ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ระหว่างทางที่ขับรถไปที่ทำงานเช้าวันนี้ อากรกับอาคมหันมองหน้าเจ้านายพร้อมกันทันทีที่ได้ยินประโยคหนึ่งเข้าเต็มๆ แม้เจ้านายจะบ่นกับตนเอง แต่ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตอนหน้าของรถก็ได้ยินชัด อาคมอ้าปากจะเอ่ยแซวเจ้านายสุดหล่อ แต่อากรปรามเอาไว้ได้ทัน

“เฮ้อ คิดถึงยัยนั่นจังเลย เป็นอะไรไปเนี่ยเรา...” วิศรุตบ่นออกมาเบาๆ แล้วนั่งเหม่อมองผ่านฟิล์มสีชาออกไปนอกรถอย่างไร้จุดหมาย จนเมื่อเริ่มรู้สึกว่าในรถเงียบผิดปกติจึงหันไปมองยังด้านหน้ารถ

“มีอะไรกันสองคนนี้” เจ้านายเอ่ยเสียงไม่เบานัก ทำให้ลูกน้องคู่แฝดสะดุ้งโหยงทันที

“เปล่าครับ เจ้านาย แหะๆ”

“เปล่าก็ขับรถให้ดีๆ สิ มัวคุยกันแบบนี้เดี๋ยวรถก็เสียหลักหรอก” วิศรุตพูดเกินจริงไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่เตือนกันเสียก่อนล่ะ

“ครับๆ ขอโทษครับ ว่าแต่เจ้านายคิดถึงใครเหรอครับ” สุดท้ายหนุ่มขี้เล่นช่างเจรจาอย่างอาคมก็อดที่เอ่ยขึ้นมาไม่ได้

“ทำไม มีอะไร” เสียงเข้มถามขึ้น

“เอ่อ คือ เปล่าครับ ไม่มีครับ” อาคมทำหน้าตาสำนึกผิดเต็มที่ที่บังอาจไปแซวเจ้านายในขณะที่อารมณ์ของเจ้านายไม่คงที่สักเท่าไหร่

“อยากรู้เรื่องอะไรอีกล่ะ” วิศรุตถามกลับน้ำเสียงเฉยเมยเหมือนเดิม

“เอ่อ พวกผมไม่อยากรู้แล้วครับ กลัวเจ้านายโกรธครับ” อาคมตอบรับเสียงอ่อย

“โกรธทำไม ฉันเคยโกรธพวกนายด้วยเหรอ ฉันก็แค่รู้สึกไม่ดีนิดหน่อยในตอนนี้เท่านั้นเอง” วิศรุตบอกออกมาตามความเป็นจริง

“รู้สึกไม่ดีกับพวกเราเหรอครับ ขอโทษครับ ต่อไปพวกผมจะไม่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเจ้านายอีกแล้วครับ” อาคมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทางเหงาๆ ของเจ้านาย

“ไม่เป็นไร ไม่เกี่ยวกับพวกนายหรอก ฉันแค่คิดไม่ตกเรื่องของปรางฉัตรมากกว่า” แล้วเจ้านายหนุ่มก็เผลอพูดออกมาในเรื่องเดียวกันตามที่ลูกน้องคนสนิทคิดเอาไว้

“ทำไมล่ะครับ คิดถึงเหรอครับ” คนที่ไม่เคยทนเก็บปากเก็บคำเงียบๆ ได้นานอย่างอาคมก็ถามขึ้นมาอีกจนได้ วิศรุตมองหน้าลูกน้องที่เอี้ยวตัวจากเบาะด้านข้างคนขับมาถามเขาด้วยหน้าตาทะเล้น หน้าขรึมๆ เมื่อสักครู่นั้นจึงยิ้มออกมาได้อย่างทนเก็บเอาไว้ไม่ไหว

“เออ คิดถึงก็ได้ ซักเป็นทนายหน้าหอเลยนะคม นายเนี่ย” ต่อว่าแล้วยิ้มเซียวๆ ออกมา

“ไงล่ะกร นายเชื่อฉันหรือยังล่ะ คราวนี้บอกแล้วว่าสุดท้ายเจ้านายของเราก็ต้องตกหลุมรัก...”อาคมหันไปบอกอากรเบาๆ แต่คนเจ้านายของพวกเขากลับหูดีได้ยินชัดเจน

“ไม่ได้รักโว้ย อย่าพูดมาก หุบปากไปเลย แล้วรีบๆ ขับรถด้วย ถ้าฉันสายขึ้นมาไปไม่ทันนัดเขาล่ะก็ นายสองคนโดนดี...” เจ้านายเสียงเข้มเอาจริงขึ้นมาเมื่อถูกลูกน้องพูดจี้ใจดำเข้าไปอย่างจัง

“โอ๊ย ทันเยอะแยะครับเจ้านาย ผมเผื่อเวลาไว้ก่อนเป็นชั่วโมง ยังไงก็ทันรับรองได้” อากรพูดออกมาบ้างหลังจากที่เป็นผู้ฟังและผู้สนับสนุนที่ดีมานาน

“ก็นั่นแหละ แล้วก็หุบปากเรื่องนี้ไปเลย ถ้าฉันไม่ถามความคิดเห็นก็ไม่ต้องมาแซวอีก” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจริงจังจนอาคมไม่กล้าล้อเล่นอีกต่อไป...เอาไว้พวกเขารอลุ้นดูต่อไปดีกว่า เชื่อเถอะเห็นขึงขังใส่เขาแบบนี้ ที่แท้ก็เพราะกลบเกลื่อนความเขินอายหรอก เจ้านายของพวกเขาเป็นคนรักษาภาพพจน์จะตายไป...อาคมยิ้มอย่างถูกใจทั้งที่ถูกดุแต่กลับอารมณ์ดี ตรงข้ามกับเจ้านายรูปหล่อที่นั่งเงียบไป หลังจากประโยคนั้นจบลง...เขาเหรอ จะตกหลุมอย่างที่ลูกน้องว่าเอาไว้ ไม่มีทาง เขาไม่ยอมตกหลุมเสน่ห์เธอง่ายๆ หรอกน่า มันไม่ได้มีอะไรสักหน่อย ก็แค่นอนไม่หลับเวลาไม่มีเธอร่วมห้อง แค่หันไปทางไหนก็เห็นเพียงภาพของเธอเดินอยู่เต็มห้อง แค่เขาหลับตาแล้วภาพเธอมันลอยมาติดอยู่ในความคิดคำนึงก็เท่านั้นเอง เขาไม่ได้รักเธอเลย  เขาแค่ใจแกว่งไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาที่เธออยู่ใกล้เท่านั้น...พอคิดได้ดังนี้หน้าขรึมๆ ของวิศรุต ก็ค่อยยิ้มออกมาเป็นปกติได้บ้างอย่างดล่งใจมากขึ้น


***************



ตื่นเช้ามาวันนี้ เป็นวันที่ทำให้ปรางฉัตรมีเรื่องปวดศีรษะมากที่สุด เสียงถกเถียงที่ดังออกมาจนถึงนอกห้องทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินเร็วๆ ตามเข้าไปใกล้เสียงนั้นในทันที

“พ่อไม่ต้องมายุ่งเรื่องนี้ได้ไหมล่ะ มันเป็นเรื่องของผมเดี๋ยวผมจัดการเองได้ รับรองว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย” ทศพลเอ่ยตอบบิดาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก ที่ถูกบิดาเรียกมาตักเตือนในยามเช้าเช่นนี้ เขาเพิ่งกลับเข้ามานอนในบ้านได้แค่คืนเดียวก็ต้องมาถกเถียงทะเลาะกันอีกแล้ว นี่คือสาเหตุที่เขาไม่อยากเข้าบ้านหลังใหญ่ แต่ภรรยาของเขาสิร่ำๆ จะกลับมาที่นี่นัก

“แกก็พูดแบบนี้ทุกทีแหละเจ้าอาร์ม แต่เคยจัดการเรื่องไหนสำเร็จบ้างไหมล่ะ สุดท้ายก็ไม่พ้นหัวฉันคราวนี้แกไปจัดการเรื่องนี้มาให้เรียบร้อยเลยนะ อย่าให้เรื่องมันมาถึงฉันอีกก็แล้วกัน ทำไมถึงได้ขยันสร้างเรื่องนักนะ” นายปพนดุลูกชายคนโตเสียงดัง ทศพลโมโหเดินย่ำเท้าแรงๆ ออกจากห้องไปทันที

“ก็ได้พ่อ ผมไม่ยอมให้พ่อด่าผมอีกแล้ว คอยดูนะคราวนี้ถ้าผมจัดการเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ผมจะไม่กลับมานอนที่นี่แล้ว” ทศพลทิ้งท้าย ออกเดินเร็วๆ ไปจากห้องของบิดา พอประตูเปิดออกปรางฉัตรก็แทบจะกระเด็นเพราะเธอไปจับตรงขอบประตูเอาไว้

“พี่อาร์ม จะไปไหนคะ พี่อาร์มเดี๋ยวก่อน...” ปรางฉัตรยืนตัวตรงได้ ก็เดินแกมวิ่งตามพี่ชายไปด้วยความรวดเร็ว

“แกไม่ต้องมายุ่งกับฉันเลยยัยอิง แกนั่นแหละตัวดีนักพ่อรักแต่แก อะไรๆ ก็ด่าฉันคนเดียวตลอด น่าเบื่อที่สุด” ทศพลบ่นแล้วออกเดินเร็วๆ กลับเข้าห้องส่วนตัวไป สักพักเธอจึงเห็นพี่ชายเดินหน้าบึ้งออกมาจากห้องพร้อมกับลิซ่าที่หน้าตาบูดบึ้ง

“นี่คุณ จะรีบไปไหน ฉันยังไม่ได้แต่งหน้าเลยนะ คุณอาร์มบอกก่อนสิ นี่คุณ” ลิซ่าเอ่ยท้วงขึ้นด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่สามีกระทำ

“ไม่ต้องแต่งมันแล้ว กลับไปแต่งต่อที่คอนโดเลย ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วอยู่ก็ทะเลาะกับพ่อเปล่าๆ” ทศพลบ่นออกมาอย่างขัดใจแต่ปรางฉัตรที่ยืนมองอยู่อดใจไม่ไหว

“พี่อาร์มก็ใจเย็นๆ สิคะ เดี๋ยวคุณพ่ออารมณ์เย็นลงท่านก็หายโกรธเองแหละค่ะ”

“ไม่ต้องมาพูดดีกับฉันเลย แกนั่นแหละตัวดีนัก” หน้าตาบูดบึ้งใส่น้องสาว

“อ้าว พี่อาร์มอย่าพาลสิ คุณพ่อทำเพราะหวังดีกับพี่นะ ก็พี่เองนั่นแหละไปก่อเรื่องไว้อีกทำไมล่ะ อย่าว่าแต่คุณพ่อเลยที่เดือดร้อน อิงเองก็แทบเอาตัวไม่รอดไม่ใช่เพราะพี่หรอกเหรอ” หญิงสาวทนไม่ไหว สุดท้ายก็พูดในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากให้ใครรู้ออกมา

“ทำไม แกทำไม ฉันทำอะไรให้แกเดือดร้อน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย อย่ามาหาเรื่องฉันอีกคนนะยัยอิง” ทศพลเริ่มอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นอีก

“ถึงพี่จะไม่ทำกับอิงโดยตรง แต่อิงก็ต้องรับผลนั้นไปด้วยเต็มๆ “ เสียงหวานสะบัดใส่พี่ชายบ้าง เธอเครียดจนไม่เป็นอันทำงาน แต่เธอกลับได้รับคำตอบแบบนี้จากพี่ชายอย่างนั้นเหรอ

หญิงสาวไพล่คิดถึงชายหนุ่มอีกคนที่พาเธอไปอยู่ด้วยสองวันเต็มๆ แล้วต้องถอนหายใจออกมาอย่างอัดอั้น เขาทำให้เธอรู้สึกแปลก อยู่ใกล้เขาก็กลัวสารพัด แต่พอไม่มีเงาของเขาหรือไม่อยู่ใกล้ ทำไมแอบคิดถึงใบหน้าหล่อๆ ท่าทางเจ้าเล่ห์ และคำพูดทื่อๆ ที่ขยันหามาแกล้งเธอนัก ก็ไม่รู้ได้เหมือนกัน

“แกพูดอะไรของแก ฉันไม่เห็นจะเข้าใจ ฉันไปล่ะ ฝากบอกแม่ด้วยนะว่า ฉันจะไปอยู่ที่คอนโด ถ้าไม่จำเป็นคงไม่กลับมาบ้านหลังนี้ เพราะถ้ามีฉันอยู่ที่นี่ พ่อก็คง...ไม่สบายใจ” ปลายน้ำเสียงเจือด้วยแววน้อยใจจนปรางฉัตรจับกระแสนั้นได้ หญิงสาวใจเย็นลง เดินเข้าไปหาพี่ชายมือบางจับแขนแข็งแกร่งนั้นเอาไว้ พยายามเอ่ยปลอบโยน

“เอาอย่างนี้สิ พี่อาร์ม พี่ก็เข้าไปช่วยงานคุณพ่อที่บริษัทที่บางบัวทองสิคะ ให้ท่านได้พักผ่อนบ้าง ที่คุณพ่อเป็นแบบนี้คงเพราะท่านเหนื่อยและเครียดเกินไปนั่นล่ะ แล้วอิงเองก็ช่วยดูแต่ที่โรงแรม กับบริษัทที่นี่เท่านั้น ขนาดแค่นี้อิงยังเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลยนะพี่อาร์ม แล้วคุณพ่อท่านต้องดูแลตั้งหลายแห่ง อายุท่านก็เยอะขึ้นทุกวัน นะคะพี่อาร์มใจเย็นๆ ลงก่อน พี่ลิซ่าคะช่วยพูดด้วยสิคะ เผื่อพี่อาร์มจะฟังบ้าง” ปรางฉัตรพูดหว่านล้อมพี่ชาย  เรื่องราวในวันนี้แม้เธอจะไม่ได้ยินกับหูว่าพี่ชายกับบิดาทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่มันคงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงพอสมควรไม่อย่างนั้นบิดาของเธอคงไม่โกรธมากขนาดนี้เป็นแน่

“พูดมากน่าลิซ่า ไปสิ จะยืนอยู่ทำไมอีก” ทศพลบ่นออกมา หน้าตายุ่งเหยิง เขาไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้ ให้น้องสาวเพียงคนเดียวสอนเขาอีกแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบเข้าไปยุ่งกับธุรกิจของครอบครัว แต่สาเหตุหลักนั้นมาจากความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันกับบิดาเสียมากกว่า ไม่ใช่มารดาหรือน้องสาวที่ทำให้เขากลับเข้ามาที่บ้านหลังนี้ ถึงเขาจะทำตัวเหลวไหลไม่ได้เรื่อง แต่เขาก็ไม่เคยก้าวร้าวกับมารดาเลยสักครั้ง แต่กับบิดาของเขานี่สิมันเหมือนศรศิลป์ไม่กินกันมาตั้งแต่เขาลืมตาดูโลกนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงความรักจากบิดาเลยสักครั้ง ทุกครั้งทุกทีจะต้องทะเลาะถกเถียง และจบลงที่ เขาเป็นฝ่ายเดินออกจากบ้านไปเพื่อยุติปัญหาทุกครั้ง  

“นี่ยัยอิง แกรู้มั้ยที่ฉันไม่เคยเข้าไปยุ่งที่บริษัทของพ่อทุกแห่งก็เพราะพ่อนั่นแหละ ไม่เคยไว้วางใจฉัน ไม่เคยให้ฉันทำอะไรเลย กลัวฉันจะทำงานของท่านพัง กลัวไปเสียหมดทุกอย่าง แต่รู้ไหมว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่พ่อไม่กลัวหรืออาจจะไม่เคยรู้สึกกลัวเลยด้วยซ้ำคือ กลัวฉันเสียใจไงล่ะ ในเมื่อพ่อไว้ใจแต่แก แกก็ทำไปสิ ฉันไปล่ะ” ปรางฉัตรยืนอึ้งกับประโยคยาวยืดของพี่ชาย ฟังดูก็รู้ว่าเขาน้อยใจบิดา หญิงสาวทันเห็นดวงตาคมของพี่ชายเอ่อคลอด้วยน้ำตา ก่อนที่เขาจะหันหน้าเดินออกจากบ้านไป  

“พี่อาร์ม...” ปรางฉัตรครางเบาๆ เธอจะต้องทำอะไรสักอย่าง ให้ความไม่เข้าใจกันระหว่างบิดาและพี่ชายสิ้นสุดลง  


**************



ชายหนุ่มสุดหล่อเจ้าของรถคันโก้ เดินลงจากรถด้วยท่าทางที่เร่งรีบ วิศรุตร้อนใจยิ่งนักที่อธิคมเพื่อนรักโทรมาบอกเขาเมื่อสักครู่เรื่องของการเจรจารวมทุนระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่สองบริษัท เหตุผลหลักที่ทำให้เขาร้อนรุ่มได้ก็เพราะชื่อของเจ้าของบริษัทอีกแห่งที่จะมารวมทุนนั่นเอง ณ เวลานี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก นราธิป มาร์คา หนุ่มลูกครึ่งอียิปต์ นักธุรกิจหนุ่มทายาทเจ้าของ คาเทียร์กรุ๊ป  ที่ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีเช่นกัน แต่ชื่อนี้ต่างหากที่ทำให้เขากังวล ไม่มีใครเคยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังเลยว่าพวกเขาร่ำรวยมาจากไหน เพิ่งจะมาติดหูและเป็นที่รู้จักของใครๆ เมื่อปีกว่าๆ มานี้เอง ผลกำไรที่พุ่งสูงลิ่วจากการขายหุ้น และส่งออกสินค้าก็ไม่น่าจะทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นมาได้แบบพลิกประวัติศาสตร์เช่นนี้

“สวัสดีค่ะ ติดต่อใครคะ” ประชาสัมพันธ์สาวหน้าเคาน์เตอร์ เอ่ยทักทายขึ้นตามหน้าที่ของพนักงานต้อนรับที่ดี

“มาหาอิง เอ่อ คุณปรางฉัตรครับ” หน้าตาสงสัยของพนักงานสาวตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนคำเรียกขานของหญิงสาว

“อ๋อ ค่ะ เดี๋ยวดิฉันเรียนคุณอิงให้นะคะ เชิญคุณขึ้นไปรอบนชั้นสามก่อนได้เลยค่ะ” พนักงานสาวคนเดิม หันหลังกลับไปกดโทรศัพท์ภายในสักครู่ ก่อนออกเดินนำชายหนุ่มไปส่งจนถึงหน้าลิฟต์ วิศรุตมองการกระทำนั้นอย่างชื่นชม

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้ด้วยความจริงใจ  

ชายหนุ่มเดินออกจากลิฟต์มุ่งหน้าสู่ห้องกว้างที่ประตูปิดสนิทอยู่ แต่เพราะชั้นนี้เป็นชั้นของผู้บริหาร จึงมีห้องทำงานเพียงสองห้อง เท่าที่เขาสังเกตเห็น  

“เอ่อ สวัสดีครับ” เอ่ยทักทายขึ้นเสียงนุ่ม

“คะ ค่ะ สวัสดีค่ะ ไม่ทราบคุณ...” วิลาวรรณยืนตัวตรงแล้วมองมายังชายหนุ่มด้วยสายตาสงสัยและตะลึงไปกับใบหน้าหล่อเหลาของแขกของเจ้านาย เธอยังไม่เคยรู้จักชื่อเขา และเมื่อสักครู่ประชาสัมพันธ์ด้านล่างก็ไม่ทันแจ้งชื่อเสียด้วย

“ผมวิศรุตครับ อิงอยู่ในห้องใช่ไหม”

“อ้อ ค่ะ เชิญค่ะ” วิลาวรรณไม่ทันได้เดินไปเปิดประตูห้องให้ด้วยซ้ำ ร่างสูงเพรียวของเขาก็ก้าวเร็วๆ ไปก่อนแล้ว  

“ว่าไงคะพี่วรรณ” ปรางฉัตรเอ่ยถามขึ้นจากโต๊ะทำงาน ทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า เพราะนึกว่าเป็นเลขาสาวรุ่นพี่ที่เข้ามาเหมือนทุกครั้ง

“...”

“ขา พี่วรรณ ว่ายังไงคะ แขกมาถึงแล้วเหรอคะ” คราวนี้เสียงหวานถามย้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อยังไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เข้ามา เธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วตาหวานก็เบิ่งกว้างอย่างคาดไม่ถึง

“เอ่อ พี่ พี่วิน คือ...” เจ้าของห้องพูดไม่ออกลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มตรงหน้าเดินเข้าไปจนถึงโต๊ะทำงานของเธอ ถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเธอ มองเธอขึ้นลงตลอดทั้งร่างด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย


“พี่วิน เอ่อ มีอะไรคะ ทำไมมาถึงนี่ได้ล่ะ” เสียงหวานเอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เช่นเดิมด้วยท่าทางที่เงอะงะ...เขามาได้อย่างไร เธอไม่น่าลืมถามวิลาวรรณก่อนเลย ถ้ารู้ว่าเป็นเขาที่จะมาขอพบ อย่างน้อยก็ยังพอมีเวลาได้ตั้งสติ ทำใจสักครู่ก็ยังดี เธอยอมรับกับตัวเองว่าตอนนี้เธอตื่นเต้นมาก หัวใจเต้นแรง บรรยายความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเอาเสียเลย

“เธอ ซูบลงไปหรือเปล่า” เสียงห้าวนุ่มทุ้มไม่สนใจตอบคำถามเธอ แต่กลับถามขึ้นในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้มากกว่า

“เอ่อ ก็...” หญิงสาวอ้ำอึ้งทำอะไรไม่ถูก เธอยอมรับว่าตื่นเต้นจริงๆ ที่อยู่ๆ เขาก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าแบบนี้ สองอาทิตย์กว่ามาแล้วที่เธอกลับมาจากคอนโดของเขา ถึงแม้ทุกวันที่ผ่านมางานเธอจะยุ่งวุ่นวายแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่มีเวลาว่างแค่เพียงน้อยนิดเธอก็เผลอนึกถึงใบหน้าเขาทุกที และวิธีเดียวที่เธอจัดการเพื่อไม่ให้ต้องนึกถึงเขาก็คือทำงานให้ยุ่งเข้าไว้ตลอดเวลา

“จริงๆ นะ ไหนดูซิ ผอมลงจริงๆ ด้วย” ชายหนุ่มพูดจบก็ลุกเดินไปฝั่งเธอทันที แขนแข็งแรงโอบเข้ารอบตัวเธอ ก้มมองทั่วร่างบางของเธออีกครั้งอย่างถือวิสาสะ

“อุ๊ย พี่วิน จะทำอะไรคะ” คนตัวบางยืนตัวแข็งทื่อ ตกใจที่เขาลุกเดินเข้ามาถึงเนื้อถึงตัวปุบปับแบบนั้น แล้วยังมีไออุ่นจากร่างสูงของเขาอีก  

“ทำไมผอมลงล่ะปรางฉัตร คิดถึงฉันจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเหรอ” ชายหนุ่มถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปกติ แต่คนที่ถูกเขาถามสะดุ้งแล้วก้มหน้ามุดลงมองพื้น พอเธอเงียบแบบนั้นเขาก็เงียบไปด้วย ไม่ยอมถามหรือพูดอะไรออกมาอีก แขนทั้งสองข้างที่โอบร่างเธอไว้ก็ไม่ยอมปล่อย

“ใช่ไหม อิง...” เสียงทุ้มถามขึ้นชิดแก้มนวลของเธอเลยทีเดียว แล้วปล่อยเธอออกจากพันธนาการ ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาจนชิดใบหน้าเธออีกครั้ง

“ถอยไปสิพี่วิน ไม่ ไม่ใช่ซะหน่อย...” ตอบอุบอิบไม่เต็มเสียงนัก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา เธอรู้สึกเขินอายกับคำถามตรงๆ ของเขา...ใครจะกล้าพูดล่ะ ไม่มีทางเด็ดขาด...


“จริงเหรอ หืม” ชายหนุ่มยังไม่เลิกเซ้าซี้

“ไม่ใช่”

“ไม่ใช่แล้วทำไมก้มหน้าแบบนั้นล่ะ ดูสิหน้าเธอแดงด้วยน่ะ อายเหรอ” ชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนโทนน้ำเสียงเป็นเย้าแหย่เธอขึ้นมา...เขารู้สึกดีขึ้นจริงๆ ด้วย ได้แหย่เธอได้แกล้งเธอแบบนี้แล้ว อาการซึมเซา หงุดหงิด งุ่นง่านหายไปหมดเลย...

“ไม่ได้อาย ไม่ใช่นะ นี่พี่วินถอยไปสิ แล้วๆ เอ่อ มาที่นี่ทำไมคะ” หญิงสาวถอยออกไปไกลจากเขาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ประจำของตนอีกครั้ง แต่เธอคิดผิดถนัดที่ทำแบบนั้น เพราะเท่ากับเธอเปิดโอกาสให้คนที่เดินอ้อมไปยืนหลังเธอ และปิดทางรอดของตัวเองไปหมดสิ้นทุกทาง

“ก็ มาหาเธอ”

“รู้แล้ว ว่ามาหาอิง เอ๊ พี่วิน ถอยไปนั่งตรงโน้นสิ พูดไม่รู้เรื่องเหรอ” ปรางฉัตรเริ่มขึ้นเสียงสูงใส่เขาเพราะหมดความอดทน แต่แทนที่อีกคนจะกลับไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ เขากลับเดินเบียดเข้าหาเธออย่างช้าๆ จนมายืนชิดติดกับแขนของเธอที่พาดบนพนักเก้าอี้

“รู้เรื่องสิ ฉันเป็นคนไทยนะ ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง แต่ไม่ถอยมีอะไรไหมคุณหนูอิง” เสียงทุ้มแหย่ขึ้นอีก ก่อนโอบไหล่เธอเอาไว้หลวมๆ แล้วจมูกโด่งนั้นก็ฉวยโอกาสหอมแก้มนวลของเธอสองทีซ้อน

“ว้าย...ทำอะไรพี่วิน ถอยไปนะคนบ้า นี่ตกลงจะมาธุระอะไรกับอิงหรือจะมารังแกกันแน่นะเนี่ย” เสียงหวานบ่นออกมาอย่างไม่ชอบใจ

“ก็ ทั้งสองอย่าง แต่ว่าขออย่างหลังก่อน ไม่อย่างนั้นไม่มีกะจิตกะใจคุยอย่างแรก” ชายหนุ่มพูดออกมาตามอารมณ์ที่คิดอยู่หน้าตาเฉย แต่แอบอมยิ้มรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเป็นอย่างมาก

“บ้า ถอยไปนั่งโน่นเลย ถ้าพี่ไม่มีธุระอิงจะทำงานแล้ว” หญิงสาวพยายามตัดบทให้พ้นตัวเอง หวังจะให้ตัวเองหลุดจากสภาพที่ถูกเอาเปรียบอยู่ในขณะนี้ แต่เขาก็ยังยืนโอบเธอเอาไว้หน้าตาเฉย คนตัวเล็กจึงเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะขึ้น

“พี่วรรณ ขอกาแฟให้แขกที่หนึ่งค่ะ อ้อ ของอิงขอน้ำเปล่าแก้วหนึ่งนะคะ” หญิงสาววางสายลงแล้วนั่งตัวลีบ เงยหน้ามองเขาแล้วรีบหลบแทบไม่ทันจะพิงหลังกับเบาะเก้าอี้ก็ไม่กล้า

“ไม่ต้องหาทางเลี่ยงหรอก เพราะถึงเธอจะให้เลขาเข้ามา ฉันก็ไม่ถอยไปไหนแน่ อยู่มันอย่างนี้แหละ” วิศรุตพูดหน้าตาเฉย แต่แอบยิ้มขำในหน้า

“ไม่ได้นะพี่วิน ปล่อยอิงเดี๋ยวนี้เลย”

“อ้าว แล้วฉันจับเธอไว้ตรงไหนล่ะ ดูสิไม่มีส่วนไหนของฉันถูกตัวเธอเลยนะ ฮึๆๆ” เขาหัวเราะออกมา มันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่เธอฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

...โอย เขาคิดจะทำอะไรอีกเนี่ย …


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha