ปรารถนามังกร

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ตอนที่ 2 : บทที่2 มังกรดำอดีตประมุขอสูร


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่2

มังกรดำอดีตประมุขอสูร

 

อิ๋นหลิงก้มหน้าไม่พูดคำไหนอีก เจ้าสวรรค์คิดว่านางคงอยากใช้เวลาเพื่อขบคิดลำพัง จึงบอกให้นางออกไป

เอาเถอะ ข้าพูดแล้วไม่คืนคำ เจ้ากลับไปทบทวนให้ดีเสีย

อิ๋นหลิงประสานมือ หลุบตาลงต่ำพลางกล่าวอย่างจำยอม

อิ๋นหลิงทราบแล้ว เช่นนั้น อิ๋นหลิงขอลาทุกท่าน

องค์หญิงน้อยว่าง่ายเช่นนี้ เจ้าสวรรค์ยินดีปรีดา ลูบเคราอย่างสบายใจ ประมุขอสูรเสี่ยนจู้รู้สึกดีใจไม่ต่างกัน ครั้นได้ทีก็รีบยื่นมือหมายจะแตะต้องนางอีก ทว่า อิ๋นหลิงขยับตัวหลบพลัน

หลังจากที่นางได้รับอนุญาตให้ไปได้ จึงไม่ชักช้า รีบย่อกายสำรวมก่อนหมุนตัวจากไปฉับไว

 

ออกมาจนพ้นสถานที่ชวนอึดอัดใจ อิ๋นหลิงก็ร้อนรุ่มในใจไปหมด ทั้งหัวใจและดวงตา รวมถึงจมูกเริ่มร้อนชื้น อยากร้องไห้ออกมายิ่งนัก เมื่อต้านทานความเสียใจไม่ไหว นางเดินไปพลางปาดน้ำตาไป ไม่สนใจว่าเซียนหรือเทพองค์ใดจะมองจ้องมา

เมื่อครู่ที่อยู่ในท้องพระโรง นางใช้ความคิดจนวิ่งวนสับสนไปหมด อีกยี่สิบวันจะต้องแต่งงานกับประมุขอสูรนั่น เพียงแค่คิด นางก็ไม่อาจทนแล้ว ไหนเลยจะยังใช้ชีวิตมีความสุขอย่างเดิมได้

อิ๋นหลิงเดินไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนคิดไม่ตก ครั้นสมองก็พลันนึกถึงคำพูดของตนเองที่เอ่ยในท้องพระโรงเมื่อครู่ เจ้าประมุขอสูรคนเก่าหายสาบสูญ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แต่ถ้าหากเขายังอยู่ ไม่แน่ว่าอิ๋นหลิงอาจจะไม่ต้องแต่งกับเจ้าประมุขเสี่ยนจู้ก็ได้ สู้แต่งกับวีรบุรุษผู้นั้น นางจะสบายใจยิ่งกว่า

อิ๋นหลิงปลงใจตนเองเสร็จ พลันก้าวเท้าตรงไปหาซื่อมิ่ง หมายจะขอความช่วยเหลือสักครั้ง

 

อิ๋นหลิงอยากตามหาอดีตประมุขอสูรคนก่อนที่เคยช่วยชีวิตนางไว้แต่ยังเล็ก ด้วยคิดว่ามีแต่ท่านผู้นั้น ที่จะช่วยเกลี้ยกล่อมให้เจ้าสวรรค์ยกเลิกงานแต่งระหว่างนางกับประมุขอสูรเสี่ยนจู้ได้

ติดปัญหาตรงที่ตอนนั้นอิ๋นหลิงยังเล็กนัก ใบหน้าค่าตาของเขานางจึงจำมิได้แล้ว ทั้งเขาเคยมีรูปร่างอย่างไร สูงโปร่งสง่างามเพียงไร ทุกอย่างล้วนเลือนหายไปจากความทรงจำตามกาลเวลา

นางได้ยินเจ้าสวรรค์บอกเมื่อครู่ว่าเขาหายตัวไปนับพันปีแล้ว อยู่ที่ใดไม่มีใครรู้ อิ๋นหลิงจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มตามหาท่านอดีตประมุขอสูรที่ไหนดี กระนั้นจึงมุ่งหน้าไปหาซื่อมิ่ง บางที ซื่อมิ่งอาจจะพอรู้อะไรบ้าง

ซื่อมิ่งเป็นเทพชะตาลิขิต อยู่มานานกว่าอิ๋นหลิง อีกทั้งยังใช้พู่กันได้คล่องแคล่ว ไม่แน่ว่าซื่อมิ่งอาจจะพอจำหน้าตาและวาดภาพเหมือนส่งให้นางสักภาพ

อิ๋นหลิงหยุดที่เรือนของซื่อมิ่ง ครั้นก้าวเข้าประตูเข้าไป เซียนสาวผู้รับใช้จึงออกมาต้อนรับแทน

คารวะองค์หญิงอิ๋นหลิง ท่านมาพบท่านเทพชะตาหรือเจ้าคะ

อิ๋นหลิงพยักหน้าตอบพลางกวาดสายตาหาเทพชะตาที่ต้องการพบ จึงถามเซียนสาวรับใช้ด้วยเสียงอ่อนเบา

ซื่อมิ่งอยู่หรือไม่ ข้ามีเรื่องด่วนอยากหารือด้วย

เซียนสาวรับใช้กล่าวกลับไปด้วยกิริยานบน้อม “ท่านเทพไม่อยู่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้จะลงไปโลกมนุษย์ดูชะตาของเทพท่านอื่นที่ถึงด่านเคราะห์ พรุ่งนี้จึงจะกลับมา ถ้าอย่างไร องค์หญิง…

เซียนสาวรับใช้กล่าวยังไม่หมด อิ๋นหลิงจึงตัดบท “ข้าจะรอที่นี่ไม่กลับไป

เซียนสาวรับใช้มิบังอาจขัดเจตนาขององค์หญิงอิ๋นหลิง นางย่อกายสำรวมกล่าวเสียงหวาน “เช่นนั้นให้บ่าวไปชงชากับนำขนมมานะเจ้าคะ

ไม่ต้อง ข้าไม่กินอะไรทั้งสิ้น ข้าไม่หิว” พูดจบจึงเดินผ่านเซียนสาวเข้าไปด้านในอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่ละย่างก้าวเดินล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึก

สิ้นหวัง จิตใจว้าวุ่นจนมิอยากทำอันใดต่อไป

อิ๋นหลิงนึกกลัวหลายสิ่งหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาใส่ในตอนนี้ กลัวว่าซื่อมิ่งจะไม่ช่วยนาง กลัวว่านางจะต้องแต่งให้กับประมุขเสี่ยนจู้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง กลัวซื่อมิ่งจะไม่รู้ว่าอดีตประมุขอสูรอยู่ที่ใด และมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และกลัวที่สุดคือจะตามหาเขาไม่เจอ และมิมีโอกาสได้ออกตามหา

ทุกอย่างประเดประดังเข้ามารวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน รู้สึกเรี่ยวแรงหดหายไปตั้งแต่เจ้าสวรรค์บอกจะให้เข้าพิธีแต่งงาน

องค์หญิงน้อยเดินอย่างเลื่อนลอยเข้าไปนั่งยังโต๊ะตัวเตี้ย วางแขน

เกยคางไว้ รอคอยเทพชะตาด้วยใจจดจ่อ แววตาเหม่อลอย

เซียนสาวรับใช้มองสังเกตองค์หญิงอิ๋นหลิงอยู่ห่างๆ นางพอรู้จักนิสัยหลานสาวเจ้าสวรรค์อยู่บ้าง เวลาที่ไม่สบายใจมักจะแวะเวียนมาหาท่านซื่อมิ่งระบายความอัดอั้น หากไม่มาด้วยอารมณ์แง่งอนก็โวยวายบ้างเล็กน้อย

ทว่า วันนี้น่าแปลกยิ่ง องค์หญิงมีท่าทีซึมเศร้าและเอาแต่เหม่อลอย บรรยากาศต่างออกไปไม่เหมือนเดิม เป็นเพราะอันใดนั้น แม้เซียนสาวจะอยากถามแต่ก็มิกล้าบังอาจ จึงได้แต่หลบไปอยู่หลังเรือน ทำหน้าที่ของตนไปตามเดิม รอท่านเทพกลับมาค่อยเล่าสิ่งที่องค์หญิงน้อยเป็นให้ฟัง

อิ๋นหลิงนอนฟุบบนโต๊ะตัวเตี้ยกลางห้องอยู่เป็นนาน สายตาทอดมองเบื้องหน้าโดยไร้จุดหมาย ค่อยคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านมาอยู่หลายรอบ นึกน้อยใจที่เจ้าสวรรค์ตวาดนางต่อหน้าผู้อื่น ทั้งที่พระองค์มิเคยมีโทสะกับนางมาก่อน พระองค์ทรงเห็นผู้อื่นดีกว่านางไปเสียแล้ว สิ่งที่องค์หญิงน้อยรู้สึกอยู่ขณะนี้เหมือนกับถูกสวรรค์ทอดทิ้งอย่างไรอย่างนั้น ช่างโดดเดี่ยวเดียวดายราวกับดินแดนแห่งนี้มิใช่ที่ของนาง

นางจงเกลียดจงชังประมุขเสี่ยนจู้จนเข้ากระดูกดำ ฝังแน่นในใจลึกยากจะลืม แต่เจ้าสวรรค์ที่เลี้ยงดูอิ๋นหลิงมาไม่เข้าใจนางเลยสักนิด พระองค์กลับยกนางให้กับศัตรูอย่างง่ายดาย เช่นนี้จะทำอย่างไรดี

อิ๋นหลิงคิดเรื่อยเปื่อย ช่างทุกข์ใจยิ่งนัก นางอยู่ที่โต๊ะเตี้ยตัวนั้นตลอดทั้งคืน ครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยความกังวล

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร พอรู้ตัวอีกที แผ่นหลังของนางก็ถูกลูบปลอบอย่างแผ่วเบา อิ๋นหลิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นเทพชะตาผู้งดงามกำลังยิ้มละมุนมองด้วยความอ่อนโยน

ความตื้นตันหลั่งไหลท่วมท้นออกมาเป็นน้ำตา พลันสวมกอดซื่อมิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น นางรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ยังมีคนเอ็นดู คอยอยู่ข้างๆ ยามที่ไร้ใครเหลียวแล

ซื่อมิ่งช่วยข้าด้วย เจ้าสวรรค์ไม่รักข้าแล้วจึงคิดจะโยนข้าทิ้ง ข้าอยากหนีให้พ้นจากที่นี่เหลือเกิน ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับคนชั่วช้าพรรค์นั้น ข้าขอร้อง ช่วยข้าเถอะนะ ฮื่อ..."

องค์หญิงน้อยร้องไห้อ้อนวอน ซื่อมิ่งได้ฟังก็รู้สึกสงสารจับจิต

ก่อนเข้ามาในเรือน เซียนสาวรับใช้เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าองค์หญิงน้อยกำลังมีเรื่องให้โศกเศร้าเสียใจ

เทพชะตาได้ฟังได้เกิดความสงสัย ไม่รู้เป็นเพราะอะไรกันแน่ ทั้งที่เมื่อวานนี้ยังดีๆ อยู่แท้ๆ แต่พอเข้าเฝ้าเจ้าสวรรค์ขณะกำลังหารือกับชาวอสูร กลับฟูมฟายโผเข้ากอดนาง ร้องขอความช่วยเหลือราวกับเด็กน้อย

ซื่อมิ่งคลายกอด เช็ดน้ำตาให้อิ๋นหลิงพลางกล่าว “ตั้งสติก่อน

องค์หญิงน้อย หากท่านเอาแต่ร้องไห้จนฟังท่านพูดไม่รู้เรื่อง ข้าน้อยจะช่วยท่านได้อย่างไร

ได้ซื่อมิ่งเตือนสติ อิ๋นหลิงจึงหยุดร้องกลืนก้อนน้ำตา สูดลมหายใจเข้าลึก พลันเขย่าแขนขอร้องอีกครั้ง

ซื่อมิ่ง เจ้าต้องช่วยข้า ถือว่าสงสารข้าเถิดนะ ชะตาข้าอาภัพ ข้าถูกเจ้าสวรรค์จับให้แต่งงานกับเจ้าประมุขแดนอสูร ข้าไม่อยากแต่งงานกับคนที่เคยสังหารท่านพ่อท่านแม่ข้า หากส่งข้าไปเผ่าอสูรไม่เท่ากับฆ่าข้าทั้งเป็นเลยหรือ ข้าทำใจมิได้ สู้ฆ่าข้าเสีย…ดีกว่าส่งให้ประมุขอสูรนั่น

ประมุขอสูร ชายที่ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดนั่นน่ะหรือ?

ซื่อมิ่งนิ่งอึ้งไป เรื่องที่องค์หญิงน้อยขอร้องใช่เรื่องเล็กน้อยเสียที่ไหน

นางคิดหนัก เกิดลังเลที่จะช่วยเหลือองค์หญิงน้อยอยู่หลายเหตุผล

ประการแรก คนออกคำสั่งและรับปากชาวอสูรคือเจ้าสวรรค์ ประมุขที่ปกครองสวรรค์ทรงเกียรติที่สุดในดินแดนนี้ คำพูดของพระองค์ทรงพลังยิ่งกว่าตัวอักษรที่นางเขียนลิขิตให้แก่มวลมนุษย์เสียอีก

ประการที่สองคือซื่อมิ่งเป็นเพียงเทพชะตา ซึ่งฐานะของนางมิอาจไปต่อรองอันใดกับเจ้าสวรรค์ได้เลย หากซื่อมิ่งช่วยองค์หญิงอิ๋นหลิงหลบหนี ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ ทั้งสองจะต้องโดนลงทัณฑ์เป็นแน่

แต่ซื่อมิ่งก็สงสารองค์หญิงน้อยเหลือเกิน

ยิ่งเสียงร้องไห้ราวจะขาดใจนี้เหมือนไม่เหลือใครให้พึ่งพิงแล้วจริงๆ

ควรจะทำอย่างไรดี

เทพชะตาตบหลังมือองค์หญิงน้อยเพื่อปลอบเบาๆ ใช้ความคิดไปพลาง พบปัญหาใหม่ขึ้นมา เรื่องที่องค์หญิงน้อยจะเล่าให้ฟังตั้งแต่เมื่อวานกลับลืมไปเสียสนิท แต่ก็ช่างเถิด หากนางอยากเล่า สักวันก็จะรู้เอง ตอนนี้ทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมองค์หญิงอย่าทำอะไรผลีผลามจนผิดกฎสวรรค์ก็พอ

องค์หญิงน้อย ข้าน้อยจะช่วยท่านได้อย่างไร งานแต่งงานนั้นคือ
เจ้าสวรรค์เป็นผู้ตรัส มีเพียงท่านที่พระองค์ทรงโปรดและเอ็นดูที่สุดถึงจะขอยกเลิกได้ ท่านไม่ลองไปเอ่ยขออีกสักครั้งเล่า

อิ๋นหลิงส่ายหน้า แววตาหมองหม่นที่อยากพูดข้าล้วนพูดไปหมดแล้ว ข้าไม่มีอันใดจะกล่าวอีก หากพระองค์ไม่เข้าใจข้าทั้งที่เลี้ยงดูข้ามา แล้วจะมีใครเล่าจะเข้าใจได้

ความหวังที่จะหาวิธีต่อรองกับเจ้าสวรรค์เรื่องการแต่งงานนั้นมีเพียงริบหรี่ อิ๋นหลิงรำพึงด้วยความน้อยใจ 

วูบนั้น องค์หญิงน้อยพลันฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้

จริงสิ ในตอนที่ข้ายังเด็ก มีท่านผู้หนึ่งช่วยชีวิตข้าไว้ใช่หรือไม่ เขาเป็นอดีตประมุขอสูร ข้าได้ยินที่เจ้าสวรรค์พูดอย่างนั้น ซื่อมิ่งรู้จักนามของเขาหรือไม่ ช่วยบอกและวาดภาพของเขาให้ข้าหน่อย ข้าจะไปตามหาเขาให้เขามาช่วยเกลี้ยกล่อมเจ้าสวรรค์ ยกเลิกงานแต่งกับประมุขเสี่ยนจู้

เทพชะตาได้ยินก็ถึงกับอึ้ง สิ่งที่องค์หญิงน้อยหมายจะกระทำนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องยุ่งยากยิ่ง

ซื่อมิ่งหนักใจ ตอนนั้นที่องค์หญิงน้อยมาอยู่กับเจ้าสวรรค์แรกๆ นางกำลังเป็นมนุษย์ประสบด่านเคราะห์ ไม่เคยพบหน้าและไม่ทราบชื่อผู้ที่อีกฝ่ายเอ่ยถึง

องค์หญิงน้อย เรื่องนี้ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ ตอนนั้น ข้าน้อยอยู่บนโลกมนุษย์ เป็นมนุษย์เพื่อศึกษาความทุกข์

อิ๋นหลิงไร้คำจะกล่าวไปชั่วขณะ โชคชะตาต้องการให้นางแต่งงานกับอสูรป่าเถื่อนเหี้ยมโหดพวกนั้นหรืออย่างไร หากไม่…โปรดช่วยบอกนางบ้างเถิดว่าเขาผู้นั้นมีเอกลักษณ์เป็นอย่างไร แค่อย่างเดียว…อย่างเดียวก็ยังดี

อิ๋นหลิงหลุบตาลงต่ำ รู้สึกสิ้นหวังอย่างยากจะทำใจ จมอยู่กับความคิดของตนเองไปพักใหญ่

เทพชะตาเองก็ไม่รู้จะช่วยเรื่องนี้อย่างไรจึงจะดี หากนางกลับจากแดนมนุษย์ทัน พอได้เห็นใบหน้าอดีตประมุขอสูรในตอนนั้น ยังพอจะวาดภาพออกมาได้ แต่นี่ซื่อมิ่งเพียงได้ฟังเหล่าเทพกล่าวขวัญถึงเท่านั้น ว่าอดีตประมุขอสูรได้นำเด็กน้อยมาฝากฝังเจ้าสวรรค์เลี้ยงดู มากกว่านั้นจนปัญญาจริงๆ

ทุกอย่างเงียบกริบ มิมีเสียงใครเอ่ยขึ้นมา ต่างฝ่ายล้วนแต่ใช้ความคิดหาทางแก้ไข 

ช่วงเวลาล่วงเลยผ่านไปนับสองเค่อ พลันเสียงร้องอา!ของซื่อมิ่งดังจนอิ๋นหลิงที่ตกอยู่ในห้วงความคิดต้องสะดุ้ง 

ซื่อมิ่งคิดอันใดได้บางอย่างเขาเป็นมังกร ข้าน้อยรู้แต่ว่าเขาเป็นมังกร

อิ๋นหลิงเท้าคางพลางมองไปด้านนอกด้วยสายตาหมดหวัง

ซื่อมิ่ง จะให้ข้าไปเยือนเผ่ามังกรที่แดนอสูรนั่นแล้วไล่ถามทีละคนหรืออย่างไรว่าใครเป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้ในอดีตกาลยากไม่ต่างจากงมเข็มในห้วงมหาสมุทรเลยแต่ไม่ว่าจะอย่างไหนก็ยุ่งยากเหมือนกันหมด เพราะข้าไม่รู้ที่อยู่ของเขา มิเช่นนั้น เรื่องคงง่ายกว่านี้

ซื่อมิ่งยิ้ม ลูบแผ่นหลังองค์หญิงน้อยด้วยเอ็นดูที่องค์หญิงน้อยว่ายุ่งยาก อาจจะเป็นเจตนาสวรรค์

สวรรค์ไหนอีกเล่า ก็ที่นี่มิใช่หรือสวรรค์ เจตนาเจ้าสวรรค์มากกว่าและแล้วริมฝีปากจิ้มลิ้มพลันบิดเบ้

องค์หญิงน้อยจะร้องไห้อีกแล้ว!?

ซื่อมิ่งได้ยินเสียงสะอื้นก็เกิดจนใจ คลี่ยิ้มแห้งๆ กล่าวปลอบประโลมองค์หญิงน้อย

โปรดใจเย็นก่อนเถิด ข้าน้อยอยากจะเล่าว่า เมื่อหลายหมื่นปีก่อน แดนอสูรมีเภทภัย บิดามารดาของอดีตประมุขได้เลี้ยงเด็กไว้คนหนึ่งคือเสี่ยนจู้ และเสี่ยนจู้นั่นเองที่เป็นคนก่อกบฏหมายจะยึดครองแดนอสูร องค์หญิงน้อยก็เป็นสายเลือดชาวอสูรที่ถูกผลกระทบฆ่าล้างครอบครัว แต่ว่ากลับมีท่านที่ประมุขอสูรในอดีตช่วยออกมาได้ และนำมาฝากเจ้าสวรรค์ดูแลก่อน ตัวเขาเองก็บาดเจ็บเพราะถูกพิษงูเก้าเศียรเข้า

หัวคิ้วเรียวงามของอิ๋นหลิงขมวดมุ่นอย่างสงสัยงูเก้าเศียร?”

ซื่อมิ่งพยักหน้า เล่าต่องูเก้าเศียรเดิมเป็นเทพมังกรวารีผู้สูงส่ง แต่ทว่าถูกสาป เพราะเขาใฝ่สูงหมายจะเป็นผู้ปกครองสวรรค์และคิดร้ายต่อเจ้าสวรรค์จนบาดเจ็บสาหัส ซ้ำร้ายยังทำร้ายเหล่าเทพจนดวงจิตแตกสลายไปมากมาย เขาจึงถูกสาปกลายเป็นงูไปชั่วชีวิตด้วยมนตร์สะกดของ
เทพบรรพกาลที่อาศัยอยู่นอกสุริยะไตรภพ แม้จะเป็นเพียงงู มิอาจเป็นดุจเดียวกับมังกร แต่เรื่องพิษหรือความเก่งกาจก็ยังเท่ากับมังกรตนอื่น กระนั้นเมื่อมังกรดำผู้เป็นวีรบุรุษของท่านประมือกับงูเก้าเศียรจึงได้รับบาดเจ็บ ทำให้ร่างกายของเขามิอาจควบคุม[P1] พลังปราณมังกรได้ ร่างกายจึงมีปัญหาบางอย่าง แต่ข้าน้อยก็ไม่รู้ว่างกายของเขาเป็นอันใดไป หลังจากที่ฝาก
เจ้าสวรรค์ดูแลท่าน เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ท่านไม่รู้สึกหรือว่าเป็นเจตนาสวรรค์ที่ต้องการให้ท่านกับท่านอดีตประมุขอสูรได้มีชะตาร่วมกัน เดิมที เขาเป็นผู้ปกครองแดนอสูร ท่านเป็นหนึ่งในชาวอสูร อาศัยกับบิดามารดา หากไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านกับอดีตประมุขผู้นั้นจะได้พบกันหรือซื่อมิ่งกล่าวให้กำลังใจ พลางปัดเรือนผมให้องค์หญิงน้อยใหม่

ไม่แน่ว่าคราวนี้ สวรรค์อาจต้องการให้ท่านไปพบเขาอีกครั้งก็เป็นได้

สองตาของอิ๋นหลิงเป็นประกาย นั่งตัวตรงตั้งใจฟัง ราวกับคำพูดของเทพชะตาจุดความหวังเล็กๆ ของนางลุกพรึ่บ

ซื่อมิ่งเล่าต่อมังกรผู้นั้นเพียงบอกว่าจะไปขับพิษที่แดนมนุษย์อันกว้างใหญ่ เพราะเห็นว่าปราณบริสุทธิ์มีมาก หายดีแล้วค่อยกลับมา

เทพชะตารู้จากเทพโอสถมาอีกอย่างหนึ่งว่าพิษจากงูเก้าเศียรนั้นขับออกยาก หากจะเป็นยาที่วิเศษที่สุดคงจะเป็นยาจากแดนอสูรที่เรียกว่า
ฉุนเฟิ่ง เท่านั้นที่ช่วยขับออกได้ให้หายราวกับปาฏิหาริย์ ไฉนเขาถึงทิ้งยาวิเศษที่ว่านั่นแล้วลงไปแดนมนุษย์เช่นนี้กันหนอ ยิ่งคิด ซื่อมิ่งก็ยิ่งไม่เข้าใจ พลางชำเลืองมองอิ๋นหลิงเป็นครั้งคราวเพราะยาวิเศษที่ว่านั้นนั่งอยู่ตรงนี้

ข้ารอเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ไหวแล้ว เกรงว่าชักช้ากว่านี้ ข้าจะหมดทางเลือกเสียก่อน

หากองค์หญิงน้อยจะไปขอความช่วยเหลือจากเขา ก็คงต้องออกตามหาเขาที่โลกมนุษย์

องค์หญิงน้อยตั้งใจแน่วแน่ กุมมือเทพชะตาเพื่อขอให้ช่วยข้าจะไปแดนมนุษย์เพื่อตามหาเขา ซื่อมิ่งช่วยข้าด้วยเถิด

เทพชะตายิ้มบางๆ องค์หญิงน้อยทำฮึดสู้แลดูสดใสกว่าเมื่อครู่นี้มาก แต่การลงไปยังแดนมนุษย์ล้วนมีแต่เรื่องอันตรายทั้งสิ้น ที่แห่งนั้นมิใช่ว่าจะมีแต่มนุษย์ทั่วไปเสียทีเดียว กลับมีเหล่าปีศาจคอยซุ่มดักจับคนที่อ่อนแอกว่ามีถมไป เช่นนี้ ซื่อมิ่งจะวางใจให้องค์หญิงน้อยไปได้อย่างไร

ข้าน้อยยังไม่วางใจนัก เกรงว่า…

ที่นี่ ข้าไม่มีใครอีกแล้ว ถ้าซื่อมิ่งทอดทิ้งข้า ข้าจะกระโดด
แท่นประหารเซียน ตายเสียยังดีกว่าต้องอยู่กับคนชั่วไปอีกหมื่นปี!พูดเช่นนี้ไม่เพียงแค่ขู่ แต่อิ๋นหลิงต้องการจะเอาจริง นางยอมดวงจิตแตกดับดีกว่าจะยินยอมให้คนชั่วสมหวังในตัวนาง



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha