผมบอกเมื่อไหร่ว่าไม่อยากให้คุณยืม”

“ก็อาจารย์ว่าหนูเห็นแก่ตัว”

“ที่ผมบอกว่าคุณเห็นแก่ตัวก็เพราะว่าคุณคิดจะเอาหนังสือเล่มนี้ไปครอบครองคนเดียวเสียตั้งหลายวันต่างหาก ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณยืม”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะทำในสิ่งที่หนูสบายใจ หนูจะไม่ยืมและจะเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของส่วนรวม อยากอ่านเมื่อไหร่ค่อยมาหยิบอ่านในนี้”

“มีเหตุผลหน่อยสิคัคนางค์ รู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังงอนเหมือนเด็กๆ”

คัคนางค์แก้มร้อนผ่าว อาจารย์พฤกษ์บอกว่าเธอกำลัง งอนเฮ้ย...คำว่า งอน มันเป็นคำเชิงบวกสำหรับคนที่เคยมีความรู้สึกดีๆ ให้กันแล้วมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันนะ แต่สำหรับเขาและเธอมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ

“หนูไม่ได้งอนค่ะ” คัคนางค์ยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

“ถ้าอย่างนั้นส่งหนังสือมานี่”

พฤกษ์ออกคำสั่งทำให้คัคนางค์ต้องยื่นหนังสือเล่มนั้นไปให้เขา

“ลงชื่อยืมเป็นชื่อผมนะครับ” พฤกษ์ยื่นหนังสือพร้อมกับบัตรประจำตัวของตนให้กับบรรณารักษ์

“ค่ะอาจารย์”

บรรณารักษ์ซึ่งนั่งฟังอาจารย์หนุ่มกับลูกศิษย์สาวทุ่มเถียงกันอยู่พักหนึ่งรับหนังสือเล่มนั้นไปพร้อมกับลงประวัติการยืมเป็นชื่อของพฤกษ์ แล้วส่งหนังสือและบัตรคืนให้เขา

“รับไปสิ ผมยืมเป็นชื่อผมให้ อยากเอามาคืนตอนไหนก็แล้วแต่คุณจะสบายใจ”

หนังสือเล่มนั้นถูกยื่นมาตรงหน้าคัคนางค์ สาวน้อยเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าหล่อๆ ด้วยแววตาขุ่นอย่างลืมตัว และ ตั้งใจว่าจะไม่ยอมรับหนังสือเล่มนั้นโดยเด็ดขาด เพราะเขาทำเหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง แต่วินาทีนั้นเองเธอกลับมองไปเห็นเพียงรุ้งกำลังเดินตรงมาที่หน้าประตูทางเข้าพอดี คัคนางค์จึงรีบตัดปัญหาด้วยการยอมรับหนังสือเล่มนั้น

“ขอบคุณค่ะ”

มือเล็กยกขึ้นไหว้ขอบคุณตามมารยาท ก่อนจะค้อมตัวผ่านหน้าเขาไป ตอนแรกกะว่าหลังจากยืมหนังสือเล่มนี้แล้วจะกลับไปเลือกตัวอย่างวิทยานิพนธ์อีก แต่เห็นทีถ้าอยู่ต่อคงจะเป็นวันโลกาวินาศสำหรับเธออีกวันแน่ๆ เพราะคู่กรณีทั้งสองคนต่างพร้อมใจกันมายังห้องสมุดราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า


 

อารดาย่นคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจเมื่อเห็นคัคนางค์ผลักประตูร้านกาแฟเข้ามาขณะที่เพื่อนๆ กำลังชิมเค้กและดื่มเครื่องดื่มของตัวเองพร้อมกับเมาท์มอยอย่างออกรสออกชาติ ปกติเวลาคัคนางค์ไปห้องสมุดล้วนแต่กินเวลาไม่ต่ำกว่าสองสามชั่วโมง แต่นี่เพิ่งผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ คัคนางค์ก็ตามพวกเธอมาที่ร้านกาแฟเสียแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมากในสายตาของเพื่อนๆ ในกลุ่ม

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะนาง แล้วไหนตอนแรกบอกจะไม่มาไง” อารดาไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัย ไม่ใช่ว่าคัคนางค์จะกลับออกจากห้องสมุดเร็วผิดปกติเท่านั้น สีหน้ายังดูจ๋อยๆ อีกด้วย

“ก็ว่าจะไม่มา แต่ไม่รู้จะไปไหน”

“แล้วแกไม่ได้ไปห้องสมุดเหรอ”

“ไป...แต่ดันเจออาจารย์พฤกษ์”

“อาจารย์พฤกษ์!!!” เพื่อนทั้งห้าอุทานพร้อมกัน และต่างหันมามองคัคนางค์อย่างสนอกสนใจขึ้นมาทันที

“มีเรื่องอีกแล้วใช่มั้ยถึงทำหน้าแบบนี้”

“อาจารย์เล่นงานเราต่อหน้าพี่บรรณารักษ์ แถมยังเจอพี่เพียง เราก็เลยต้องรีบเผ่นแน่บมานี่ละ” คัคนางค์ตอบคำถามของอารดาพร้อมกับเล่าให้เพื่อนๆ ทุกคนฟังพร้อมกัน

“จริงดิ”

“อืม” คัคนางค์พยักหน้านิดๆ ขณะนั่งลงที่ว่างข้างกมลฉัตรเพื่อนในกลุ่มอีกคน

“เล่าด่วน เกิดอะไรขึ้น”

“เราจะยืมหนังสือ กะว่าจะยืมสักเดือน อาจารย์มาได้ยินก็เลยว่าเราเห็นแก่ตัวที่คิดจะเอาหนังสือมาครอบครองคนเดียว”

“หนังสืออะไร???” ชานนท์เป็นคนถามประโยคนั้น

“หนังสือเกี่ยวกับวิชาที่เราเรียนนั่นแหละ เป็นหนังสือที่อาจารย์พฤกษ์เขียนพอดี”

“แล้วได้ยืมมั้ย”

“ยืม...แต่อาจารย์เป็นคนยืมให้ เพราะเราบอกว่าจะเอาหนังสือไปคืนที่ชั้นวาง ตอนแรกจะไม่เอาหรอก แต่พี่เพียงดันมาพอดี เราก็เลยรับมาแบบตัดปัญหา” 

          “เฮ้ย...หรือว่าจะเป็นบุพเพสันนิวาสระหว่างแกกับอาจารย์พฤกษ์วะไอ้นาง อะไรมันจะพอดิบพอดีขนาดนั้น” อารดาตั้งสมมติฐานขึ้นมาลอยๆ

          “บุพเพอาละวาดซะมากกว่า เจออาจารย์พฤกษ์ทีไรเราซวยทุกที บอกไว้เลยว่าเราชังหน้าอาจารย์ที่สุด นอกจากอาจารย์จะลงโทษเราแล้ว ยังทำให้เราโดนรุ่นพี่เกลียดขี้หน้าด้วย”

คัคนางค์ไม่ยอมคล้อยตามเพราะไม่มีเหตุผลหรือแนวโน้มอะไรที่จะเป็นอย่างที่อารดาบอกเลยสักนิด คำว่า บุพเพสันนิวาสมันเป็นคำเชิงบวก แต่ระหว่างเธอกับพฤกษ์มันมีแต่ความรู้สึกด้านลบแทบทั้งนั้น

          “แล้วทำไมแกชอบบังเอิญเจอกับอาจารย์จัง” อารดาตั้งคำถามกับตัวเองเสียมากกว่า

          “เพิ่งครั้งแรก” เสียงหวานเอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิดของเพื่อนเสียใหม่

          “เออ...ใช่ แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันหลายครั้งแล้ววะ แล้วแกยังจะไปห้องสมุดอีกมั้ย”

          “ก็คงไปแหละ ยังไงก็ต้องเอาหนังสือไปคืน”

          “แล้วถ้าเจออาจารย์อีกแกจะทำไง”

          “ก็ต่างคนต่างอยู่ ห้องสมุดออกจะกว้าง คงไม่บังเอิญเจอกันจะจะแบบวันนี้หรอก แต่เราว่าถึงจะเจอกัน อาจารย์ก็คงไม่มาตอแยเราอีกแล้วละ อีกอย่างเราคิดว่าอาจารย์คงไม่ไปห้องสมุดบ่อยขนาดนั้นหรอก”

          “นั่นน่ะสินะ นอกเสียจากอาจารย์จะเป็นหนอนหนังสือเหมือนแก หรือไม่ก็นัดเจอใครที่นั่น”

          “หรือจะเป็นพี่เพียง!” อีกสี่คนในกลุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอีก

          ประโยคหลังสุดของเพื่อนๆ ทำเอาหัวใจคนฟังแป้วลงไปทันควัน อดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะนัดเจอเพียงรุ้งอย่างที่อารดากับเพื่อนๆ ตั้งข้อสงสัย เนื่องจากวันนี้เพียงรุ้งก็ไปที่ห้องสมุดเป็นเวลาไล่เลี่ยกันราวกับนัดหมาย แต่ก็ช่างเถอะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ดีเหมือนกัน เพราะเธอจะได้ตัดใจได้เสียที


 

          คัคนางค์ห่างหายจากห้องสมุดไปหลายวัน แต่สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องเอาหนังสือเล่มที่ยืมไปคืนตามกำหนด

“เอาหนังสือมาคืนค่ะพี่บรรณารักษ์”เสียงหวานเอ่ยบอกอย่างนุ่มนวลขณะยื่นหนังสือไปให้กับบรรณารักษ์สาว

          “หนังสือเจ้าปัญหานี่เอง ตอนแรกพี่นึกว่าเราจะยืมเกินเวลาเหมือนที่บอกพี่ไว้แต่แรกเสียอีก” บรรณารักษ์เย้าและยิ้มนิดๆ เมื่อนึกถึงตอนที่คัคนางค์มายืมหนังสือเล่มนี้

          “หนูไม่กล้าหรอกค่ะ ถ้าทำแบบนั้นมีหวังถูกเจ้าของหนังสือเล่นงานอีกแน่ๆ”

“พี่ว่าคงไม่หรอก ถ้าเจ้าของหนังสือจะใจร้ายขนาดนั้นคงไม่ยืมหนังสือให้เราหรอก”

คัคนางค์อยากจะเถียงว่าอาจารย์พฤกษ์ก็แค่ตบหัวแล้วลูบหลัง แต่ก็เลือกที่จะทำแค่ยิ้มจางๆ ให้กับบรรณารักษ์แล้วถามประเด็นอื่น

“แล้วอาจารย์พฤกษ์มาถามหรือเปล่าคะว่าหนูเอาหนังสือมาคืนหรือยัง”

          “ไม่นะ ตั้งแต่วันนั้นพี่ก็ไม่เห็นอาจารย์มาห้องสมุดอีก หรือว่ามา แต่พี่ไม่ทันสังเกตก็ไม่รู้”

          บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าโล่งอกหรือผิดหวังเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซึ่งลึกๆ เธอก็หวังให้เขาชอบสิ่งเดียวกับเธอและชอบมาที่นี่ อย่างน้อยเวลาที่เธอมาก็จะได้แอบมองเขา โดยไม่ต้องระมัดระวังสายตาของใคร แม้ยามอยู่ต่อหน้าเพื่อนจะประกาศปาวๆ ว่าต้องการหลีกเลี่ยงเขามากที่สุด แต่ก็ยังอยากเห็นหน้าเช่นเดิม ถ้าจะมีใครบอกว่าเธอเป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกัน คัคนางค์ก็คงไม่เถียง ทว่าสุดท้ายแล้วความบังเอิญก็คือความบังเอิญ อาจารย์พฤกษ์คงเป็นได้แค่เพียงเจ้าชายในฝันของเธอเท่านั้น

หลังจากคืนหนังสือเสร็จ คัคนางค์ตรงไปยังชั้นหนังสือที่เก็บรวบรวมตัวอย่างวิทยานิพนธ์เพื่อเลือกตัวอย่างเล่มแบบจริงๆ จังๆ อย่างน้อยการมาวันนี้ก็ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปอ่าน

ตาคู่สวยกวาดมองหาอย่างใจเย็นจนในที่สุดก็ได้เล่มที่ตรงกับความสนใจ เธอหยิบมันออกมาจากชั้นแล้วตั้งใจว่าจะไปนั่งอ่านยังโต๊ะสีขาวที่อยู่ติดกับหน้าต่างกระจกใสซึ่งเป็นมุมที่เธอชอบนั่งเป็นประจำ เท้าที่กำลังจะก้าวชะงักกึก เมื่อสายตาปะทะกับแผ่นหลังของใครบางคนที่นั่งตรงนั้นพอดี อาจารย์พฤกษ์ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในความคิดอย่างเป็นอัตโนมัติ แม้ไม่เห็นหน้าเธอก็จำเขาได้แม่น หัวใจเต้นแรงโลดแบบไม่มีเหตุผล ความตื่นเต้นแปลกๆ แล่นซ่านเข้ามาในใจ โชคดีที่เขานั่งหันหลังให้ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะต้องเผ่นหนีอีกวัน

          ความขัดแย้งเกิดขึ้นในหัวใจของคัคนางค์อย่างมากล้น เมื่อครู่ใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้ยังหงอยๆ ที่รู้ว่าเขาไม่มา แต่พอได้เห็นเขาจริงๆ กลับอยากจะวิ่งหนีไปไกลๆ

          ‘บ้าไปใหญ่แล้วคัคนางค์

สาวน้อยเอ็ดตัวเองและจัดระเบียบความคิดให้เข้าที่เข้าทาง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็อยู่พิสูจน์มันเสียเลยว่าพฤกษ์นัดเจอเพียงรุ้งหรือว่าคนอื่นที่นี่หรือไม่ เธออยากเห็นด้วยตาตัวเอง

          เมื่อคิดได้เช่นนั้นคัคนางค์ก็กลับไปยืนที่ชั้นหนังสือเช่นเดิม พยายามทำตัวให้เงียบและไม่เป็นที่สนใจของใคร หน้าก้มต่ำลงคล้ายกับกำลังอ่านหนังสือ แต่แท้จริงแล้วเธอกำลังรออย่างใจจดใจจ่อว่าจะมีใครเดินเข้ามาหาพฤกษ์ หรือว่าเขาจะลุกเดินไปหาใครหรือไม่

          เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่าพฤกษ์ก็ยังนั่งเฉย ทว่าคัคนางค์กลับไม่ได้ยืนมองเฉยๆ อีกต่อไป มองนานเข้าตาก็เริ่มถูกดึงดูดด้วยแผ่นหลังที่เธอเคยมีคำถามว่าจะน่าซบเหมือนพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่นหรือไม่ เธอยอมรับโดยดุษณีว่าพฤกษ์เป็นผู้ชายที่หล่อตราตรึงมาก ไม่ว่าจะมองด้านหน้าหรือด้านหลัง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เดินเคียงข้างผู้ชายคนนี้ก็คงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับซินเดอเรลลาหรือนางเอกในหนังสือนิยาย แม้จะเจียมเนื้อเจียมตัวแค่ไหน แต่เวลาอยู่คนเดียวเช่นนี้ภาพผู้หญิงที่เดินเคียงข้างพฤกษ์คือตัวเองก็ผุดขึ้นในหัวอย่างห้ามไม่ได้

ขณะที่คัคนางค์กำลังตาลอยกับความคิดแบบสาวช่างฝันอยู่นั่นเอง จู่ๆ ร่างสูงนั้นก็ลุกพรวดพราดขึ้นจากโต๊ะพร้อมกับถือหนังสือในมือ ที่สำคัญเขากำลังจะเดินตรงมายังบริเวณชั้นหนังสือที่เธอยืนอยู่

          Chip-หาย รอบที่สองแล้วมั้ยล่ะ!

          คัคนางค์รีบหันหลังขวับให้ทางเดิน ก้มหน้างุดลงต่ำจนคางไปจรดคอเหมือนคนกำลังตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือเสียเต็มประดา แต่หัวใจกลับเต้นกระหน่ำเมื่อพฤกษ์เดินเฉียดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าเธอมายืนเป็นพวกถ้ำมอง แอบดูเขาอยู่เป็นนานสองนาน คนโกหกไม่เก่งอย่างเธอจะตอบอย่างไรดีหากว่าคนฉลาดๆ อย่างอาจารย์พฤกษ์หยุดถามเธอว่า เธอมายืนทำอะไรอยู่ที่นี่

          แต่...สิ่งที่คัคนางค์กังวลก็ไม่เกิดขึ้น เพราะนอกจากพฤกษ์จะไม่หยุดถามหรือทักทายเธอแล้ว เขายังเดินผ่านไปเฉยๆ คล้ายกับว่ามองไม่เห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น

          ใบหน้ารูปไข่เนียนใสหันขวับมองตามร่างสูงนั้นไปก็เห็นว่าเขาแค่เอาหนังสือไปเก็บ จากนั้นก็ออกจากห้องสมุดไป โดยที่ไม่มีใครมาหาและไม่ได้มาหาใคร รวมถึงไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษด้วย นอกจากหนังสือซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุดแล้วในห้องห้องนี้

          เมื่อแน่ใจแล้วว่าพฤกษ์ออกจากห้องสมุดไปแล้ว คัคนางค์ที่ยืนขาแข็งอยู่นานสองนานจึงหอบหนังสือเล่มที่อยู่ในมือไปหาบรรณารักษ์และลงทะเบียนยืม เสร็จแล้วก็เดินถือหนังสือออกจากห้องสมุดอย่างค่อนข้างเมื่อยขบมากพอดู

          “นึกว่าผมต้องจ่ายค่าปรับคืนหนังสือล่าช้าเสียแล้ว”

          เสียงหล่อๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลังตอนที่คัคนางค์กำลังจะก้าวลงบันไดพอดี ทำเอาร่างบางสะดุ้งโหยงจนหนังสือแทบจะหลุดจากมือ เธอหลับตาลงอย่างคนที่กำลังรวบรวมความกล้าก่อนจะค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง

          “หนูคงไม่กล้าทำให้อาจารย์เดือดร้อนหรอกค่ะ”

          “แต่ผมทำให้คุณเดือดร้อนใช่มั้ย”

          “ปะ...เปล่านี่คะ...” คัคนางค์ปฏิเสธเสียงสั่นแต่กลับไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ เมื่อพฤกษ์พูดดักคอเหมือนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง

          “ไม่ได้ตั้งใจจะให้เดือดร้อนหรอกนะ หวังว่าคุณคงจะกล้ามาห้องสมุดอีก”

          พฤกษ์บอกสั้นๆ แค่นั้น แล้วเป็นฝ่ายเดินจากไปเสียเอง คัคนางค์ได้แต่มองตามหลังอย่างงงๆ ไม่กล้าตีความว่าความหมายของคำพูดนั้นคืออะไร แต่มันก็ทำให้หัวใจของเธอพองขึ้นจนคับอก

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักฉบับนักศึกษาขี้อายกับอาจารย์หนุ่มสุดฮอต"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


แค่อ่านตอนที่2ก็ชอบแล้วอ้ะ
โดย Anonymous | 4 months, 3 weeks ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
หามานานแร้วคร่ะ ที่พระเอกเปนคุนครุนางเอกเปนนักเรียนชอบมากๆคร้าแต่งเยอะๆน่ะคร้า รออ่านยุ่คร่ะ😊😊
โดย Anonymous | 5 months, 1 week ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
ชอบมากค่ะพระเอกกับนางเอกแนวนี้อ่านแล้วฟินสุดๆ
โดย krongsin | 6 months, 4 weeks ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
ดีมากค่ะทำต่อไปนะคะ
โดย Anonymous | 1 year, 4 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
อ่านแร้วฟินอะ
โดย Anonymous | 1 year, 4 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
ชอบนิยายเรื่องนี้ค่ะ สนุกมาก อ่านไปยิ้มไปค่ะ ^____^
โดย salika2 | 2 years ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha