ปรารถนาหัวใจเถื่อน (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 15 : ตอนที่ 15


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

อาคมและอากรสองพี่น้องฝาแฝดเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหน้าห้องใหญ่ของเจ้านาย ไม่กล้าเคาะห้อง ไม่กล้ารบกวนเพราะรู้ดีว่าในห้องนั้นมีคนที่ดูแลเจ้านายได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขากำลังคิดไม่ตกในตอนนี้ก็เพราะนายใหญ่ของพวกเขาคือนายวิทย์บิดาของวิศรุตกำลังจะเดินทางมาถึงที่นี่ เพราะรู้ข่าวเรื่องลูกชายไม่สบาย ตอนแรกทั้งสองพี่น้องก็ไม่ได้ตั้งใจจะบอกให้ท่านล่วงรู้แต่ เพราะความพลั้งเผลอที่เผลอปากบอกออกไปทำให้ตอนนี้พวกเขาต้องมากังวลแล้วเดินไปเดินมาอยู่นี่เอง

“กร นายนั่นแหละ เคาะประตูเรียกหน่อยสิ เร็วเถอะ เดี๋ยวคุณท่านมาถึงล่ะก็ ตายคู่แน่ๆ เลยล่ะ ทั้งฉันทั้งนาย” อาคมบอกน้องชายฝาแฝดแล้วผลักร่างสูงของอีกคนให้เดินไปที่หน้าประตู

“ไม่เอา เกรงใจคุณอิงกับเจ้านาย นายนั่นแหละ จัดการเองเลยเพราะนายคนเดียวปากโพล่งไปแบบนั้น คราวนี้ซวยแน่เลย” อากรออกอาการไม่เต็มใจให้พี่ชายเห็นแต่อาคมก็ไม่ยอมเช่นกัน

“นายนั่นแหละ กร นายทำอะไรๆ ได้ดีกว่าฉันในเวลาฉุกเฉินแบบนี้อยู่แล้ว ไปสิ ไปเรียกเจ้านายกับคุณอิงก่อน เราจะได้แจ้งให้เจ้านายรู้ก่อนว่านายท่านจะมาที่นี่ ก่อนที่เรื่องมันใหญ่โต เร็วสิกร นะน้องรัก ถือว่าพี่ชายคนนี้ของร้องนะ นะ...ได้โปรด” อาคมทำหน้าตาน่าสงสารให้น้องชาย สุดท้ายอากรก็ต้องยอมแพ้

“ก็ได้ ทุกทีเลยอ่ะ” บ่นออกมาเล็กน้อยแต่ก็ยกมือขึ้นเคาะประตูหน้าห้องเจ้านายหลายทีติดๆ กันพร้อมส่งเสียงเรียกด้วยความ

“มีอะไรคะ” ปรางฉัตรเป็นคนเปิดประตูออกมาเสียเอง แล้วมองหน้าของสองพี่น้องนิ่งๆ เพราะเธอสังเกตเห็นสายตาของทั้งสองคนที่พยายามจะมองเข้าไปในห้องส่วนตัว หญิงสาวจึงหลีกทางให้พวกเขา

“เข้ามาสิคะ พี่วินยังไม่ตื่นเลย นี่ก็ว่าจะปลุกให้ทานยา แต่กลัวว่าเห็นหน้าฉันแบบนี้แล้วพี่วินจะ...” ปรางฉัตรยังพูดไม่จบด้วยซ้ำก็มีเสียงแหบทุ้มดังมาจากเตียงกว้างที่คนป่วยนอนอยู่

“อืม ใครน่ะ กรเหรอ”

“ครับผม เจ้านาย” อากรเดินไปหาเจ้านายหนุ่ม ตามด้วยร่างของปรางฉัตรและอาคมที่เดินตามไปห่างๆ กัน วิศรุตพยายามจะลุกขึ้นนั่งเพราะตอนนี้เขาตื่นขึ้นมาเต็มที่แล้ว และสายตาคมของเขาก็มองปราดไปทั่วห้องจนสายตาไปปะทะเข้ากับร่างบอบบางของคนที่อยู่ในห้วงความฝันของเขามาตลอดเวลา หน้าซีดเซียวนั้นตะลึงเมื่อเห็นว่าเป็นเธอจริงๆ

“กร นี่ฉันตื่นแล้วใช่ไหม” คนเป็นเจ้านายถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ยกมือขึ้นลูบหน้าของตนเองเบาๆ หลับตาแล้วลืมขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังเห็นร่างบอบบางของเธออยู่ในสายตาเช่นเดิม

“อิง อิงจ๋า คิดถึงจังเลย อิงหายโกรธพี่แล้วใช่ไหม” ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเลโดยที่ใครก็ห้ามไม่ทัน โผร่างสูงเข้าไปสวมกอดร่างของเธอเอาไว้แนบแน่น ไม่ได้สนใจลูกน้องทั้งสองคนที่ยืนอยู่ในระยะใกล้ๆ กันนั้นด้วย ไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดอะไรในตอนนี้ เขาแค่อยากกอดเธอเอาไว้ในอ้อมกอดให้แน่นๆ และนานที่สุดเท่านั้นเอง เธอมาหาเขาแล้วแสดงว่าเธอจะต้องหายโกรธเขาแล้ว

                “เอ่อ ปละ ปล่อยก่อนค่ะ” หญิงสาวพูดออกมาเบาๆ แล้วพยายามเบี่ยงกายออกจากอ้อมกอดของเขา

               “ไม่ปล่อย พี่ไม่อยากปล่อย กลัวว่าอิงจะหายไป นี่อิงจริงๆ ใช่ไหม อิงตัวจริงๆ เลยใช่หรือเปล่า พี่ไม่ได้ฝันไปเองใช่ไหม ดีใจจัง ดีใจที่เธอมาอยู่ตรงนี้ รู้ไหมว่าพี่ดื่มหนักจนป่วยแบบนี้ก็เพราะอิงนั่นแหละ คนใจแข็ง ใจร้ายด้วย...” เสียงทุ้มนั้นต่อว่าเธอเบาๆ เหมือนน้อยใจที่เธอไม่สนใจเขามานานหลายวันแล้ว

“ปล่อยก่อน อายคนอื่นเขาบ้างสิคะ” ปรางฉัตรหันมองทั้งสองหนุ่มฝาแฝดที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กันแล้วหน้าแดงขึ้นมาอย่างปิดไว้ไม่มิด เธอรู้สึกอายจริงๆ เพราะไม่เคยถูกกอดหรือถูกแสดงกิริยาแบบนี้ต่อหน้าใคร แต่หญิงสาวก็ทำได้เพียงส่งรอยยิ้มแปลกๆ ไปให้ทั้งสองคนเท่านั้น เพราะเธอเองก็ทำสีหน้าไม่ถูกในแล้วตอนนี้ แต่ทั้งสองหนุ่มฝาแฝดมากกว่าที่ยิ่งกว่าตะลึงไปแล้ว ไม่ใช่เพราะเธอด้วยแต่เพราะสายตาเหลือบไปที่ประตูห้องเข้าพอดิบพอดี


“คุ...คุณท่าน” อาคมเป็นคนที่ครางเรียกเจ้านายใหญ่ขึ้นมาก่อนเสียงเบาหวิว อากรหันมองตามพี่ชายทันทีแล้วก็แทบเข่าอ่อน...ไม่ทันแล้วสิ่งที่พวกเขาพยายามจะมาบอกเจ้านายก่อนหน้านี้ มันไม่ทันเสียแล้ว

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ ฮึ...” เสียงนายวิทย์ถามขึ้นมาจากทางเข้าหน้าประตูห้อง ทำให้คนที่หันหลังให้ประตูอยู่หันกลับไปมองด้วยอาการอึ้งตกตะลึง เพราะนึกไม่ถึงว่าบิดาและมารดาของตนจะมาถึงที่ห้องแบบนี้ในเวลาเช่นนี้ด้วย

“คุณพ่อ คุณแม่...” เสียงทุ้มที่ส่งเสียงเรียกออกมาเพียงแผ่วเบา ทำให้ปรางฉัตรรีบดันแขนของชายหนุ่มออกจากร่างในทันที

“เห็นพวกนี้บอกพ่อว่าแกไม่สบายมาก แต่ที่เห็นนี่มันคืออะไรล่ะ ฮึ...วิน” นายวิทย์ถามขึ้นมาเสียงเรียบ แต่คุณวัลยาดึงแขนสามีเอาไว้เสียก่อน

“คุณคะ” คุณวัลยาส่งเสียงเรียกขึ้นมาเพื่อเตือนสามี แล้วเธอก็ได้เห็นว่าเขาถอนหายใจออกมายืดยาวเหมือนพยายามจะรวบรวมสติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่ร่างของทั้งสองผู้อาวุโสจะเดินเข้าหาลูกชายของตนในทันที


ปรางฉัตรถอยหลังออกไปยืนเสียไกลจากชายหนุ่ม แล้วเธอก็ได้เห็นผู้อาวุโสทั้งสองชัดเจนอีกครั้ง เมื่อพวกท่านเดินเข้าในห้องมายืนใกล้ลูกชายของท่าน แต่สายตาของคุณวัลยานั้นมองปรางฉัตรไม่วางตาอยู่เนิ่นนาน เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ก่อนที่ผู้สูงวัยกว่าจะส่งรอยยิ้มอบอุ่นใจดีให้เธอเมื่อพอจะมองเหตุการณ์บางอย่างออกได้แล้วตามความเข้าใจของตนเอง หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองลีบเล็กลงจนไม่อยากที่จะยืนอยู่ในห้องกว้างแห่งนี้เลย ถึงแม้สายตาที่มองมาของผู้อาวุโสทั้งสองที่มองมานั้นจะเจือด้วยรอยเอ็นดูอยู่มากก็ตาม เธอเพิ่งจะเคยเผชิญหน้ากับบิดามารดาของเขาตรงๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองท่านที่มีกับครอบครัวเธอนั้นไม่เคยราบรื่นมานานมากแล้ว แต่ที่เธอไม่เคยรู้ก็คือรายละเอียดและสาเหตุแห่งความบาดหมางนั้น หญิงสาวพยายามขอตัวเดินเลี่ยงไป แต่เสียงนุ่มที่เอ่ยขึ้นทันทีที่เธอย่อเข่าลงไหว้นั้น ก็ตรึงเท้าบางให้ยืนนิ่งอยู่กับที่

“เดี๋ยวก่อนสิหนู อยู่คุยกันก่อนสิจ๊ะ” เสียงของคุณวัลยาเอ่ยทักขึ้นมา  

“แม่กับพ่อแค่มาเยี่ยมวินเท่านั้นเองลูก ไม่ต้องเกรงใจมากขนาดนี้หรอก แต่เห็นหนูอยู่ด้วยแบบนี้ก็รู้แล้วล่ะว่าวินคงจะไม่เป็นอะไรมาก” คุณวัลยาเอ่ยบอกเสียงนุ่มนวลแล้วส่งรอยยิ้มใจดีให้เธอ

“เอ่อ...ค่ะ” ใบหน้าหวานของปรางฉัตรก้มมุดลงมองพื้น

“ว่าแต่หนูชื่ออะไรล่ะจ๊ะ แม่กับพ่อจะได้เรียกถูก” น้ำเสียงใจดีนั้นยังกล่าวเรียบเรื่อย แต่หญิงสาวกลับรู้สึกมือเย็นไปหมด สายตาหวานเหลือบไปมองเจ้าของห้องที่ตอนนี้นั่งอยู่บนเตียงกว้าง

“อิงครับคุณแม่” เสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มบนเตียงตอบออกมาเสียเอง

“พอดีผมป่วย สงสัยว่าอาคมกับอากรจะโทรไปบอกให้เธอมาน่ะครับ ความจริงพวกเราทั้งสองคน เอ่อ...” วิศรุตยังเอ่ยออกมาไม่จบด้วยซ้ำ เสียงเรียบๆ ของคนเป็นบิดาที่นั่งฟังอยู่นานก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“คบหากันอยู่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะวิน  แต่คราวหน้าคราวหลังก็บอกให้พ่อกับแม่รู้ด้วยก็ดี จะได้ตั้งสติหน่อย เมื่อกี้มาเจอเข้ากับภาพแบบนั้นแล้วมันพูดไม่ถูก รู้ว่าแกก็โตจนจะเป็นหนุ่มใหญ่อยู่แล้ว แต่ทำไมต้องปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ล่ะ มันไม่มีอะไรเสียหายไม่ใช่หรือ โตๆ กันแล้วทั้งนั้นนะ” นายวิทย์เอ่ยออกมายืดยาว ถึงแม้น้ำเสียงจะเข้มๆ เรียบๆ แต่สายตาที่มองทั้งสองหนุ่มสาวสลับกันก็มีแววของความใจดีอยู่ จนวิศรุตต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ ...เขาไม่ห่วงเรื่องที่บิดาของเขาพูดมาหรอก แต่สิ่งที่เขากังวลคือถ้าทั้งสองท่านรู้ว่าเธอเป็นใครต่างหากล่ะที่ทำให้เขากังวลใจ

“ครับ ผมขอโทษครับที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่ครับ เอาไว้เราค่อยคุยกันทีหลังดีกว่าไหมครับ ตอนนี้ผมอยากพักผ่อนแล้วครับ แต่ เอ่อ ขอตัวอิงไว้หน่อยนะครับ คือผมมีอะไรจะคุยกับเขาอีกเล็กน้อย นะครับ” สายตาคมเข้มที่ไม่เคยเปลี่ยนเป็นแววตาออดอ้อนกับบิดามารดาเลยสักครั้งในยามที่ต้องการอยากจะได้อะไรสักอย่าง เป็นแบบนี้มาเสมอตั้งแต่เด็กจนโตมาขนาดนี้ คุณวัลยาเห็นอาการและท่าทางแบบนั้นของลูกชาย จึงเอ่ยปากอนุญาตเสียเอง

“ก็ได้ ตามสบายเลยจ๊ะ คุยกันให้รู้เรื่องตามประสาหนุ่มสาวนะ แต่วินอย่าลืมว่าตัวเองเป็นผู้ชายนะ ทำอะไรรักษาเกียรติของน้องด้วย เดี๋ยวจะเสียหายไปถึงพ่อแม่ของเขา ไปกันเถอะคุณ ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาคุยกันเองเถอะ เราไปพักผ่อนเสียหน่อยก็ดี เมื่อเช้าคุณรีบชวนฉันออกมา ตื่นเร็วขนาดนั้นฉันยังรู้สึกง่วงและเพลียๆ อยู่เลย ให้เวลาลูกได้พักผ่อนด้วย เห็นตาวินไม่เป็นอะไรมากแบบนี้ฉันก็ดีใจแล้วล่ะ อีกอย่างถ้ามีหนูอิงดูแลอยู่ฉันก็หมดกังวลล่ะ ไปเถอะคุณ” คุณวัลยาดึงแขนสามีให้เดินตามออกไปด้านนอก ท่าทางของนายวิทย์ยังแข็งๆ ไม่ค่อยจะยินยอมทำตามที่ภรรยาบอก แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามแรงจูงของภรรยาออกไปนอกห้องพักส่วนตัวของลูกชายไปยังห้องพักของตนที่เคยมาพักทุกครั้ง

 “ก็ได้ แล้วแต่คุณก็แล้วกัน จะพูดเรื่องลูกทีไรผมเคยเอาชนะคุณได้สักครั้งหรือ เพราะแบบนี้แหละเจ้าวินกับยัยวิมันถึงได้อ้อนแต่คุณนัก” นายวิทย์ตัดใจเดินตามภรรยาออกไปโดยง่ายในท้ายที่สุด


**************



ปรางฉัตรยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอยังปรับตัวปรับใจไม่ทันกับเหตุการณ์ตรงหน้าเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นรวดเร็ว เธอยังกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนลืมไปแล้วว่าตนเองยังไม่ได้เคลียร์เรื่องคาใจกับคนตรงหน้าให้เรียบร้อยด้วยซ้ำ แต่เพราะรอยสัมผัสร้อนๆ จากมือของคนป่วยที่จับแขนเธอเอาไว้ในตอนนี้ ทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวอีกครั้ง

“อิงครับ คิดถึงจัง ช่วยพาพี่ไปนั่งหน่อยสิ มึนจังเลย” เสียงแหบทุ้มอ้อนออกมาผิดเวลาไปเล็กน้อย เพราะตอนนี้คนหน้าหวานยังไม่อยู่ในสภาวะที่จะให้เขาออดอ้อนได้ด้วยซ้ำ

“เดินไปเองสิ เมื่อครู่ยังลุกมาเองได้นี่นา” หญิงสาวบอกเสียงเรียบ

“ก็เมื่อกี้ดีใจมากไปหน่อยนี่นา” วิศรุตยังไม่ยอมเดินไป

“แล้วมาเกี่ยวอะไรกับอิงล่ะ ลุกได้แบบนี้ก็แสดงว่าหายป่วยแล้วสิ อิงกลับก่อนดีกว่า” หญิงสาวพูดจริงแล้วกำลังจะทำจริงๆ ด้วย แต่พอเธอหันหลังจะเดินออกไปทางประตู คนป่วยที่ยังป่วยอยู่จริงไม่ได้แกล้งทำ แต่ก็ยังไม่อยากให้เธอห่างกายไปไหน ก็โผร่างสูงเข้าไปทางด้านหลังของเธอ มือเรียวใหญ่รวบกอดเอาไว้รอบร่างบางแน่นเลยทีเดียว

“ไม่ให้ไป ไม่เอาแบบนี้นะครับ มาคุยกันก่อนสิอิง พี่ไม่สบายอยู่นะครับจะใจดำทิ้งกลับไปได้จริงๆ เหรอ” ชายหนุ่มถามเสียงเบาชิดริมหูของเธอ

“ใครใจดำ อิงอุตส่าห์มาอยู่ดูแลตั้งครึ่งค่อนวันแล้วนะ ทั้งๆ ที่ไม่อยากมาสักนิด เพราะอิงใจไม่ดำเหมือนพี่วินไงล่ะ” หญิงสาวต่อว่ากลับไปทันที ลืมไปแล้วว่าเขาป่วยอยู่

“เป็นอะไรเนี่ยอิง พี่ใจดำตรงไหน ดูสิ ตัวเองแท้ๆ เรารึอุตส่าห์กลับมาจากสิงคโปร์ตั้งนานแล้ว แม้แต่หน้าก็แทบจะไม่ได้เจอด้วยซ้ำ ใครกันแน่ที่ใจดำ ใจร้ายไม่ยอมพบหน้าพี่แบบไม่มีเหตุผลเลยด้วย” พอได้พูดคนตัวสูงที่มีเรื่องคาใจอยู่ก็ตัดพ้อออกมาทันที แต่หญิงสาวเองก็รอโอกาสนี้มานานแล้วเหมือนกัน เธอยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นคุยกับเขาอย่างไร แต่พอชายหนุ่มเริ่มขึ้นมาก่อนแบบนี้ ปรางฉัตรจึงสานต่อทันทีเช่นกัน เพราะเธอเองต่างหากที่อึดอัด และเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมานานหลายวันมากแล้ว

“ไม่มีเหตุผลอย่างนั้นเหรอ พี่วินอย่าเอาความคิดตัวเองมาตัดสินอิงดีกว่า รู้บ้างไหมว่าอิงรู้สึกอย่างไร เคยถามเคยสนใจความรู้สึกของอิงด้วยเหรอ ตัวเองต่างหากที่ทำให้อิงเสียใจ เสียความรู้สึก ถ้าไม่มีความจริงใจหรือจริงจังก็ไม่ต้องมาให้ความหวังกันอีก อิงเป็นผู้หญิงนะ เสียหายไปแล้วไม่ว่าแต่เสียใจอีกนี่สิใครจะทนได้กันล่ะ...” หญิงสาวต่อว่าออกมายืดยาวเสียงหวานเริ่มเครือ แต่สิ่งที่เธอพูดออกมากลับไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจเลยสักนิดว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่

“อะไรกันเนี่ย อิงครับเป็นอะไรไป ไหนลองพูดให้พี่เข้าใจหน่อยสิ ก่อนไปสิงคโปร์จนกลับมานานหลายวันแล้วนี่ พี่สาบานได้เลยว่ายังไม่ได้ทำอะไร หรือคิดอะไรอย่างที่เธอพูดเลยสักอย่างเดียว ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ พูดแบบนี้เหมือนน้อยใจพี่นะ บอกมาก่อนว่าโกรธหรือไม่พอใจพี่เรื่องอะไรกันแน่ บอกหน่อยสิอิง” วิศรุตรู้สึกผิดปกติขึ้นมาเมื่อจับน้ำเสียงของคนที่อยู่ในอ้อมกอดของตนเองได้ว่าเปลี่ยนไป

ชายหนุ่มซบใบหน้าหล่อเซียวและยังมีไอร้อนเพราะอาการป่วยออกมาลงกับไหล่บางของผู้หญิงที่ตนเองรัก แล้วหลับตานิ่งๆ ชั่วครู่ ก่อนจะดึงร่างเธอเดินถอยหลังพาไปนั่งที่เตียง แต่ตัวเองกลับนอนหนุนลงที่ตักของเธอ เพราะเขารู้สึกเวียนศีรษะจนไม่สามารถทนยืนได้ไหวอีก แต่หากจะปล่อยเธอให้เป็นอิสระก็กลัวว่าเธอจะกลับออกไปจากห้องเสียก่อนที่เขาจะได้คุยด้วยเสียก่อน

“เราต้องคุยกันก่อน อย่าลืมนะอิงว่าพี่กับเธอเป็นอะไรกัน ถึงคนนอกคนอื่นใครจะไม่รู้ แต่เราสองคนรู้ดีไม่ใช่หรือว่าเรารักกัน หรืออิงไม่รักพี่อีกแล้ว ใช่ไหม” มือเรียวใหญ่ของคนที่พูดนั้นดึงมือบางของเธอไปกุมเอาไว้แน่น สายตาเงยขึ้นจ้องหน้าเธอจากตักที่หนุนนอนอยู่ ปรางฉัตรไม่ยอมก้มหน้ามองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะเธอกลัวว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาของเธอ

“ไม่ต้องมาพูดดีเลย ใครกันแน่...” หญิงสาวเสียงเครือแม้จะพยายามไม่ให้เขารู้ แต่คนที่ใส่ใจความรู้สึกเธอตลอดเวลาเช่นเขาก็รับรู้ได้ไม่ยากนัก

“อิง อิงครับ ร้องไห้ทำไม” ชายหนุ่มพยายามฝืนอาการของตนเองลุกนั่งทันที สายตาคมจ้องมองหน้าเธอนิ่งๆ มือใหญ่จับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเอาไว้มั่นไม่ยอมให้เธอเลี่ยงไปทางอื่น

“บอกมาว่ามีเรื่องอะไรเข้าใจพี่ผิดหรือเปล่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ บอกมาให้หมดเลย พี่ไม่ชอบความรู้สึกอึดอัดแบบนี้เลยนะอิง”

“ตั้งแต่วันที่พี่พยายามโทรศัพท์กลับมาหาอิงเมื่อครั้งก่อนที่สิงคโปร์แล้วนะ บอกมาเลยว่าใครพูดอะไร หรือเกิดอะไรขึ้น” วิศรุตไม่ยอมอีกแล้ว ถ้าเธอเสียน้ำตาแสดงว่าต้องเรื่องใหญ่แล้วล่ะ

“ก็พี่วินผิดคำพูด ถ้ามีคนอื่นอยู่แล้ว ทำไมต้องมาทำกับอิงแบบนี้ด้วย อิงไม่ใช่ของเล่นนะ ถ้าไม่สนใจก็ไม่ต้องมายุ่งด้วยแล้ว อยากเอาคืนพี่อาร์มก็ทำไปได้แล้วนี่ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาสนใจกันอีกเลย” หญิงสาวพูดออกมาน้ำเสียงสั่นพร่า

“อะไรกันอิง พี่งงนะ คนอื่นงั้นเหรอ คนอื่นที่ไหนอิงหมายถึงใคร คิดว่าพี่มีคนอื่นอยู่แล้วอย่างนั้นเหรอ แล้วที่พี่พร่ำบอกมาตลอดนี่ก็แสดงว่าไม่เคยเชื่อกันเลยอย่างนั้นล่ะสิ ใช่ไหม คิดว่าพี่เป็นผู้ชายมักง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ” ชายหนุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจและน้อยใจที่เธอพูดแบบนี้

“ก็พี่วินพาใครไปสิงคโปร์ด้วยล่ะ ถ้าไม่รักไม่ชอบกัน ไปไกลขนาดนั้นจะพาไปเหรอ บอกอิงตรงๆ ก็ได้ ใครจะไปว่าอะไรได้ล่ะ อิงรู้สภาพของตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ที่เสียใจก็เพราะพี่วินทำเหมือนรักอิงนักหนานี่แหละ” หญิงสาวตัดพ้อออกมาตามที่ตนเองคิดมานาน สิ่งที่เก็บเอาไว้ในใจนั้นพรั่งพรูออกมาเพราะเธอไม่สามารถทนไหวอีกแล้ว

“พี่ไปทำงานนะอิง แล้วที่โทรกลับมาหาไม่ได้ตลอดตามที่บอกก็เพราะมันยุ่งมากจริงๆ พอว่างก็เป็นเวลาที่เธอคงพักผ่อนไปแล้ว พี่ไม่อยากกวน ทั้งที่อยากโทรมาคุยกับเธอตลอดเวลาที่อยู่ที่โน่น เธอนั่นแหละ โทรหาพี่แล้วก็ไม่ยอมพูดยอมจา สุดท้ายก็มากลายเป็นแบบนี้อีก แล้วรู้มาจากไหนว่าพี่พาคนอื่นไปด้วย เขาเพิ่งเดินทางตามไปทีหลัง ไม่ได้ไปพร้อมพี่สักหน่อย”

“นั่นไง สุดท้ายก็คือเธอคนนั้นจริงๆ ด้วยที่รับโทรศัพท์ของอิง” หญิงสาวพูดออกมาได้แค่นั้นแล้วก้มหน้านิ่งทันที มือบางยกขึ้นพยายามปลดมือเขาออกจากบ่า

ปรางฉัตรขยับกายให้พ้นจากสัมผัสของเขาที่ยอมปล่อยเธอเป็นอิสระ แล้วเขาก็นั่งนิ่งจ้องหน้าเธออยู่แบบนั้นนานมากจนคนที่ถูกจ้องทนเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ไหว ต้องพยายามบังคับร่างกายของตนเองให้ลุกไปจากตรงนั้นเสีย เธอบอกตัวเองว่าเธอจะต้องไปจากที่นี่เสียที ไม่อยากอยู่ให้เขาเห็นเธอเป็นตัวตลกอีกแล้ว

“นี่ตกลงจะไม่ถามพี่จริงๆ เหรอว่าพี่พาใครไปด้วย เอาสิตอนนี้อยากรู้อะไรพี่จะบอกให้หมดเลย ขอแค่เธอถามมาเท่านั้นเอง รับรอง” ชายหนุ่มบอกคนที่กำลังจะลุกเดินจากเตียงนอนออกไป แต่สายตาที่เขามองเธอนั้นมีแววหวานเจือด้วยรอยขบขันขึ้นมาในตอนนี้ เพราะเขาเริ่มจะนึกออกแล้วว่าเธอเป็นแบบนี้เพราะอะไร

“ไม่อยากรู้แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว อิงขอตัวก่อน แล้วต่อไปเราก็ไม่ต้องพบเจอกันอีกได้เป็นดีที่สุด” หญิงสาวบอกเสียงเครือ ไม่ยอมหันมองหน้าของชายหนุ่มอีก

“หึงว่างั้น อาการที่เป็นอยู่นี่หึงใช่หรือเปล่าอิง” เสียงทุ้มแหบที่ถามขึ้นเจือแววยั่วเย้า

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม ขอให้นี่มันเป็นความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อิงจะรู้สึกก็แล้วกัน คนใจร้าย นี่แนะ ต่อไปก็จบกัน ไม่ต้องมาเจอะเจอกันอีกต่อไปแล้ว นี่ๆๆๆ...” ปรางฉัตรทนไม่ไหว มือบางตีไปที่ร่างสูงของชายหนุ่มไม่ยั้งไม่นับด้วยซ้ำ แต่คนที่ถูกเธอประทุษร้ายร่างกายกลับไม่ตอบโต้เธอเลยสักนิด ทั้งที่ตอนนี้เจ็บๆ แสบๆ ไปทั่วไหล่ทั่วแขนหมดแล้ว เขายังปล่อยให้เธอตีจนเธอหยุดไปเอง แล้วจึงรวบเอาร่างบางเข้าไว้เต็มอ้อมแขน รัดอ้อมกอดแน่นจนคนที่ลืมตัวหันกลับมาเมื่อครู่นี้เพิ่งนึกได้ว่าตนเองพลาดไป

“ปล่อยฉัน” เสียงหวานขุ่นมัว เปลี่ยนสรรนามเรียกตัวเองเรียบร้อยเลยด้วย

“พูดจาไม่เพราะนะนี่ ไม่ปล่อย แล้วก็ไม่กลัวด้วย ตกลงเธอยอมรับว่าหึงจริงๆ ใช่ไหม แล้วที่ทำร้ายร่างกายพี่จนหมดแรงแบบนี้ก็เพราะโกรธใช่หรือเปล่าที่พี่พูดแทงใจดำเธอ แล้วอาการที่เป็นอยู่แบบนี้ก็เพราะเธอรักพี่มากใช่หรือเปล่าถึงทนไม่ได้หือ อิง...แล้วแบบนี้เธอจะให้พี่ปล่อยเธอไปได้ยังไงกันล่ะ หายากแค่ไหนเธอไม่รู้เหรอ ผู้หญิงแบบเธอเนี่ย แหม...มีครบทุกรสชาติจริงๆ ทั้งโหด ทั้งเผ็ด ทั้งหวาน แล้วก็ทั้งหอมด้วย” พูดจบคนที่กอดเธออยู่ก็ขโมยจูบแก้มนวลที่เปื้อนคราบน้ำตานั้นแรงๆ อย่างถูกใจ

“แต่พี่แค่รู้สึกเสียใจนิดๆ เท่านั้นเองที่คนที่เธอหึงคือยัยวิ น้องสาวของพี่เองก็เท่านั้น นี่ถ้าหึงเพราะเป็นผู้หญิงคนอื่นค่อยรู้สึกดีกว่านี้สักหน่อย” วิศรุตบอกออกมาตรงๆ เขายอมรับว่าตอนแรกตกใจ และไม่เข้าใจในอาการที่เธอเป็นอยู่ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกยินดีที่เธอเป็นแบบนี้ รู้สึกดีที่เธอยอมรับความรู้สึกออกมาตรงๆ จนทำให้เขายิ้มออกมาได้เลยทีเดียวยังนึกไปถึงประโยคที่น้องสาวเอ่ยแซวเมื่อวันนั้นที่สิงคโปร์ได้อยู่เลยด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวนี้พี่วินมีสาวโทรมาตามข้ามน้ำข้ามทะเลด้วยนะ สงสัยจังว่าใครเอ่ย ตัวจริงใช่ไหมคะคุณพี่ชายสุดหล่อ...”

“คราวนี้ก็เคลียร์จบแล้วนะเรื่องที่เธอโกรธพี่ ต่อไปเป็นเรื่องของพี่บ้าง แล้วค่อยมาต่อด้วยเรื่องของเรา ว่าไงล่ะอิงตกลงไหม” ชายหนุ่มถามลมหายใจร้อนผ่าวเพราะอาการป่วย ทำให้เธอรับรู้ได้

“อะไร อิงไม่รู้” หญิงสาวที่ตั้งสติอึ้งไปพักใหญ่ๆ กับสิ่งที่ได้รับรู้จากปากของเขา ทำให้เธอรับแทบไม่ทัน น้องสาวของเขาอย่างนั้นเหรอ แล้วคราวนี้เธอจะทำอย่างไรดีล่ะ จะเชื่อหรือไม่เชื่อเขาดี แต่ถ้าไม่เชื่อแล้วเธอจะรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ในอกทำไมกันล่ะในตอนนี้?...

“ไม่รู้ได้ยังไง พอแบบนี้แล้วจะมาไม่รู้ไม่ได้สิครับ รู้ไว้ว่าพี่รักเธอ และไม่มีวันยอมมีใครคนอื่นอีกแน่ๆ นอกเสียจากว่าเธอจะไม่ต้องการความรู้สึกแบบนี้ของพี่อีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ก็ให้บอกกัน” ชายหนุ่มพูดเสียงเบามาก ลมหายใจอุ่นๆ จนร้อนที่ออกจากปากนั้นสัมผัสแผ่วเบาที่แก้มนวล

“มันไม่ใช่แบบนั้น แต่มันคือ...ก็อิงน้อยใจพี่วินนี่นา แล้วใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของพี่กันล่ะ ก็อยากไม่บอกให้รู้เอาไว้ก่อนทำไม ไม่รู้แหละอิงไม่ผิดที่คิดแบบนั้น” เมื่อไม่เห็นทางไปที่ดีกว่านี้ คนตัวบางก็ไปแบบน้ำขุ่นๆ มันเสียเลย

“ไม่ผิดก็ไม่ผิดสิ แต่ทำแบบนั้นพี่เสียใจไปหลายวันเลยนะ แล้วที่ไม่สบายอยู่นี่ก็มีสาเหตุมาจากเธอเพราะฉะนั้นเธอต้องปลอบใจพี่ให้หายป่วยด้วย ไม่อย่างนั้นพี่ไม่ยอมเด็ดขาด” คนป่วยเริ่มออกอาการเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นว่าเธอไปไม่เป็นแล้วจริงๆ

“เอ่อ เอาเป็นว่าเราจบเรื่องนี้กันก็ได้ ถ้าอย่างนั้นอิงขอตัวกลับบ้านดีกว่า พี่วินจะได้พักผ่อนยังไม่หายดีด้วย แล้วอีกอย่างคุณพ่อคุณแม่ของพี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย จะได้อยู่กันพร้อมหน้าตามประสาครอบครัว” ปรางฉัตรตัดบทเสียเฉยๆ เพราะเธอกลัวตัวเองจะถูกเขาเอาคืน

“ไม่ให้กลับ เพราะเรื่องต่อไปที่เราจะต้องทำความเข้าใจกันก็คือ เรื่องของครอบครัวทั้งสองฝ่ายนี่แหละ วันนี้คุณพ่อคุณแม่มาที่นี่ พี่ก็จะคุยเรื่องของเราด้วยเลย” วิศรุตบอกความตั้งใจของตนเองออกมา คนหน้าหวานที่ดึงดันจะกลับไปให้ได้ในตอนแรกหันขวับมามองหน้าเขาทันที

“ไม่ได้นะคะ อย่าเพิ่งนะพี่วิน” เสียงหวานท้วงออกมาอย่างกังวล เธอยังไม่ทันได้ทำใจเลยด้วยซ้ำ แค่เมื่อครู่ที่ผ่านมาถูกมารดาของเขาถามรุกเข้าใส่แบบนั้นเธอยังไปไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แล้วถ้าหากบอกเรื่องราวทั้งหมดของเธอไป เธอไม่แย่หรอกหรือ...

“ทำไม กลัวอะไรล่ะ ถ้าเธอกลัวแล้วเมื่อไหร่เราสองคนถึงจะสามารถคบหากันแบบเปิดเผยให้คนทั่วไปเขารับรู้ได้ล่ะ หรือเธอกลัวคุณพ่อคุณแม่ พี่รับรองว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน สัญญาให้ก็ได้” น้ำเสียงจริงจังมุ่งมั่นของชายหนุ่มทำให้เธออึ้งไป

“เอ่อ...จะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ”

“จริงแท้แน่นอนเลย แต่ตอนนี้พี่ว่า...ขอกำลังใจให้พี่ก่อนไปลุยด่านสำคัญด่านแรกก่อนดีไหมล่ะ” คนป่วยเปลี่ยนเรื่องกะทันหันวกเข้าหาเธอทันที

“อะ อะไร ไม่เอา อิงจะกลับจริงๆ แล้วนะ”

“ไม่ให้กลับ ทำให้พี่เสียขวัญมาตั้งหลายวัน เพราะฉะนั้นต้องรับขวัญกันก่อนสิคนสวย” น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนมาเป็นยั่วเย้าอยู่ในที ก่อนที่เธอจะหมดสิทธิ์คิดและทำอะไรอีกเลยหลังจากเวลานั้นก็เพราะความเจ้าเล่ห์ของคนป่วยนั่นเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha