พยศรักซาตานเถื่อน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 7 : อวดเก่ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

อวดเก่ง

 

 

 

 

มัไม่เป็นผลดีกับมิวเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังสร้างศัตรูอยู่ แล้วคนอย่างเขากับคนอย่างเราต่อให้สู้ยังไงก็ไม่มีทางชนะ ในเมื่อตำรวจสรุปสำนวนคดีแล้วว่าพี่เมย์ฆ่าตัวตายเอง

แต่เขาเป็นคนทำให้พี่เมย์ต้องตัดสินใจอย่างนั้น

เราไม่มีหลักฐานมาใช้แจ้งข้อหาทางกฏหมายกับเขาได้

แล้ววิทย์จะให้พี่เมย์ตายฟรีๆ งั้นหรือ?

มิวเชื่อในกฏแห่งกรรมไม่ใช่หรือ? ผู้ชายคนนั้นกำลังตกนรกในใจ เขาเองก็ไม่มีความสุขหรอก ตอนนี้พี่เมย์ตายไปแล้ว มิวเองก็มีอนาคตของมิว ถึงมิวจะตามจองเวรหรือทำอะไรลงไป พี่เมย์ก็ไม่ฟื้นขึ้นมาได้ วิทย์อยากให้มิวใช้ชีวิตต่อไป ส่วนเรื่องนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฏแห่งกรรมจัดการ

ชลวิทย์ให้เหตุผลประสาคนเจ้าหลักการ แต่มนินญารอนานขนาดนั้นไม่ได้ เวรกรรมทำงานช้าเกินไป เธออยากที่จะเห็นเขาแดดิ้นเจ็บปวดรับกรรมกับสิ่งที่ทำกับพี่สาวของเธอ

หลังจากที่เธอให้สัมภาษณ์สกู๊ปพิเศษหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งไป ก็มีโทรศัพท์ลึกลับจากผู้ชายคนหนึ่งติดต่อมาหา และบอกว่าเขาสามารถช่วยได้

มนินญาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับชลวิทย์ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องห้ามแน่ๆ แต่คนดื้อและรั้นอย่างเธอไม่ยอมรามือง่ายๆ หากพอจะมีวิธีใดให้รัฐเขตเจ็บปวดหรือรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาได้บ้าง...เธอจะทำ

ในร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ ใจกลางเขตเศรษฐกิจกลางกรุงซึ่งเป็นที่นัดหมายกับบุคคลปริศนา เมื่อมาถึงเล้วเธอเลือกนั่งในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวเพื่อรอคอยอยู่เงียบๆ

หญิงสาวพลิกนาฬิกาข้อมือดูอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อรอมาครู่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครโผล่หน้ามา อาจจะเพราะเธอใจร้อนเกินไป ถึงได้เดินทางมาก่อนเวลานัดตั้งเกือบชั่วโมง มนินญาจึงต้องสะกดอารมณ์บอกให้ตัวเองรอคอยต่อไปอย่างใจเย็น

“สวัสดีครับ”

เสียงทุ้มนุ่มหูทักทาย เรียกให้ใบหน้าเล็กนวลแหงนมอง

ชายหนุ่มตัวสูงในชุดสูทเนี๊ยบแบบนักธุรกิจยิ้มให้เธอ มนินญารีบลุกขึ้นรับเขา

“คุณเป็นคนโทรศัพท์มานัดฉันหรือ?”

“ใช่...นั่งก่อนไหม?”

เขาเอ่ยชวนพร้อมกับนั่งลงเก้าอี้หวายตัวตรงกันข้ามกับที่เธอนั่งอยู่เมื่อครู่นี้ มนินญาจึงนั่งลงตาม

“สั่งอะไรมาทานหรือยัง?”

“ฉันอยากรู้ว่าที่คุณพูดว่าสามารถช่วยฉันจัดการกับ...”

ริมฝีปากเล็กสีชมพูรูปกระจับอวบอิ่มเม้มนิดๆ รังเกียจแม้กระทั่งจะเอ่ยชื่อของผู้ชายคนนั้นออกมา “เขาจริงหรือ?”

ชายหนุ่มมาดสุขุมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะทอดสายตาคมมองเธออย่างสนอกสนใจ

“ใจร้อนจริง เรายังไม่รู้จักกันเลย”

“ฉันชื่อมนินญา”

เธอคิดว่าเขาน่าจะรู้แล้ว เพราะมีชื่อของเธอปรากฏชัดเจนในหนังสือที่ให้สัมภาษณ์ไป และหลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นวางแผง เธอก็ได้รับการติดต่อจากเขาในทันที

“ผมวิศรุต ยินดีที่ได้รู้จักมนินญา”

มือหนายื่นมาให้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ

หญิงสาวมองแว่บหนึ่งอย่างชั่งใจ เขาเป็นคนไทยเหมือนๆ กับเธอ การทักทายด้วยธรรมเนียมอย่างฝรั่ง อาจจะเป็นความเคยชินของนักธุรกิจก็เป็นได้ จึงยื่นมือไปจับมือที่ส่งมาให้ตามมารยาท

“ยินดีรู้จักค่ะคุณวิศรุต ฉันอยากรู้ว่าคุณจะช่วยฉันได้ยังไง?”

เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่งานประกาศผลหนุ่มโสดในฝันของCE-Oเธอก็ไม่สามารถหาตัวรัฐเขตเจอหรือได้เข้าใกล้เขาได้อีกเลย

“ดูเหมือนคุณจะแค้นเขามากเลยนะ”

วิศรุตถามพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจไม่น้อย เมื่อเห็นดวงตากลมโตคู่สวยนั่นลุกวาว มือเล็กกำแน่น

“ถ้าฆ่าคนไม่ผิดกฏหมาย หมอนั่นคงตายไปแล้ว”

น้ำเสียงเหี้ยมคำราม

“จะยากเย็นอะไรกระสุนนัดหนึ่งราคาไม่กี่บาท ว่าแต่คุณยิงปืนแม่นสักแค่ไหนล่ะ? ผมพอจะหาปืนให้คุณได้นะ ถ้าต้องการ”

เอ่ยหยั่งเชิงลองใจดู

ดวงตาคู่สวยตวัดขวับมามองหน้าเขา อย่างจริงจังเอาเรื่องทีเดียว

“ฉันไม่ได้ต้องการจะฆ่าเขาหรอกนะ ความตายน่ะมันง่ายเกินไป ตายแล้วก็ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์โศกใดๆ อีก สู้อยู่อย่างคนที่มีความผิดติดหัวใจ อยู่อย่างไม่มีความสุขสิ ทรมานกว่าการตายเยอะเลย”

เหี้ยมได้ใจ...วิศรุตคิด พร้อมกับกวาดสายตาลอบมองสังเกตผู้หญิงตรงหน้า

มนินญาสวยไม่แพ้พี่สาว ถึงจะสวยไปคนละแบบ ไม่ได้ดูเซ็กซี่ร้อนแรงเหมือนมาริสา แต่ก็เป็นความสวยที่ทำให้ไม่อาจละสายตาจากไปได้ง่ายๆ มองแล้วต้องมองซ้ำ เขาจึงไม่แปลกใจที่มีชายหนุ่มหลายโต๊ะคอยชะแง้สายตาผ่านมาทางนี้

“หึหึ”

เขาหัวเราะในลำคอ

“ผมนึกว่าคุณอยากจะฆ่าเขาเสียอีก ถ้าเป็นอย่างนั้นผมพอช่วยได้”

มนินญามองผู้ชายตรงหน้า หัวคิ้วเรียวสวยขมวดอย่างไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มมีปัญหาอะไรกับรัฐเขต ถึงอยากให้เขาตาย แต่เธอไม่เอาด้วยหรอก

แก้แค้นคนเลว ไม่จำเป็นว่าต้องทำตัวเลวตามเสียหน่อย รัฐเขตไม่ควรจะตายง่ายๆ มันเป็นโทษที่เบาเกินไปสำหรับคนอย่างเขา และเธอเองก็ไม่ได้จิตใจเหี้ยมโหดขนาดจะฆ่าคนได้ด้วย

“แค่นี้ใช่ไหมที่คุณบอกว่าช่วยฉันได้”

เอ่ยถาม น้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก

วิศรุตยิ้มนิดๆ ไม่เอ่ยว่ากระไรต่อ วันนี้เขาแค่มาทำความรู้จักกับเธอ และดูลาดเลาเท่านั้น อยากรู้ว่ามนินญาสามารถทำอะไรได้แค่ไหน ดูเหมือนเธอจะโกรธแค้นรัฐเขตมาก แต่เมื่อก็ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตผู้ชายคนนั้น เขาจึงไม่มีอะไรจะพูดต่อ

“ถ้าเปลี่ยนใจ ก็ติดต่อผมกลับมาได้ทุกเมื่อ”

เสียเวลาเปล่า...มนินญาถอนหายใจ เธอไม่อยากเป็นฆาตกร ชลวิทย์พูดถูกว่าเธอเองก็มีอนาคตของตัวเอง เธออยากกลับไปเรียนต่อ แต่ต้องหลังจากได้เห็นความวิบัติของรัฐเขตบ้างก็ยังดี

“ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”

บอกลาเขาแล้วคว้าเอากระเป๋าสะพายมาคล้องไหล่ ลุกขึ้นยืน หันหลังกลับ ก้าวฉับๆ จากไป

วิศรุติเอนตัวลงพิงพนัก เมื่อการเจรจาจบลงเร็วกว่าที่คิด ดูท่าแม่สาวนี่จะเลือดร้อนน่าดู ถึงเธอไม่เอาด้วยกับข้อเสนอของเขา แต่ผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะยังมีประโยชน์กับเขาอยู่บ้าง

สายตาคมกริบจับจ้องมองตามช่วงขาเรียวยาวภายใต้กางเกงยีนส์ที่รัดรึงอวดก้นงอนๆ ที่เด้งดึ๋งดึงดูดสายตาไปอย่างพอใจ ถึงไม่เซ็กซี่เท่าพี่สาว แต่มนินญาก็ไม่เลวเลย สวยใสวัยขบเผาะน่าชิมไปทั้งเนื้อทั้งตัว

เขาไม่ชอบคำว่าพระยาเทครัวสักเท่าไหร่...แต่กับหญิงสาวคนนี้ หลังจากชิมพี่สาวผู้เร่าร้อนจนเบื่อหน่าย ก็อยากล้างปากด้วยของหวานอย่างผู้เป็นน้องดูบ้าง ท่าทางจะอร่อยถูกปากชวนตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่ากันทีเดียว

ความคิดชั่วร้ายแสดงออกชัดเจนในดวงตาลุกวาวหมายมาดที่จอจ้องตามหญิงสาวไปจนสุดสายตา

+++++++++

สงแดดกำลังแผดจ้าในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังส่องอยู่กลางศีรษะ

มนินญาอยู่ใต้ร่มไม้ที่ผลัดใบไปเสียเยอะ จนแทบไม่เหลือร่มเงาไว้ให้เธอได้หลบแดด แต่ดูแล้ว ณ จุดนี้คือยุทธภูมิใกล้ที่สุดกับอาคารสำนักงานใหญ่ของบีดับเบิ้ลยูเคกรุ๊ป ที่ทำให้เธอสามารถมองเห็นรถที่เข้าออกได้ทุกคัน และก็ห่างไกลสายตาของ รปภ.ที่หน้าประตูจะสังเกตเห็น

เธอไม่กล้าจะแหงนหน้าสู้แดด เพราะอาจจะทำให้หน้ามืดได้ง่ายๆ หลังจากรอคอยอยู่นานนับชั่วโมง ในที่สุดเธอก็ได้เห็นรถคันที่รัฐเขตที่ใช้ประจำ หลังจากเฝ้าแอบซุ่มดูมาอยู่หลายวัน

ร่างบางที่นั่งยองๆ อยู่บนฟุตปาธข้างทาง รีบวิ่งไปขวางหน้า ก่อนที่แลนด์โรเวอร์สีดำคันโตจะแล่นผ่านไป

“เอี๊ยด...”

 การเบรกระยะกระชั้นชิดชนิดกระทืบลงไปที่คันเบรกสุดกำลังเท้า ทำเอาทั้งคนขับและผู้โดยสารหน้าแทบทิ่มกับคอนโซลรถ หากไม่มีเข็มขัดนิรภัยมาช่วยชีวิตไว้

“บ้าเอ๊ย! อยากตายหรือไง”

คนนั่งหลังพวงมาลัยสบถอย่างเกรี้ยวกราด แต่พอผงกศีรษะขึ้นมามองยังเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เขาเกือบเป็นฆาตกรกำลังยืนกางแขนขวางทางอย่างหาเรื่อง และเมื่อเพ่งสายตามองผ่านเลนส์กันแดดของเรย์แบนออกไปถึงได้เห็นชัดๆ ว่าคนไม่กลัวตายนั่นเป็นใคร

“มิว”

เอ่ยชื่อของหญิงสาวออกมาอย่างตกใจ นี่เธอยังไม่ยอมกลับไปเรียนหนังสือหนังหาอีกหรือ?

“นั่นมันน้องสาวของมาริสาไม่ใช่หรือ?”

กฤตภาคถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ “เธอต้องการอะไรอีกล่ะ?” เขาเดาว่าไม่ใช่เรื่องดี เมื่อเจ้าหล่อนกล้าเสี่ยงตายมายืนขวางทางรถอย่างนี้

“อย่าลงไปนะเขต”

หันมาบอกกับคนข้างๆ ที่ทำท่าจะเปิดประตูลงไปคุย ก่อนจะตะปบฝ่ามือลงกลางพวงมาลัยกดแตรไล่ให้คนหน้ารถไปเสียให้พ้นๆ

มนินญาสะดุ้งโหยงรีบยกมือที่กางขวางทางรถขึ้นมาปิดหู แต่ก็ไม่ยอมขยับแม้แต่ก้าวเดียว

“หยุดเถอะน่า”

รัฐเขตตวาดใส่กฤตภาคพร้อมปัดมือเพื่อนออกไปให้พ้น ก่อนจะรีบเปิดประตูลงไปเผชิญหน้า เขาเองก็อยากรู้ว่าหญิงสาวจะเอายังไงกับเขากันแน่ ขืนไม่คุยกันให้รู้เรื่องวันนี้ สักวันเขาก็คงได้ขับรถทับหล่อนแบนแต๊ดแต๋เพราะเบรกไม่ทัน

โธ่เว้ย! ไม่ฟังกันบ้างเลย”

คนถูกขัดใจสบถอย่างหัวเสีย “คนที่นายควรจะบอกว่าให้หยุด น่าจะเป็นยัยเด็กนั่นมากกว่า” เขาบ่นก่อนจะเปิดประตูตามลงไปด้วยอีกคน

“ทำบ้าอะไรของเธอน่ะมิว รู้รึเปล่าถ้าพี่เหยียบเบรกไม่ทัน เธอถูกรถชนไปแล้ว”

คนที่หลับตาปี๋ปิดหูหนีเสียงแตรรถเงยหน้าขวับขึ้นมามอง ดวงตากลมดำวับวาวเกรี้ยวกราด

“ก็เอาสิ ขึ้นชื่อว่าฆาตกรเลือดเย็นอย่างคุณ จะฆ่าฉันอีกศพจะเป็นไร”

ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นอย่างท้าทาย

ร่างสูงที่ถูกกล่าวหายืนนิ่งขึงไป มองคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ

“ว่าแล้วไหมล่ะ”

กฤตภาคบ่นอุบ เมื่อคำพูดจ้อยๆ จากปากเล็กสีชมพูรูปกระจับนั่นทำให้รัฐเขตเหมือนถูกคาถานะจังงังเข้าให้ทุกที

“เธอต้องการอะไร เงินที่ได้ไปสามล้าน ทั้งบ้านทั้งรถนั่นยังไม่พอใจอีกหรือไง?”

เขาหันไปถามกับหญิงสาวแทน ปกติคนอย่างกฤตภาคไม่เคยปากร้ายกับผู้หญิงที่ไหน ยกเว้นก็แต่ภัคจิรากับเด็กสาวที่ตั้งตัวเป็นคู่กรณีกับรัฐเขตนี่แหละ

“ฉันไม่เคยต้องการเงินของใคร แต่ธนาคารไม่ยอมให้ฉันโอนเงินกลับคืนไปต่างหาก ทุกบาททุกสตางค์ยังอยู่ครบ ฉันไม่จะคิดใช้เงินนั่นแม้แต่บาทเดียว ถ้าคิดว่าเงินแค่นั้นจะซื้อความผิดได้ล่ะก็เสียใจด้วย มันไม่มีค่าเลยเมื่อเทียบกับชีวิตพี่สาวคนเดียวของฉัน”

มนินญาเอ็ดตะโรเข้าใส่หน้า ดวงตาขึ้งโกรธนั่นมีแววน้ำตาเคลือบคลอ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha