พยศรักซาตานเถื่อน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 2 : จองเวร - 2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

โดยตำแหน่งรองประธานของบีดับเบิ้ลยูเคกรุ๊ปอาจจะทำให้คนอื่นคิดว่าหนุ่มหน้าเทรนด์เกาหลีที่ทำหน้าที่สารถีให้ในวันนี้ คือลูกน้องคนสนิทที่เป็นดั่งมือขวาของเขา แต่ในฐานะหลานลุงของบุญสุขเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นสายญาติที่ห่างออกไป กฤตภาคก็คือลูกพี่ลูกน้อง คนที่เขาถือว่ามีความสำคัญในบริษัทไม่ด้อยไปกว่าแม้แต่นิด และสำหรับเขาแล้ว กฤตภาคคือเพื่อนรัก  เพื่อนคู่คิด เพื่อนสนิท ถึงขนาดเป็นเพื่อนตายกันเลยทีเดียว

“เรียบร้อย แต่เงินตั้งสามล้านมันออกจะมากไปสักหน่อยนะ ฉันไม่เห็นความจำเป็นว่านายจะต้องรับผิดชอบอะไรเด็กนั่นด้วย เพราะตอนที่มาริสาอยู่ นายก็ดูแลเธออย่างดี ทั้งรถ ทั้งบ้าน ยังไงทรัพย์สินทั้งหมดนั่นก็ต้องตกเป็นของน้องสาวเธออยู่แล้ว เด็กนั่นไม่จนตรอกหรอกน่า” กฤตภาคอดที่จะออกความเห็นไม่ได้

“แต่มิวยังต้องเรียนต่ออีกสองปี”

และค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ ก็คงต้องใช้เงินเยอะพอสมควร

“นายนี่มันวิญญาณป๋าเปจริงๆ กะจะให้พวกหล่อนไม่ต้องทำงานทำการกันเลยหรือไง? นั่งงอมืองอเท้าสบายๆ เกิดมาเป็นผู้หญิงสวยนี่มันช่างโชคดีจริ๊ง...จริง...”

อดพูดประชดไม่ได้ ยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องแสบสัน ที่มาริสาผู้เป็นพี่ทำไว้ เลยทำให้กฤตภาคไม่คิดจะมีแง่ดีตรงไหนให้มองผู้เป็นน้องสาว ด้วยมั่นใจว่าพี่น้องก็คงมาตะเภาเดียวกันแน่ๆ

ดวงตาคมกริบของหนุ่มไทยหน้าเข้มเขียวปั๊ดเหลือบแลมองหน้าคนพูดบอกชัดว่าไม่พอใจ

“มิวไม่เหมือนเมย์หรอกนะ”

“นายนี่มันดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวชอบคิดว่าตัวเองรู้จักคนอื่นดีเสียเรื่อย คราวมาริสาก็ทีแล้ว นายก็ว่ารู้จักเธอดี แล้วเป็นไงล่ะ ดูเรื่องที่เธอทำเอาไว้สิ ทำเอานายรัฐเขตผู้สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว”

เขาไม่ได้ตั้งใจจะซ้ำเติมใดๆ เพียงอยากเตือนสติอีกฝ่ายเสียมากกว่า

คนที่ไม่เคยกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน...กลับมาพ่ายให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆ

แต่พอเห็นสีหน้าวูบสลดของคนที่เมื่อกี้ยังโกรธหน้าดำหน้าแดง กฤตภาคก็รีบหุบปากฉับทันที เพราะข้อเสียของเขานะก็คือปากไว คิดแล้วพูดเลย ไม่รู้จักประดิดประดอยคำพูดให้มันถูกหูคนฟัง

“โอเค...ฉันไม่แตะต้องผู้หญิงสองคนนี้แล้ว หวังว่านายเองจะจบเรื่องนี้เสียที”

เพราะตอนนี้ชื่อเสียงของบีดับเบิ้ลยูเคกรุ๊ปก็เสียหายไปหลายแสนหลายล้าน เมื่อท่านประธานมีชื่อเข้าไปพัวพันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของหญิงสาวที่เป็นอดีตคู่ขา

และแน่นอนว่าใครต่อใครก็พากันเพ่งเล็งว่าเจ้าคนหน้ามุ่ยที่นั่งข้างๆ ของเขาเป็นต้นเหตุ เมื่อในจดหมายลาตายเขียนด้วยลายมือของมาริสาบอกชัดเจน ว่าคบหากับรัฐเขตจนตั้งท้องและเขาปฏิเสธความผิดชอบแถมยังบังคับให้เธอไปทำแท้งอีก

แต่หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน และถูกสื่อมวลชนตามจิกตัวพาดหัวข่าวจนทำให้เสียชื่อเสียงทั้งเจ้าตัว และธุรกิจที่ทำอยู่ สุดท้ายรัฐเขตก็ได้รับการปล่อยตัวมาเพราะว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนักพอ...ก็คนมันไม่ได้ทำความผิดอะไรนี่นา

และที่สำคัญรัฐเขตก็ไม่เคยเปิดปากพูดความจริง เรื่องที่ไม่ได้เป็นพ่อของลูกในท้องมาริสา เป็นเขาและภัคจิราเสียอีกที่คันปากยิบๆ อยากแฉความจริงอันเน่าเฟะ เปิดโปงผู้หญิงคนนั้นเพื่อเรียกชื่อเสียงคืนให้เพื่อนรัก แต่กลับถูกเจ้าตัวห้ามปรามเอาไว้

เธอคงจะทุกข์ใจมาก และหาทางออกไม่ได้ ถึงตัดสินใจทำอย่างนี้ ปล่อยให้วิญญาณของเธอจากไปอย่างสงบเถอะ

เขารับรู้ถึงความเสียใจอย่างที่ไม่อาจอธิบายและพูดให้ใครฟังได้ของเพื่อน จึงได้แต่เห็นใจ แต่ไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากกว่าพยายามฟื้นฟูสภาพจิตใจของรัฐเขตให้กลับมาเหมือนเดิม

“เลิกรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของนาย แล้วใช้ชีวิตต่อไป อย่าลืมว่าปากท้องของพนักงานอีกนับพันคนในบีดับเบิ้ลยูเคฝากไว้ในมือนาย”

กฤตภาคย้ำหน้าที่ของประธานบริษัท

เสียงถอนหายใจหนักหน่วงอีกครั้ง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ชาชืด ก่อนจะผงกหน้ารับคำแนะนำ

“โอเค” จบสิ้นกันเสียที

“ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อน” ฝ่ามือใหญ่ตบหนักๆ ที่หัวไหล่อีกสองสามที ก่อนที่กฤตภาคจะเข้าเกียร์รถเบนซ์สปอร์ตที่จอดนิ่งอยู่นาน ออกจากใต้เงาร่มไม้ ขับให้พ้นไปจากบริเวณวัด

“เงินสามล้าน...เงินสามล้านนี่มันมาจากไหน?”

มนินญาจำได้ว่าเธอไม่เคยส่งซองอะไรไปชิงโชคทั้งนั้น แล้วจู่ๆ ตัวเลขสาม พร้อมเลขศูนย์กลมๆ ตามท้ายอีกหกตัวถึงได้มาปรากฏอยู่ในหน้าสมุดบัญชีของเธอ

“ถามธนาคารสิมิวว่ามันโอนมาจากไหน? ใครแอบอ้างเอาบัญชีมิวไปฟอกเงินหรือเปล่าก็ไม่รู้?”

ชลวิทย์ที่กำลังเรียนนิติศาสตร์ปีสองในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศแนะนำ

และเธอก็ไม่รอช้า มนินญารีบแจ้นไปธนาคารทันที หลังจากที่เจ้าหน้าที่เช็กข้อมูลให้เรียบร้อย จึงรู้ว่ามันถูกโอนมาจากบัญชีของใครคนหนึ่ง คนซึ่งเธอไม่ประสงค์จะรับความช่วยเหลือใดๆ จากเขาทั้งนั้น

“เงินสกปรก นี่เขาคงคิดจะใช้เงินนี่ปิดปากมิวสินะ”

ดวงตากลมใหญ่ลุกวาวอย่างแค้นเคือง เมื่อปักใจว่ากำลังถูกผู้ชายคนนั้นใช้เงินฟาดหัวอยู่ พอเห็นว่าตัวเองร่ำรวยมีเงินมีทองเข้าหน่อย จะใช้เงินซื้อชีวิตใครก็ได้งั้นหรือไง?

มือเล็กกำแน่นด้วยความแค้น หากรัฐเขตมายืนอยู่ตรงหน้า เธอคงไม่รอช้าที่จะซัดหมัดเข้าใส่หน้าเขาสักสิบหรือยี่สิบตุ๊บให้หายแค้น

“เขาคงรู้สึกผิดกระมัง ถึงให้ตังค์มิวไว้ใช้จ่าย”

“ถ้ารู้สึกผิดจริง ทำไมเขาไม่เคยโผล่หน้าไปร่วมงานศพของพี่เมย์เลยสักคืน” เอ่ยอย่าแค้นใจ

“คนอย่างนี้ไม่มีจิตสำนึกใดๆ ทั้งนั้น ขนาดว่าทำพี่เมย์ท้องยังไม่ยอมรับผิดชอบ แล้วอย่างนี้จะหวังให้สำนึกผิดหรือ มิวไม่เชื่อเด็ดขาด และมิวจะไม่เอาตังค์เขาด้วย เงินแค่นี้ไม่คุ้มค่ากับชีวิตพี่สาวของมิวหรอก”

เอ่ยขึ้นมาอย่างแค้นแสนแค้น

“แล้วมิวจะทำยังไงต่อไป?”

ชลวิทย์ถามคนที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง

“มิวจะเอาเงินไปคืนเขา”

แต่จะคืนยังไง วิธีไหนมนินญาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...เพราะยังคิดไม่ออก เมื่อตลอดหลายวันที่ผ่านมา นอกจากรัฐเขตไม่เคยโผล่หน้ามาร่วมงานศพของมาริสา ไม่ยอมมาเจรจาใดๆ กับเธอในฐานะของผู้เสียหาย เธอเองก็ยังเข้าไม่ถึงตัวเขาเช่นกัน ราวกับว่าผู้ชายคนนั้นกำลังตั้งใจหลบลี้หนีหน้าเธออยู่

ก็แน่ล่ะสิ...คนทำความผิด มีชะนักติดหลังอย่างนั้น มีหรือจะกล้ามาสู้หน้าเธอ

และคนเลวอย่างเขา ต้องได้รับการสั่งสอนให้สาสม เขาจะต้องอับอาย และเจ็บแค้นใจจนแทบกระอัก ให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ทำไว้กับพี่สาวของเธอ

มนินญาสาบานกับตัวเองว่าจะจองเวรกับเขาให้ถึงที่สุด ถึงขนาดไม่ยอมกลับไปเรียนต่อในตอนนี้ แต่ขอคิดหาวิธีอะไรก็ได้แก้แค้นให้รัฐเขตชดใช้ในความผิดจนกว่าเธอจะสาแก่ใจ

ดวงตาคู่สวยวาบวาวไปด้วยไฟแห่งความแค้นที่กำลังลุกโชนโชติช่วง ทำให้ใบหน้าที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูชวนมองแปรเปลี่ยนเป็นกร้าวกระด้างอย่างน่ากลัว

+++++++++

 

“แกปล่อยให้โปรเจ็คนี้หลุดมือไปได้ยังไง?”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของบิดา พร้อมกับปาหนังสือพิมพ์ธุรกิจในมือมาเฉียดใบหน้าของเขาไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

ร่างสูงของชายหนุ่มยังคงสงบนิ่งดังเดิม เพราะเขาชินเสียแล้วล่ะกับการที่ทำอะไรไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อแล้วจะถูกดุด่าทำโทษเป็นประจำตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

ทำไงได้ล่ะ ในฐานะของลูกเมียรอง อะไรๆ ก็สู้ลูกเมียใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งความรักที่พ่อมีให้

“บีดับเบิ้ลยูเคกรุ๊ปเสนอตัวเลขที่น้อยกว่าทางเรา”

มันก็เป็นธรรมดาของการประมูลที่ลูกค้าจะพิจารณาข้อเสนอของบริษัทที่เสนอตัวเลขน้อยกว่าก่อน

“เท่าไหร่?” น้ำเสียงฟังดูไม่สู้ดีนัก

“แสนเหรียญครับ”

น้ำเสียงราบเรียบตอบกลับไปอย่างไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ

“แค่แสนเหรียญ...เงินแค่แสนเหรียญสิงคโปร์ แกก็ยังปล่อยให้ไอ้บริษัทนั่นมันแย่งงานไปได้ แกนี่มันโง่จริงๆ ไอ้รุต ทำงานเป็นหรือเปล่า?”

น้ำเสียงลอดไรฟันถามอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่

“คนที่เสนอตัวเลขไปไม่ใช่ผมนี่ครับ เป็นทางพี่อัคต่างหาก”

เขาหมายถึงอัครพลพี่ชาย ซึ่งอยู่ฝ่ายประเมินราคาการก่อสร้างตามแบบที่เสนอไป

“แกไม่ต้องเที่ยวไล่โยนความผิดไปให้คนอื่น ในเมื่อแกเป็นคนไปยื่นซองประมูล ก็น่าจะรู้จักมีไหวพริบบ้างสิ เสียเงินแค่แสนเหรียญ แลกกับโปรเจ็คใหญ่ขนาดนี้ ยังต้องคิดอะไรอีก”

“ผมไม่ได้เป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ คุณพ่อก็ทราบ”

“แล้วแกทำไมไม่โทรศัพท์มาหาฉัน”

“และอีกอย่างก็ไม่มีใครได้เห็นตัวเลขในซองประมูลของใครทั้งนั้น”

“มีวิธีสิ แต่แกมันคิดไม่ถึงต่างหาก ฉันไม่น่าใช้ให้คนด้อยประสบการณ์แถมยังไม่มีสมองอย่างแกไปทำงานใหญ่อย่างนี้เลยจริงๆ แต่ฉันก็ถือว่าให้โอกาสแกเท่ากับพี่ๆ ของแก เพราะไม่อยากถูกหาว่าลำเอียง แล้วดูที่แกทำสิ แกทำให้บริษัทของฉันต้องสูญเงินเป็นร้อยล้าน”

ถ้อยคำตำหนิติเตียนรุนแรงขึ้นทุกขณะตามอารมณ์ที่คุกรุ่นของบิดา เมื่อเขาไม่ยอมรับความผิดที่ท่านยัดเยียดให้ แต่โต้เถียงชี้แจงกลับไป

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอเอาบริษัทออกแบบกระจอกงอกง่อยของผม ออกจากการเป็นบริษัทในเครือของคุณพ่อแล้วกันนะครับ ผมขอออกไปทำงานของผมเอง”

เพราะเขาอยากพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่า เขาสามารถสร้างบริษัทเองได้ ทำกำไรและผลประกอบการได้ไม่แพ้บริษัทอื่นๆ ในเครือของบิดาเลย

“นี่แกริจะปีกกล้าขาแข็งอย่างนั้นหรือ?”

นายพิเชษกลับตีความเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

“พวกแกนี่เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ แม่แกก็คนหนึ่งล่ะ ที่หนีฉันไป ทั้งๆ ที่ฉันเลี้ยงพวกแกมาอย่างดี”

ขุดเอาเรื่องในอดีตขึ้นมาพูด โดยไม่ทันสังเกตใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นมา พร้อมมือสองข้างที่กำแน่นอย่างสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้

“ได้โปรดอย่าพาดพิงคุณแม่เลยครับ”

เขาเอ่ยขอร้อง ที่มารดาจะแยกทางไป หลังทนการกดขี่ข่มเหงจากเมียใหญ่ แถมบิดาของเขาก็ไม่เคยหยุดเรื่องผู้หญิงไว้แค่นั้น ยังพาเมียใหม่อีกหลายคนมาเหยียบย่ำน้ำใจท่านอีก แม่ของเขาอธิบายเหตุผลที่แม้แต่เด็กชายสิบสองขวบอย่างเขายังเข้าใจว่าทำไมถึงต้องไปจากบ้านใหญ่โตหลังนั้น

“ทำไม แม่แกเป็นนางฟ้าเทพธิดางั้นหรือฉันถึงแตะต้องไม่ได้”

ร่างสูงเริ่มสั่นเทา อย่างเกรงว่าจะเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ และหลายครั้งที่เขาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างน่ากลัว จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังตกใจ ตอนนี้ เขาไม่อยากทำอย่างนั้นต่อหน้าของบิดา...ไม่อยากเป็นลูกอกตัญญูที่ทำร้ายท่าน

“ผมขอตัวก่อนนะครับ”

เอ่ยห้วนๆ ก่อนจะรีบหันหลังกลับแล้วเดินปึงปังออกมา โดยไม่ฟังเสียงเอ็ดตะโรลั่นที่ตะโกนด่าไล่ตามหลังมา ก่อนจะตามด้วยเสียงขว้างอะไรสักอย่างหนึ่งเข้าใส่ประตูจนแตกกระจาย

วิศรุตพยายามสูดลมหายใจให้ลึกๆ เพื่อสะกดอารมณ์ที่ปะทุในอกไว้ ไม่ให้ระเบิดออกมาเสียก่อน

เขาไม่เคยโกรธมารดาที่จากบิดาไป ก็ใครเล่าจะทนกับผู้ชายแบบนี้ได้ เพียงแต่น้อยใจที่ท่านไม่เอาเขาไปด้วย เพราะคิดว่าคนอย่างนายพิเชษ วิเศษพลจะเลี้ยงดูเขาได้ดีกว่าท่าน ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดถนัด

ต่อให้เงินร้อยล้านพันล้าน เขาก็ไม่ต้องการเท่าความรักและอ้อมกอดอุ่นๆ ของท่าน

สายตาของเลขาหน้าห้องของบิดามองมาที่เขาด้วยความสงสัยหลายอย่าง เพราะเสียงเอะอะดังจากข้างในนั่นดังมาถึงข้างนอกนี้ทีเดียว

วิศรุตฝืนยิ้ม มองเลขาหน้าใหม่ที่เขาเพิ่งจะเคยเห็น ตวัดดวงตา อ่านป้ายชื่อที่โต๊ะของเธอ

“สวัสดีครับอุมาพร เย็นนี้คุณว่างหรือเปล่า...สนใจจะไปทานมื้อค่ำกับผมไหม?” ถามพร้อมกับขยิบตาให้

หญิงสาวหน้างันไป ก่อนจะยิ้มน้อยๆ เอ่อๆ อ่าๆ ไม่กล้าตอบ ชายหนุ่มจึงทิ้งรอยยิ้มบาดหัวใจไว้ให้ ก่อนจะผิวปากเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี

อุมาพรอดจะทึ่งไม่ได้ว่าทำไมชายหนุ่มถึงยังมีอารมณ์หยอกเย้าเล่นกับเธอ ในสถานการณ์เหมือนเพิ่งผ่านสนามรบมา เธอมองตามหลังบุตรชายของท่านประธานใหญ่แห่งพิกซ่ากรุ๊ปไปอย่างประหลาดใจไม่น้อย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha