พรหมรักพรหมลิขิต (จบ)

โดย: varawan



ตอนที่ 4 : รับผิดชอบสูง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอน4 รับผิดชอบสูง

               

                 แต่จู่ ๆ หางตาของคนอารมณ์ดีเหลือบเห็นอะไรบางอย่างจึงหันไปดูดวงตากลมโตสีน้ำตาลสบเข้ากับดวงตาคมกริบเขียวมรกต  ชารีสรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดทำให้ร่างสูงนั้นรีบสาวเท้าก้าวตรงมาทันที รีเบคก้าเตรียมขยับตัวหนี

                 "หยุด อย่าหนีนะยายมอมแมม"    มือหนาชี้มายังเธอ ปากออกคำสั่งเสียงเฉียบ

                 "ปากเสียฉันไม่ได้ชื่อยายมอมแมม"  รีเบคก้ายกหน้าขึ้นตอบเสียงดังฟังชัดหมดอารมณ์หนี

                "ฉันอยากจะเรียก ยายมอมแมม มีอะไรไหม" ชารีสลอยหน้าลอยตาตอบ

                “เหอะ นายผีดิบอยากเรียกอะไรก็ตามใจ"     หญิงสาวไม่ยอมแพ้ถึงกับตั้งฉายาให้เขากลับไปบ้าง

                “ว่ายังไงนะ"   ชารีสควันออกหู

                "ว้า หูตึงอีกแล้วเหรอ นายผีดิบฉันบอกว่า จะเรียกอะไรก็ตามใจไง"   รีเบคก้าจงใจพูดช้าๆชัดทุกถ้อยคำเธอรู้ว่าเขาโกรธเรื่องอะไร แต่อยากจะรวนหาเรื่องเขามากกว่า

                "เด็กนิสัยเสีย"    ชารีสต่อว่า

               “นายก็คนแก่นิสัยไม่ดี มีสิทธิ์อะไรมาว่ากันก่อน"    รีเบคก้าเสียงดังจนหญิงชราเขย่าแขนเล็กเบา ๆ  กลัวผู้คนจะตื่นตกใจ

                "หนูพันใจเย็น ๆ  ใครน่ะ ทำไมไม่พูดจากันดี ๆ  เสียงดังใส่กันทำไม"    ยายนิ่มตอบหวาด  ๆ

                "คนนิสัยไม่ดีที่ทำกับข้าวเราหกเมื่อวานไงยาย"  รีเบคก้าส่งค้อนให้คนตัวโตที่ยืนจังก้าอยู่หน้ารถเข็น

                 "ผมขอโทษนะครับคุณยายที่ทำกับข้าวหก"    ชารีสแม้พูดภาษาไทยฟังภาษาไทยได้ดีแต่ก็ไม่เหมือนคนไทยที่ใช่ภาษาไทยแท้ ๆ เพราะเขาเรียนมาเพื่อธุรกิจ

                "โอ้ย ไม่เป็นไรหรอกพ่อคุณมันผ่านไปแล้ว”    ยายนิ่มพยายามสงบศึก

                "ไม่ยาย เราเสียหายขาดทุนย่อยยับ"   รีเบคก้าเถียงแทนนาง

                "ฉันรู้แล้ว ทำไมเธอถึงเป็นคนเถียงเก่งแบบนี้ ไม่ใช่ไม่มีใครสอนแต่เพราะสอนไม่จำใช่ไหม"    ชารีสหรี่ตามองปากจิ้มลิ้มช่างเถียงที่เปิดกว้างขึ้นอย่างคนมีอารมณ์โกรธแถมดวงตากลมโตคู่นั้นก็แทบถลน มันช่างน่าขบขันแท้เชียว

               ฮ่ะ ไอ้ผีดิบ ไอ้ปากปีจอ"    รีเบคก้าย่ำเท้ากับพื้นอย่างขัดใจ

               "หนูพัน"    ยายนิ่มอยากจะห้ามทั้งสองคนที่กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงแต่ไม่รู้จะห้ามยังไง

               "หึ เอาอย่างนี้ผมเป็นคนมีรับผิดชอบ ผมทำผิดผมก็ต้องชดใช้ นี่ครับคุณยายค่าเสียหาย"    ชายหนุ่มควักธนบัตรสีเทาออกมาห้าใบยื่นให้ยายนิ่ม ไม่สนใจคนที่กำลังโมโหหน้าดำหน้าแดง

              "ขี้ตืดแค่ห้าพันเอง แน่จริงรับผิดชอบมาห้าหมื่นเลยสิ"     รีเบคก้าเบ้ปากใส่อย่างพาลหาเรื่อง หญิงชราตาโตห้าพันนี่มากกว่ารายได้ทั้งเดือนเสียอีก

              "รีดไถ่เหรอ"   ชารีสตอบโต้

              "เหอะ แล้วทำเป็นมาพูดว่ามีความรับผิดชอบสูง ถ้าสูงต้องห้าหมื่น แค่ห้าพันมันความรับผิดชอบระดับต่ำสุดๆ"     รีเบคก้าพูดในฐานะลูกสาวมหาเศรษฐีไม่ใช่ยายหนูพันคนธรรมดา อีกอย่างอยากแกล้งลองใจคนด้วยว่าความบ้าจี้เขามีมากแค่ไหน

             "ไม่นะหนูพันเท่านี้มันก็มากเกินไปแล้วนะลูก"    ยายนิ่มพยายามเกลี้ยกล่อมคนสวยขี้โมโห ชารีสมองดูหญิงชราที่พยายามปรามคนพยศด้วยความอยากเอาชนะ

             "เอาไป นี่ห้าหมื่นฉันไม่มีเงินสดเอาเช็คไปขึ้นเงินได้เลย"    ชารีสเขียนเช็คเงินสดส่งให้

รีเบคก้าสาวสวยหยิบมาดูทันที

             "หึ"   หญิงสาวรับเช็คมาดูยกยิ้มมุมปาก

             "ยายเอาไปขึ้นเงินธนาคารตรงนั้นด่วน ยายเปิดบัญชีเงินฝากไว้เลยนะหนูพันจะเฝ้าเขาไว้เอง”

             "จะดีเหรอลูก ยายรับไม่ได้หรอกมันเยอะเกินไปยายไม่สมควรจะได้มัน"     ยายนิ่มเอ่ยตามที่คิด

            “ยายคะ คนเขาให้ของอย่าปฏิเสธสิมันเสียมารยาท"    รีเบคก้าเอ่ยขึ้น หญิงชราหันมามองหน้าชารีสอย่างขอโทษขอโพย

            "ไม่เป็นไรครับคุณยายผมเต็มใจให้คุณยายไปเถอะผมจะรออยู่ตรงนี้แหละ ไม่เอาครับไม่ต้องคืน"     ชายหนุ่มปฏิเสธเมื่อหญิงชรายื่นเงินสดห้าพันบาทคืนเขาแต่ชารีสไม่ยอมรับคืน

            "ไปเถอะ ยายไม่ต้องห่วงร้านเดี๋ยวพันดูให้เอง"     รีเบคก้าบอกพลางดุนหลังให้หญิงชราเดินไปยังธนาคารสักทีเมื่อนางยังมีท่าทีลังเล

            "ขี้งกนะตัวแค่นี่"   เสียงทุ้มกล่าวยิ้ม   ๆ

            “เสียดายหรือไงพูดอยู่ได้"   จึงได้รับค้อนน้อย ๆ  จากเธอ

            “เปล่า ไม่เสียดายเลยสักนิด"     เสียงทุ้มเอ่ยอารมณ์เขาดีขึ้นมากเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร  และไม่รู้สึกเสียดายเงินจำนวนนั้นเลยแม้แต่น้อย

            "ก็แหงล่ะ  มีปัญญาใส่ชุดสูทหรูแพงระยับราคาเกือบครึ่งล้านขนาดนั้น นายจะมาสะทกสะท้านอะไรกับเงินขี้ปะติ๋วแค่นี้ เจียดมานิดหน่อยมันคงไม่แหว่งมากมายนักหรอกน่า"

             รีเบคก้าพูดออกมาตรงกับใจของเขาที่กำลังคิดอยู่ ทำให้ชารีสมองหน้าคนตัวเล็กอย่างสำรวจ        วันนี้เธอสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตยีนส์เนื้อนิ่ม กางเกงยีนส์ขาสั้นผมยาวสลวยมันวาวดุจแพรไหมสีน้ำตาลเข้มที่เพิ่งไปทำสีมาใหม่เพื่อเปลี่ยนรูปโฉมเมื่อไม่กี่วันมาก่อน อย่างค้นคว้า ว่าเธอรู้ได้อย่างไงว่าสูทตัวนั้นราคาเท่าไร

              "เธอรู้ได้ยังไง"  ชารีสเอ่ยถามเรื่องที่ตัวเองสงสัยทันที

              “รู้อะไร"   รีเบคก้างงกับคำถามของเขาที่จู่ก็เอ่ยขึ้น

              “เรื่องเสื้อผ้าของฉัน"    ชายหนุ่มมองอย่างจับพิรุธ

               "โธ่เอ้ย     คิดว่าเรื่องอะไรฉันเรียนออกแบบเสื้อผ้ามาก็มีบ้างต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้"     รีเบคก้าเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดบัง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha