ปมรักเกลียวหัวใจ

โดย: ไบคาร์บ/ กรงแก้ว



ตอนที่ 3 : ปมรักเกลียวหัวใจ ตอนที่ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 3 

อาติยะยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นดูเวลาที่เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว แปดโมงเช้ากับอากาศที่ค่อนข้างร้อนจนเขาต้องสวมแว่นตากันแดดบังแสงที่อาจจะมากระทบสายตาอย่างจัง ดวงตาสีเข้มมองออกไปข้างนอกหลังจากที่เดินออกมาจากสนามบิน เสียงของใครคนหนึ่งกำลังเรียกชื่อเขาพร้อมกับป้ายชื่อที่กำลังชูขึ้น เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะตรงไปหา

            พี่ติยะจริงๆ ด้วย อาติยะหันไปมองผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังตรงเข้าหาเขาก่อนจะถูกปรามโดยคนที่ตามหลังมาติดๆ ซึ่งเขาก็รู้จักดี

            สวัสดีครับ คุณอากมล เขาพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ปรายตาไปมองสาวที่ยืนยิ้มข้างๆ นาง

            นี่ ลูกตามัวทำอะไรอยู่ ไหว้พี่เขาสิจ้ะ คุณหญิงรีบออกคำสั่ง วาริตายิ้มอายๆ แต่พนมมือไหว้ญาติผู้พี่ที่เธอแอบปลื้มตั้งแต่เด็กๆ อาติยะรับไหว้อย่างผ่านๆ ก่อนจะหันไปถามชื่อคนที่ยืนอยู่ข้างหลังสองแม่ลูกคน

            นายชื่ออะไร

            บุญมีครับ

            นายบุญมี เป็นคนขับรถมารับฉันใช่ไหม งั้นนายเอากระเป๋าของฉันไปเก็บที่รถด้วยนะ ว่าแต่รถอยู่ไหน เขาไม่ได้สนใจสองแม่ลูกที่มารับตรงกันข้ามคนที่ควรจะมากลับไม่มา คงจะกำลังอี๋อ๋ออยู่กับลูกเลี้ยงจนลืมว่าวันนี้ลูกแท้ๆ จะกลับมา อาติยะบ่นในใจ ระหว่างเขาและบิดามันเกิดมีช่องว่างที่ทำให้ห่างเหิน เป็นเพราะยัยลูกเลี้ยงคนนั้นที่ทำให้บิดาของเขารักมากกว่าตนและแน่นอนถ้าตอนนี้ยัยนั่นยังอยู่ที่บ้านพิริยะไพศาล เขาก็คงจะไม่มีความสุข

            ทำไมพ่อถึงไม่มารับผมครับ เขาถามคนที่นั่งข้างติดรถมาด้วย คุณหญิงกมลนั่งอยู่ข้างหลังส่วนลูกสาวของนางเปลี่ยนที่นั่งมานั่งข้างคนขับอย่างอดไม่ได้เพราะอาติยะไม่ชอบนั่งเบียดกับใคร วาริตาเลยต้องกระเด็นมานั่งข้างหน้า

            คุณพ่อของหลานมัวแต่เอาอกเอาใจแม่ลูกสาวคนโปรดอยู่นะสิ ถึงได้ลืมว่าวันนี้ติยะจะกลับมา คุณหญิงกมลใส่ไฟและมันก็ง่ายด้วยที่เปลวไฟดวงนี้จะลุกโชนขึ้นมาในเมื่ออาติยะมีไฟแห่งความเกลียดชังในตัวปานตะวันอยู่เต็มเปี่ยม

การกลับมาในครั้งนี้ของอาติยะหลังจากที่เขาไม่ได้กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้เลยเป็นเวลาเกือบสิบปี สภาพของเด็กผู้หญิงผมยาวผอมแห้งคนนั้นตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง

            อาเองก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ใส่ร้ายเด็กแต่แม่ปานตะวันนะขี้ประจบประแจงจนคุณพ่อของหลานใจอ่อนยอมให้ขึ้นมาอาศัยอยู่บนตึกใหญ่

            ว่าไงนะครับ นี่ถึงขนาดต้องพามาอยู่ที่ตึกใหญ่เลยหรือ เขารู้สึกไม่พอใจอย่างหนัก ในเมื่อก่อนเขาจะไปเรียนบิดารับปากไว้แล้วว่าจะไม่พายัยเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าขึ้นมาอยู่บนบ้านหลังใหญ่เทียบกับเขาแต่เพียงแค่เขาไปเรียนและทำงานอยู่ที่นั่นไม่กี่ปี บิดาของเขาก็กลับคำพูดไปเสียแล้ว

            ใช่จ้ะ อาอยากให้ติยะได้ไปเห็นจริงๆ เพราะอาเองก็รู้สึกเหนื่อยใจมาก ยังดีที่วาริตาลูกสาวของอาคอยเป็นหูเป็นตาให้อีกแรงไม่อย่างนั้นเด็กตะวันนั่นคงจะขอคุณพี่มากกว่านี้

คุณหญิงกมลปรายตามองหน้าหลานชายถึงตอนนี้นางและพรรคพวกของนางไม่จำเป็นต้องออกแรงอีกแล้วเพราะต่อจากนี้อาติยะจะเป็นคนออกแรงเองส่วนนางและคนของนางก็จะเป็นคนดู คุณหญิงกมลชักสีหน้ายิ้มเหี้ยมให้ลูกสาวที่หันมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ แต่ก็แอบยิ้มอ่อนหวานไปให้ญาติผู้พี่ที่เธอแอบหลงรัก วาริตาหลงรักอาติยะตั้งแต่เด็ก ความหล่อและความรวยของเขาทำให้เธอถูกมารดาสอนให้รักตั้งแต่เด็กและตอนนี้ยิ่งได้เห็นหน้าหล่อๆ ของอาติยะ ยิ่งทำให้วาริตามั่นใจว่าเธอจะต้องจับอาติยะให้อยู่หมัดเพื่อความสะดวกสบายในภายภาคหน้า

            ความจริงคุณพ่อไม่น่าจะต้องมาส่งตะวันเลยนะคะ คุณพ่อน่าจะไปรับพี่ติยะด้วยตัวของคุณพ่อเองเพราะถ้าพี่ติยะรู้ว่าคุณพ่อมาส่งตะวันแทนที่จะไปรับเขา พี่ติยะต้องไม่พอใจแน่ๆ คะ ปานตะวันอยู่ในชุดเรียบร้อย วันนี้เธอจะต้องเดินทางไปฝึกงานยังแหล่งที่หญิงสาวถูกเลือกไว้ ข้างกายมีวิรัฐและรังสิพากำลังจัดการขนของเข้ารถตู้ที่ทางมหาวิทยาลัยเตรียมไว้

            ช่างเถอะ ตอนนี้กมลกับแม่วาริตาคงจะไปทำหน้าที่แทนพ่อแล้ว นายแพทย์นพติเอ่ยอย่างไม่เดือดร้อน ถึงท่านไปรับด้วยตัวเองสองแม่ลูกนั่นก็คงคิดหาทางให้อาติยะโกรธเขาอีกจนได้

            น่าจะให้รถของที่บ้านไปส่ง ไม่เห็นจะต้องลำบากเลยตะวัน

            ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ ตะวันก็ไม่ได้ลำบากอะไร อีกอย่างถ้าตะวันเอารถของที่บ้านไปใช้ใครบางคนที่เพิ่งเดินทางกลับมาก็อาจจะไม่พอใจและพลอยจะทำให้คุณพ่อไม่สบายใจอีก

นายแพทย์นพติเข้าใจดีว่าปานตะวันหมายถึงใคร ใช่ อาติยะคงไม่พอใจแน่แต่ก็นั่นแหละ ถึงอย่างไรปานตะวันก็เป็นลูกสาวของท่านคนหนึ่ง เธอมีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นพิริยะไพศาลเหมือนๆ กับคนอื่น

            ตะวันไปนะคะคุณพ่อ หญิงสาวกอดร่างของบิดาบุญธรรมอย่างแสนเคารพรัก เธออยากฝึกงานให้จบเร็วๆ เพื่อจะได้กลับมาดูแลท่านอีกแต่มาคิดดูอีกทีถ้ากลับมาบ้านแล้วเจอกับพี่ชายบุญธรรมของเธอ หญิงสาวก็คงจะไม่สามารถเข้าใกล้บิดาของเขาได้

            เดินทางปลอดภัยนะทุกคน แล้วว่างๆ พ่อจะไปเยี่ยมดูงานของพวกเธอ วิรัฐและรังสิพาต่างพนมมือไหว้อย่างเป็นกันเองพร้อมทั้งเข้านั่งในรถตู้ต่อจากปานตะวันที่เข้าไปนั่งอยู่ก่อนแล้ว

            เอาละ นายทองใบ เรากลับกันเถอะ ป่านนี้เจ้าลูกชายของฉันคงจะเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้วกระมั่งและหวังว่าคงจะไม่มีเรื่องวุ่นวายให้ฉันต้องปวดหัวอีก ท่านเอ่ยกับคนขับรถที่อยู่รับใช้บ้านพิริยะไพศาลมานาน ทองใบมีลูกชายชื่อบุญมีซึ่งท่านใช้ให้ไปทำหน้าที่ดูแลอาติยะแล้ว

            ตะวันรังสิพาเรียกชื่อเพื่อนสาว

            อะไร วิรัฐเป็นคนตอบแทนเลยถูกโวยจากรังสิพาชุดใหญ่

            ไอ้รัฐ ฉันไม่ได้เรียกนาย สะเออะขานทำไม ฉันเรียกตะวันเพื่อนของฉัน วิรัฐตอบโต้

            แล้วฉันไม่ใช่เพื่อนเธอหรือยังไง ยัยพา ตะวันเห็นทั้งสองทะเลาะกันอีกแล้วจึงรีบเข้ามาช่วยคลี่คลาย

หยุดทะเลาะกันสักทีเถอะ จะอะไรนักหนาพวกเธอสองคน เป็นเพื่อนกันแท้ๆ ยังจะทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ ไปได้ เธอพูดหันไปมองหน้าสองคนที่หยุดทะเลาะกันแล้ว วิรัฐสงบสติอารมณ์หันมายิ้มหวานให้ปานตะวัน ส่วนรังสิพาก็กำลังจะต่อว่าวิรัฐแต่ก็แพ้สายตาดุๆ ของเพื่อนสาว

            เออ ไม่ทะเลาะแล้วก็ได้ รังสิพาพูดอย่างขัดใจ

            ขอบใจ ว่าแต่เธอเรียกฉันทำไมหรือพา ปานตะวันถามกลับ ถ้าเธอขานรับตั้งแต่แรกป่านนี้สองคนนี้คงไม่ต้องทะเลาะแล้วแต่เพราะหญิงสาวมัวแต่คิดอะไรไปเรื่อยเลยไม่ทันได้ยินเสียงเพื่อนเรียก

            เออ แค่สงสัยนะ ว่าทำไมพี่ชายของตะวันถึงได้จงเกลียดจงชังตะวันมากมายขนาดนั้น รังสิพาเป็นฝ่ายถามรู้ใจวิรัฐดี ถึงเธอจะฟังจากปานตะวันว่าอาติยะไม่ชอบหน้าเพราะไม่ใช่เลือดเนื้อพิริยะไพศาลแต่รังสิพาคิดว่ามันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น

            ก็ตะวันเคยบอกพาไปแล้วไงว่าพี่ติยะไม่ชอบที่ตะวันเข้ามาอยู่ในบ้าน เพราะตะวันไม่ใช่พิริยะไพศาล

            แต่คุณอาก็รับตะวันเป็นลูกบุญธรรมแล้วนี่ แถมตะวันก็ได้ใช้นามสกุลพิริยะไพศาลมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว รังสิพาไม่วายถามกลับ แต่คราวนี้คนที่ตอบแทนกลายเป็นคนที่เพิ่งจะมีเรื่องกับเธอไปหมาดๆ

            ก็มันอิจฉาตะวันนะสิที่คุณอาเอ็นดูและรักตะวันมากกว่า มันคงกลัวว่าตะวันจะได้สมบัติของมันด้วยนะสิ

            รัฐ ทำไมพูดแบบนี้ละ พี่ติยะเขาไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกนะวิรัฐทำหน้าเหนื่อยใจก่อนจะเอ่ยเสียงเบาต่างจากเมื่อครู่ที่คุยกับรังสิพา

            ตะวันก็เป็นเสียแบบนี้ ปกป้องทำไมคนแบบนั้น จำไม่ได้หรือยังไงว่าหมอนั่นเขาทำอะไรกับตะวันบ้าง หมอนั่นเขาไม่ได้เห็นตะวันเป็นน้องสาวเลยด้วยซ้ำ

วิรัฐถือโอกาสระบายความรู้สึกออกมาแต่นั่นละใครจะมาเข้าใจความรู้สึกในส่วนลึกของเขาแม้แต่ตะวันก็ไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรกับเธอ ปานตะวันเงียบ เธอไม่ได้ปกป้องอาติยะเพียงแต่ไม่อยากให้ใครมามองเขาในสายตาที่ไม่ดี เขาเป็นลูกชายคนเดียวของนายแพทย์นพติผู้ที่มีพระคุณกับเธอและที่สำคัญคนอย่างเขาก็คงจะเก็บกดจากอดีตฝั่งใจที่เธอเคยได้ยินแม่บ้านคนเก่าแก่เล่าให้ฟัง ความเจ็บปวดของการเห็นแม่ตัวเองตรอมใจตายทำให้เขาดูเป็นคนสุขุม นิ่งลึกไม่ยอมระบายความรู้สึกออกมา เขาเก็บกดและมักมีอคติกับผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของบิดาเขา นั่นสินะ เธอเองก็คงจะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเขา ปานตะวันคิดอย่างเศร้าใจ ต่อให้เธออยากญาติดีกับอาติยะมากแค่ไหนมันก็เหมือนกำแพงขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้

วาว ถึงเสียที ที่ฝึกงานปีสุดท้ายของพวกเรา วิรัฐพูดน้ำเสียงดูสดใสต่างจากเมื่อตอนที่อยู่ในรถที่เอาแต่ทำเสียงเข้มต่อว่าพี่ชายบุญธรรมของปานตะวัน เมื่อเดินเข้ามารายงานตัวกับหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล รอบนี้นักศึกษาพยาบาลปีสุดท้ายจะต้องฝึกปฏิบัติงานที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินแต่ที่ทำให้ปานตะวันหนักใจไม่ใช่สถานที่การทำงานแต่เป็นการเผชิญหน้ากับคนที่เธอพยายามหลบหลีกมาโดยตลอด หวังว่าเธอจะไม่เจอเขา

เสร็จเสียที เจอหัวหน้าคนโน้นที คนนี้ที ต้องไหว้จนมือหงิกแล้ว วิรัฐล้มตัวลงนอนที่ห้องพักรับรองนักศึกษาฝึกงาน เป็นบ้านหนึ่งหลังชั้นเดียวมีสองห้องนอน ปานตะวันกับรังสิพาเป็นผู้หญิงจึงได้นอนห้องเดียวกันส่วนวิรัฐก็นอนอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดๆ กัน

เออ ลับหลังพูดได้สบายเลยนะ ทำไมถึงไม่พูดตอนที่อยู่หน้าพี่ๆ หัวหน้าพยาบาลเขาล่ะ รังสิพาไม่วายเอ็ด

ถ้าฉันว่า ฉันก็ถูกหักคะแนนความประพฤตินะสิ เออ ตะวัน หิวหรือยัง ปานตะวันส่ายหน้า

ยังอิ่มๆ อยู่เลย พอดีเมื่อเช้ากินมาเยอะนะ แต่ถ้ารัฐหิวก็ลงไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ โรงพยาบาลนี้เขามีนโยบายบริการอาหารให้กินฟรีแก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เธอรู้เพราะเธอเกิดที่นี่และบิดาบุญธรรมของเธอก็ทำงานที่นี่และต่อไปลูกชายแท้ๆ ของท่านก็จะมาทำงานที่นี่ด้วย อาจเพราะโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่นายแพทย์นพติถือหุ้นส่วนไว้เกินครึ่งและตอนนี้ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้อีกด้วยแต่เพราะอายุที่ค่อนข้างมากแล้วท่านจึงเคยพูดเปรยๆ กับปานตะวันว่าจะให้อาติยะมาทำหน้าที่นี้แทนซึ่งมันคงจะดีกับโรงพยาบาลที่จะได้แพทย์ฝีมือดีดีกรีจากต่างประเทศมาบริหาร

ได้ยังไงละ รัฐรอให้ตะวันหิวก่อนแล้วค่อยลงไปกินพร้อมกันก็ได้ วิรัฐพูดเอาใจปานตะวันจนคนที่ฟังอยู่เงียบถึงกับออกอาการ

แหวะ อยากจะอ้วก

พา ถ้าเธออยากจะอ้วกนักก็โน้น ห้องน้ำ ไปเลยสิ จะมาอ้วกอะไรแถวนี้ วิรัฐสวนกลับเห็นรังสิพาแค่ยักไหล่ใส่ทำเป็นไม่สนใจในคำพูดของเขาก่อนที่เธอจะเปลี่ยนไปเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้และเตรียมพร้อมจะอาบน้ำ

ฉันจะอาบน้ำ นายก็ออกไปจากห้องของฉันกับตะวันได้แล้ว วิรัฐทำท่าจะพูดต่อ

หรืออยากดูฉันอาบน้ำฮะ รังสิพาพูดขึ้น ยักคิ้วใส่เพื่อนหนุ่มที่ทะเลาะกันมากกว่าจะพูดดีกัน

จะบ้าหรือ ฉันจะไปดูเธอทำไม บัดสีซะเปล่าๆ วิรัฐเอ่ยแค่นั้น หันไปส่งยิ้มหวานให้ปานตะวันเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้รังสิพาต้องหัวเราะค้าง

พา ไปหัวเราะรัฐทำไมกัน

ก็มันตลกนี่ตะวัน รังสิพาเอ่ยก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำทิ้งให้ปานตะวันจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เรียบร้อย แต่รังสิพาเป็นคนอาบน้ำนานเธอไม่อยากรอ หญิงสาวเลยถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ หอพักและโรงพยาบาล เธอเกิดที่นี่แต่ไม่มีประวัติของมารดาเพราะจากข้อมูลที่ทางโรงพยาบาลได้รับมันเป็นข้อมูลเท็จที่แม่ของเธอกุขึ้นมาแม้กระทั่งชื่อที่ไม่ขึ้นในสารระบบ

นายแพทย์นพติกลับมาถึงบ้านนานแล้วและเห็นว่ารถที่ไปรับอาติยะจอดเข้าโรงเรียบร้อยแล้วจากเมื่อตอนสายยังถูกบุญมีล้างอยู่ สายตาของท่านมองกวาดหาลูกชายคนเดียวแต่ไร้วี่แววแม้กระทั่งบนห้องก็ไม่เจอตัวจึงเกิดความสงสัยแต่พอเห็นบุญมีเดินมาพอดีจึงรีบถามไถ่

อ้อ เห็นคุณอาติยะบอกว่าจะไปโรงพยาบาลครับ นายแพทย์นพติขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะถามคนขับรถเพื่อความแน่ใจ

หมายถึงโรงพยาบาลที่ลูกชายฉันกำลังจะได้ไปทำงานใช่ไหม บุญมี

ครับ คุณติยะยังฝากมาบอกคุณท่านอีกว่าอาจจะกลับมาช้าหน่อย ไม่ต้องรอทานข้าว บุญมีตอบตามที่เจ้านายน้อยสั่ง สุดท้ายลูกชายของท่านก็หลบหน้าพ่อตัวเองอีกตามเคย นายแพทย์นพติคิดในใจ เป็นเพราะท่านกับอาติยะไม่ค่อยได้สนิทสนมเหมือนกับพ่อลูกครอบครัวอื่นหรือเพราะท่านยังทำหน้าที่พ่อไม่ดีพอกันแน่ อาติยะเป็นลูกที่ติดแม่แต่หลังจากที่แม่ของเขาตายอาติยะก็ยิ่งเหมือนคนที่ห่างไกลท่านเข้าไปทุกที

งั้นหรือ นายแพทย์นพติเตรียมจะเดินกลับเข้าบ้านแต่แล้วบุญมีก็เรียกมาก่อน

เออ คุณท่านครับ แต่ก่อนคุณอาติยะจะออกไปผมเห็นคุณอาติยะยืนคุยกับคุณกมลนานสองนานแต่คุยเรื่องอะไรนั้นผมไม่ทราบครับ บุญมีรีบพูดแต่คำพูดของบุญมีก็ทำให้นายแพทย์นพติสามารถสาวไปหาต้นต่อของเรื่องได้

ที่ห้องทำงาน นพติกำลังนั่งหน้าเครียดรอคนที่ท่านให้สาวใช้ไปตามตัวมาพบจนกระทั่งเห็นร่างของนางเข้ามา

 คุณพี่ ให้เด็กรับใช้ไปตามน้องมา ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือคะ กมลเอ่ยเสียงสงสัย ร้อยวันพันปีพี่ชายของนางไม่เคยถึงกับให้เด็กไปเรียกตัวมา ครั้งนี้คงมีเรื่องสำคัญจริงๆ

แม่กมล ฉันมีเรื่องอยากจะถามนพติมองหน้าน้องสาวของท่านเล็กน้อยก่อนจะหยิบกาแฟร้อนๆ ในถ้วยขึ้นมาจิบเล็กน้อย

ถามเรื่องอะไรคะ กมลทำสีหน้าวิตกแต่ก็ยอมรอฟังประโยคคำถามจากพี่ชายตัวเอง

ติยะไปโรงพยาบาลทำไม

ก็...เออ คือว่าน้องไม่ทราบค่ะ คุณหญิงกมลทำท่าอึกอักจะตอบไม่ตอบ นพติรู้ดีว่าสีหน้าท่าทางของกมลตอนนี้กำลังปกปิดอะไรท่านอยู่

บอกมาตรงๆ ว่า เจ้าติยะไปโรงพยาบาลทำไมในเมื่อกำหนดการวันทำงานจริงๆ ก็อีกหลายวัน

อันนี้น้องก็ไม่รู้หรอกค่ะ ตาติยะไม่ได้บอกเรื่องนี้ กมลหาข้ออ้างหลบเลี่ยงไปเรื่อยจะให้เธอบอกพี่ชายตัวเองว่าที่อาติยะต้องไปโรงพยาบาลนั้นเป็นเพราะต้องการไปเจอตัวแม่คนที่ทำให้พ่อแท้ๆ ของตัวเองละเลยจากคำว่าหน้าที่พ่อที่ดี แต่มันก็สมควรแล้วนี่ที่นังเด็กปานตะวันนั่นจะได้รับการสั่งสอนจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกแท้ๆ

พี่ไม่เชื่อ กมล อย่าโกหกพี่ บอกมาดีกว่าว่าติยะไปโรงพยาบาลทำไม กมลยิ้มแห้งๆ รู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูกแต่สุดท้ายนางก็ต้องบอกความจริงให้พี่ชายรู้เพราะถ้าไม่อย่างนั้นนพติจะพลอยโกรธนางไปด้วยที่ไปเห็นดีเห็นชอบกับการกระทำของอาติยะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha