ปล้นรักคาสโนวา

โดย: Janya,ณิชาดา



ตอนที่ 6 : ทายาทคนดัง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

          ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เจ้าของร่างสูงใหญ่ซึ่งอยู่ในรถแท็กซี่กำลังนั่งตีหน้าเครียด แผ่นหลังแข็งกระด้างนั้นเอนแนบกับหนังนุ่มของเบาะพิงด้วยท่าทีอ่อนล้า ยิ่งตัวรถมุ่งหน้าเข้าใกล้บ้านที่เขาจากมาร่วมปีมากเท่าไร ความรู้สึกมากมายก็ประเดประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจ หรือแม้แต่ ขลาดกลัว

          และเพียงรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายรอง เข้ามาร่วมหนึ่งกิโลเมตร ก็ปรากฏรั้วสูงทอดตัวกันยาว สุดลูกหูลูกตา ปล่อยให้รถขับเข้ามาอีกเพียงห้าร้อยเมตรปากหยักก็ร้องสั่งเบาๆ “ช่วยจอดข้างหน้าด้วยครับ”

          คนขับแท็กซี่ทำเพียงพยักหน้า และเลี้ยวรถไปจอดชิดริมฟุตบาธตามคำสั่งของผู้โดยสาร ถึงแม้จะประหลาดใจที่ผู้โดยสารหนุ่มรูปหล่อเลือกลงก่อนจะถึงจุดมุ่งหมาย แต่เพราะค่าโดยสารที่ได้รับครบถ้วน แถมยังมีสินน้ำใจอีกไม่น้อยจึงรีบเปิดประตูรถ อ้อมไปหยิบกระเป๋าเดินทางลงมาส่งให้ เรียบร้อยก็ค้อมศีรษะจากไป

          ขณะเดียวกันฟาร์เวลล์ก็มองรั้วทอดยาวซึ่งบ่งบอกอาณาเขตของตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด บ้านแสนใหญ่โต แต่ความอบอุ่นหาได้ใหญ่เท่าไม่ ดังนั้นจึงยืนนิ่งๆ แล้วหวนคิดถึงวันคืนที่ผ่านมา กระทั่งผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมงนั่นแหละ ถึงได้เดินหิ้วกระเป๋าเดินตรงไปยังประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิท

          มาถึงปลายนิ้วเรียวหนาก็กดกริ่งหน้าบ้าน เสร็จก็ยืนหันหลังให้ ไม่ไกลกันนักก็แว่วเสียงฝีเท้าเดินเร็วๆ ตรงมาหา บานประตูเล็กข้างๆ รั้วที่ให้คนผ่านเข้าออก ก็เปิดกว้าง พร้อมกับชายวัยห้าสิบปีก้าวออกมา

          “มาหาใครหรือครับ”

          ฟังเสียงคุ้นเคย มุมปากหยักได้รูปก็ยกยิ้มน้อยๆ แล้วค่อยๆ หมุนตัวมาเผชิญหน้า “สวัสดีครับ”

          ดวงตาที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยหรี่แคบมองอย่างพินิจพิเคราะห์ จ้องอยู่อย่างนั้นแล้วเดินวนรอบๆ ตัว

“คุณ...คุณ...”

          “จำผมไม่ได้หรือ”

          “คุณฟาร์ส!” เมื่อจำได้ ปากก็ร้องตะโกนลั่น “คุณฟาร์ส กลับมาแล้ว คุณฟาร์สตัวเป็นๆ เลยครับ”

          ชายหนุ่มทำเพียงยิ้มกว้าง แล้วก้าวนำเข้าบ้าน ปล่อยให้หน้าที่ยกกระเป๋าเป็นของคนงานคุ้นเคย มาถึงบริเวณหน้าบ้านหลังโตของตน ก็ยืนมองอยู่อย่างนั้น กระทั่งแว่วเสียงคนเป็นแม่ ถึงได้รีบก้าวยาวๆ เข้าไปสวมกอดท่าน

          “ฟาร์ส...แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน”

          “ผมก็คิดถึงแม่ครับ” กระซิบบอกเบาๆ แล้วกอดท่านให้แนบแน่นยิ่งขึ้น “แม่สบายดีนะครับ”

          “จ้ะๆ”

ผละออกห่างจากอ้อมกอดลูกรัก พลางยกปลายนิ้วเช็ดน้ำตาป้อยๆ “แม่ดีใจเหลือเกิน...ต่อไปอย่าไปไหนนานๆ แบบนี้อีกนะลูก” ดวงตามีน้ำวาวๆ อาบทั้งสองข้างจ้องหน้าบุตรชายอย่างรอฟังคำชื่นใจ

          รอยยิ้มหล่อระบายเต็มกรอบหน้า “ผมอาจจะอยู่บ้าน ตลอดไปก็ได้นะครับ”

          “จริงหรือลูก”

          ใบหน้าคมคร้ามก้มลงเล็กน้อย ยังไม่ยอมตกปากรับคำว่าจริงแท้แค่ไหน ขณะที่ท่อนแขนแข็งแรงโอบเอวนุ่มๆ ของมารดาแล้วเดินเข้าไปด้วยกัน เพียงถึงโถงกว้าง ปากหยักต้องคลี่ยิ้มกว้างขวาง เมื่อมองเห็นร่างต้วมเตี้ยมวัยซุกซนของใครบางคนวิ่งเข้ามาใกล้ ดังนั้นจึงค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างรอสวมกอด

          “พ่อครับ...”

เฟรสลีย์ เอดิสัน พารัญฤทธิกุล หนูน้อยวัยห้าขวบร้องเรียก แขนเล็กๆ นั้นโอบรอบคอผู้เป็นบิดาไว้แน่น “เฟรสคิดถึงพ่อ...พ่ออย่าทิ้งเฟรสอีกนะ เฟรสเหงา...” เจ้าตัวน้อยเอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกัก น้ำตาเม็ดใสคลอเต็มหน้า

          “พ่อจะอยู่กับเฟรสนะลูก” ฝ่ามือหนาลูบศีรษะน้อยด้วยความรักไม่แพ้กัน

          จำได้ว่า เมื่อห้าปีก่อน เขาเจอเด็กน้อยคนนี้ถูกทิ้งอยู่ที่บริเวณรั้วบ้าน ครั้งนั้นเจ้าตัวเล็กถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว ใบหน้าและตามตัวเต็มไปด้วยรอยกัดของสัตว์ตัวเล็กๆ หลังจากให้คนเสาะหาพ่อแม่ที่แท้จริงแล้วไม่พบ เขาก็อาสารับเลี้ยงเด็กคนนี้ ให้ความรัก ความเอ็นดู และเรื่องนี้ คงมีแค่เพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้เรื่อง

          “รู้ไหม...ว่าพ่อคิดถึงเฟรสตลอดเวลา”

ชายหนุ่มย้ำให้เด็กน้อยวันซนเชื่อมั่น “ไม่ว่าพ่อจะอยู่ที่ไหน พ่อก็ไม่เคยลืมเฟรสนะลูก และต่อไปนี้ พ่อจะอยู่กับเฟรสทุกวัน จะไม่ทิ้งเฟรสไปไหนอีกแล้ว”

          “พ่อครับ...”

          เสียงสั่นสะอื้นดังเบาๆ อยู่ข้างๆ หู ขณะแขนยังคล้องคอคนเป็นพ่อแน่น และเมื่อคนเป็นพ่ออุ้มจนตัวลอยห่างจากพื้น เจ้าหนูน้อยก็หัวเราะยิ้มร่า ประกายตาทั้งสองข้างเปล่งประกายระยิบระยับอย่างมีความสุข

          พลอยทำให้คนยืนอยู่ข้างๆ ต้องยิ้มปริ่มจนน้ำตาไหล เฝ้ามองสองพ่อลูกแสดงความรักกันและกันอยู่สักพัก ถึงได้ชักชวนคนทั้งคู่ตรงไปยังห้องนั่งเล่น จากนั้นฟาร์เวลล์ก็ปล่อยให้เฟรสลีย์ตัวน้อยนั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ส่วนตัวเองก็คุยกับคนเป็นแม่ด้วยใบหน้าที่เริ่มเครียด “ช่วงนี้คุณพ่ออยู่กาสิโนหรือครับ แล้วท่านกลับมาค้างที่บ้านบ้างหรือเปล่า”

          คนเป็นแม่หลบตาเล็กน้อย พลางว่า “ก็กลับมาค้างที่บ้าน สัปดาห์ละครั้งน่ะจ้ะ”

          ฟาร์เวลล์เริ่มเม้มปากเป็นแถบตรง เงยหน้ามองเพดานห้องอย่างข่มความรู้สึก “ผมว่า...ถึงเวลาที่แม่จะมีความสุขได้แล้วนะครับ”

          “ไม่เป็นไรหรอก แม่ทนได้ หลายปีมานี้ พ่อเขาก็ไม่ค่อยกลับบ้านอยู่แล้ว วันๆ เอาแต่โหมทำงาน อีกอย่างพ่อเขารักกาสิโนนั้นมากนะลูก พ่อทุ่มเททุกอย่างให้กับกาสิโนนั้น...”

          “จนลืมไปว่า บ้านหลังนี้ยังมีแม่...”

          ปลายนิ้วอวบเกลี่ยแก้มเมื่อน้ำตามันหยาดลงมาเปื้อน พยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความอุ่นร้อนให้จางหาย “ไม่เป็นไรหรอก แม่รู้ว่าทุกอย่างที่พ่อทำ ก็เพื่อแม่ เพื่อฟาร์สนะลูก”

          รอยยิ้มบางๆ เริ่มปรากฏบนกรอบหน้าคม ขณะเอื้อมคว้ามือนุ่มหยุ่นของมารดามาบีบเบาๆ “ต่อไปนี้ ผมสัญญา...ผมจะทำทุกอย่างให้คุณแม่มีความสุข...ผมจะทำให้พ่อกลับมาอยู่บ้านกับเรา...”

          “หายหน้าไปเป็นปี แกยังกล้าสัญญาอีกรึ!

          ถ้อยคำที่จะเปล่งออกมาต้องถูกกลืนลงในลำคอ เพราะน้ำเสียงเข้มกังวานของคนเป็นบิดาแทรกขึ้นมาเสียก่อน ดังนั้นจึงปล่อยมือจากมารดา แล้วค่อยๆ ผุดลุกจากโซฟานุ่ม ก้าวอาดๆ มาเผชิญหน้ากับคนเป็นพ่อ ดวงตาคมเข้มสบดวงตาดุๆ ของท่านตาไม่กะพริบ

          เห็นสองพ่อลูกเผชิญหน้ากับแบบนั้น มาดามแอนนาก็หันมาชวนหลานชายตัวน้อยๆ ก้าวออกจากห้องนั่งเล่น ปล่อยให้บุตรชายและคนเป็นสามีได้คุยกันตามลำพัง

          เมื่อพ้นแผ่นหลังของภรรยาและหลานชายแล้ว ชายชราวัยหกสิบสามปีก็นำพาร่างกายที่ยังแข็งแรงก้าวไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม ใบหน้าเครียดๆ หันมาจ้องบุตรชายตาขุ่นขวาง

          “ฉันไม่คิดว่าวันนี้กลับมาแล้วจะเจอแกที่นี่”

          “ผมก็แปลกใจครับ ทั้งๆ ที่แม่บอกว่า พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน แต่วันนี้เราก็มาเจอกันจนได้”

          “แกอย่ามาปากดีใส่ฉันนะเจ้าฟาร์ส!” เสียงเอาเรื่องมาพร้อมกับปลายนิ้วหนาที่ชี้กราด “ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหม ถ้าแกยังหลงใหลกับการแสดงในวงการมายา แกก็อย่ามาเหยียบบ้านนี้อีก หรือว่า...วันนี้แกเป็นดาราอับปางถึงได้มีหน้ากลับมา”

          ฟาร์เวลล์พยายามสูดหายใจเข้าปอดลึก เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเจอกับคนเป็นพ่อตรงไหน เวลาใด เขากับท่านก็มักมีปากเสียงกันเสมอ

“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะผมยังเป็นดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ที่ผมกลับมา เพราะผมรู้สึกเบื่อๆ กับวงการมายาก็เท่านั้น” กายแกร่งค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนฝั่งตรงกันข้าม

“อีกอย่าง...ผมก็อยากจะรู้ ว่าทำไมพ่อถึงอยากให้ผมสืบทอดธุรกิจของพ่อนัก”

          “ฮึ! นี่แกจะบอกว่า...แกจะกลับมาบริหารกาสิโนให้ฉันอย่างนั้นรึ!

ดวงตาดูแคลนจ้องหน้าลูก พลางสั่นหัวรุนแรง “คนหลงแสงสีในวงการมายาอย่างแก จะบริหารกาสิโนของฉันได้ดีสักแค่ไหน! ฉันไม่อยากเห็นสิ่งที่ฉันสร้างมากับมือ พังทลายลงเพราะน้ำมือของแกหรอกนะ”

          “ถ้าผมทำได้...พ่อจะวางมือใช่ไหม”

          “ฮึ! แกกล้าดีอย่างไร ถึงยื่นข้อเสนอนี้ให้ฉัน!

ใบหน้าคมก้มลงเล็กน้อย พลางเอ่ยปาก

“ผมไม่กล้า...แต่ผมแค่อยากลอง และถ้าการลองของผมทำให้แม่มีความสุข ผมก็ยินดี”

          “แกจะยอมทิ้งงานในวงการนั่น!

          “ผมไม่ได้ทิ้ง คนอย่างผม ถ้าคิดจะจับงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

          “ฮึ! แกจะบอกว่าตัวเองเก่ง!

          “ผมไม่เก่งหรอกครับ ผมแค่มีความสามารถเท่านั้น”

          ดวงตามีริ้วรอยแห่งวัย มองหน้าบุตรชายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เขาเพียรทำทุกอย่างเพื่อให้บุตรชายยอมสืบทอดกิจการกาสิโน ทั้งบังคับ ข่มขู่ แต่มันก็ไม่เคยสำเร็จ ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้ จู่ๆ ลูกชายตัวดีจะก้าวมาเสนอตัวเสียเอง

          ลมหายใจแห่งความคลางแคลงใจระบายทิ้งเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ก็ได้ ฉันจะให้โอกาสแกหนึ่งเดือน ถ้าแกบริหารกิจการกาสิโนของฉันได้กำไรมากกว่าทุกเดือนที่ผ่านมา ฉันจะยอมวางมือ และจะกลับมาอยู่บ้านกับแม่ของแก”

          “สัญญาสิครับ ว่าพ่อจะไม่ทำให้แม่เศร้าใจอีก”

          เวตน์ เอดิสันฟังถ้อยคำของลูกบังเกิดเกล้าแล้วอยากจะตะบันหน้าด้วยหมัดรุ่นๆ ยิ่งนัก คำพูดที่ได้ยิน มันก็ไม่ต่างจากการตัดพ้อด่าทอจากปากลูก ที่หาว่าเขาเป็นสามีที่ไม่ดีพอ แต่ก็นั่นแหละ เขายอมรับเพราะที่ผ่านมาละเลยภรรยาคู่ชีวิตไปมากทีเดียว ดังนั้นจึงผ่อนลมหายใจเข้าออกเนิบช้าก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

“ถ้าแกทำได้ ฉันก็ทำได้”

          “ถ้าอย่างนั้น ระหว่างที่ผมพิสูจน์ตัวเอง พ่อก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยเช่นกัน”

          “เจ้าฟาร์ส!” เรียกบุตรชายเสียงเขียว

          ด้านคนถูกเรียกยังคงจ้องหน้าอย่างไม่หวั่นกลัว “ในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ พ่อต้องกลับมานอนบ้านทุกวัน”

          สายตาของคนเป็นพ่อ เพ่งมองกรอบหน้าบุตรชายที่อวดดีสั่งตัวเองด้วยท่าทีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เมื่อเห็นความเอาจริงเอาจังจากสีหน้านั้น จึงได้แต่ครางรับในลำคอ แล้วเดินอาดๆ ตรงไปยังประตู ทว่าก่อนที่จะพ้นออกไปปากมีร่องลึกก็เอ่ยเบาๆ

          “แกต้องทำให้ได้อย่างที่ปากพูด ถ้าทำไม่ได้ ฉันจะถือว่าแกไม่ใช่ลูกชายของฉัน!

          ฟาร์เวลล์มองตามแผ่นหลังของบิดาจนท่านเดินหายไป ใบหน้าคมคร้ามระบายยิ้มบางๆ  ก่อนจะกล่าว “พ่ออย่าลืมนะครับ ว่าในตัวผมมีเลือดของใครไหลเวียน”

 

ามเย็นของวันต่อมา รถเบ็นซ์กลางเก่ากลางใหม่ แล่นออกจากคฤหาสน์เอดิสันด้วยความเร็วไม่มากนัก จุดหมายปลายทางของคนขับซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสีซีดนั่นคือ ที่ตั้งกาสิโนขนาดใหญ่ชายเมืองของบอสตัน สถานที่ก่อสร้างซึ่งกินอาณาเขตร่วมร้อยไร่ เป็นธุรกิจที่บิดาบังเกิดเกล้าสร้างขึ้นมากับมือ

วันนี้ ฟาร์เวลล์ตั้งใจจะไปดูลาดเลาคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มเข้าไปดูงานในวันต่อไป เขาอยากจะรู้ยิ่งนัก ว่าเพราะอะไรบิดาถึงได้คลั่งไคล้ธุรกิจประเภทนี้นัก ท่านใช้เวลาเกือบยี่สิบปีเต็มปลุกปั้นมันจนมีชื่อเสียงโด่งดัง วันๆ หนึ่ง มีเงินหมุนเวียนในกาสิโนไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นหลายแสนล้านดอลลาร์ เพราะเป็นที่นิยมของบุคคลหลายชนชั้น ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ ดารา นักแสดง ผู้มีจะกิน รวมถึงคนธรรมดาที่หาเงินได้วันละไม่กี่ดอลลาร์ ล้วนชื่นชอบการแสวงโชคในด้านนี้

ใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง ก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนทอดยาวไปสู่อาณาจักรของบิดา แสงไฟหลากสีสว่างไสวราวกับอยู่ในช่วงเวลากลางวัน เพียงเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถ ก็ต้องส่ายหน้าให้กับจำนวนรถที่มองเห็น เพราะมันไม่ใช่แค่ร้อยคันหรอก เกือบจะเป็นพันคัน เพราะคลาคล่ำด้วยยวดยานหลากหลายยี่ห้อ ตีราคาคร่าวๆ ถ้านำทุกคันไปขายหมด เขาคงจะเป็นอภิมหาเศรษฐีติดหนึ่งในสิบของโลกเลยทีเดียว

ลมหายใจคล้ายคนเหนื่อยหน่ายผ่อนทิ้งช้าๆ ขณะนำรถเคลื่อนผ่านเหล่าบรรดารถเศรษฐีเงินถุงเงินถังเข้าไปจอด ทันทีที่เรียบร้อย ขายาวๆ ก็ก้าวออกมาพร้อมยิ้มเนือยๆ เพราะในระหว่างที่เขากำลังเดินเข้าไปในตึกใหญ่ยักษ์ของบิดา ก็มีเพื่อนร่วมทางเดินเข้าไปร่วมห้าสิบชีวิต แต่ละคนล้วนพูดถึงการเสี่ยงโชคของตัวเองในค่ำคืนนี้

กาสิโนขนาดใหญ่ บรรจุการเสี่ยงโชคทุกชนิด พร้อมสรรพที่จะต้อนรับทุกคนที่มาเยือน มีทั้งแบบวีไอพีและขาจรทั่วๆ ไป พ่อของเขาช่างเก่งกาจเหลือเกิน ที่รังสรรค์ทุกอย่างได้เลอเลิศขนาดนี้

เมื่อก้าวเข้าสู่ด้านใน ก็ค่อนข้างยินดีกับคนเป็นบิดาไม่น้อย เพราะคืนนี้ดูเหมือนท่านจะมีลูกค้ากระเป๋าหนักมาเยือนมากมาย

ตึกนี้มีด้วยกันห้าชั้น ชั้นที่หนึ่งและสอง จัดไว้สำหรับนักเสี่ยงโชคขาจร ส่วนชั้นที่สาม สี่ และห้า ตระเตรียมต้อนรับสำหรับลูกค้าระดับวีไอพี ซึ่งมีเกมการเสี่ยงโชคหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไพ่คาบาร่า, สล็อต, ไฮโล, กำถั่ว, เกมส์ รูเล็ต และอื่นๆ อีกมากมาย หนำซ้ำบริเวณชั้นห้า ยังจัดเป็นที่พักหรูหราให้กับนักพนันที่มีเครดิตสูงอีกด้วย

ช่วงขายาวเลือกเดินเอื่อยดูโน่นดูนี่ตั้งแต่ชั้นหนึ่ง เพื่อตรวจสอบความพอใจของนักเสี่ยงโชค ดูวิธีการเล่นของพวกเขาแล้วนำมาประมวลในสมองชาญฉลาด ว่าเขาจะทำอย่างไร ที่จะชนะการเดิมพันกับผู้เป็นบิดา เมื่อดูบริเวณชั้นแรกของอาณาจักรของบิดาเรียบร้อย ฟาร์เวลล์ก็มุ่งสู่ชั้นสองและสามตามลำดับ ทว่ามาถึงชั้นสามเขาก็ต้องเจอกับพนักงานหน้าเข้มที่อยู่ในชุดสูทสีขาวยืนขวางทาง พร้อมกับทำเสียงเรียบๆ แต่เยือกเย็นสอบถาม

“ขอดูบัตรวีไอพีด้วยครับ”

บัตรวีไอพี

เขามีที่ไหนกัน เขามีแค่ศักดิ์และสิทธิ์ตามประสาทายาทเจ้าของกาสิโนแห่งนี้เท่านั้น

“ขอดูบัตรวีไอพีด้วยครับ” พนักงานหนุ่มย้ำทันทีที่ลูกค้านิ่งเฉย

การแต่งกายง่ายๆ เสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงยีนสีซีดที่ยี่ห้อมันหลุดลุ่ยไปตั้งนานแล้ว ทำให้ฟาร์เวลล์ถูกมองว่าเป็นเพียงนักพนันกระเป๋าบาง หนำซ้ำพนักงานระดับล่างทุกคนในกาสิโนแห่งนี้ ไม่มีใครรู้จักบุตรชายคนเดียวของเวตน์ เอดิสันเลยสักคน

เมื่ออ่านสายตาได้เช่นนั้น นักแสดงหนุ่มก็ไหวไหล่กระด้างน้อยๆ “ผมไม่มีบัตร” บอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมแค่จะขึ้นมาดู ว่าพวกสมาชิกวีไอพีที่นี่ เขาเล่นเกมพนันอะไรกันบ้าง”

“ถ้าคุณไม่ได้เป็นสมาชิกระดับวีไอพี ผมรบกวนเชิญที่ชั้นหนึ่งครับ”

“ผมบอกว่าผมจะดูชั้นนี้ และชั้นที่สี่ ที่ห้าด้วย”

พระเอกหนุ่มเลือกจะยียวนหน้าตาเฉย หนำซ้ำช่วงขายาวๆ ยังก้าวอาดๆ มุ่งตรงเข้าสู่ทางเข้า แต่ก็ต้องเจอกับด่านล่ำบึ้กที่ยืนขวางถึงสองคน

“กาสิโนที่นี่ ต้อนรับลูกค้าแต่ละคนแตกต่างกัน ถ้าคุณจะก้าวเข้าสู่ห้องนั้น รบกวนทำบัตรสมาชิกด้วยครับ”

“ฉันต้องเสียเงินเท่าไร”

“ระดับวีไอพีของเรา ต้องมีเงินในเครดิตไม่ต่ำกว่าร้อยล้านดอลลาร์ ถ้าคุณพร้อม เชิญที่ห้องนั้นครับ”

พนักงานหนุ่มกล่าว พลางผายมือเชื้อเชิญไปยังห้องกระจกทึบด้านข้าง

“พนักงานในนั้นจะทำการต้อนรับคุณเป็นอย่างดีครับ”

“เผอิญว่าวันนี้ ผมมีเงินแค่เพียง...” ว่าพลางดึงเศษเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ “ไม่ถึงห้าพันดอลลาร์” เปรยเบาๆ แล้วเงยหน้ามองพนักงานหนุ่มที่ยังจ้องด้วยสีหน้าขรึมๆ “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ คืนนี้ผมขอเข้าไปดูด้านในนั้นก่อน จะได้ประเมินว่าการลงทุนที่จะสร้างเครดิตร้อยล้านดอลลาร์มันจะคุ้มสักแค่ไหน”

ทันทีที่เอ่ยจบ ขายาวๆ ก็เลือกเดินผ่านการ์ดตัวใหญ่ยักษ์เข้าไป ทว่ามีหรือที่เขาจะก้าวล้ำเข้าสู่เขตการพนันคลาคล่ำด้วยผู้คนหลายพันชีวิตได้ เมื่อแขนทั้งสองข้างถูกยึดไว้ด้วยอุ้งมือหยาบกร้าน หนำซ้ำขายาวๆ ของเขายังลอยผ่านจากพื้นมานับคืบ

“ในเมื่อคุณไม่รักษากฎของเรา พวกผมก็คงต้องเสียมารยาท”

หัวหน้าการ์ดรักษาความปลอดภัยพยักหน้าให้กับพนักงานหนุ่มทั้งสองราย แล้วร่างทั้งร่างของฟาร์เวลล์ก็ถูกหิ้วปีกเพื่อตรงไปยังทางออก แต่มีหรือที่คนถูกยึดลำแขนจะยอมง่ายๆ

ร่างกายบึกบึน ระดับพระเอกดังแห่งฮอลลีวูด บทบู๊ที่เขาเคยเล่นบ่อยๆ ถูกหยิบขึ้นมาใช้ กายแกร่งสะบัดแรงเพื่อให้หลุดพ้นจากปอกเหล็กของการ์ดหนุ่ม และเมื่อหลุดออกมาได้ก็รีบยกมือห้ามทั้งสองหนุ่มที่ตั้งท่าจะบุกเข้าหาทันที

“หยุด!” สั่งพลางจ้องหน้ามอง

“คุณออกไปจากที่นี่เถอะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายเลย พวกเราไม่อยากทำร้ายใครหรอกนะ”

ปลายลิ้นถูกดุนไปยังกระพุ้งแก้มซีกซ้าย ขณะสายตายังคงจับจ้องทั้งสองหนุ่มอย่างไม่คิดจะถอยง่ายๆ ดวงตาสีดำสนิทวาดมองหาทางหนีทีไล่ให้กับตนเอง ไม่คิดจริงๆ ว่าต้องมาพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ สงสัยเขาคงต้องพึ่งบารมีของพ่อ แต่ว่าถ้าเขาทำแบบนั้นคงไม่รู้ว่าเหล่าการ์ดพวกนี้มันเคร่งครัดต่อกฎของกาสิโนมากแค่ไหน

ขนาดเขายังเกือบถูกหิ้วไปทิ้ง

“แต่ถึงอย่างไร ผมก็จะเข้าไปดูด้านในนั้นให้ได้”

ชายหนุ่มเลือกทำตัวแหกกฎ “ไม่ว่าพวกคุณจะขวางอย่างไร ผมขอย้ำไว้ตรงนี้ ว่าผมจะเข้าไปข้างในนั้น อ้อ! ผมไม่กลัวหรอกนะ ว่าพวกคุณจะใช้กำลังกับผม เพราะคนอย่างผมกล้าพอที่จะสู้” กล่าวพลางมองการ์ดรักษาความสงบทุกคนตาไม่กะพริบ สีหน้าของเขาแสดงออกถึงการไม่ยอมแพ้

“ถ้าอย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเราใจร้าย”

เสียงเหี้ยมหลุดออกมาจากปากของคนเป็นหัวหน้า จากนั้นเหล่าลูกน้องร่วมสามนายก็กรูกันเข้ามายืนล้อมคนที่ริอ่านทำตัวเป็นคนป่วน แต่ละคนล้วนตั้งท่าจัดการกับคนก่อกวนด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง แต่คงจะเป็นโชคดีของฟาร์เวลล์ เมื่อจู่ๆ เสียงห้าวของใครบางคนก็ดังขึ้น

“ถอยออกไป!

เจ้าของน้ำคำเกรี้ยวกราดมาพร้อมกับเหล่าบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำร่วมห้านาย ทุกคนจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนที่คิดจะทำร้ายผู้เป็นนายด้วยท่าทีเอาเรื่อง พร้อมกับคนเป็นหัวหน้ารีบพุ่งมากระซิบถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “คุณฟาร์สเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่เข้ามาคุ้มกันช้า จนเกือบทำให้คุณฟาร์สมีอันตราย”

“ไม่เป็นไร ฉันแค่ไม่คิดว่าที่นี่จะมีกฎเหล็กก็เท่านั้น”

ได้ฟังแบบนั้นแล้ว คอร์มจึงก้าวดุ่มๆ ไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนหน้าเข้ม “พวกแกไม่มีสิทธิ์แตะต้องเจ้านายของฉัน”

“จะไม่ให้แตะได้อย่างไร เมื่อเจ้านายของแกคิดจะบุกรุกที่นี่”

“บุกรุกอย่างนั้นรึ!

สายตาของคอร์มตวัดมองทุกๆ คนเป็นรายตัว พร้อมส่งสายตาเยาะเย้ย เพราะคนเหล่านี้ช่างไม่รู้อะไรเลย การกระทำของพวกมันเมื่อครู่กำลังจะหวนกลับไปฆ่าพวกมันเองก็ไม่ปาน

“แกว่าเจ้านายของฉันบุกรุกที่นี่อย่างนั้นรึ! ฉันอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง”

“ดี...ถ้าอย่างนั้นก็อย่าปล่อยไว้อีกเลย” อีกฝ่ายขบฟันกรอดๆ ว่า “จัดการให้ฟันของพวกมันร่วงจากปาก เดี๋ยวนี้!

“นั่นพวกนายจะทำอะไร?

จู่ๆ อาร์ม แคนยอร์น ผู้จัดการประจำกาสิโนก็ก้าวอาดๆ เข้ามาดูเหตุการณ์ ดวงตาทั้งสองข้างฉายแววเอาเรื่องกับลูกน้องที่กำลังยืนรายล้อมเหล่านักพนันหนุ่ม และถึงกับผงะ เมื่อได้เห็นหนึ่งในจำนวนคนที่ยืนอยู่กลางวงล้อมนั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา และท่าทางไม่หวั่นเกรงใดๆ แบบนี้ มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคนที่เขาเคยเจอ ไม่กี่วินาทีคิ้วทั้งสองข้างจึงย่นเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

สองขาแข็งแรงตามประสาหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบปี ก้าวผ่านเหล่าการ์ดที่ยืนคุมเชิงอยู่ เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าบุรุษหนุ่มรุ่นลูก มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เดินวนรอบตัวไปมาอีกสองรอบ ก่อนจะกัดปากตัวเองอย่างครุ่นคิด

“ไม่ทราบว่า เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าพ่อหนุ่ม”

สีหน้าของฟาร์เวลล์ดูผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็ไม่ยอมปริปากบอกว่าตัวเองเป็นใครง่ายๆ “คุณคงจำคนผิดแล้วละครับ ผมก็แค่นักพนันธรรมดาๆ ที่อยากจะยกระดับตัวเองมาเป็นระดับวีไอพีของที่นี่เท่านั้น”

“แต่ฉันว่า...”

หนุ่มใหญ่ส่ายหน้าไปมาพลางรำพัน “เคยเห็นที่ไหนนะ” ไม่รำพันแต่ปากเท่านั้น เพราะอุ้งมือเริ่มมีรอยย่นกำลังจับท่อนแขนกำยำของฟาร์เวลล์ แล้วเอียงหน้าเอียงคอมองอย่างครุ่นคิด ไม่ถึงนาทีดวงตามีริ้วรอยถึงกับเบิกกว้าง มือที่จับท่อนแขนล่ำๆ ร่วงผล็อยลงข้างลำตัว ขาแข้งถึงกับต้องเดินถอยหลัง “นี่พ่อหนุ่มคือ...คุณฟาร์เวลล์ใช่ไหม”

มุมปากหยักได้รูปยกยิ้มบางๆ เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ นอกจากก้มหน้าทักทายเพียงเล็กน้อย “ผมว่า...วันนี้ผมทำตัวเป็นคนก่อกวนมามากพอแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” กล่าวจบก็ขยับกายเพื่อลงไปยังทางออกทันที แต่ช่วงขาแข็งแรงก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อถูกก้าวเข้ามาขวางทาง ดังนั้นจึงหรี่ตาแคบมอง

“ไม่ทราบมีอะไรอีกหรือเปล่าครับ”

“ต้องขอโทษคุณฟาร์สด้วยนะครับ ที่พนักงานพวกนี้เสียมารยาท”

อาร์มก้มหน้าลงอย่างขออภัย นี่ถ้าหากเขาไม่เห็นภาพถ่ายครอบครัวของผู้เป็นนายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานละก็ คงจะทำตัวไม่เหมาะสมกับทายาทหนึ่งเดียวของกาสิโน จากนั้นก็สั่งเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนทำหน้าตาเหรอหรา “พวกเอ็งจะยืนเซ่ออยู่ทำไม รีบมาขอโทษคุณฟาร์เวลล์สิ และรู้เอาไว้ด้วยนะ ว่าคุณคนนี้คือ คุณฟาร์เวลล์ เอดิสัน พารัญฤทธิกุล บุตรชายคนเดียวของท่านเวตน์”

“หา!” เหล่าการ์ดหนุ่มร้องลั่น พลางทำตาโต

“ไม่ต้องหาเว้ย! รีบๆ มาขอโทษท่าน ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่พวกแกออกให้หมด”

ได้ยินผู้จัดการพูดกับการ์ดแบบนั้น ฟาร์เวลล์ก็รีบส่ายหน้า “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ พวกคุณทำถูกแล้ว กฎก็ต้องเป็นกฎ” ว่าแล้วก็คลี่ยิ้มกว้างๆ ให้ แล้วเอ่ยต่อ “เร็วๆ นี้เราคงได้ร่วมงานกัน”

“ร่วมงานกัน!

บรรดาการ์ดรักษาความสงบยังคงทำตาโตเหมือนเดิม หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่อึดใจ ถึงได้เบิกตากว้างแล้วรีบวิ่งตามว่าที่เจ้านายไป แต่ก็ไม่อาจประชิดตัวได้เมื่อคนของคอร์ม ยืนทำหน้าที่อารักขา พวกการ์ดจึงทำได้เพียงค้อมตัวให้อย่างนอบน้อมพร้อมกับคำขอโทษนับสิบประโยค ด้านคนต้องรับคำขอโทษ ทำเพียงไหวไหล่กระด้างเล็กน้อย แล้วเดินแหวกการ์ดอารักขาของตนเดินมาตบบนไหล่กระด้างของหัวหน้ากลุ่ม

“คุณทำหน้าที่ได้ดีมาก!” เน้นย้ำคำสุดท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยกมือให้แล้วเดินจากไป

ด้านคนถูกตีไหล่ กำลังทำหน้าเหมือนกลืนยมขม เพราะไม่รู้ว่าคำชมเมื่อครู่ แฝงเร้นอะไรบางอย่างหรือเปล่า! ส่วนเหล่าบรรดาลูกน้อง ใบหน้านั้นถอดสีจนแทบไร้เลือดกันเลยทีเดียว

หลังจากนั้นฟาร์เวลล์ก็ได้รับเชิญให้เข้าไปสำรวจทุกพื้นที่ของกาสิโน โดยมีบอดี้การ์ดของตนห้านายติดสอยขบวนร่วมกับการ์ดอีกสามนายซึ่งคุ้นเคยกับกาสิโนแห่งนี้ กว่าจะสำรวจทุกตารางนิ้วของกาสิโนได้หมด ก็กินเวลาไปจนดึกสงัดเลยทีเดียว

 

          ช้าวันต่อมา ฟาร์เวลล์ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ชายหนุ่มคว้าเอาผ้าขนหนูผืนเล็กพาดไว้บนบ่า แล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้อง วันนี้เขาอยากจะวิ่งออกกำลังกายเรียกเหงื่อ เพื่อไม่ให้หุ่นล่ำบึ้กกับร่างกายล่ำๆ นี้ กลายเป็นนักธุรกิจที่มีพุงย้อย วิ่งรอบๆ บ้านอยู่ร่วมชั่วโมงถึงได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับเหงื่อกาฬไหลท่วมกาย

          “พ่อครับ...” เสียงหนูน้อยวัยซนเรียกหา พร้อมกับร่างเล็กวิ่งลงมาจากบันได

          “เฟรส อย่าวิ่งนะลูก”

ปากนั้นร้องห้าม ขณะที่ช่วงขายาวๆ รีบก้าวเข้าไปหาเด็กน้อย เข้าใกล้ได้ก็หอมแก้มเล็กทั้งสองข้างด้วยความรัก พลางลูบผมนุ่มๆ ของบุตรบุญธรรมเบาๆ “ตอนนี้พ่อกอดเฟรสไม่ได้นะลูก พ่อตัวเหม็นมาก เอาไว้พ่ออาบน้ำแล้ว พ่อจะกอดเฟรสให้ชื่นใจนะครับ”

          “ตัวพ่อห้อม...หอม...”

หนูน้อยว่าพร้อมยื่นจมูกเข้ามาใกล้ “ไม่เห็นเหม็นเลยสักนิด”

          คำพูดนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างระบายเต็มใบหน้าคม รางวัลที่ฟาร์เวลล์ให้ลูกก็คือการยกเจ้าตัวน้อยลอยขึ้นจากพื้น กอดเขาไว้แน่นๆ พร้อมหอมแก้มทั้งซ้ายทั้งขวา “ตัวพ่อหอมใช่ไหมลูก ตอนนี้ตัวลูกก็หอมมาก ถ้าอย่างนั้นเราไปอาบน้ำตามประสาหนุ่มๆ กันดีกว่า” ว่าแล้วก็จับตัวเล็กขึ้นขี่คอ แล้วเดินเร็วๆ กลับขึ้นห้อง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กน้อยวัยห้าขวบที่ดังลั่นบ้าน

          สองพ่อลูกใช้เวลาอาบน้ำร่วมครึ่งชั่วโมง ถึงได้แยกย้ายกันไปแต่งตัว เรียบร้อยฟาร์เวลล์ก็ก้าวยาวๆ ลงไปรอบุตรชายในห้องอาหาร มาถึงก็ต้องปั้นหน้าเฉยๆ เมื่อคนบิดาเพิ่งพับหนังสือพิมพ์ยามเช้าวางลงบนโต๊ะ แล้วตวัดดวงตาดุเข้มมองมา

          “ได้ข่าวว่าเมื่อคืน แกไปป่วนที่กาสิโนอย่างนั้นรึ!

          นั่งบนเก้าอี้ได้ ก็ต้องถอนหายใจกับคำทักทายแรกจากบิดา ดังนั้นแผ่นหลังแข็งแกร่งจึงทิ้งไปกับพนักพิงเก้าอี้ คว้ากาแฟตรงหน้าขึ้นมาจิบ

“ผมก็แค่ไปดู ว่าสถานที่ทำงานของตัวเองในอนาคตเป็นอย่างไรบ้าง”

          “ทำไมแกไม่บอกก่อน ฉันจะได้สั่งให้คนที่นั่นคอยดูแล”

          มุมปากหยักได้รูปยกยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า “ถ้าผมทำแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ทำอะไรสนุกๆ สิครับ พ่อก็น่าจะรู้ดี ว่าการที่ผมทำแบบนี้มันเพราะอะไร นี่ถ้าผมประกาศตัวโต้งๆ ว่าเป็นทายาทของพ่อ พนักงานพวกนั้นคงได้ก้มหัวให้ผมตั้งแต่ลานจอดรถ”

          “แกไม่ต้องประชดฉัน!

จู่ๆ เวตน์ เอดิสันก็ขึ้นเสียงเขียวขุ่น “ดีนะ! ที่แกไม่โดนการ์ดพวกนั้นโยนออกมาจากอาณาจักรของตัวเอง”

          “พ่อก็รู้ ว่าผมคงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น”

          คนเป็นพ่อทำเสียงขึ้นจมูกใส่ แล้วถามอย่างเป็นงานเป็นการ “แล้วเป็นอย่างไร แกคิดจะถอดใจหรือเปล่า”

          “คนอย่างผม ถ้าได้เดินหน้า ก็ไม่มีคำว่าถอยหลัง”

          “ให้มันจริงเถอะ” ว่าพลางคว้ากาแฟมาดื่มจนหมดแก้วเช่นกัน

          ขณะที่สองพ่อลูกกำลังเชือดเฉือนกันด้วยคำพูดดุดัน ประมุขหญิงของบ้านก็กำลังจับจูงหลานชายตัวน้อยๆ ก้าวเข้ามา เมื่อสองพ่อลูกหันมามองมาดามแอนนาจึงส่ายหน้าน้อยๆ แล้วยื่นคำขาดด้วยสีหน้าเรียบๆ “ในห้องอาหาร งดพูดเรื่องงาน” ว่าจบก็ประคองหลานตัวเล็กขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วกล่าวด้วยเสียงเพราะพริ้ง

“เฟรส...กินข้าวกับย่านะลูก”

          “ครับย่า...”

หนูน้อยรับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง แล้วเงยหน้าเอ่ยกับบิดา

“พ่อครับ หม่ำๆ กับเฟรสนะครับ”

จบแล้วก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย เมื่อคนเป็นย่าสะกิด ก็เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา

“คุณปู่ครับ หม่ำๆ กับเฟรสนะครับ”

          ปฏิกิริยาของลูกชาย ทำให้ฟาร์เวลล์จ้องหน้าบิดาอย่างพินิจพิเคราะห์ อาการหวาดกลัวของเฟรสลีย์ที่แสดงออก มันทำให้เขารู้ว่า พ่อของเขาไม่ได้สนิทสนมกับลูกชายเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นทันทีที่กินข้าวเช้าเรียบร้อย ขายาวๆ ก็ก้าวตามคนเป็นบิดาไปทันที

          “เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนเฟรสกลัวพ่อนะครับ”

          เวตน์ เอดิสันหยุดเดิน แล้วหันมามองบุตรชายตัวเองตาขวาง “ฉันไม่เคยห้ามแก ในเรื่องยกย่องเด็กนั่นมาเป็นลูก แต่แกไม่มีสิทธิ์บังคับฉัน ให้ยอมรับเด็กนั่นในฐานะหลานหรอกนะ!

          “แต่เฟรส...คือลูกของผม”

          “หลานของฉัน มันต้องมีสายเลือดของฉันจริงๆ ไม่ใช่สายเลือดกำมะลออย่างที่แกอุปโลกน์ขึ้น” กล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียด “และชาตินี้ ฉันขอบอกแกไว้เลย ว่าฉันไม่มีทางยกไอ้เด็กข้างถนนนั่น มาเป็นหลานในไส้หรอก”

          “แต่พ่อครับ เฟรสน่าสงสาร พ่อก็เห็นแกมาตั้งแต่ยังแบเบาะ พ่อไม่นึกเอ็นดูแกบ้างเลยหรือครับ”

ก้าวมายืนขวางทางบิดา เงยหน้ามองท่านด้วยสีหน้าเริ่มแดงก่ำขึ้น “ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กข้างถนน ข้างถังขยะ แต่ผมก็รักเขาเหมือนลูกแท้ๆ และผมหวังว่าพ่อคงไม่เป็นคุณปู่ที่ใจร้ายต่อเด็กอายุเพียงแค่นั้นหรอกนะครับ” ว่าจบก็ทิ้งให้คนเป็นพ่อได้ขบคิด

          ทางด้านเวตน์มองตามแผ่นหลังกระด้างของบุตรชายไปด้วยความเจ็บใจ แล้วปากก็ตะโกนไล่หลัง “หยุดนะ! เจ้าฟาร์ส แกกล้าดีอย่างไรหา! ที่มาสั่งสอนฉัน”

          “ผมเปล่า ผมแค่พูดให้พ่อคิด” ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้า “ผมขอพ่อ เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น”

          “ไม่!

          “ทำไมครับ” ดวงตาเริ่มมีรอยแดงจ้องบิดาเขม็ง

          คนเป็นพ่อกระตุกมุมปากเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ถ้าแกอยากให้ฉันยอมรับเด็กนั่นจริงๆ ละก็ แกก็แต่งงานกับคู่หมั้นของแกซะ!” จบประโยคดังก้องไม่ต่างจากฟ้าผ่า ประมุขแห่งเอดิสันก็เดินอาดๆ ผ่านไป

          คู่หมั้น!’

          คำนี้ยังก้องอยู่ในโสตประสาท กายแกร่งยืนแข็งทื่อเป็นหิน แล้วยกยิ้มเยาะหยันตัวเอง ทั้งๆ ที่ตลอดหลายปีมานี้ เขาลืมไปแล้วว่าตัวเองมีคู่หมั้นคู่หมาย ไม่คิดจริงๆ ว่าบิดาจะมาเคาะสนิมเขาในเรื่องนี้อีก แล้วนี่ถ้าทั้งโลกรู้ว่าคาสโนวาอย่างฟาร์เวลล์ เอดิสัน พารัญฤทธิกุล มีคู่หมั้นคู่หมาย สาวๆ ในสต็อกของเขา คงได้วิ่งพล่านเป็นหนูติดจั่น

          แต่อย่าฝันไปเถอะ! ว่าเขาจะยอมแต่งงานกับคนที่พ่อหมั้นหมายให้ เพราะคนอย่างเขา จะเป็นคาสโนวาฆ่าไม่ตายไปตลอดชีพ!

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha