พรหมพิศวาส

โดย: Vanalak29



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ลิขิตแห่งโชคชะตา


ตอนต่อไป

ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูยามวิกาลดังสนั่น แก้วกัลยาหญิงสาววัยยี่สิบสองปีตระกรองกอดมารดาไว้แน่นเพื่อลดความหวาดกลัว เพราะบิดาเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยเพียงหกขวบทำให้มารดาต้องเลี้ยงเธอผู้เดียวตลอดมา เมื่อความเหงาเข้าแทรกทำให้แม่รับรักหนุ่มใหญ่นามว่าชัยวัฒน์วัยห้าสิบเป็นเจ้าของไร่สตอเบอรี่ชื่อดัง แต่เพราะพิษการพนันเล่นงานทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว วันๆ กินแต่เหล้าและมักทำร้ายมารดาเสมอ

“อีแก้วมึงเปิดประตูออกมาเลยนะ ไม่อย่างนั้นกูจะกระทืบแม่มึงให้จมตีน แล้วจับมึงทำเมียเสียอีกคน!”เสียงก้องดังสะท้อน กรองกาญจ์สั่นเทา

“แม่ไม่ต้องกลัวนะแก้วอยู่ที่นี่แล้ว”แก้วกัลยาปลอบใจมารดา

นึกถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน พ่อเลี้ยงอาจหาญจะปลุกปล้ำโชคดีที่ถูกช่วยไว้ได้ทัน ตั้งใจทำงานเก็บเงินก็ถูกมันขโมยไปกินเหล้าเสียหมด อยากพาแม่หนีจากที่นี่ไม่เว้นแต่ละวัน

“แก้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลูก”เสียงสั่นเทาของคนเป็นแม่เอ่ยถาม

“มันเมาแบบนี้ทุกวัน ตอนนี้แก้วเก็บเงินไว้ได้ส่วนหนึ่งแล้วนะแม่ พรุ่งนี้เราไปจากที่นี่กันเถอะ”แก้วกัลยาเสนอความคิด

“แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะแก้ว”

“ที่ไหนก็ได้แม่ที่ไม่ใช่ที่นี่ หนูเบื่อมันเต็มทนแล้ว!

เหนื่อยเต็มทนทำงานหามรุ่งหามค่ำทุกวันเพื่อเอาเงินมาให้มันกินเหล้า พอไม่ให้ก็ทำร้ายแม่ แถมยังต้องคอยระวังตัวไม่ให้มันมาปลุกปล้ำเสียอีก สำหรับเธอไม่เคยมองว่าตนเองหน้าตาสะสวยแต่คนย่านนี้ต่างบอกว่าแก้วกัลยาหน้าตาเหมือนแม่สมัยสาวๆ ด้วยใบหน้าเรียวรูปไข่ คิ้วเรียวบาง ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูระเรื่อ ดวงตาดูเรียวปลายตกลงทำให้ดูเศร้าแต่ก็ดูหวานน่ามอง จมูกโด่งรั้นบอกนิสัยเจ้าของกลายๆ แม้เคยได้เงินจากการประกวดเทพีหลายเวที แต่แก้วกัลยาเพียงต้องการเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเท่านั้น

“กูบอกให้เปิดประตูไงอีกแก้ว หรือมึงอยากให้กูพังบ้านเข้าไปกระทืบอีกรองมัน!

“มึงไสหัวไปเลยไอ้วัฒน์ กูไม่เปิด!”แก้วกัลยาตอกกลับอย่างเหลืออด

ปัง!

ได้ยินเสียงเท้าถีบประตู แก้วกัลยาสะดุ้งกอดแม่ไว้แน่น แต่ประตูไม่ได้ถูกทำลายโดยง่าย ได้ยินเสียงฮึดฮัดสักพักก็เงียบหายไป ทางด้านชัยวัฒน์คงออกห่างแล้ว หันมองแม่เห็นน้ำตาอาบ แก้วรีบประคองให้ลุกนั่งเก้าอี้

“แม่ไม่ต้องกลัว พรุ่งนี้เราจะไปจากที่นี่กันนะ”

คนเป็นแม่พยักหน้าช้าๆ แก้วกัลยาเร่งเก็บเสื้อผ้า ตอนแรกคิดจะเก็บเงินให้มากกว่านี้ แต่เพราะไม่มีทางเลือก จะให้แม่ทนรองมือรองเท้ามันทุกวันได้ยังไง ต้องหาทางหนีตายเอาดาบหน้า ดีกว่าเป็นเมียมันอีกคน

 

เสียงไก่ขันช่วงตีห้าอากาศค่อนข้างหนาวแก้วกัลยาหาเสื้อแขนยาวไหมพรมใส่ให้มารดา แล้วหยิบอีกตัวให้กับตนเอง ค่อยๆ แง้มประตูกวาดตามองรอบๆ ในมือถือขวดเหล้าที่พ่อเลี้ยงชอบกินเป็นประจำไว้แน่น

“อีแก้ว!”แก้วกัลยาอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เส้นผมถูกกระชากจนใบหน้าแหงนหงาย

“แก้ว!”กรองกาญจ์กรีดร้องเมื่อเห็นลูกโดนทำร้าย

เพียะ!

มือว่างอยู่ข้างหนึ่งฟาดลงบนใบหน้าแม่ แก้วกัลยาเลือดขึ้นหน้า เมื่อพบว่าใบหน้ามารดาแดงก่ำเลือดออกจากริมฝีปาก

เพล้ง!

ขวดเหล้าทำจากแก้วฟาดลงไปบนศีรษะเลือดไหลนองออกมาราวกับท่อประปาแตก แก้วกัลยาฉุดรั้งมารดาออกมาแล้วรีบเร่งไปที่ถนน บังเอิญพบลุงข้างบ้านกำลังขับรถส่งผักกะหล่ำปลี เขาตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวโบกไม้โบกมือ

“อ้าว แก้วจะไปไหนเหรอลูก”ลุกจวบเอ่ยถาม

“ลุง! แก้วขอติดรถไปด้วยสิ ไอ้วัฒน์มันตีแม่กับหนูอีกแล้ว”

“ไอ้เวรตะไลนั่น มันทำแบบนี้อีกแล้วเหรอ แล้วเอ็งจะไปไหนล่ะ”

“หนูจะเข้ากรุงเทพ ลุงไปที่ตลาดใช่ไหม!”เสียงหอบหายใจของหญิงสาวดังขึ้น กวาดตามองอย่างระแวดระวังเพราะกลัวพ่อเลี้ยงใจโฉดจะตามมา

“ใช่แก้ว รีบขึ้นมาเร็วๆ เข้า!

สองแม่ลูกรีบขึ้นนั่งกระบะหลัง จังหวะนั้นชัยวัฒน์ฟื้นจากอาการมึนงงวิ่งคลำศีรษะตามมาติดๆ

“อีแก้วมึงจะไปไหน!”ตะโกนลั่นวิ่งตามรถ คนขับรถเคลื่อนออกทันที

กรองกาญจ์สะอื้นไห้ เพราะเธอทำให้ลูกต้องตกที่นั่งลำบากไม่คิดว่าชัยวัฒน์จะกลับกลายจากหนุ่มใหญ่แสนดีเป็นไอ้ขี้เมาอาละวาดทุกเวลา พลอยทำให้ลูกต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนเพราะตัวเองไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก นึกถึงสามีที่เสียชีวิตไปแล้วละอายใจ

“แม่ขอโทษนะแก้ว...”คนเป็นแม่บอกเสียงเครือสั่น

“แม่จะขอโทษแก้วทำไม แม่ไม่ผิดคนผิดคือไอ้วัฒน์โน้น”

รถส่งผักจอดหน้าตลาดแก้วกัลยาประคองแม่ลงมา ก่อนยกมือไหว้ลุงจวบ

“ขอบคุณมากนะลุง”

“แล้วมีที่จะไปกันแล้วเหรอ”ลุงจวบเอ่ยถามสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“ก็ไม่มีหรอกค่ะลุง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ให้ไอ้วัฒน์มันกระทืบเอา”

ลุงจวบครุ่นคิดหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดออก กระดาษโน้ตเก่าดำจนไม่รู้รูปร่างชายกลางคนเพ่งมองแล้วส่งให้ แก้วกัลยารับมาสีหน้ามึนงง

“นี่เป็นที่อยู่ของอีจัน มันเป็นน้องสาวลุง นี่เบอร์โทรของมันเอ็งลองโทรหาดูนังแก้ว ตอนนี้มันเป็นคนใช้บ้านเจ้าสัวมีชื่อในกรุงเทพโน้น”ลุงจวบแนะนำ

“จริงเหรอลุง! ขอบคุณมากนะ”แก้วกัลยายิ้มกว้าง

“ไม่เป็นไรหรอก เห็นเอ็งตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วพ่อแกก็เป็นเพื่อนลุงมานาน”นึกถึงเพื่อนเก่าแล้วใจหายไม่น่าจากไปเร็ว

แก้วกัลยายกมือไหว้อีกครั้ง ก่อนจูงมือมารดามาที่ท่ารถเพื่อเข้ากรุงเทพ เงินในกระเป๋ามีอยู่สามพันบาทไม่รู้จะต่อชีวิตได้นานเท่าไหร่คงต้องหาทางโทรติดต่อกับป้าจันเสียก่อน หวังว่าคงมีทางรอดให้เธอ รถทัวร์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพราคาไม่เบาเลยทีเดียวแก้วกัลยาซื้อตั๋วพร้อมมารดาสองร่างก้าวขึ้นรถ

กรองกาญจ์ยกมือปาดน้ำตาลวกๆ เสียดายที่ดินผืนนั้นเหลือเกิน สามีเป็นคนสร้างมากับมือ ตอนนี้ติดจำนองไม่มีเงินไถ่ถอนคงทำได้แค่รอวันเจ้าหนี้มายึดเท่านั้น เวลาเกือบสิบปีที่อยู่กับไอ้เดนมนุษย์นั้นสูญเปล่า แถมยังต้องให้ลูกมาลำบาก แก้วกัลยาเหลือบมองมารดาเห็นน้ำตารีบกุมมือไว้แน่น ต่อจากวันนี้คือชีวิตใหม่แล้ว จะทำทุกอย่างเพื่อแม่

แปดโมงเช้ารถทัวร์จอดเทียบท่ารถหมอชิตหญิงสาวประคองมารดาลงมาจากรถ ถือโทรศัพท์กดเบอร์จากกระดาษเก่าดำเพื่อตามหาป้าจันทันที

“ฮัลโหลใครพูดคะ!”เสียงปลายสายตอบรับ

“ฮัลโหลป้าจันใช่ไหม!”แก้วกัลยาโพลงออกมา น้ำตารื้น

“ใช่ นั่นใครเหรอ”

“หนูชื่อแก้วค่ะ พอดีลุงจวบบอกให้โทรหาป้า”

“แก้วเหรอ ใช่แก้วลูกสาวอีกรองใช่ไหม!”จันถามเสียงสั่น

“ใช่จ้ะป้า”

“โอ้ย! ไปไงมาไงโทรมาหาป้าได้ล่ะแก้ว มีอะไรหรือเปล่า”

“คือว่า... ป้าจัน แก้วกับแม่ลงมากรุงเทพจ้ะ แต่เราสองคนยังไม่มีที่อยู่ป้าจันพอจะช่วยหนูหน่อยได้ไหม”รู้สึกไม่สบายใจแต่ทำยังไงได้ มองไปทางไหนก็มืดแปดด้านเมืองใหญ่แบบนี้

“ไม่มีงานทำกันใช่ไหม ลองมาสมัครที่บ้านเจ้านายป้าดูไหม ท่านใจดีตอนนี้กำลังรับแม่ครัวอยู่เลย!”จันแนะนำ

“จริงเหรอคะ!”ตื่นเต้นเมื่อได้ทราบข่าวดี

“เดี๋ยวป้าส่งที่อยู่ให้ในมือถือนะ แล้วแก้วขึ้นแท็กซี่มาก็ได้บอกเขาตามที่อยู่ที่ป้าส่งให้นะ”

“ได้จ้ะป้า”

วางสายจากจัน แก้วกัลยาหันมาทางมารดา สีหน้าแช่มชื่นอย่างน้อยค่ำคืนนี้คงมีที่นอน จูงมือแม่มายืนตรงทางเท้าสำหรับช่องทางรอรถแท็กซี่โบกมือบอกที่อยู่ตามแมสเสจที่ป้าจันส่งมาให้

“จันมันว่าไงบ้างแก้ว”กรองกาญจ์ถามบุตรสาวขณะนั่งในรถ

“ป้าจันบอกว่าที่บ้านเจ้านายเขากำลังรับแม่ครัวอยู่จ้ะ”

“งั้นก็ดีสิแก้ว”

เอื้อมกุมมือแม่ไว้น้ำตาคลอ ตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าตนเองจะไปไหน

“ต่อไปนี้เราไม่ต้องทนรองมือรองเท้าไอ้วัฒน์อีกแล้วนะแม่”

กรองกาญจ์น้ำตาคลอด้วยนึกว่าตนทำให้ลูกต้องลำบาก

“แม่ขอโทษนะ แม่จะไม่ทำให้แก้วลำบากอีกแล้ว”

“เลิกขอโทษแก้วเถอะแม่ ตอนนี้เราหลุดออกมาแล้ว ต่อไปเราคงเจอแต่เรื่องดีๆ”

รถจอดหน้าคฤหาสน์ใหญ่โต แก้วกัลยายืนมองความแล้วรู้สึกหวั่นใจ เฉกเช่นกับกรองกาญจน์ สองร่างนิ่งงันไม่กล้าแม้แต่จะกดกริ่งหน้าประตู จนกระทั่งได้ยินเสียงไม้กวาดกระทบพื้นอยู่ไม่ห่าง แก้วกัลยามองลอดช่องประตูเห็นหญิงกลางคนกำลังทำความสะอาดลานกว้างหน้าบ้าน

“ขอโทษนะคะ”แก้วกัลยาตะโกนออกไป

เธอชะงักมือชะเง้อมองหาต้นเสียง แล้วก้าวเดินมาหน้าประตู

“มีอะไรเหรอจ๊ะ”หญิงกลางคนถามแก้วกัลยาสีหน้างุนงง

“คือว่าฉันมาหาป้าจันน่ะจ้ะ”

“อ๋อ จันนะเหรอ มันอยู่ในครัวเป็นญาติมันเหรอ”

“ใช่จ้ะ พอดีโทรหาแต่ป้าจันไม่รับสายเลยจ้ะ”

“ป่านนี้มันคงจัดโต๊ะให้เจ้านายอยู่ เดี๋ยวฉันไปตามให้นะ รอตรงนี้ครู่เดี๋ยว”เธอวางไม้กวาด แล้วเร่งฝีเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน

แก้วกัลยาหันมองแม่แล้วยิ้ม ถ้าหากที่นี่รับคนเข้าทำงาน เธอกับแม่ก็คงรอดตายไม่ต้องทนทรมานอยู่ข้างถนน หนีรอดพอเลี้ยงชั่วมาได้เป็นบุญหนักหนา เธอจะไม่กลับไปเหยียบที่นั้นอีกจนกว่าจะได้ข่าวว่าไอ้ชัยมันตายจากโลกนี้ไปแล้ว

เกือบชั่วโมงสองแม่ลูกนั่งรอ ไม่นานสาวใช้ร่างท่วมเดินตรงมาหา แก้วกัลยาลุกยืนยกมือไหว้ พอเห็นหน้ากันจันยิ้มกว้างนึกดีใจเจอคนบ้านเดียวกัน

“กรอง ฉันเองไงจัน!”จันเรียกชื่อเพื่อนน้ำเสียงตื่นเต้น

กรองกาญจ์น้ำตาปริ่ม เมื่อเห็นหน้าเพื่อนเก่า ไม่เจอกันเกือบสิบปี แม้จะร่วงโรยตามเวลาแต่ยังมีเค้าโครงเดิมให้เห็น

“สบายดีไหมจัน”กรองกาญจ์ถามเสียงเครือ

“สบายดี เจ้านายที่นี่ใจดีมาก เอ็งสองคนเข้ามาก่อนสิจะพาไปแนะนำให้คุณใหญ่รู้จัก”

รั้วเหล็กอัลลอยด์ถูกเปิดออก สองแม่ลูกก้าวเข้าเขตรั้วบ้าน จันพาคนบ้านเดียวกันมาพบกับเจ้านาย แก้วกัลยากวาดตามองรอบๆ บ้านตึกสองชั้นหน้าบ้านบันไดหินอ่อน มีเสาทรงกลมขนาดสามคนโอบ ผ่านประตูไม้บานใหญ่เข้าสู่ด้านใน พื้นหินอ่อนสีโอรสขัดเงา ปีกซ้ายเป็นห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น ด้านขวาเป็นห้องทานอาหาร และห้องครัว

โถงกลางกว้างขวางมองเห็นบันไดไม้สักราวเหล็กสีทองหมุนวนอยู่ตรงหน้า ตู้โชว์ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบตั้งวางชิดผนัง มีเครื่องลายคราม แจกันจีนใบใหญ่ ปี่เซี้ยตั้งตระหง่านคู่กันชิดขอบบันไดชั้นสอง

“กรองกับแก้วมานี่ มารอที่ห้องนี้”จันนำสองคนมายังห้องนั่งเล่น

แก้วกัลยาและมารดานั่งพับเพียบกับพื้น ส่วนจันเดินหายออกไป คาดว่าคงตามเจ้านายมาพูดคุยเรื่องงาน คนเป็นลูกชำเลืองมองมารดาเห็นอาการประหม่าเลยกุมมือแม่ไว้เพื่อปลอบประโลม

“เขาจะรับเราไหมแก้ว”

“รับสิแม่ ถ้าเขาอยากได้แม่ครัวฝีมือดี”แก้วกัลยาอมยิ้ม แม่เธอทำอาหารอร่อยมากใครๆ ก็ชื่นชม เวลามีงานแต่ง งานบวชมันจ้างวาน หรือไม่ก็ร้องขอให้ช่วยงานอยู่เรื่อย

ครู่หนึ่งจันเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวร่างสูงโปร่ง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกางเกงยีนส์ขายาวสีซีด ใบหน้ารูปหัวใจ ดวงตาเล็กเรียว ผิวขาวอมชมพู ริมฝีปากหนาอวบอิ่ม แก้วกัลยาไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เธอช่างดูสวยสง่าจนน่าอิจฉา สาวแปลกหน้าคาดว่าน่าจะเป็นเจ้านายของป้าจันนั่งลงบนโซฟาสีครีมในห้อง แล้วยิ้มอ่อนโยนให้สองแม่ลูก

แก้วกัลยารับรู้ได้ถึงความใจดีผ่านสีหน้า เลยทำให้เธอเผลอยิ้มตอบรับ มันอุ่นใจและไม่กลัวเมื่ออยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้ เจ้านายบ้านนี้คงใจดีจริงๆ อย่างที่ป้าจันว่า

“ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ”น้ำเสียงหวานแผ่วเอ่ยถาม

“ชื่อแก้วค่ะ ส่วนนี้แม่ของแก้วเองชื่อกรอง”เธอตอบ

“มาจากที่ไหนกันล่ะนี่”

“มาจากเชียงใหม่ค่ะ”

“มันสองคนเป็นคนบ้านเดียวกับจันค่ะคุณใหญ่ เห็นว่าลงท่ารถทัวร์เมื่อเช้า”จันรีบบอก

คุณใหญ่พยักหน้าช้าๆ เข้าใจคำอธิบายของบ่าวในบ้าน เห็นหอบหิ้วกระเป๋ามาเช่นนี้ก็พอคาดการณ์ได้ว่าคงลงจากรถแล้วตรงมาที่นี่เลย

“อยากทำงานที่นี่เหรอ”

“ใช่ค่ะ แก้วกับแม่ไม่มีที่ไปที่ไหนเลยค่ะ นอกจากที่นี่”แก้วกัลยาหลุบตามองพื้น ข่มน้ำตาตนเองเอาไว้เมื่อนึกถึงเหตุผลที่หนีออกมา

อังศนากวาดตามองสำรวจใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า แก้วกัลยาผิวพรรณนวลผ่อง ริมฝีปากบางอมชมพู คิ้วโก่งได้รูป หน้าตาสะสวยจนสามารถจับแต่งเป็นนางเอกละครได้อย่างสบาย พอพิศมองอีกครั้งเห็นริมฝีปากมีรอยเขียวช้ำ ตามเนื้อตัวเช่นกัน เพราะผิวขาวมากเลยเห็นรอยแผลปรากฏง่ายมาก

“ฉันขอเรียกเธอว่าแก้วก็แล้วกันนะ”

“ค่ะ”

“แผลที่ตัวโดนอะไรมาหรือแก้ว”คุณใหญ่ถามสีหน้าเคร่งเครียด

คนถูกถามชะงักครู่หนึ่ง น้ำตาเริ่มเอ่อ ไม่อยากเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากเพื่อเรียกคะแนนสงสาร แต่หากปิดบังคงไม่ได้ทำงานที่นี่ คุณใหญ่คงมองออกในเรื่องนี้

“คือ... แก้วพาแม่หนีพ่อเลี้ยงมาค่ะ” เว้นช่วงกลั้นน้ำตาเอาไว้ “พ่อเลี้ยงทุบตีแม่ของแก้วทุกวัน ขโมยเงินที่แก้วหามากับแม่เพื่อเล่นการพนัน เมามาที่ไรก็เห็นแม่แก้วเป็นกระสอบทราย แก้วทนไม่ไหวเลยพาแม่หนีมาค่ะ”เธอตอบทั้งน้ำตา

กรองกาญจ์กอดลูกสะอื้น เพราะเห็นผิดเป็นชอบทำให้ลูกต้องลำบากอดทนกับสามีใจโฉด โชคดีที่เอาตัวรอดมาได้ไม่เช่นนั้นคงต้องกลายเป็นเมียมันอีกคน เธอเองคงทำใจไม่ได้

ฟังเรื่องราวสองแม่ลูกทำให้คุณใหญ่เห็นใจ หากแก้วไม่พาแม่หนีมาคงแย่ เธอเองรู้สึกถูกชะตากับสองคนนี้มาก คงรับไว้ได้ เห็นว่ากรองกาญจ์ทำอาหารเก่ง

“ฉันรับสองคนไว้ก็ได้ กรองทำครัวเป็นใช่ไหม”คุณใหญ่เอ่ยถาม น้ำเสียงอ่อนโยน

“ทำเป็นจ้ะ ฉันทำได้”

แก้วกัลยายกมือพนมไหว้ รู้สึกขอบคุณความมีน้ำใจของนายบ้านนี้ เธอทั้งสวยสง่าแถมยังมีเมตตา

“ขอบคุณมากเลยนะคะ แก้วจะขยันทำงานให้ดีที่สุดเลยค่ะ”

“จ้า” คุณใหญ่หันมองไปทางจันก่อนสั่งงาน “จันพาสองคนไปหาห้องพักซะก่อน พรุ่งนี้จะได้เริ่มงาน”

“ค่ะคุณใหญ่”

จันลุกยืนกวักมือเรียกคนบ้านเดียวกัน แก้วกัลยาและแม่ยกมือไหว้คุณใหญ่อีกครั้งแล้วเดินตามป้าจันไปยังที่พัก สองแม่ลูกเดินผ่านสวนหย่อมด้านหลัง มาจนถึงเรือนพักของบ่าวไพร่โดยเฉพาะ

“อยู่ห้องนี้ก็แล้วกันนะ”จันบอกขณะเปิดประตูห้องนอน

“ขอบใจมากจ้ะป้าจัน”

“ไม่เป็นไรหรอก คนบ้านเดียวกัน”

ลูกจูงมือแม่เข้าในห้องเพื่อจัดเสื้อผ้า จันมาพูดคุยด้วยพักหนึ่งจึงออกทำงานต่อ แก้วกัลยาระบายยิ้มด้วยความยินดี ค่ำคืนนี้ไม่ต้องทนเสียเงินเช่าโรงแรมแถมยังได้งานพ่วงด้วย โชคเข้าข้างแล้ว ต่อไปนี้จะทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณคุณใหญ่ รวมถึงเจ้านายทุกคนของบ้านหลังนี้

 

หกโมงเช่าบ่าวไพร่ในบ้านลุกจากที่นอน กรองกาญจ์ตามจันเข้าห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้าให้กับเจ้านาย เมนูคือข้าวต้มทะเล แก้วกัลยาแยกไปทำความสะอาดแทน

“แล้วมื้อกลางวันเราต้องทำหรือเปล่า?”กรองกาญจ์ถามจันขณะคนข้าวต้มอยู่

“ทำสิ แต่ว่าไม่ต้องมาก มีแค่เจ้าสัวเหลียงทานคนเดียว คุณใหญ่ไปโรงสี”

“แล้วนายที่บ้านมีกี่คนจัน”

“มีสองคนเท่านั้นแหละ”

กรองกาญจ์หันมองสีหน้าแปลกใจ ที่นี่มีคนสวนสองคน แม่ครัวอีกสอง และทำความสะอาดอีกสาม คนขับรถหนึ่งคน ความจริงบ่าวไพร่ดูเกินความจำเป็นหากว่ามีเจ้านายเพียงสองคนเท่านั้น

“บ่าวไพร่ในบ้านเยอะจังเลย มีนายแค่สองคนเอง”เธอบ่นกับเพื่อน

“ก็คนรวยล่ะนะ ทำอะไรไม่น่าเกลียดหรอก”

“ก็จริง”กรองกาญจ์เห็นด้วยกับคำพูดนี้

จันถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อนึกถึงความหลังครั้งอดีตเกี่ยวกับบ้านหลังนี้

“เมื่อก่อนเจ้านายที่บ้านมีมากกว่านี้ แต่มันเกิดเรื่องซะก่อน”จันบ่นสีหน้าหมองลง

คนฟังนิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยถาม แต่ใจหนึ่งกลับอยากรู้เรื่องราวเหมือนกัน เห็นบ้านเงียบเหงาขนาดนี้

“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ”

“บอกไม่ได้หรอกกรอง เรื่องของเจ้านายเค้า ฉันเองก็รู้อะไรไม่มากนักหรอก” เว้นระยะหายใจ แล้วนึกถึงใบหน้าเจ้านายอีกคน “เสียดายที่แกไม่ได้เห็นคุณธัญ”

กรองกาญจ์อ้าปากจะถามต่อ

“สายแล้วๆ รีบไปจัดโต๊ะเถอะ เดี๋ยวคุณใหญ่กับเจ้าสัวจะลงมาแล้ว!”จันเร่ง

แม่ครัวนำอาหารออกมาตั้งบนโต๊ะ จัดดอกไม้ถ้วยและช้อนวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แก้วกัลยาสาวเท้าออกมาจากหลังบ้านหลังจากกวาดสวนช่วยลุงมีชัยเรียบร้อยแล้ว ร่างบางรีบมาช่วยแม่ในครัว

“แก้วเห็นนังนิ่มไหม มันต้องไปพาเจ้าสัวลงมาทานข้าว แล้วมันหายไปไหนไม่เห็นแต่เช้า!”จันถาม พลางชะเง้อมองหาสาวใช้อีกคน

“น้าคุณที่อยู่ห้องติดกับแก้วใช่ไหม?”

“ใช่ๆ เห็นมันบ้างไหม”

“เห็นจ้ะป้า แต่เมื่อเช้าน้าบอกว่าไม่ค่อยสบาย เห็นลุกมากินยาแล้วนอนต่อ”แก้วกัลยาตอบสีหน้างงๆ

จันเกาหัวหงุดหงิด ไม่สบายไม่บอกตั้งแต่เช้า แบบนี้ไม่มีใครคอยดูแลเจ้าสัวเหลียงกันพอดี

“แก้ว งั้นป้าวานไปพาเจ้าสัวมาที่โต๊ะอาหารหน่อย”

แก้วกัลยายืนงง เจ้าสัวเหลียงคือใครเธอยังไม่เคยพบหน้ามาก่อน แล้วจะให้ไปพามาทานอาหารได้ยังไงกัน จันเห็นท่าทีสาวใช้คนใหม่เลยไขข้อข้องใจเสียก่อน

“เจ้าสัวอยู่ห้องหนังสือ เดินขึ้นชั้นสองเลี้ยวซ้ายห้องที่สาม ท่านนอนอยู่บนโซฟาริมหน้าต่างขวามือ แก้วหยิบไม้เท้าส่งให้แล้วพยุงท่านลงมา เจ้าสัวอายุมากแล้วเดินเหินไม่ค่อยไหวเลยต้องให้มีคนดูแล ปกตินังนิ่มมันจะคอยปรนนิบัติ ไม่สบายก็ไม่บอก!

“จ้ะป้า เดี๋ยวหนูจะพาท่านมาเอง”

ร่างบางสาวเท้าขึ้นชั้นสอง เลี้ยวซ้ายตามคำบอกของป้าจัน หยุดยืนหน้าห้องที่สาม

ก๊อก! ก๊อก!

เคาะประตูแล้วเปิดออก มองเข้าด้านใน เห็นชั้นหนังสือมากมาย กวาดสายตามองหาเจ้าสัวเห็นท่านนอนอ่านหนังสืออยู่ ร่างบางค่อยๆ ก้าวเข้าใกล้แล้วนั่งคุกเข่าตรงหน้า ชำเลืองมองชายชราอายุอานามราวๆ หกสิบกว่าๆ ได้ ผมสีดอกเลา ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ทว่าท่าทางท่านกลับดูใจดี เมื่อสบตากันเห็นรอยยิ้มส่งมา

“อ้าว นังนิ่มมันไปไหนเสียล่ะ”เจ้าสัวเอ่ยถาม ขณะลุกนั่ง

“น้านิ่มไม่สบายค่ะ”

เจ้าสัวขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันมาพิจารณาสาวน้อยแรกรุ่น

“แล้ว... มาใหม่เหรอเราน่ะ”

“ใช่ค่ะ เพิ่งเริ่มงานวันนี้วันแรก”เธอรู้สึกหวั่นใจพิกล

“ชื่ออะไรล่ะ”

“ชื่อแก้วค่ะ แก้วกัลยา”

ชายชรายิ้มน้อยๆ แววตาเอ็นดู หน้าตาหมดจด ผิวพรรณดูนวลผ่อง เจริญหูเจริญตาที่ได้ชม

“ชื่อเพราะดีนะ” เจ้าสัวมองหาไม้เท้าแล้วชี้นิ้ว “หยิบไม้เท้าให้หน่อย มาตามไปกินข้าวใช่ไหม”

“ค่ะ”

แก้วกัลยารีบหยิบไม้เท้าส่งให้ แล้วช่วยพยุงเจ้าสัวลงชั้นล่าง เธอรู้สึกเหมือนดูแลคุณตาที่บ้าน มันคุ้นชินและมีความอุ่นใจที่ได้ทำแบบนี้

พยุงเจ้าสัวนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมสีน้ำตาล ซึ่งคุณใหญ่ลงมาก่อนหน้าแล้ว ข้าวต้มถูกตักใส่ชามโดยมีป้าจันและแม่ค่อยดูแล แก้วกัลยาเลยเดินเลี่ยงยืนห่างออกมา

“อาใหญ่ ลื้อโทรหาอาเล็กบ้างหรือเปล่า”เสียงเจ้าสัวบอก คุณใหญ่ชะงักมือตักข้าวต้มเล็กน้อยแล้วช้อนตามองบิดา

“ใหญ่โทรหาประจำแหละป๊า เล็กมันสบายดีป๊าไม่ต้องห่วง”

คนเป็นพ่อนิ่งเงียบแววตาเศร้าหมอง เกือบแปดปีลูกไม่เคยกลับมาหาเขาเลย พ่อก็แก่เฒ่าลงทุกวัน หากมีวันหนึ่งร่างกายทรุดลงจากไปโดยไม่ทันล่ำลามันจะเสียใจไหม เจ้าสัวครุ่นคิดแล้วน้ำตามันพาลจะไหลออกมา

“ก็ดีแล้ว อั้วแค่อยากให้มันกลับมาบ้านบ้าง มันหายไปนานมากแล้ว อยากให้มันมาเห็นหน้าป๊าก่อนตายก็ยังดี”เสียงเครือแผ่วบอกกล่าว บุตรสาวสะท้อนใจ

“เดี๋ยวเล็กก็กลับมาป๊าเชื่อสิ”คุณใหญ่พยายามปลอบใจ

“อืม”

ตักข้าวต้มใส่ปากอย่างฝืดคอ วันนี้รู้สึกอาหารไม่มีรสชาติเอาเสียเลย เห็นหน้าบิดาแล้วเศร้าใจ เมื่อไหร่น้องชายตัวดีจะยอมรับความจริงได้เสียที

“แล้วที่โรงสีเป็นยังไงบ้าง”เจ้าสัวเหลียงถาม เพื่อทำลายความอึดอัด

“ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้กำลังติดต่อกับประเทศเกาหลีอยู่ค่ะเรื่องส่งออกข้าว”

“อืม ขอบใจมากอาใหญ่ ถ้าอาเล็กมาป๊าจะให้ไปช่วยงานที่โรงสี”คนเป็นพ่อหมายมั่น

“เล็กคงไม่ทำหรอกค่ะพ่อ”

“อย่าเพิ่งเถียงพ่อเลยน่าอาใหญ่ รอให้อาเล็กกลับมาก่อนก็แล้วกัน”

สองพ่อลูกเลยทานอาหารอย่างเงียบเชียบ แก้วกัลยามองดูแล้วรู้สึกหนักใจ ไม่คิดว่าเรื่องพูดคุยบนโต๊ะอาหารจะมีแต่เรื่องของคนที่ชื่อเล็ก เหมือนเขาจะเป็นลูกชายของเจ้าสัว ท่าทางท่านจะรักลูกคนนี้มากเสียด้วย เป็นคนยังไงกันนะคุณเล็ก

 

เจ้าสัวเหลียงเงยหน้าจากหนังสือมองดูผู้มาเยือน เห็นสาวใช้คนใหม่กำลังจ้องมองสีหน้าตื่นตระหนก ชายชราเลยส่งยิ้มให้เพื่อผ่อนคลายความกังวล

“มาทำอะไรหรือ อาแก้ว?”เจ้าสัวเอ่ยถาม

“แก้วมาทำความสะอาดค่ะ นึกว่านายท่านยังไม่ตื่นนอนเลยเข้ามา”แก้วกัลยารีบอธิบาย

“อั้วนอนไม่หลับเลยมาหาหนังสืออ่านเสียหน่อยเผื่อมันจะง่วงขึ้นมาบ้าง”

แก้วกัลยามองดูสีหน้าเจ้านาย เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเซียวมีแววกังวลในดวงตา

“อาแก้ว...”เจ้าสัวเอ่ยเรียกอีกครั้ง แก้วกัลยาหยุดนิ่งตั้งใจฟัง “ลื้อได้เรียนหนังสือหรือเปล่า”

“เรียนค่ะ”

“จบชั้นอะไรมาล่ะ”

“จบ ปวส. ค่ะ”

“แล้วทำไมไม่เรียนให้จบปริญญาเล่าอาแก้ว น่าเสียดายออก”เจ้าสัวออกความเห็น

“แก้วไม่มีเงินเรียนแล้วค่ะ”เธอตอบตามตรง เพราะพ่อเลี้ยงมัวแต่เอาเงินกินเหล้าแม่ก็มาป่วย ต้องหาค่ารักษากันจนเธอไม่สามารถต่อมหาวิทยาลัยได้

เจ้าสัวครุ่นคิดนึกเสียดาย มองหน้าแก้วกัลยาแล้วรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา

“ลื้ออายุเท่าไหร่แล้ว”

“อายุยี่สองค่ะ”

“อยากเรียนต่อไหมอาแก้ว อั้วจะส่งให้เรียน”

แก้วกัลยาชะงักมองเจ้าสัวดวงตาทอประกาย สิ่งที่ท่านพูดมาจริงหรือเปล่า จะส่งเธอเรียนหนังสือ

“จริงเหรอคะ!”ถามย้ำเพื่อความชัดเจน ใจเธอกำลังเต้นระรัว

“จริงสิ ถ้าลื้อมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากจะเรียน อั้วจะส่งให้เรียน”

“แก้วอยากเรียนค่ะ!”หญิงสาวรีบตอบรับเสียงสั่น

เจ้าสัวพยักหน้าแล้วยิ้มอ่อนโยน เปิดหนังสืออ่านต่อ ด้วยวัยหกสิบห้าจำต้องเพ่งมอง ความจริงอยากมีคนอ่านหนังสือให้ฟัง แต่ทว่าสาวใช้บ้านนี้กลับไม่มีใครรู้หนังสือ อย่างมากก็จบประถมเจอคำศัพท์ยากๆ ในหนังสือจำพวกสามก๊กพากันติดอ่างอ่านไม่ออกเสียทุกที

“อาแก้ว...”เจ้าสัวเรียกชื่อไว้เสียก่อน

“คะ”แก้วกัลยาหันกลับมา

“ลื้ออ่านหนังสือพวกนี้ได้ไหม”เจ้าสัวยื่นหนังสือให้ แก้วกัลยารับมาแล้วลองเปิดอ่าน มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับบทประพันธ์แปลของจีน อย่างเช่นสามก๊ก ขงจื้อ ซึ่งเธอก็ชอบอ่านอยู่เหมือนกัน

“อ่านได้ค่ะ แก้วก็ชอบหนังสือแนวนี้เหมือนกันค่ะ”

“งั้นลื้ออ่านให้อั้วฟังหน่อย”

เธอนั่งลงกับพื้นแล้วอ่าน เสียงหวานอ่านไล่ทุกตัวอักษร เว้นวรรค และออกเสียงอย่างชัดเจน คนฟังถึงกับเคลิ้มหลับตา เกือบหนึ่งชั่วโมงแก้วกัลยาทำหน้าที่กล่องเสียง ก่อนเจ้าสัวจะยกมือให้พอแม้อยากฟังต่อก็ตาม

“พอแล้ววันนี้อาแก้ว”

“ค่ะเจ้าสัว”

แก้วกัลยาปิดหนังสือลงแล้วลุกยืน เพื่อทำหน้าที่ต่อ

“อาแก้ว ต่อไปนี้ลื้อมาดูแลอั้วแทนอานิ่มแล้วกัน อานิ่มอ่านหนังสือไม่ได้อั้วอยากให้ลื้อมาอ่านหนังสือให้อั้วฟัง”

“ได้ค่ะ”เธอรับคำ

“หนังสือในห้องนี้ ลื้อหยิบไปอ่านได้เลยนะอั้วอนุญาต อั้วชอบคนใฝ่เรียน”เจ้าสัวยิ้มกว้าง

“ขอบคุณนะคะ”เธอยกมือไหว้ปลื้มใจในความใจดีของเจ้าสัวเหลียง

เจ้าสัวเหลียงหยิบไม้เท้าตั้งใจลุกยืน แก้วกัลยารีบทำหน้าที่ด้วยการพยุงท่าน ชายชราก้าวลงมาจากชั้นบนเพื่อมายังห้องอาหาร ซึ่งตอนนี้ตั้งโต๊ะตระเตรียมไว้เรียบร้อย สักพักคุณใหญ่ตามมาอีกคน

ประมุขแห่งสิทธิภาคย์นั่งลงบนเก้าอี้ โดยมีบุตรสาวอยู่ฝั่งตรงข้าม เช้านี้เป็นโจ๊กหมูเพราะเจ้าสัวกระเพาะไม่ดีเลยต้องทำอาหารอ่อนๆ ส่วนคุณใหญ่แม่ครัวเตรียมเบคอน ไข่ดาว และขนมปังทาเนยไว้ให้เรียบร้อย

“ป๊าวันนี้นิ่มไม่มาดูแลเหรอ?”หญิงสาวเอ่ยถาม เพราะแปลกใจที่เห็นสาวใช้คนใหม่ดูแลบิดา

“อั้วไม่เอาอานิ่มแล้ว จะให้อาแก้วดูแลแทน อาแก้วอีอ่านหนังสือได้ อั้วชอบ”

“ตามใจป๊าแล้วกัน”

จบมื้อเช้าคุณใหญ่เดินทางไปทำงาน เจ้าสัวเหลียงต้องการพักผ่อนห้องหนังสือ แก้วกัลยาจึงพาท่านขึ้นไปส่งแล้วกลับเข้าครัวเพื่อมาหามารดา กรองกาญจ์มองบุตรสาวแล้วถอนใจกลัวสาวใช้คนอื่นตำหนิเรื่องที่ลูกมาแย่งหน้าที่

“ฉันขอโทษนะนิ่มที่นังแก้วมันดันแย่งหน้าที่เสียได้!

“ไม่เป็นไร ดีเสียอีก ฉันเองก็ดูแลเจ้าสัวไม่ค่อยเก่ง ท่านอยากให้อ่านหนังสือแต่ฉันก็ทำไม่ได้สักที”นิ่มบอกแล้วยิ้มพรายมาโอบไหล่แก้วไว้ “ดูแลเจ้าสัวดีๆ ล่ะแก้ว”

“ให้แก้วมันดูแลน่ะดีแล้วกรอง นังนิ่มมันไม่ชอบดูแลคนแก่หรอก นังนี่มันถนัดใช้แรงงานแบกหามโน้น!”จันสมทบแล้วหัวเราะร่า

สาวใช้ต่างพากันหัวเราะแล้วหันมาทำงานเหมือนเดิม แก้วกัลยาเลยฉวยโอกาสจูงมือมารดาออกมาด้านนอก

“มีอะไรแก้ว”

“แม่ เจ้าสัวบอกว่าจะส่งแก้วเรียนมหาลัย”แก้วกัลยาบอก น้ำตาคลอ

“จริงเหรอ!”กรองกาญจ์ตื่นเต้นเมื่อฟังเรื่องเล่าจากบุตรสาว

“จริงจ้ะแม่”

“แบบนี้ก็ดีสิ ต้องตั้งใจเรียนรู้ไหม เจ้าสัวท่านอุตส่าห์ส่งเสีย”

“จ้ะแม่ แก้วจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด”เธอรับปากแววตามุ่งมั่น

 

อังศนามองโทรศัพท์มือถือแล้วเม้มริมฝีปากชั่งใจพักใหญ่ ใคร่ครวญหลายครั้งควรติดต่อน้องชายดีหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่โทรหามักจะทะเลาะกันตลอด กลัวอดใจไม่ได้ต่อว่าอีก ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อไหร่น้องชายจะลืมเรื่องในอดีตเสียที

ตัดสินใจกดเบอร์ทางไกล ปลายสายไม่รู้จะรับหรือไม่แต่เห็นแววตาพ่อแล้วอดสงสารไม่ได้ อายุอานามท่านไม่ใช่น้อยแล้วไม่รู้จะอยู่อีกนานเท่าไหร่

“ฮัลโหล”เสียงปลายสายรับแล้ว

“เล็กใช่ไหม”พี่สาวเสียงแผ่วถาม

ปลายสายเงียบลงราวหนึ่งนาที มันเป็นความสงบที่ยาวนานมากเหลือเกิน

“พี่ใหญ่เหรอ?”

“ใช่ พี่เอง”

“โทรมาทำไมครับ”

“พี่อยากให้เล็กกลับบ้าน มาดูพ่อหน่อยไม่ได้เหรอ”คนเป็นพี่อ้อนวอนเสียงสั่น

“พ่อก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ”

คำพูดน้องทำให้เธอหยุดชะงัก อังศนาน้ำตารื้น ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ เธออยากให้น้องกลับมามากเหลือเกิน

“แล้วเล็กคิดว่าพ่อจะอยู่กับเราไปตลอดเหรอ พ่อแก่มากแล้วนะ เล็กจะไม่กลับมาดูแลท่านบ้างเลยหรือไง”อังศนาใช้เหตุผล

ธัญจกรกัดริมฝีปากน้ำตาคลอ ไม่อยากลับไป อยากลืมเรื่องในอดีตแต่ทำไมพ่อยังยืนยันจะอยู่บ้านหลังนั้น

“ผมขอคิดดูก่อนครับพี่ใหญ่”เขาตอบแล้วตัดสายทันที

อัศนาถอนใจหนัก ทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมด เหตุการณ์เลวร้ายในอดีตครั้งนั้นทำให้น้องชายเดินทางไกลไม่หวลกลับมาอีกเลย ยิ่งคิดยิงเจ็บในอก

 

๑ ปีผ่านไป...

ร่างเพรียวระหงส์สาวเท้าลงจากชั้นบนหลังจากอ่านหนังสือให้เจ้าสัวฟังก่อนเข้านอน ปีสุดท้ายแห่งการศึกษาทำให้แก้วกัลยาต้องทำวิทยานิพนธ์ พ่วงด้วยการฝึกงานตบท้าย เธอก้าวเข้าห้องจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัย เก้าโมงเช้ารถเมล์จอดหน้ารั้ว นักศึกษาก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันเวลานัดหมายกับเพื่อน

แก้วกัลยาถึงซุ้มคณะเธอรีบวางหนังสือ แล้วนั่งลงตรงข้ามกับเพื่อนในกลุ่ม วันนี้นัดกันมาเพื่อทำวิทยานิพนธ์และแลกเปลี่ยนความคิด

“แก้ววิทยานิพนธ์ใกล้เสร็จยัง อาจารย์ให้ส่งเดือนหน้านี่”นัฐนรินเพื่อนสาวเอ่ยถาม

คนถูกถามช้อนตามอง เพื่อนเธอเป็นสาวหมวย รูปร่างดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวล ส่วนสูงราวร้อยห้าสิบเจ็ด มีเชื้อสายจีน ผิวขาวดวงตาเรียวเล็ก ใบหน้ากลม ผมยาวตรง แก้มยุ่ยดูแล้วน่ารักไม่หยอก นักศึกษาหนุ่มหลายคนพากันแจกขนมจีบและดูเหมือนว่าเพื่อนเธอจะเล่นด้วยเสียทุกคน บ้างครั้งแก้วกัลยาเลยนึกห่วงเห็นข่าวตามทีวีออกเกี่ยวกับการทำร้ายเพราะอกหัก กลัวเพื่อนจะโดนเช่นนั้นบ้าง

“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ เหลืออีกนิดหน่อย”แก้วกัลยาตอบคำถาม

“เราเหลืออีกตั้งเยอะเลย”

“ถ้าหยุดเที่ยวมันก็เหลือน้อยเองแหละริน”เสียงสินภพประชด

สินภพเป็นเพื่อนชายในกลุ่ม หนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้งเพราะเป็นคนใต้ ดวงตาคมกริบ คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน หน้าออกไปทางแขก สาวๆ มักมองว่าเขาหล่อคมคาย แต่ฝีปากอาจหาใครเทียบไม่ได้เลย ยิ่งมาประจันหน้ากับนัฐนรินเข้าแล้วล่ะก็เป็นต้องทะเลาะกันเสียทุกที

“อย่ามาเสือกได้ไหมไอ้สิน!”นัฐนรินปรายตามองแล้วเบ้ปาก

“ไม่ได้เสือกแค่อยากเตือน ทุกวันนี้เธอก็เกาะแก้วเพื่อจะเรียนจบไม่ใช่เหรอ ใครก็ดูออก”สินภพไม่วายแขวะ

“ปากหมาเกินไปแล้วนะไอ้สินภพ ฉันไปเกาะแก้วตอนไหน พูดให้มันดีๆ!

“ก็ตอนนี้ไง พูดเรื่องวิทยานิพนธ์จะให้แก้วทำให้อีกล่ะสิท่า”

“แล้วฉันบอกเหรอว่าให้แก้วทำ แค่ถามเท่านั้นเองทำไมแกต้องมาใส่ร้ายไอ้สินภพ ไอ้ปากสกปรก!”นัฐนรินยังไม่ยอมลดละ

แก้วกัลยารีบยกมือห้ามทับเมื่อเห็นว่าเรื่องราวชักลุกลามใหญ่โต เธอไม่อยากให้เพื่อนสนิทสองคนต้องมาทะเลาะกันกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย

“พอแล้ว จะทะเลาะกันทำไม!

“ปากฉันคงไม่สกปรกเท่าเธอหรอกริน เพราะปากเธอมันเอาไปดูดกับผู้ชายมาเท่าไหร่แล้ว”

“กรี๊ด!” มือหยิบข้าวของบนโต๊ะขวางใส่คนปากเสีย สินภพรีบหลบเป็นพัลวัน “แกตายซะเถอะ!

“พอได้แล้ว หยุดเดี๋ยวนี้เลย ถ้าไม่หยุดแก้วจะไม่ช่วยติวให้อีกแล้ว!”แก้วกัลยาตะโกนลั่น สงครามย่อมๆ จึงหยุดลง นัฐนรินสะบัดใบหน้าหนีเพื่อนชายนิสัยเสียด้วยความเดือดดาล

แก้วกัลยาหันมาเปิดหนังสือเพื่ออ่าน ทั้งใกล้สอบแล้วยังพ่วงด้วยการทำวิทยานิพนธ์ รวมทั้งหาสถานที่ฝึกงานอีก คงทำให้นักศึกษาใกล้จบวุ่นวายกันน่าดู

“แก้วเราขอโทษนะ”สินภพบอก ขณะมองเพื่อนสาวแววตาเว้าวอน

คนฟังถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วหยิบปากกาขึ้นมา

“ติวกันเถอะ”สามคนเลยเปิดหนังสือ โดยให้ว่าที่นักศึกษาจบใหม่เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเป็นคนติวให้

จบคาบช่วงเย็นแก้วกัลยายกนาฬิกาข้อมือดูเวลา เกือบห้าโมงเย็นแล้วต้องกลับไปอ่านหนังสือให้เจ้าสัวฟัง แล้วรายงานเรื่องการเรียนอีก เธอรวบหนังสือแล้วสะพายกระเป๋าก้าวออกมาจากห้องพร้อมเพื่อนสองคน นักศึกษาชายต่างคณะหน้าตาหล่อคมก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า

สามคนชะงักเท้า แก้วกัลยาขมวดคิ้วมองสีหน้าแปลกใจ หรือชายคนนี้จะมาจีบเพื่อนเธออีกแล้ว จูงมือสินภพเพื่อออกจากห้องแต่นักศึกษาคนดังกล่าวกลับมาดักหน้าเธอไว้

“ขอโทษนะครับ พอดีผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วย”

“คุยกับฉันเหรอคะ”แก้วกัลยาถามไม่แน่ใจเท่าใดนัก

“ใช่ครับ”

คนถูกชวนยิ้มแห้งๆ แล้วมองเพื่อน เธอไม่อยากยุ่งวุ่นวายในเวลานี้เลย ที่บ้านยังมีงานให้ทำอีกมากเสียด้วย

“เอ่อ ขอโทษนะคะแต่ว่าเย็นนี้ฉันไม่ว่าง ขอตัวก่อนค่ะ”แก้วกัลยาบอกปัดแล้วเดินเลี่ยงออกมา

“เดี๋ยวก่อนครับ”

นักศึกษาคนเดิมมาดักหน้าเอาไว้อีกครั้ง สินภพและนัฐนรินจ้องมองสีหน้าไม่สู้ดีกลัวจะมีเรื่องมีราว

“คุยกับผมครู่เดียว”

แก้วกัลยาถอนใจ หากเธอไม่ยินยอมเขาคงไม่รามือ

“ก็ได้ค่ะ”

สองคนเดินเลี่ยงออกมายืนด้านนอกช่วงซอกตึก แก้วกัลยาเม้มริมฝีปาก ไม่ค่อยอยากออกมาแบบนี้สักเท่าไหร่ กลัวคำพูดจากปากนักศึกษาชายเหล่านี้ เพราะรู้ว่ามันคืออะไร ก่อนหน้าก็เคยเป็นแบบนี้มาตลอด ซึ่งเธอปฏิเสธหมดจนได้ฉายาว่าเจ้าหญิงน้ำแข็ง หากคนรู้ฐานะทางสังคมแท้จริงคงไม่เรียกเธอว่าเจ้าหญิงหรอก

“มีอะไรก็ว่ามาค่ะ”

“เราชอบเธอน่ะ”

คนฟังชะงัก คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ แล้วก็จริงดั่งคาด

“ขอโทษนะ เราไม่คิดจะคบใคร”แก้วกัลยาตัดบททันที

“ไม่ลองพิจารณาหน่อยเหรอ”

“ไม่ล่ะค่ะ”

“เราเป็นเดือนคณะเลยนะ หน้าตาไม่ได้ขี้เหร่ ทำไมเธอถึงไม่ชอบเลยล่ะแก้ว!

“ตอนนี้ไม่อยากคบใครน่ะ เรายังไม่คิดเรื่องพวกนี้เลย”เธอพยายามอธิบาย ในหัวตอนนี้อยากเรียนให้ดีที่สุดให้สมกับที่เจ้าสัวส่งเสีย

“เธอไม่คิดจะคบใครเลยเหรอแก้ว”

“ใช่ เราไม่คิดจะคบใครทั้งนั้นล่ะ”

“ตกลงเราเข้าใจ ยังไงก็ลองพิจารณาสักหน่อยก็แล้วกัน วันนี้ขอบคุณที่รับฟัง”หนุ่มนักศึกษายอมถอยในที่สุด

เพื่อนสนิทก้าวเข้ามายืนเคียง มองดูหนุ่มนักศึกษาเมื่อครู่หันหลังเดินจากไป นัฐนรินโอบเอวเพื่อนสาวแล้วหัวเราะเบาๆ

“ทำไมไม่ลองคบหน่อยล่ะแก้วหน้าตาก็ดีออก”นัฐนรินแนะ

“คบไม่ได้หรอกริน แก้วไม่ได้ชอบผู้ชายคนนั้นสักหน่อย”

“ไม่ชอบก็คบได้ หล่อๆ แบบนั้น สาวๆ ในมหาลัยคงอิจฉา”

“ไม่คบหรอกริน แก้วไม่อยากคบใครน่ะ ผู้ชายไม่มีก็ไม่ตาย”แก้วกัลยาตัดบท

“แก้วไม่เหมือนเธอหรอกริน อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน”สินภพไม่วายแขวะอีกครั้ง

“นี่ไอ้สิน แกจะหาเรื่องอีกแล้วใช่ไหม!

“เอาอีกแล้วนะสองคน ทะเลาะกันอีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องมาคุยกันแล้ว!”คนกลางต่อว่าแล้วสะบัดหน้าหนี

สองเพื่อนเลยพากับมาเกาะแขน แล้วมองหน้าเขม่นกันครู่หนึ่งจึงพากันเดินออกไปยังลานจอดรถ สินภพและนัฐนรินต่างมีรถด้วยกันทั้งคู่

“รินขับรถดีๆ นะ”แก้วกัลยาบอก ขณะที่นัฐนรินกำลังถอยรถออก

หญิงสาวเปิดกระจกรถแล้วโบกมือให้เพื่อน

“กลับก่อนนะแก้ว”บอกลาแล้วเหยียบคันเร่งเคลื่อนรถออกจากมหาวิทยาลัย

สินภพถอยรถตัวเองออกมา แล้วหยุดรอเพื่อให้เพื่อนสาวขึ้นมา เพราะทางกลับบ้านทางเดียวกันเลยทำให้แก้วกัลยาไม่ต้องนั่งรถเมล์ขากลับ สินภพเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าเธอทำอาชีพอะไร และอาศัยอยู่ที่ไหน เธอรู้สึกสนิทกับเพื่อนชายคนนี้มาก เพราะพูดคุยปรึกษาปัญหาได้ทุกเรื่อง

เขาเป็นคนมีน้ำใจ บางครั้งเธอถูกมองว่าคบหากันอยู่ด้วยซ้ำ แต่ทว่าสินภพมักจะแก้ข่าวทุกที เพราะไม่อยากให้เธอเสียหาย รถแล่นมาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วจอดเทียบหน้าบ้าน แก้วกัลยาปลดเข็มขัดแล้วลงก่อนโบกมือลาเพื่อน จับลูกบิดประตูรั้วเหล็กดันจนเปิดออกแล้วก้าวเข้าสู้บ้านหลังใหญ่

กลับเข้าห้องนอนเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อทำหน้าที่ตนเอง ร่างบางสาวเท้าขึ้นชั้นสองเพื่อพบเจ้าสัว มีหนังสืออีกหลายเรื่องที่ท่านอยากให้อ่าน เปิดประตูเข้าห้องก้าวยาวมาถึงโซฟาตัวใหญ่ซึ่งเจ้าสัวเหลียงนอนประจำ แต่กลับต้องชะงักเท้าดวงตาเบิกกว้าง ถลาร่างเข้าหาเมื่อพบเจ้าสัวเหลียงกำลังนอนนิ่งกับพื้น

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”แก้วกัลยาตะโกนลั่น แล้วพยุงร่างชายชราไว้ในอ้อมแขน

สาวใช้และคนขับรถต่างพากันวิ่งขึ้นมา

“เกิดอะไรขึ้นแก้ว!”จันถามเสียงสั่น

“เอารถออกก่อนเดี๋ยวค่อยถามนะป้า ลุงสมนึกช่วยแบกเจ้าสัวลงไปกันเถอะค่ะ!

เจ้าสัวถูกแบกขึ้นหลัง แก้วกัลยาติดรถไปโรงพยาบาลอีกคน โดยให้จันโทรติดต่อคุณใหญ่ทันที มาถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่พาร่างไม่ได้สติขึ้นเตียงแล้วเข็นเข้าห้องไอซียูเงียบหายไป ร่างบางเดินวน ใจเต้นด้วยความหวาดกลัว

ครึ่งชั่วโมงต่อมา คุณใหญ่เดินทางมาถึงเธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแล้วหยุดยืนหน้าห้อง แก้วกัลยารุดเข้าไปหา

“ป๊าเป็นยังไงบ้าง!

“ยังไม่ทราบเลยค่ะ”

เธอพยุงคุณใหญ่ให้นั่งบนเก้าอี้สีส้มแบบติดวางชิดผนังหน้าห้อง แก้วกัลยาชำเลืองมองเห็นสีหน้าเจ้านายสาวแล้วอดสงสารไม่ได้ เกือบสามชั่วโมงหมอออกมาจากห้อง

อังศนารีบเดินเข้าหาสีหน้ากังวล พยายามข่มกลั้นความรู้สึกเอาไว้ปรับสีหน้าตนเองให้เป็นปกติที่สุด พ่อจะต้องไม่เป็นอะไรเตือนสติตนเองเช่นนี้ตลอดมา

“เอ่อ พ่อฉันเป็นยังไงบ้างคะ”

“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ แต่คงต้องพักรักษาตัวสักระยะ เพราะท่านเส้นเลือดในสมองแตกครับ”

สีหน้าญาติผู้ป่วยถอดสีเมื่อฟังอาการป่วย

“เส้นเลือดในสมองแตกเหรอคะ”คุณใหญ่เอ่ยออกมาราวกับละเมอ

“ใช่แล้วครับ แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“ขะ...ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”

แก้วกัลยาและสมนึกต่างถอนใจด้วยความโล่งอก แค่เพียงรู้ว่าท่านปลอดภัยเท่านี้ก็เบาใจมากแล้ว เธอยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณที่ส่งเสียเลย

“แก้วไปเอาเสื้อผ้าฉันให้หน่อยนะ ฉันจะเฝ้าพ่อ”คุณใหญ่หันมาสั่ง

“ได้ค่ะ”

ร่างบางเดินมาถึงหน้าโรงพยาบาล เกือบสามชั่วโมงที่ต้องลุ้นระทึกกันทีเดียว แพทย์อธิบายว่าเส้นเลือดในสมองแตกอาจเกิดจากความเครียดและความดันสูงผสมกัน ใครจะคิดว่าท่านจะป่วยกะทันหันแบบนี้ เล่นเอาทุกคนแทบทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว

กลับมาถึงบ้านเห็นป้าๆ น้าๆ รอกันเป็นทิวแถว คงอยากทราบข่าวเรื่องเจ้าสัวเหลียง พอเดินเข้าด้านในร่างบางถูกกระชากลากไปถามทันที แววตาทุกคนตื่นตระหนก

“แก้วเจ้าสัวเป็นไงบ้าง!”จันถามคนแรก

“ปลอดภัยแล้วจ้ะไม่ต้องห่วง”

พอได้ยินคำตอบถอนหายใจพร้อมกันเลยทีเดียว แก้วกัลยาขอตัวเลี่ยงขึ้นห้องคุณใหญ่เพื่อนำเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวไปให้

แก้วกัลยาหยุดยืนหน้าห้องนอนคุณใหญ่ก่อนเปิดประตูเข้ามา ดวงตาเรียวกวาดมองรอบๆ เตียงไม้สีเสา ตู้ โต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้ทาสีขาวสลักรูปดอกไม้ ปลายเตียงมีโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ โดยมีตุ๊กตาหมีตัวเล็กและใหญ่วางเคียง และรอบห้อง

เธอรู้สึกชอบห้องนี้ มันดูน่ารักและมีมนต์ขลัง หยุดความคิดในการชื่นชม ก่อนเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดออกมาสองชุดเพื่อนำไปให้เจ้านายที่โรงพยาบาล จัดของเรียบร้อยก้าวยาวออกจากห้องแต่สายตากลับสะดุดกับกรอบรูปแขวนอยู่ข้างทีวี ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาถ่ายคู่กับคุณใหญ่ หนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวอมชมพูด จมูกโด่ง คิ้วเข้ม ริมฝีปากอวบอิ่ม คิ้วบางขมวดเขาเป็นใครกัน มองแล้วคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเจ้าสัวเหลียง จ้องมองภาพนั้นครู่หนึ่งก่อนละสายตาเธอยังมีหน้าที่ต้องทำอีก

 

มือบางถือโทรศัพท์มือถือกดโทรออกแล้วตัดทิ้งหลายครั้ง ครุ่นคิดน้องชายจะรับสายหรือไม่ พ่อป่วยเช่นนี้คงเป็นการดีไม่น้อย น้องอาจกลับมาก็เป็นได้ ตัดสินใจโทรอีกครั้ง

“ว่าไงครับ!”ปลายสายรับเสียงห้วน

อังศนานิ่งเงียบ ไม่เอ่ยคำใดออกมา เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดอย่างไรอีกแล้ว เพราะเท่าที่ผ่านมาก็พูดจนหมดสิ้น

“ว่าไงครับ”

คนเป็นพี่ยังคงไม่กล้าพูด เธอควรทำเช่นไร จะอ้อนวอนน้องแบบไหนถึงจะยอมเสียที

“ถ้าไม่พูดผมวางแล้วนะครับพี่ใหญ่!”ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด

“เดี๋ยวก่อนเล็ก!

“พี่มีอะไรครับ”

อังศนากัดฟัน จำต้องเก็บอารมณ์ตนเองเอาไว้

“เล็กกลับบ้านเถอะพี่ขอร้อง...”น้ำเสียงแผ่วอ้อนวอน

ชายหนุ่มอึกอัก แม้ใจอยากกลับแต่อีกใจกลับต่อต้าน ปลายทางข้างหน้าเขาไม่รู้ว่ามันมีอะไรรออยู่บ้าง เกลียดอดีตที่สร้างความเจ็บปวดให้

“ผมยังไม่พร้อมครับพี่ใหญ่”

“ทำไมล่ะเล็ก พี่ไม่เข้าใจเรื่องมันก็นานมาแล้ว เมื่อไหร่จะเลิกยึดติดกับอดีตเสียที!

“พอสักทีเถอะพี่ใหญ่ ผมยังไม่กลับแค่นี้นะครับ!”ชายหนุ่มตัดบท

“เดี๋ยวก่อนเล็ก” อังศนาสะอื้น “ป๊าป่วย อาการไม่ค่อยดีพี่อยากให้แกกลับมา ป๊าอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน”

ปลายสายอึ้ง ความเจ็บปวดตีตื้นแล้วตั้งคำถามกันตนเอง หากพ่อเป็นอะไรไปจะยอมรับได้หรือเปล่า ที่ไม่ได้ไปดูใจท่าน ยังไม่เคยได้แสดงความกตัญญู สร้างแต่ความเดือนร้อนให้ เรื่องในอดีตคงต้องกัดฟันข่มมันเอาไว้ในอก ยังไงเสียชีวิตพ่อสำคัญกว่าเสมอ

“ได้ครับพี่ใหญ่ ผมจะกลับบ้าน”ชายหนุ่มบอก แล้ววางสาย

อังศนาถอนหายใจหลังจากมองมือถือ โล่งใจไปเปราะหนึ่ง น้องรับปากกลับบ้านพ่อคงมีกำลังใจในการสู้กับโรคภัย เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเธอหันมองเห็นสาวใช้วัยแรกรุ่นกำลังกระหืดกระหอบ แก้วกัลยาหยุดยืนหน้าเจ้านายแล้วส่งกระเป๋าใส่เสื้อผ้าให้

“ขอบใจมากแก้ว”

“คุณใหญ่จะอยู่เฝ้าคุณท่านเหรอคะ แก้วเฝ้าให้ดีกว่าไหมคะ เพราะคุณใหญ่ต้องทำงานตอนเช้าอีก”เธอเสนอ

“คืนนี้ฉันเฝ้าเอง แก้วมาเฝ้าตอนกลางวันก็แล้วกัน”

“พอดีตอนกลางวันแก้วมีเรียนน่ะค่ะ”แก้วกัลยาอธิบาย เธอเองอยากมาดูแลเจ้าสัว เพราะท่านเมตตามาก แต่เพราะใกล้จบไม่อาจละเลยเรื่องการเรียนได้

“ไม่เป็นไรให้คนอื่นมาเฝ้าบ้าง แก้วมาในช่วงเวลาที่ว่างก็แล้วกัน”

“ค่ะคุณใหญ่”เธอรับคำ

อังศนาเปิดประตูเข้าห้องพักฟื้นผู้ป่วยแล้ววางกระเป๋าลงบนโซฟาตัวยาวชิดผนังห้อง หันมองบิดากำลังนอนใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่

แก้วกัลยาตามเจ้านายเข้ามาในห้อง มองเจ้าสัวแล้วรู้สึกสงสารหากสิ้นท่านบ้านคงเงียบเหงาน่าดู คุณใหญ่คงทำใจได้ยากเพราะเธออยู่กับบิดาเพียงสองคนในบ้าน สาวใช้อย่างเธอคิดว่ามันช่างเงียบเหงาบรรยากาศบางอย่างทำให้รู้สึกราวกับว่าเคยเกิดเรื่องเศร้ามามากมาย

“กลับบ้านไปก่อนก็ได้นะแก้ว”คุณใหญ่หันมาบอก

“ไม่เป็นไรค่ะ แก้วจะอยู่ช่วยคุณใหญ่ก่อนค่ะ พอดีลุงสมนึกบอกว่าจะมารับ”

“อ๋อ สมนึกมารับเหรอ งั้นก็ดีแล้วถ้ากลับดึกคนเดียวมันอันตราย หน้าตาผิวพรรณเราค่อนข้างดี พวกวัยรุ่นมันคงเล็งเสียด้วย ระมัดระวังตัวบ้างนะแก้วสมัยนี้ไว้ใจใครไม่ได้”คุณใหญ่เตือน

“ค่ะคุณใหญ่”

สี่ทุ่มลุงสมนึกมารับเธอ โดยนำอาหารจากป้าจันมาให้คุณใหญ่ด้วย เธอเองก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป เจ้านายคงหิวมากเพราะมัวแต่เป็นห่วงพ่อตนเอง

“ขอบใจมากนะสมนึก”อังศนาบอกกับคนขับรถ

“ไม่เป็นไรครับคุณใหญ่”

“ถ้าอย่างนั้นแก้วลากลับก่อนนะคะ”แก้วกัลยายกมือไหว้

คุณใหญ่รับไหว้แล้วนั่งลงตามเดิม ส่วนแก้วกัลยาสาวเท้าออกจากห้องพร้อมกับลุงสมนึกเพื่อเดินทางกลับบ้าน

 

เสียงครางแผ่วของชายชราปลุกอังศนาตื่น เธอก้าวเข้ามายืนชิดขอบเตียงกุมมือบิดาไว้ เปลือกตาค่อยๆ เปิดออกลมหายใจหนักถอนออกมาเฮือกใหญ่ ดวงตาพ่อลูกสบกัน เจ้าสัวน้ำตาคลอมองหน้าบุตรสาว

“ใหญ่...”เสียงแผ่วเรียก

“ป๊า... เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”คนเป็นลูกถามทั้งน้ำตา

“ไม่เจ็บเลยอาใหญ่ อั้วสบายดี”เสียงแหบพร่าตอบบุตรสาว แต่คนฟังรู้ดีพ่อเหนื่อยมากแค่ไหน

“ป๊า... หนูมีเรื่องจะบอก เล็กรับปากว่าจะกลับบ้านแล้วนะ”

คนเป็นพ่อนิ่งเงียบมีเพียงน้ำตาไหลรินออกมา อังศนาสะอื้นแล้วยิ้มกว้างด้วยความยินดี น้องชายเพียงคนเดียวของเธอกำลังกลับมาแล้ว เล็กจะรู้ไหมว่าพี่คนนี้คิดถึงมากแค่ไหน

“ดีแล้ว... ที่อาเล็กกลับมา”เจ้าสัวเอ่ยเสียงเบา น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด

เจ้าสัวปิดเปลือกตาหลับลงตามเดิม เธอคิดว่าการบอกพ่อในเรื่องนี้ดีที่สุด มันช่วยให้พ่อมีกำลังใจอยู่ต่อ ส่วนเธอเองรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมา ปลายปีแล้วไม่ได้พบหน้าน้องคงโตขึ้นมาก

เสียงโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น เจ้าของเครื่องหยิบมาดูเห็นเบอร์หน้าจอบ่งบอกปลายสายทางไกล กดรับคิ้วขมวด คาดการณ์อาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

“ว่าไงเล็ก?”หญิงสาวกรอกเสียง ใจเต้นตึกตัก

“พี่ใหญ่... ผม...” ชายหนุ่มถอนใจ “จะกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้า ผมจองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว”

“จริงเหรอเล็ก!

“ครับ”

“มาวันไหนเล็ก แล้วถึงกี่โมง!”คนเป็นพี่ถามย้ำน้ำเสียงตื่นเต้น

“ถึงบ่ายสองโมง วันเสาร์ครับ ไว้ผมจะโทรบอกพี่อีกทีนะครับถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลง”

“ได้เล็ก”

ธัญจกรวางสายรู้สึกหนักใจขึ้นมา เขาควรทำเช่นไรกับอาการเหล่านี้

 

สนามบินสุวรรณภูมิ

ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเรียวคม ดวงตาเรียวเล็กหางตาตวัด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม คิ้วเข้มตรง เครื่องหน้าบ่งบอกถึงเชื้อสายจีน ธัญจกร สิทธิภาคย์หนุ่มอายุสามสิบปี เพราะอยู่ในต่างแดนทำให้ไม่ค่อยมีผู้ใดทราบข่าวของเขาเลย แม้อดีตเกือบแปดปีธัญจกรเคยเป็นข่าวดังมาก่อน

วันนี้เขาแต่งกายท่อนบนใส่เสื้อกล้ามสีดำสวมทับด้วยสูทสีครีม ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์เดฟรัดรูปสีน้ำตาล ปกปิดสายตาด้วยแว่นสีชา กำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงรอใครบางคน สายตาหญิงสาวภายในสนามบินต่างจ้องมองด้วยคิดว่าเขาอาจเป็นนักแสดง ข้างกายเขามีสาวต่างชาติผมทองกำลังแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย

“เดฟค่ะ เมื่อไหร่คนขับรถบ้านคุณจะมา”ลิลี่คู่ควงเขาเอ่ยถาม

“เดี๋ยวก็มาแล้ว เราออกไปรอหน้าสนามบินกัน”

ร่างสูงก้าวนำคู่ควงยืนรอด้านนอกสนามบิน จังหวะนั้นสมนึกขับรถมาจอดเทียบพอดี ทันทีที่เห็นคนขับรถจำได้ทันที

“คุณธัญ ไม่เจอกันนานมากเลยนะครับ ยังหล่อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”สมนึกกุมมือคุณชายน้อยของบ้านแววตาทอประกาย

“มาถึงก็ชมกันเลยนะลุง กลับบ้านกันก่อนเถอะครับ”ชายหนุ่มตัดบท

แหม่มสาวมองภาพซาบซึ้งแล้วเบ้ปากเชิดหน้าเปิดประตูขึ้นนั่งโดยไม่สนใจกระเป๋าตนเอง ธัญจกรยิ้มให้คนขับรถแล้วช่วยนำกระเป๋าใส่ท้ายรถจึงขึ้นรถ รถเคลื่อนจากสนามบินสู่ถนน ธัญจกรมองภาพวิวทิวทัศน์ผ่านกระจก เมืองไทยดูทันสมัยขึ้น รถตามท้องถนนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เอนกายพิงเบาะนั่งแล้วหลับตา

หนึ่งชั่วโมงรถเลี้ยวเข้าสู่รั้วบ้านสิทธิภาคย์จอดเทียบตรงบันไดด้านหน้า บ่าวไพร่พากันมายืนรอรับคุณชายที่ห่างหายเกือบแปดปี ประมุขของบ้านร้อนรนเร่งให้แก้วกัลยาพยุงร่างอันร่วงโรยตามกาลเวลาออกมาด้านนอกเพื่อต้อนรับบุตรชายเพียงคนเดียว

ธัญจกรเปิดประตูรถลงมาพร้อมกับแหม่มสาว ภาพเบื้องหน้าทำเอาสองเท้าชะงักก้าวไม่ออก เห็นบิดายืนรออยู่เหนือบันไดข้างกายมีสาวหน้าตาสะสวยโดดเด่นจนสะดุดตา  ภาพความงดงามของเธอสะท้อนเข้ามาในดวงตา ชายหนุ่มเรียกสติตนเองคืนมาเมื่อท่อนแขนถูกคล้องไว้ด้วยคู่ควง

“ทำไมคนในบ้านคุณมายืนรอเต็มเลยล่ะคะ”ลิลลี่เอ่ยถาม สีหน้าสงสัย

“ผมไม่ได้กลับเมืองไทยเกือบแปดปี จะไม่ให้มายืนรอรับได้ยังไงล่ะ”เสียงทุ้มตอบคำถาม ไม่วายหันกลับมามองบิดาและเลยไปถึงหญิงสาวอีกคน

เจ้าสัวเหลียงกายสั่นเทาจนแก้วกัลยารู้สึกได้ เธอพยายามประคองไม่ให้ท่านล้มเพราะอยากเร่งไปหาบุตรชาย ทันทีที่ลูกมาหยุดยืนตรงหน้า ชายชราโถมกายกอดไว้แน่นน้ำตาคลอ ร่างบางเลยต้องขยับเข้าหาด้วยความเป็นห่วง ตอนนั้นสายตาเธอเลยสบเข้ากับเขา

“อาเล็ก ป๊าคิดถึงลื้อมากเลย ป๊าคิดว่าลื้อจะไม่กลับมาแล้ว”คนเป็นพ่อบอกความในใจ

“ผมต้องกลับมาสิป๊า”ลูกพยายามปลุกปลอบ

แก้วกัลยายืนมองดูภาพอันน่าประทับใจ แต่สายตาของคุณชายกำลังมองมาที่เธอ ร่างบางก้าวถอยหลังออกมารู้สึกหัวใจเต้นแรง พยายามหลบเลี่ยงสายตาไม่อยากสบโดยตรง เข้าใจคำพูดป้าจันก็คราวนี้บุตรชายคนเดียวของเจ้าสัวหล่อเหลาและมีดวงตาอันเชิญชวนให้ใจสั่น

“อาเล็กอย่าทิ้งป๊าไปอีกนะรู้ไหม”เจ้าสัวเหลียงยังไม่ยอมปล่อยบุตรชาย

“ครับ ผมไม่ทิ้งป๊าไปไหนอีกแล้ว”

ธัญจกรคลายอ้อมกอดจากบิดา เมื่อเห็นท่านร้องไห้เลยนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนเองกระทำ เขาเองก็ผิดเพราะไม่คิดกลับมาเยือนบ้านอีกเลย ลูกชายพยุงพ่อโดยมีแก้วกัลยาคอยช่วยพาเดินเข้ามาด้านใน เห็นโต๊ะจัดอาหารไว้พรั่งพร้อมเลยหันมองบิดา

“อาหารที่ลื้อชอบ อั้วสั่งให้แม่ครัวทำให้แล้ว”คนเป็นพ่อยิ้มอย่างภาคภูมิ กับเรื่องที่ตนจำได้ว่าลูกชอบอะไร

“ขอบคุณครับป๊า”

ชายชราถูกบุตรชายพยุงนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่ลูกจะนั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับแหม่มสาวผมทอง เจ้าสัวเหลียงช้อนตามองแขกแปลกหน้าด้วยความงุนงง

“อาเล็ก นั่นใครน่ะ”เขาเอ่ยถามลูก

“อ๋อ เพื่อนผมเองครับ”

“เพื่อนลื้อเหรอ?”

“ใช่ครับ เป็นเพื่อนที่อังกฤษ”

ลิลลี่หันมองคู่ควง เธอเข้าใจภาษาไทยอย่างดีเพราะอยู่กับเขามานาน อธิบายต่อบิดาแค่เพื่อนเท่านั้นนะเหรอ ทั้งที่อยู่อังกฤษเธอควงกับเขาเหมือนแฟน

“เดฟ ฉันไม่ใช่แฟนคุณเหรอ?”ลิลลี่ถามสีหน้าไม่พอใจ

“ผมไม่เคยบอกว่าคุณเป็นแฟนเลยนะลิลลี่ เราแค่สนุกพอใจก็เลิกไม่ใช่เหรอ?”ชายหนุ่มเลิ่กคิ้ว ก่อนหน้าคบกันเขาเองยืนยันว่าไม่ต้องการ แต่เธอเสนอตัวว่าไม่ผูกมัดเลยยอมตกลง

แหม่มสาวหยุดต่อปากต่อคำ รู้ดีว่าอารมณ์เขาเป็นแบบไหน เดฟไม่ชอบคนพูดมากเซ้าซี้ และเธอจะไม่ทำให้เขารำคาญ ตอนนี้ยิ่งรู้สถานะทางบ้านยิ่งอยากจับไว้ให้อยู่มือ ทิ้งไปคงเสียดายรวยออกอย่างนี้ บ้านอย่างกับวังในอังกฤษก็ไม่ปาน

“กินข้าวเถอะ พาเพื่อนมาป๊าไม่ว่าอะไรหรอก อยากทำไรก็ทำเถอะ”เจ้าสัวบอกแล้วยิ้มให้บุตรชายคนเดียว

จันตักข้าวใส่จานให้กับเจ้าสัวและนายน้อย ก่อนย้ายมาตักให้แขกต่างชาติ ธัญจกรมองกับข้าวบนโต๊ะเห็นแล้วน้ำลายซอ ทั้งต้มยำปลาเก๋า เป็ดย่าง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง มองดูแล้วยังอีกมากมาย ชายหนุ่มตักอาหารใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยภายใต้การมองดูของบ่าวไพร่รวมถึงสาวใช้วัยแรกรุ่นอย่างน้ำผึ้งซึ่งหมายปองคุณชายมาเนิ่นนาน

ระหว่างทานอาหารเสียงพูดคุยพ่อลูกดังอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับแก้วกัลยาเธออยากออกจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้เลย เมื่อแววตาของคุณชายมองมามันพาให้หวาดหวั่น เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งที่เขาเองไม่ได้แสดงท่าทีอะไรโจ่งแจ้ง คิดไปเองหรือเปล่าพยายามหาคำตอบ

“น้ำผึ้ง แก้วขอออกไปอยู่ข้างนอกนะ ถ้าเจ้าสัวอิ่มแล้วช่วยมาตามหน่อยนะ”เธอตัดปัญหาด้วยการหนีออกไปดีกว่า

“เชิญเถอะรีบไปเลย!”เสียงกดต่ำบอก แล้วเชิดหน้าเหมือนงอน

แก้วกัลยาเดินเลี่ยงออกมา ไม่เข้าใจในตัวสาวใช้ร่วมบ้านทำเหมือนโกรธกันเสียอย่างนั้น ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้สักอย่าง ธัญจกรมองตามแผ่นหลังบอบบางแล้วก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ บางทีการกลับมาที่นี่อาจได้พบเจออะไรดีๆ ก็เป็นได้

น้ำผึ้งมองตามสายตาคุณชาย เธอเห็นแทบทุกอย่าง ถึงอยากให้แก้วออกไปอยู่ด้านนอกเสียดีกว่า ตอนพบหน้ากันครั้งแรกไม่เคยนึกอิจฉาที่แก้วกัลยาสวยมาก แต่พอคราวนี้เธออิจฉามากเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เป็นใครก็ต้องสนใจแก้วกันทั้งนั้น หากเธอเป็นผู้ชายก็คงคิดไม่ต่างกันหรอก

“ป๊าแล้วพี่ใหญ่ไปไหน”ชายหนุ่มถาม

“อาใหญ่ไปทำสัญญาค้าข้าวกับบริษัทต่างชาติ”

“เหรอครับ”

“ตอนนี้บริษัทของป๊าขยายใหญ่แล้วนะ”เจ้าสัวหัวเราะ

“ก็ดีสิครับ ผมจะได้มีเงินใช้เยอะๆ”ชายหนุ่มแกล้งเย้า

“บริษัทมันเป็นของลื้ออยู่แล้วอาเล็ก อั้วตั้งใจจะยกให้ลื้อ”

ชายหนุ่มชะงัก รู้ว่าพ่อรักเขามาก แต่พี่ใหญ่เป็นคนทุ่มเททุกอย่างเพื่อครอบครัว เกือบแปดปีข่าวแว่วมาพี่สาวละงานที่รักเพื่อมาทำงานในบริษัท ซึ่งพ่อหมายมั่นให้เขารับช่วงต่อ

“ผมว่าพ่อยกให้พี่ใหญ่ดีกว่านะครับ”

“ได้ยังไงคะเดฟ บริษัทต้องเป็นของคุณสิ!”ลิลลี่ผ่ากลางวงขึ้นมาทันที เมื่อคิดว่าคู่ควงจะเสียผลประโยชน์

ธัญจกรหันมองคู่ควงสีหน้าไม่พอใจ เจ้าสัวเหลียงถึงกับชะงักมือตักข้าว ตระหนกกับคำพูดของเพื่อนบุตรชาย ใครจะคิดว่าไร้มารยาทขนาดนี้

“คุณไม่ต้องออกความเห็นลิลลี่ ไม่อยากนั้นผมจะส่งคุณกลับอังกฤษ!

คนถูกตำหนิหุบปากฉับพลันแสดงท่าทางไม่พอใจ ก่อนหันไปสนใจอาหารตรงหน้าต่อ

“ขอโทษนะครับป๊า เพื่อนผมไม่ค่อยรู้มารยาทคนไทยสักเท่าไหร่”เขาออกตัวแทน

“ไม่เป็นไรหรอกช่างเถอะ”

ทุกคนบนโต๊ะเลยพากันเงียบ บ่อยครั้งเขาเหลือบมองบิดาเม้มปากอยากพูดว่าท่านเปลี่ยนไปมาก แต่กลับไม่กล้า ดูอ่อนแรง ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งเหมือนก่อน คิดแล้วรู้สึกผิดพ่อคงคิดมากเรื่องเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

จบมื้ออาหารเจ้าสัวพูดคุยกับบุตรชายอีกพัก จันกวาดตามองหาแก้วแต่ไม่พบ

“กรอง แก้วมันไปไหนของมันเจ้าสัวจะขึ้นนอนแล้ว!

“เดี๋ยวฉันไปตามให้”กรองกาญจ์อาสาทันที

น้ำผึ้งตวัดสายตามองสีหน้าไม่พอใจ เธออยากเป็นคนดูแลเจ้าสัวแทนเสียแล้วในตอนนี้

 

กรองกาญจ์สาวเท้าเดินมาสวนด้านหลัง เห็นบุตรสาวนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ เลยสาวเท้าเข้ามาหาแล้วจับไหล่บางไว้ แก้วกัลยาสะดุ้งหันมอง

“แก้วไปดูแลเจ้าสัวได้แล้ว”

“ท่านอิ่มแล้วเหรอแม่”

“ใช่”

ร่างบางลุกยืนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ คนเป็นแม่เห็นถึงความผิดปกติ

“เป็นอะไรหรือเปล่า แม่เห็นทำหน้าเหมือนคนไม่สบาย”กรองกาญจ์เอ่ยถามแล้วยกมือแตะหน้าผาก

“เปล่าค่ะแม่ แค่รู้สึกเบื่อเท่านั้นเอง”

“เบื่ออะไร คุณชายมาเจ้าสัวดีใจ คนในบ้านก็มีความสุขกันทั้งนั้น”

เธออยากจะตอบเหลือเกินว่า เพราะคุณชายมานั้นแหละทำให้ไม่มีความสุข

“จ้า เข้าใจแล้วค่ะแม่”

ร่างบางเดินเคียงมารดาเข้ามาด้านใน และแล้วสายตาสองคู่สบกันอีกครั้ง แก้วกัลยารีบหลุบตามองพื้นแล้วก้าวมายืนขนาบข้างเจ้าสัวเพื่อคอยพยุง ธัญจกรจึงลุกจากโต๊ะแล้วจับแขนบิดาอีกฝั่ง

“เดี๋ยวผมช่วยอีกแรงนะป๊า”

“เออ... ดีๆ”

เจ้าสัวแสดงทีท่าพอใจ แต่สำหรับเธอมันเหมือนช่วงเวลาแห่งความน่ากลัว สามคนก้าวสู้ชั้นบนจนถึงหน้าห้องนอน แก้วกัลยาพยุงท่านไว้ปล่อยให้คุณชายเปิดประตูห้อง จังหวะก้าว เจ้าสัวเหลียงเซจนดึงร่างเธอลงด้วย ชายหนุ่มอ้าแขนโอบรัดบิดาพร้อมกับร่างบางในคราวเดียวกันเพื่อไม่ให้ทั้งคู่ล้มลง

เอวบางรู้สึกได้ถึงมือผ่าวร้อน ใบหน้าเรียวแดงซ่านขึ้นมา เธอพยายามเบี่ยงกายหนีแต่เหมือนอีกฝ่ายจะโอบกระชับดึงดันให้ออกไม่ได้ ดวงตาเรียวสวยช้อนมองเห็นสีหน้ากรุ่มกริ่มรอยยิ้มแฝงปริศนาส่งมา ร่างกายเหมือนถูกน้ำแข็งมันชาขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ขอบใจอาเล็ก อั้วนึกว่าจะล้มทับอาแก้วเสียแล้ว”เจ้าสัวเหลียงหัวเราะเบาๆ

ธัญจกรยอมคลายอ้อมแขน แล้วพยุงบิดาเข้าห้อง ไม่วายหันมามองหญิงสาวแล้วพยักหน้าให้เธอเข้ามาด้วย แก้วกัลยายืนชั่งใจ ไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว

“อาแก้ว ลื้อเข้ามาด้วยสิ มาอ่านหนังสือให้อั้วฟังก่อน อาเล็กจะได้ฟังด้วย”ชายชราเอ่ยเรียก แล้วหันมาทางบุตรชาย “อาแก้วอ่านหนังสือเก่งมากเลยอาเล็ก อั้วอยากให้ลื้อฟังด้วย”

“ครับป๊า ผมก็อยากฟังเหมือนกัน”เขาหันมองทางหญิงสาว

ร่างท้วมนั่งลงบนเตียงแล้วเอนกายลงนอน ขณะที่แก้วกัลยาพับเพียบกับพื้นแล้วเปิดหนังสือขงจื้ออ่าน เสียงหวานเจื้อยแจ้วฟังแล้วสบายหู ชายหนุ่มยิ้มพรายจ้องมองใบหน้าสวยหวานราวกับต้องมนต์สะกด รู้สึกถูกชะตา จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แว๊บขึ้นมา เมื่อความต้องการครอบครองกำลังตีตื้น

ไม่นานเจ้าสัวหลับเรียบร้อย คนอ่านจึงปิดหนังสือ สภาพการณ์เช่นนี้เธอไม่ควรอยู่ในห้องเดียวกับเขา มันอึดอัดเกินกว่าจะรับไหว พยายามไม่สบตาหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แต่เหมือนว่าทุกอย่างไม่มีความหมาย เธอยังรู้สึกถึงการมองของอีกฝ่าย มันกดดันมาเหลือเกิน

“แก้วขอตัวก่อนนะคะคุณชาย”บอกเขาแล้วลุกยืน วางหนังสือไว้บนโต๊ะไม้ข้างเตียง

ชายหนุ่มชะงักลุกตามแล้วก้าวมาขวางหน้าเธอไว้ แก้วกัลยาผงะถอยหลังด้วยอาการตื่นตระหนก

“อะไรกัน กลัวฉันมากเหรอ”เขาถามสีหน้าสดใส และดูเหมือนจะสนุกที่ได้แกล้ง

“ปะ...เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมต้องรีบถอยหนีด้วยล่ะ”

“แก้วไม่ได้ถอยหนีค่ะ”

“ไม่ถอยงั้นเหรอ?”เขายิ้มอย่างมีเลศนัย

เห็นรอยยิ้มแล้วเธอชักกลัว ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แก้วกัลยารีบถอยหลังด้วยความตกใจ

“ไหนว่าไม่ถอยไง”

“คือว่า...”เธอปากสั่นพูดไม่ออก

“ฉันน่ากลัวตรงไหนเหรอแก้ว ปกติมีแต่คนชอบเข้าใกล้ฉันนะ”ชายหนุ่มเลิ่กคิ้วถาม

อยากออกไปจากห้องนี้ ทำไมคุณชายถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ พบหน้ากันไม่กี่ชั่วโมงกลับแสดงท่าทีแปลกๆ ใส่เสียแล้ว

“คุณชายไม่ได้น่ากลัวหรอกค่ะ แต่ว่าแก้วมีธุระต้องทำอีกเลยต้องรีบออกไป!”เธอพยายามหาข้อแก้ตัว

ธัญจกรจ้องมองใบหน้าของเธอ สาวใช้บิดาชื่อแก้วทำให้ใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุออกนอกอก เหมือนเธอมีบางอย่างดึงดูดให้เขาเข้าหา แล้วท่าทางเหมือนคนกำลังกลัวแบบนี้ยิ่งสร้างความสนุกให้เขานัก

“งั้นเหรอ ดูเธอขยันดีนะ”

แก้วกัลยาก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา เมื่อไหร่จะได้ออกจากห้องเสียที

“ขอแก้วออกจากห้องก่อนได้ไหมคะ!

“เอาสิ”เขาบอกแล้วหลีกทาง

ร่างบางก้าวยาว ธัญจกรอาศัยจังหวะโอบรัดจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งตกใจดิ้นรนด้วยความตระหนก

“ปล่อยฉันนะ คุณจะทำอะไร!”เธอร้องลั่น

“อย่าดิ้นแล้วก็เงียบๆ ด้วย รู้ไหมถ้าป๊าตื่นมาเห็นจะเป็นยังไง!”ชายหนุ่มแสร้งขู่

“แก้วก็อยากให้เจ้าสัวตื่นมาเห็นเหมือนกันค่ะ!

“คิดว่าถ้าป๊าเห็นแล้วจะไล่ฉันออกจากบ้านเหรอ คนที่จะถูกไล่คือเธอต่างหาก คิดให้ดีนะถ้าจะร้องออกมาน่ะ เธอไม่เห็นเหรอว่าป๊ารักฉันมากแค่ไหน”

คำขู่ทำเอาคนฟังเงียบกริบไม่กล้าดิ้นรนหรือส่งเสียง เห็นแก่ตัวเหลือเกิน ทำไมต้องทำแบบนี้กับเธอด้วย คนเพิ่งเคยเห็นหน้ากันกลับทำรุ่มร่ามขนาดนี้

“คุณชายทำแบบนี้กับแก้วทำไมคะ”น้ำตาเริ่มคลอ เธอกลัวว่ามันจะเกินเลยมากกว่านี้

“เพราะฉันชอบเธอไง ตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรกแล้ว”

“คุณชายกำลังล้อเล่น ไม่มีใครชอบกันตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรกหรอกค่ะ”เธอปฏิเสธคำพูดเขาเสียงสั่น อ้อมกอดมันยิ่งรัดแน่นมากขึ้นจนอึดอัดไปหมด

ร่างบางถูกจับหันมาเผชิญหน้า ใบหน้าคุณชายกำลังโน้มใกล้ แก้วกัลยาเมินหนีผลักดันเขาออกห่าง กำลังจะทำอะไรกันแน่ มันมากเกินไปแล้วนะ

“ปล่อยแก้ว คุณชายกำลังทำอะไร มันมากเกินไปแล้วนะ แก้วไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น!”เธอส่งเสียงต่อว่าเพื่อเอาตัวรอด

“นี่แก้ว ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอสวย เข้าใจหรือยัง ถ้าเธอทำให้ฉันพอใจอยากได้อะไรฉันจะให้”

“แก้วไม่อยากได้อะไร ขอแค่คุณชายปล่อยแก้วไป”

เหมือนเขาจะไม่ฟังเสียง กลับกอดรัดเธอไว้ แถมยังพยายามปล้ำจูบกันเสียอีก คนโดนเอาเปรียบดิ้นรนขัดขืนเอาเป็นเอาตาย

แค๊ก!

เสียงไอเจ้าสัวทำให้สองคนชะงักหันมอง จังหวะเหมาะแก้วกัลยาผลักจนเขาผละห่างก่อนจะวิ่งเปิดประตูออกมาด้านนอก มือบางทาบอกหัวใจกำลังเต้นกระหน่ำ เขาน่ากลัวมากเหลือเกิน ต่อไปนี้เธอจะหลีกหนีไม่เข้าใกล้เขาอีกแล้ว คนตัวเล็กเร่งฝีเท้าลงจากชั้นสองงานในครัวเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว

ร่างบางสาวเท้ากลับห้องความหวาดกลัวยังไม่จางหาย เปิดประตูเข้าห้องเห็นมารดาอาบน้ำกำลังจะเข้านอนแล้ว กรองกาญจ์เห็นสีหน้าลูกไม่สู้ดี

“เป็นอะไรหรือเปล่าแก้ว วันนี้เอาแต่หน้าหงิกทั้งวัน”

แก้วกัลยาถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ “แม่ถ้าแก้วเปลี่ยนมาช่วยแม่ในครัว ให้น้ำผึ้งไปดูเจ้าสัวท่านจะยอมไหม”

“จะยอมได้ยังไง น้ำผึ้งมันอ่านหนังสือออกที่ไหน!

เธอหน้างอ รู้สึกไม่ดีเลย จะทำยังไงบอกใครก็ไม่ได้เสียด้วย

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า บอกแม่ได้”คนเป็นแม่พยายามถาม

“เปล่าหรอกแม่ ช่วงนี้เรียนหนักก็เลยปวดหัว”หญิงสาวตัดบท

“งั้นแก้วก็ไปอาบน้ำแล้วมานอนพักผ่อนซะ”

เธอทำตามคำบอกของแม่ เข้าห้องน้ำจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า เห็นทีต้องหาทางทำอะไรสักอย่างไม่เช่นนั้นเรื่องมันคงยุ่งยากมากขึ้นไปอีก 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อแรกพบหน้าเธอคือหญิงสาวงดงามแต่ฐานะต่ำต้อย เขาใช้ความเหนือชั้นสร้างพันธะสัญญาทางร่างกายเพื่อจองจำเธอเอาไว้ภายใต้เงื่อนไขเวลาผันผ่านทุกอย่างแปรผันเพราะหัวใจกลับถูกเธอฉุดรั้งไว้ด้วยคำว่ารัก"

Vanalak29


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha